ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738


    ตอนที่ ๑๗๓๘

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    เพราะฉะนั้นคำถามทั้งหมดเนี่ยนะคะ มี๓ขั้นคือปริยัติเตะปฏิบัติ และปฏิเวธถ้ามีใครคิดว่าไม่จริงบ้างไม่ต้องรู้อะไรแล้วก็จะไปเกิดความเข้าใจสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏได้เองโดยไม่ต้องมีความรอบรู้ในปริญัติติ ปริยติไม่ได้หมายความถึงภาษาบาลี และหลักไวยกรณ์เพราะเหตุว่าคนที่แขวนมาขดนะคะ เขาไม่ต้องเรียนไวยากรณ์เขาก็พูดภาษามาคติได้เหมือนคนไทยนะคะ เกิดมาก็ไม่ต้องเรียนว่าภาษาไทยต้องมีประธานมีกิริยามีกรรมแต่ว่าเราก็พูดได้ เพราะฉะนั้นความสำคัญอยู่ที่ว่านะคะ เข้าใจความหมายของคำๆ นั้น ถูกต้องไม่ใช่แวะไปติดอยู่ที่หลักไวยกรณ์หรือทำแปลเพียงเท่านั้นนะคะ แต่ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องคำนั้นบ่งทิ้งหมายถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ให้มีความเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะเข้าใจปริยัติว่าคืออะไรคือความรอบรู้ ไม่ใช้นิดๆ หน่อยๆ ในเล็กๆ น้อยๆ แค่ธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงนะคะ แต่จะต้องมีความเข้าใจลึกรายละเอียดกว่านั้นด้วยนะคะ มีจริงเมื่อไหร่เมื่อกำลังปรากฏปรากฏเมื่อไหร่เมื่อเกิดขึ้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่เมื่อมีเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นเกิดระดับไปจะรู้สิ่งที่ดับไปแล้วได้ไหมคะ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะเข้าใจเฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นฟังธรรมะนะคะ คือเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ว่าเป็นธรรมะก่อนอื่นใดทั้งสิ้นเพื่อที่จะไม่ลืมไม่เป็นเราไม่เป็นไรทั้งหมดนะคะ แต่เดี๋ยวนี้อะไรเป็นธรรมะลืมใช่ไหมคะฟังบ่อยๆ เพื่อไม่ลืมว่าขณะนี้ค่ะมีสิ่งที่มีจริงๆ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึงมีความหมายอะไรมั้ยคะ เราทุกคนช่างคิด ถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้เพื่ออะไร เพื่อรู้ว่าสิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย เสียงเมื่อกี้นี้ ใครจะไปตามหามาได้รับแล้วคือไม่กลับมาอีก กลับไปอีกหรือเปล่าค่ะมีเสียงไม่ได้ยินก็ไม่ได้กลับไปอีกเรื่อง เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่ล่วงแล้วนะคะ ไม่คำนึงถึงเพราะว่าไม่สามารถที่จะให้เข้าใจถูกต้องในสิ่งที่ไม่มีเพราะว่าจาก ไม่มี และเบแล้วก็หามีไม่ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดทุกคน๕มคิดใหม่ได้นะคะ แต่ไม่รู้ว่าขณะนั้นคิดเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นค่ะไม่ต้องไปถึงคำศัพท์ยากอะไรเลยนะคะ เพียงคำว่าเข้าใจธรรมะที่กำลังปรากฏ ก็จะเป็นสิ่งที่จะป้องกันไม่ให้เราเนี่ยนะคะ ละเลยที่จะรู้ว่านี่เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคระเพราะสิ่งที่มีกำลังมีที่กำลังปรากฏขณะนี้เท่านั้นที่สามารถที่จะทำให้เกิดความเห็นถูกหรือความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังนี้ได้เพราะฉันไม่ลืม ทุกคำเลยถ้าสามารถที่จะรู้ถึงความหมายที่ลึกซึ้งนะคะ ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วจากแล้วชาติก่อนดับนะเมื่อเช้านี้ไม่เหลือทุกสิ่งทุกอย่างสักขณะเดียวไม่เหลือแล้วจะมีเราที่ไหนจะเป็นเราเมื่อกี้นี้กำลังทำอะไรหรือเปล่าก็หมดแล้วไม่เหลือแล้วนะคะ กว่าจะสามารถที่จะละความติดข้องด้วยความเป็นเรานะคะ ก็ต้องอาศัยปัญญาจริงๆ ที่ฟังแล้วเข้าใจจริงๆ ว่าถ้าจะรู้ความจริงก็คือธรรมะที่กำลังปรากฏแม้แต่คำถามที่ว่าบรรลุธรรมก็คือการเข้าถึงความจริงของสภาพธรรมะที่ปรากฏซึ่งเกิดแหละ ไม่ใช่ทำมาอื่นที่ยังไม่เกิดหรือว่าที่ดับไปแล้ว เนี่ยค่ะ เพราะฉะนั้นการไกลตรองให้เข้าใจแต่ละคำนะคะ ซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูลมากเป็นปริยัติถ้ายังไม่มีความรอบรู้อย่างนี้นะคะ จะกล่าวถึงปฏิบัติทำไม เพราะว่าเป็นคำภาษาไทยนะคะ ซึ่งเข้าใจผิดเพราะว่าไม่รู้ว่าปฏิบัติในภาษาบาลีภาษามติ ที่เป็นการแสดงพระธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นปฏิบัติคืออะไร เพราะฉะนั้นปกติแปลว่าเฉพาะค่ะ ปกติแปลว่าจริง เพราะฉะนั้นปฏิบัติไม่มีใครไปทำอะไรนะคะ แต่ปัญญาเขาจริงความจริงของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏไม่ใช่คำว่าปัญญาเข้าถึงความจริงของสภาพธรรมะที่ปรากฏหมายความว่าขณะนั้นต้องเป็นสติ ที่ใช้คำในภาษาไทย และระลึกได้หรือใช้คำว่าตามรู้แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือว่าเมื่อได้ฟังพระธรรมจนมีความเข้าใจที่มั่นคงเป็นสัจจะญาณไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนนะคะ ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วเพราะขณะนี้เฉพาะแข็งกำลังปรากฏ เสียงกำลังปรากฏเห็น และสิ่งที่ปรากฏทางตากำลังปรากฏไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วนะคะ เพราะเข้าใจลักษณะที่ปรากฏว่าเป็นธรรมะอย่าง ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงขึ้นใหม่มีความติดข้องต้องการสภาพธรรมะนั้นก็ปรากฏตามความเป็นจริง ที่ยังไม่สามารถปรากฏตามความเป็นจริงได้นะคะ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมะหนึ่งเกิดระดับอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีสภาพธรรมะอื่นซึ่งเกิดนักสืบต่อกันอย่างเร็วแล้วจะไปรู้ความจริงของสภาพธรรมะหนึ่งซึ่งเกิดระดับได้อย่างไรถ้าไม่มีความรอบรู้คือปริยัติ ที่จะทำให้คล้ายกันยึดถือสภาพธรรมะนั้นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือว่าเป็นตัวตนแต่เมื่อนะคะ มีความเข้าใจพอที่จะเป็นปัจจัยให้มีการรู้ และเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะที่ปรากฏยังไม่พอค่ะยันคลายความติดข้องเพราะเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก แค่ปรากฏระดับเพียงอาศัยระลึกว่าขณะนั้นเป็นธรรมะอย่างหนึ่งแล้วก็ดับ โลพระความติดข้องความต้องการก็เกิดอยากรู้อยากเข้าใจ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้นะคะ กระทำทั้งหมดเป็นไปเพื่อการล่ะเพราะอะไรเพราะว่าที่ติดเพราะไม่รู้เพราะอวิชาแต่ที่ล่ะเพราะปัญญารู้ เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถที่จะไปละได้ไปบอกให้ใครละได้แต่ปัญญาที่เจริญขึ้นสามารถทำกิจของปัญญาที่เจริญขึ้นแล้ว แปลว่าตราบใดที่ปัญญายังไม่เจริญจะให้ไปละอะไรได้อย่างไรเพราะว่านาทีละเป็นหน้าที่ของปัญญาที่อบรมแล้วเจริญขึ้นแล้วจึงสามารถที่จะทำกิจละคลายได้ด้วยเหตุนี้นะคะ ถ้าใครบอกให้ละโดยไม่รู้อะไรเลยรู้ได้เลยคะไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะว่าพุทธะคือรู้ถูกเห็นถูกสัมมาสัมพุทธะตามความเป็นจริงเป็นผู้ตื่นเป็นผู้รู้เป็นผู้เบิกบานเพราะว่าสัตว์โลกที่ยังมีกิเลสนะคะ เบิกบานในกิเลส เมื่อเช้าได้อะไรต่อมิอะไรก็เปิดบ้าน พอใจด้วยกิเลส แต่ว่าถ้ารู้ว่านะคะ เหมือนนอนอยู่ในกองขยะทั้งวันทั้งคืน จะลบขึ้นไหมคะ ค่ะเรียกว่ายังอยู่ต่อไปในกองขยะยังไม่สามารถที่จะพ้นไปได้เลยนะคะเพราะฉะนั้นเวลาที่มีความเข้าใจถูกมีความเห็นถูกตามความเป็นจริงนะค่ะเบิกบานที่ได้ออกจากความเห็นผิด แบบบ้านออกจากความติดข้องในสิ่งซึ่งเป็นขยะ คำว่าขยะมีในพระไตรปิฏกนะคะ อาทิตย์หน้าเวลาที่กลับไปก็จะมีพระสูตรนี้ที่กล่าวถึงขยะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่คำที่เราคิดเองทุกคำที่เป็นคำจริง และความจริงนะคะ เป็นคำตรัสของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด แต่อย่าลืมนะคะ พุทธะผูตื่นผูรู้เพื่อบทบาทผู้ละ แต่ว่าเรากำลังติดแล้วติดอีกแล้วก็มีคำที่ชักชวนให้ติดขึ้นติดขึ้นติดขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะว่าส่งให้ละความไม่รู้ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความติดข้องคือเราพระเมื่อมีโลค่ะติดคลองย่อมเป็นเหตุให้เกิดพญาปะทะ ด้วยความขุ่นเคืองใจไม่พอใจนะคะ เป็นทุกข์ทั้งนั้นค่ะ และทุกนี้ก็มีหลายระดับนะคะ ขณะนี้ใครเป็นทุกข์บ้างค่ะ หรือแน่ๆ กำลังเป็นทุกข์กันคนละนิดคนละหน่อยนะคะ แต่ว่าทุกข์จริงๆ ก็คือว่าทุกอย่างเกิดขึ้น และดับไป เพราะอะไรคะทุกอื่นแก้ไขได้ค่ะ ทุกอื่นทั้งหมดเนี่ย กำลังไม่สบายใจก็มียาหิวน้ำก็มีนำอ้ายก็พอแก้ไขไปได้นะคะ แต่ทุกทีไม่มีใครสามารถแก้ไขได้เลยคือการเกิดขึ้น และการแบบไปเพราะความไม่รู้ทุกขณะ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้านะคะ ทรงเปรียบโดยประมาณหลายอย่างแม้แต่แพทย์ ผู้รักษาโรค และก็รักษาโรคที่เป็นทุกข์อย่างยิ่งนะคะ คือโรคกิเลส คนที่มีทรัพย์สินเงินทองมากมีทุกข์นะคะ ทุกข์เพราะอะไรถ้าไม่มีกิเลสไม่ถุกเลยค่ะ และคนที่ไม่มีทรัพย์สินอะไรเลยนะคะ แต่ก็ไม่มีความติดข้องไม่เป็นทุกข์เมื่อไม่มีกิเลส เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่ทำให้เป็นทุกข์ก็คือกิเลส ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่นะคะ ไม่มีใครที่จะพ้นจากความทุกข์หน้าแต่ไม่รู้ว่ากำลังเป็นทุกข์หรือว่าศพเล็กๆ น้อยๆ บนกองขยะ ไม่ใช่ใหญ่โตมโหราฬเลยนะคะ แค่นิดหน่อยเพราะเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปไม่ยั่งยืน ต้องฟังเพื่อเข้าใจไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลยทั้งสิ้นไม่ใช่เพื่อเก่งไม่ใช่เพื่อลาภไม่ใช่เพื่อหยดไม่ใช่เพื่อสรรเสริญเพราะว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นนะคะ คลื่นความติดข้อง และจะละได้อย่างไร ผู้ที่เป็นบัณฑิตในอดีตนะคะ แม่เป็นพระโพธิสัตว์ท่านก็ตั้งความปรารถนาว่าถ้าท่านจะได้สิ่งหนึ่งสิ่งใดมาแล้วติดข้องในสิ่งนั้นนะคะ ก็ขออย่าให้ได้สิ่ง นี่คือปัญญา เพราะฉะนั้นกว่าปัญญานะคะ จะอบรมตั้งแต่รู้จักความเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ความหมายของพุทธะอิสระนั่งค่ะฉามิธัมมังสะระนังคัจฉามิสังฆังสะระนังคัจฉามิไม่ใช่กล่าวไปโดยไม่รู้คุณใดๆ เลยทั้งสิ้นแล้วก็จะไม่ถึงเพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้นทำมันก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมากนะคะ ยังไม่ต้องกล่าวถึงปฏิบัติยังไม่ต้องกล่าวถึงสติสัมปชัญญะยังไม่ต้องกล่าวถึงสติปัฎฐานยังไม่ต้องกล่าวถึงการบรรลุเพราะทั้งหมดเป็นธรรมะ ใช่ยังไม่รู้จักธรรมะแล้วจะปฏิบัติถึงธรรมะด้วยความเห็นที่ถูกต้องในความเป็นจริงนั้นได้อย่างไรแล้วก็จะถึงปฏิเวธถ้าการแทงตลอดในสภาพธรรมะซึ่งกล่าวว่าเป็นธรรมะไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ตัวตนตั้งแต่คำแรกเป็นคำจริง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยเพราะเจอก็จำเป็นผู้ที่ตรง และมั่นคงนะคะ ทุกคนเกิดมาแล้วนะคะ ต้องไป อยู่กับที่ไม่ได้เลยเพราะอะไรคะจิต เป็นสภาพที่เกิดระดับแล้วก็ยังมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยนะคะ ปรุงแต่งจิตให้ไปทางกุศลให้ไปทางอกุศล ซึ่งเดินกลับมาแล้วนะคะ ในทางที่ไม่ได้รู้ลักษณะของสภาพธรรมะตามความเป็นจริงเมื่อไม่มีการพบพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ชาติใดที่มีการได้ฟังพระธรรมได้พบได้เฝ้าเพื่อทำเป็นหนึ่งไม่เป็นสองไม่ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ได้ ก็ทรงตรัสรู้ความจริง และทรงแสดงความจริงทำให้ศรัทธานะคะ เจริญขึ้นตามกำลังของปัญญา ข้างมีปัญญาเล็กน้อยนะคะ ศรัทธาก็น้อยแต่ศรัทธาจะเพิ่มขึ้นก็มีความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นทั้งสองอย่างนะคะ ก็เกื้อกูลกันนะคะ ศรัทธาสติวิริยะสมาธิปัญญา ทรงแสดงธรรมไว้หลากหลายมากมายนะคะ ศึกษาตลอดชีวิตไม่มีใครรู้แจ้งจบทั้งหมด ตามที่ได้ทรงแสดงค่อยๆ สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกเพื่อละความเห็นผิดเข้าใจผิดนะคะ ซึ่งสะสมมาจนกว่าจะถึงชาติที่เราได้กล่าวแล้วนะคะ คอชิงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเพื่อศึกษาพระธรรม อบรมปัญญาอันเป็นเหตุให้ ละคลายกิเลส จนกว่ากิเลสทั้งปวงจะหนักหมดสิ้น กราบครูบาอาจารย์ที่เคารพอย่างยิ่งนะครับ ขณะนี้มีความรู้สึกว่า ชีวิตหนึ่งชาติหนึ่งเกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วมาพบพระพุทธศาสนาวันนี้มีโอกาสมาระลึกนึกถึงพระพุทธคุณพระปัญญาคุณพระบริสุทธิคุณพระมหากรุณาคุณก็มีความรู้สึกว่าเป็นกุศลในจิตการเข้าใจสภาพธรรมที่ปรากฏอย่างนี้ถือว่าเป็นการรู้ธรรมะแล้วหรือยังครับ คำเข้าใจเกิดเมื่อไหร่นะคะ เห็นถูกกว่านั้นไม่เป็นของใครเลยแต่ขณะใดที่ไม่เข้าใจขนาดนั้นก็เป็นความไม่เข้าใจในวิชาเรียกชื่อครับค่ะแต่ถ้าไม่เรียกชื่อก็คือไม่ได้เข้าใจใช้คำว่าโมหะได้ไหมคะได้ครับใช้คำว่ามืดบอดนั้น อะไรก็ได้ทุกอย่างที่ตรงกันข้ามกับความเข้าใจถูกเมื่อกี้นี้ก็ได้ยินหลายคำมากเลยครับถ้าศึกษาธรรมะดี และคำ มีประโยชน์กว่ามากค่ะเพราะว่าแต่ละคำลึกซึ้งที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องชัดเจนขึ้นนะคะเพราะฉะนั้นขอเพียงทีละคำค่ะอย่างนี้วอนขณะนี้ค่ะวอนนะคะ มีจริงๆ ใช่มั้ยคะมีจริงครับเรียกว่านี้วอนครับ และตัวจริงของนี้วอนคืออะไร มีความรู้สึกว่าบางคณะอารมณ์อันนี้เราคิดเองใช้เสียงถึง เพราะฉะนั้นธรรมะศึกษาโดยการที่คิดเองไม่ได้เลยไม่มีใครสามารถที่จะคิดปัญญาของพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ครับนอกจากว่าเมื่อได้ฟังแล้วนะคะ จริงตามที่ตรัสถึงผู้ฟังสามารถที่จะพิสูจน์ และเข้าใจซึ่งคนอื่นจะบอกไม่ได้ว่าใครเข้าใจหรือไม่เข้าใจแต่คนที่กำลังเข้าใจก็รู้ว่าเข้าใจคนที่ไม่เข้าใจก็รู้ว่าไม่เข้าใจธรรมะตรงที่สุดค่ะจึงจะได้สาระ เพราะความเป็นผู้ตรงกำลังซาบซึ้งในความกรุณาที่ยกเอาเรื่องปริยัติ ไม่ใช่แค่เพียงจำได้ไม่รู้ทองกันค่ะเพราะฉันศึกษาธรรมะทีละคำตอนนี้ทุกคนเข้าใจปริญัตติ และใช่ไหมครับผมศึกษาภาษาบาลีไวยากรณ์ต่างๆ คำแปลกเป็นปริยติหรือเปล่า เป็นปริยติไหมใช่ค่ะใช่เพราะปริยติหมายความถึงคำที่สองถึงความจริงของธรรมะเกิดจากความเข้าใจแท้จริงขณะนี้มีธรรมะปริยติคือฟังสิ่งที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่ปรากฏเมื่อไหร่ครับนั่นคือค่อยๆ เข้าใจแต่ต้องรอบรู้ค่ะเพราะยังไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ทันที เช่นคำว่าจิต ทุกคนมีจิต มีใครไม่มีจิตไม่ค่ะไม่มีครับก็จะตอบง่ายๆ ถ้าไม่มีจิตก็ไม่นั่งอยู่ตรงนี้ล่ะครับ ทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่างเดียวพูดก็ไม่ได้อะไรก็ไม่ได้แต่ว่านี่หรือคือความรู้จักจิตหรือเข้าใจจิตคิดเองต่างหากคิดเองโดยการที่ว่าจะรู้ได้ยังไงว่าคิดเองถ้าถามว่าแล้วเดี๋ยวนี้จิตอยู่ในจะตอบว่ายังไงคะ จิตจะอยู่กับสติได้ไหมครับคิดแล้วคิดเองแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นแม้แต่จิตยังไม่รู้แต่ข้ามไปถึงอย่างอื่นเช่นอริยสัจทำหรือว่าหมวดธรรมะอื่นนะคะ นี่วรโพธิปักขิยะธรรมทั้งหมดเป็นชื่อค่ะแต่พระธรรมที่ทรงแสดงไม่ใช่ให้จำชื่อแต่ให้เข้าใจธรรมะ ก็มีธรรมะที่กำลังปรากฏแล้วผู้ที่ไปเฝ้าไม่ได้รู้ความจริงไม่ได้เข้าใจเลยว่าขณะนั้นเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นจึงทรงแสดงธรรมให้บุคคลนั้นเข้าใจว่าทำให้มีตลอดเวลาแต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะจึงสั่งให้เข้าใจว่าเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นปริยัติtไม่ใช่ชื่อ ไม่ใช่เรื่องครับแต่ว่าเป็นสิ่งที่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏขึ้นเข้าใจทีละเล็กที่ละน้อยจนรอบรู้นั้นคือปริยัติเตะต้องรู้จักจิตต้องรู้จักสิ่งที่กำลังปรากฏแล้วฟังเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏคือไม่คิดเรื่องอื่นถ้าขณะนี้พูดเรื่องเห็น กำลังมีเห็นให้เข้าใจถูก ให้ไตร่ตรองว่าเห็นมีจริงหรือเปล่าครับ มีจริงใช่ไหมคะมีจริงเมื่อไร เมื่อจิต เห็นแค่พูดถึงเห็นยังไม่ได้พูดถึงอย่างอื่นเพราะว่าเราใช้คำที่ทุกคนเข้าใจได้ใช่ไหมคะยังไม่ใช้คำอะไรทั้งสิ้นแต่กำลังเห็นอยู่จะให้พูดเรื่องอื่นก็ไม่รู้จักความจริงของเห็นใช่ไหมคะแต่เมื่อกำลังเห็นแล้วพูดเรื่องเห็นกำลังได้ยิน และพูดเรื่องได้ยินกำลังคิด และพูดเรื่องคิด กำลังโกรธ และพูดเรื่องโกรธก็สามารถที่จะรู้ได้ว่ากำลังให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีในขณะนั้นว่าเป็นธรรมะไม่ใช่ธรรมะลอยๆ แล้วก็เป็นเรื่องเป็นราวไปทั้งหมดนะคะ แต่ธรรมะกำลังมีกำลังปรากฏลักษณะเฉพาะของธรรมะแต่ละอย่างซึ่งไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครใครจะบังคับให้ได้ยินได้ไหมคะได้ครับให้เห็นไม่ได้ให้คิดไม่ได้ให้กรธบังคับได้ไหมคะไม่ได้ให้ชอบ ไม่ได้ครับแสดงว่าเริ่มเข้าใจธรรมะว่าธรรมะมีจริงเป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครค่อยๆ ฟังเข้าใจไปทีละคำ และก็เข้าใจเพิ่มขึ้นมั่นคงขึ้นมาเป็นธรรมะแม้แต่คำว่านี้วอนเนี่ยคืออะไรเห็นไหมคะมีชื่อออกมาหมดเลยแต่คืออะไร อยู่ที่ไหนเดี๋ยวนี้หรือเปล่าแต่ถ้าสิ่งที่มีนะคะ ไม่ต้องเรียกชื่อกระดับแล้วแต่ให้เข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรคือเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้น หัวใจของพระธรรมนะคะ ก็คือว่าเป็นอนัตตาแล้วก็มีจริงแม้พระผู้มีพระภาคก็ไม่สามารถที่จะบันดาลหรือเปลี่ยนแปลงได้นะคะ แต่ทรงตรัสรู้ความจริงนั่นแหละทรงแสดงความจริงนั้น และส่งเคารพธรรมะด้วย สรุปตรงนี้ได้มั้ยเข้าใจครับว่าการเข้าใจธรรมะพื้นฐานคือเข้าใจความเป็นอนัตตาเริ่มรู้ว่าธรรมะคืออะไรก่อนครับแล้วถึงจะกล่าวได้ว่าเป็นอนาคตขึ้นตั้งอยู่ดับไปถึงเรียกว่าเป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเพราะอะไรสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏสิ่งนั้นต้องเกิดเกิดแล้วต้องดับก็คือไตรลักษณ อันนี้จังทุกขังอนัตตาแต่ไม่ใช่เริ่มจากคำว่าไตรลักษณแต่เริ่มจากคำว่าธรรมะเพื่อจะได้ไตร่ตรองแล้ว เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องไหมว่าดังไม่มีปัจจัยธรรมะใดๆ ก็เกิดไม่ได้เสียงยังไม่ปรากฏ และก็มีเสียงแล้วก็หามีไม่แสดงความจริงว่าเสียงต้องเกิดเพราะปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไปไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาคือให้เข้าใจสิ่งที่มีแล้วก็ใช้คำซึ่งคนเนี่ยไม่รู้ความจริงก็ไปจำคำใช้คำแต่ว่าไม่รู้ลักษณะจริงๆ ของทำมามันไม่ใช่การสอนหรือการแสดงธรรมของพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทรงแสดงธรรมะคือสิ่งที่มีจริงให้รู้ว่าเป็นธรรมะมีธรรมะอยู่ทุกขณะมีแล้วไม่ต้องใครถามแต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นฟังเพื่อให้รู้จริงๆ ว่าเป็นธรรมะทั้งหมด กระบวนการเรียนรู้ และการสอนอย่างที่ครูอาจารย์ได้กรุณาปฏิบัติอย่างนี้ถือว่าเป็นเรื่องของปรมัตถะเดียวกันค่ะปรมัตถ์คืออะไรคือเรียนธรรมะทีละครั้งเราก็จะมั่นคง และเข้าใจจริงๆ นะคะ ถ้าเข้าใจแล้วไม่เปลี่ยนเลยค่ะตลอดทั้ง๓ปิฏก และอรรถกถาจะไม่สับสนด้วยแต่ถ้าเราไม่เข้าใจแต่ละคำจริงๆ ทีละหนึ่งคำ เราจะสับสนโหมดใช่ไหมคะอย่างคำว่าอนิจจังทุกขังอนัตตา ลักษณะที่ไม่เที่ยงนั่นแหละเป็นทุกข์ทุกทีนี่ไม่ใช่ความรู้สึกนะคะ ครับแต่ไม่น่ายินดี สิ่งใดก็ตามที่ไม่น่ายินดีไม่น่าติดข้องไม่ใช่สุข เพราะฉะนั้นความหมายตรงนี้ก็คือว่าตรงกันข้ามกับศพเพราะว่าไม่น่ายินดีครับแล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาก็ค่อยๆ ไตร่ตรองนะคะ แล้วก็มีสภาพธรรมะจริงๆ จึงจะมีลักษณะทั้ง๓ และสภาพธรรมะที่มีจริงนั้นเกิดขึ้น ถึงจะเข้าใจถูกต้องว่า เกิดแล้วก็ดับแล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาก็เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมดค่ะแต่ต้องเป็นสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ครับ ในการทำงานเราก็จะมีอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาทีนี้เนี่ยการแก้ปัญหาของการที่มีอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาเนี่ย เราจะแก้ปัญหาอันนี้ได้ยังไงคะ เราคือความไม่รู้ค่ะก็แก้ด้วยความไม่รู้ แต่ว่าเมื่อมีความเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงนะคะ ก็จะมีความเข้าใจซึ่งค่อยๆ ละความไม่รู้ เพราะฉะนั้นปัญหาทั้งหลายนะคะ มาจากความไม่รู้ จะหมดสิ้นไปได้ก็ด้วยความรู้ทุกปัญหา และความรู้นั้นก็ต้องมาจากพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไม่ใช่เราคิดแกเองไม่มีวันจบเกิดแล้วต้องมีปัญหาทุกวันตั้งแต่ตื่นใช่ไหมคะใช่แล้วจะแก้ปัญหาอะไรในเมื่อเป็นปัญหาทุกวัน ก็ต้องรู้มูลเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาจึงสามารถที่จะแก้ปัญหาได้ มิฉะนั้นแล้วไม่ต้องพึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพึงความคิดของตัวเองแวะคงจะแก้ได้อย่างนั้นแกได้อย่างนี้แต่ไม่รู้จริงๆ ว่าปัญหาคืออะไร

    เพราะฉะนั้นคงไม่ลืมนะคะ ตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมก็คือพูดคำที่ไม่รู้จักเพราะไม่รู้จริงๆ ในขณะที่เกิด จนถึงขณะที่ตายแต่ระหว่างเกิดกับตายนะคะ ก็จะมีเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งก็ไม่รู้อีก เพราะฉะนั้นความไม่รู้ก็ทับถมทวีคูณเป็นความไม่รู้เพิ่มขึ้นแก้ปัญหาไม่ได้เลย เพราะปัญหาทั้งหมดมาจากความไม่รู้จะแก้ได้นะคะ ด้วยความเข้าใจถูกความเห็นถูกจริงๆ จากพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง

    ก็คือต้องศึกษาพระธรรมถูกต้องค่ะ

    มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ที่พึ่งเพื่ออะไรคะ เพื่อศึกษาพระธรรม เพราะเหตุว่าขณะนี้นะคะ เป็นธรรมะทั้งหมดแต่ไม่เคยรู้เลยว่าเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นจึงค่อยๆ รู้ค่อยๆ เข้าใจเช่นปัญหาเมื่อกี้นี้นะคะ ก็ไม่รู้เลยว่าเป็นธรรมะ

    เพราะฉะนั้นถ้ารู้ว่าทุกอย่างเป็นธรรมะก็จะเข้าใจว่าทุกอย่างนะคะ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เปลี่ยนแปลงสภาพธรรมะที่จะให้ไม่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยไม่ได้ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะให้เป็นอย่างไรเช่นเดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนี้ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นถ้ามีพระธรรมเป็นที่พึ่ง ก็คือศึกษาจนกระทั่งมีความเข้าใจจริงๆ แล้วปัญหาที่เกิดจากความไม่รู้ก็จะค่อยๆ น้อยลง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    19 มี.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ