ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739


    ตอนที่ ๑๗๓๙

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    ถ้ามีพระธรรมเป็นที่พึ่งก็คือศึกษาจนกระทั่งมีความเข้าใจจริงๆ แล้วปัญหาที่เกิดจากความไม่รู้ก็จะค่อยๆ น้อยลง สำหรับพระสูตรที่ได้อ่านไปเมื่อสักครู่ก็จะกราบเรียนถามท่านอาจารย์นะคะ ความเห็นของศิวะเทพบุตรนั้นก็ หลายอย่างหลายประการนะครับ เช่นเมื่อได้คบกับสับปะรดแล้วก็ไปสู่สุคติบ้าง มีความเจริญในท่ามกลางของหมู่ญาติบ้างเป็นผู้มีความเจริญมั่นคงบ้างเป็นผู้ได้ปัญญาบ้างแต่เพราะเหตุใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงถึงประโยชน์ของการได้ครบสรรพหลุดสูงสุดเลยก็คือ ย่อมสามารถที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงครับท่านอาจารย์ครับ โลกมนุษย์เนี่ยค่ะเป็นทุกข์หรือเปล่า สวรรค์จะเป็นทุกข์บนโลกมนุษย์รึเปล่า หรือว่าดีกว่าน้ำไม่ท่วมไฟไหม้ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้เพียงแค่นั้นก็เห็นประโยชน์เพียงแค่ทำดีเพื่อที่จะไม่ได้รับสิ่งที่ไม่น่าพอใจที่เป็นทุกข์ต่างๆ แต่จะนี้สังสารวัฏฏ์คือการต้องเกิดขึ้น เพราะเหตุว่าทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ต้องเกิดขึ้นจึงได้เกิด ไม่ให้เกิดไม่ได้ เกิดมาแล้วนะคะ ต่างคนก็ต่างเห็นบ้างได้ยินบ้างได้กลิ่นลิ้มรสรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสใคร๕มไม่ให้เป็นเด็กนี้ได้บ้างต้องเป็นเมื่อเห็นแล้วได้ยินแล้วก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็มีความติดข้องโลภาหรือว่ามีความขุ่นเคือง โทรซักด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้นโรคสภาพธรรมะซึ่งเกิดแบบก็ต้องเป็นไปตราบใดที่ยังไม่มีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูกจะเกิดที่นี่แล้วจะเกิดที่ไหนก็คือต้องเกิดดับสืบต่อวนเวียนในสังสารวัฎเหมือนอยู่ในความมืดสุขทุกข์ในความมืด ซึ่งไม่รู้เลยว่าสุขทุกข์บนกองขยะ เพราะอยู่ในความมืดจะรู้ได้ยังไงใช่ไหมคะแต่เมื่อมีแสงสว่างก็สามารถที่จะรู้ว่าไม่ว่าจะอยู่ณสถานที่ใดก็ตามแม้สุขก็ชั่วคราวแล้วก็ไม่ใช่ของใครเลยไม่ยั่งยืนน่าจะปรารถนาสิ่งที่ไม่ยั่งยืนมาเพื่ออะไรได้อะไรมาก็คือ ต้องสิ้นไปต้องดับไปต้องหมดไปไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดงนะคะ ไม่ใช่เพียงแต่ให้ดับทุกข์ชั่วคราวกำลังเป็นทุกข์ก็จะได้มีความสุขแต่ให้ดับทุกข์คือความสงบยิ่ง ไม่ต้องเห็นไม่ต้องได้ยินไม่ต้องมีเรื่องราวใดๆ ทั้งสิ้นด้วยการที่ไม่เกิด ถ้าเกิดแล้วก็ต้องเป็นอย่างนี้ค่ะจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วแต่ปัจจัยคือเหตุที่หน้ากระทำแล้วที่ทำให้ผลอย่างนั้นอย่างนั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการที่จะถึงธรรมะของสับปะรดไม่ใช่ด้วยการไม่ศึกษาไม่ใช่ด้วยความไม่รู้หรือไม่ใช่ด้วยความเข้าใจนะคะ ว่าสัปปุรุตน์เป็นเพียงแค่คนดี แต่คนดีที่ไม่มีปัญญานะคะ ไม่สามารถที่จะดับทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นดีถึงที่สุดก็คือประเสริฐสุดคือปัญญาที่สามารถที่จะรู้ความจริงที่จะดับทุกข์ซึ่งเกิดจากความเกิดด้วยการไม่เกิดอีก ซึ่งเมื่อวันแรกที่เดินทางมาที่ประเทศอินเดียท่านอาจารย์ได้แสดงธรรมะที่หน้าสถานที่ที่พระมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงมหาสติปัฎฐานสูตรนะครับ ท่านอาจารย์ได้กล่าวข้อความหนึ่งก็ควรที่จะได้พิจารณาจริงๆ นะครับ ว่า ถ้ามีแสงสว่างคือปัญญาก็จะเป็นเครื่องนำทางชีวิตให้ออกห่างจากอกุศลครับกราบเรียนท่านอาจารย์อีกครั้งหนึ่งครับ ทางเดินด้วยความไม่รู้นะคะ ก็ต่างจากทางเดินของผู้รู้ผู้เข้าใจถูก เพราะฉะนั้นผู้ไม่รู้นะคะ ก็เดินในความไหม ในความมืดใครจะรู้ว่ามีอะไรบ้างมีสุขทุกประการได้แต่ก็ไม่สามารถที่จะเห็นทางที่นำไปสู่ความปลอดภัยที่รู้สภาพธรรมะตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นขณะนี้นะค่ะผู้ไม่รู้คือผู้ไม่ฟังพระธรรม ผู้ที่ฟังพระธรรมเริ่มเข้าใจพระธรรมเป็นผู้ที่รู้พระธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อมีความเข้าใจถูกมีความเห็นถูกว่าจากความไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นเหมือนเป็นคนตาบอดที่อยู่ในความมืดสนิท และก็เริ่มที่จะมีทางที่เป็นแสงสว่าง จะตามท่านที่เป็นแสงสว่างรำไรไปจนกระทั่งถึงความสว่างที่เห็นสภาพธรรมะตามความเป็นจริงหรือไม่ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลซึ่งเกิดมาแล้วไม่มีใครที่จะไม่ไปทางกุศลทางอกุศลเพราะเหตุว่ามีการสะสมมาทั้งฝ่ายกุศล และอกุศล แต่แม่กุศล และอกุศลซึ่งไม่ใช่ประกอบด้วยปัญญาที่เข้าใจธรรมะก็ให้ผลเพียงชั่วคราว แต่ก็ไม่สามารถที่จะไปสู่ทางที่สามารถที่จะดับกิเลสได้จริงๆ เพราะไม่รู้ว่าขณะไหนเป็นกิเลสเป็นอกุศล และขณะไหนเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาด้วยเหตุนี้นะคะ ในบรรดาธรรมะทั้งปวงที่เป็นสังกัดทำสังฆทานธรรมมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้น ปัญญาปฏิเสธสดเพราะว่าเป็นความเห็นถูกเป็นความเข้าใจถูกเมื่อทุกคนเริ่มเห็นคุณค่าของพระธรรมจะไปทางไหน ก็เป็นการสะสมนะคะ ที่แต่ละคนก็จะเห็นประโยชน์ว่าควรจะไปทางที่ทำให้มีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูกในสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดมากต้องไตร่ตรองต้องเป็นผู้ตรงที่จะรู้ว่าการศึกษาพระธรรมการฟังพระธรรมเพื่อ ทั้งหมดเริ่มจาก และความไม่รู้ และความเห็นผิด และความติดข้องจนกระทั่งสามารถที่จะ ละ ทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ความติดข้องในกุศลก็ยังเป็นอกุศลที่ติดคลองด้วยเหตุนี้แถบสิ่งใดก็ตามนะคะ ที่ไม่ทำให้ล่ะแต่เป็นทำให้ติดข้องนั่นไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะว่าอริยสัจธรรมที่สองคือสมุดพระยะอริยสัจจะ ตื่นละความติดข้องเพราะไม่รู้ทุกสัด ซึ่งเป็นทุกคันอริยสัจประกาศที่หนึ่งสภาพธรรมะที่เกิดจากเป็นทุกทีติดคลองเนี่ยนะคะ ในสภาพธรรมะที่เกิดดับแต่ไม่รู้ว่าเกิดแบบไม่รู้ว่าเป็นธรรมะไม่รู้ว่าเกิดขึ้นไม่รู้ว่าดับไปแล้วก็ไม่เหลือเลย และไม่กลับมาเลย เพราะฉะนั้นถ้าสามารถที่จะเข้าใจความจริง มั่นคงขณะนี้เป็นธรรมะซึ่งเกิดแล้วปรากฏแล้วนะ ก็จะค่อยๆ ละคลายความติดข้องจนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์แจ้งธาตุซึ่งไม่มีการเกิดขึ้นซึ่งทุกคนก็ได้ยินเพลงชื่อเล็กผ่านท่าแต่ยังไม่มีความเข้าใจในสภาพธรรมะนั้นเพราะว่าสภาพธรรมะนั้นจะไม่ปรากฏกับอภิชาหรือว่ากุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เพราะฉะนั้นก็เป็นทางเลือกที่จะแสดงให้เห็นว่าเมื่อมีปัญญาความเห็นถูกจริงๆ ในแต่ละภพแต่ละชาตินะคะ ทางเดินก็คือศึกษาเพื่อที่จะให้เข้าใจธรรมะคือสิ่งที่กำลังมีจริงที่กำลังปรากฏเพื่อประพฤติปฏิบัติขัดเกลาละคลายกิเลส ซึ่งขณะนี้นะคะ จากการฟังก็รู้ว่ามากมายมหาศาลไม่สามารถที่จะมีสิ่งอื่นใดไปค่อยๆ ละค่อยๆ คลายได้ เพราะแม้แต่ต้องการจะก็เป็นความต้องการเพราะว่าไม่ได้เข้าใจอะไรเลย เพราะฉะนั้นเมื่อได้เห็นคุณค่าของปัญญาก็มีความโปร่งที่จะอบรมปัญญาที่จะทำให้ประพฤติปฏิบัติที่ขัดเกลากิเลสจนกว่ากิเลสจะดับหมดสิ้น ก็เป็นทางเดินนะคะ ซึ่งแล้วแต่ว่าใครจะมั่นคงในหนทางนี้ที่จะศึกษาให้เข้าใจพระธรรมไม่ใช่คิดจะดับกิเลสเองเป็นไปไม่ได้เมื่อเข้าใจพระธรรมแล้วนะคะ พระธรรมก็จะทำให้เกิดกุศลต่างๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อเช้าท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวถึงว่าเหมือนกับนอนอยู่บนกองขยะ แต่พอได้ฟังพระธรรมที่เป็นเครื่องเตือนที่ดีนะครับ ถึงแม้ว่าจะนอนอยู่บนกองขยะแต่ก็มีความประสงค์ที่จะลุกออกจากกองขยะบ้างด้วยความเข้าใจที่ค่อยๆ เจริญขึ้นจากการได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงครับ ต้องเป็นผู้ที่อดทนจริงๆ นะคะ มีใครที่ฟังพระธรรมแล้วคิดว่าง่ายบ้าง ทั้งคลิปซึ่งนะคะ แม่กำลังปรากฏอยู่ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมะที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ได้แต่เมื่อเป็นสัจจะเป็นความจริงปัญญาสามารถเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่สิ่งอื่น ถ้าคิดว่าจะไปรู้สิ่งอื่นไม่ใช่สภาพธรรมะที่กำลังปรากฏในขณะนี้นะคะ จะรู้ได้หรือในเมื่อไม่ได้ปรากฏแต่สิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ และฟังเข้าใจว่ามีจริง และปัญญาสามารถที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกได้ก็มีความเพียรซึ่งไม่ใช่เราแต่เป็นศรัทธาที่มั่นคงขึ้น ที่จะรู้ค่าของความประเสริฐของพระธรรมที่สามารถจะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นก็จะไม่ละเลยไม่ประมาทไม่ขาดการฟังซึ่งเป็นการเตือนตั้งแต่ต้นขณะนี้เป็นธรรมะมีแต่ธรรมะไม่มีใครเลยซักอย่างเดียวถ้าธรรมะไม่เกิดขึ้น แบบคลิปเป็นไปตามสภาพของธรรมะนั้นก็จะไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคลใดๆ ทั้งสิ้นแต่เมื่อไม่เข้าใจว่าเป็นธรรมะ และมีผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริงว่าทั้งหมดเป็นธรรมะ ไม่ได้ฟังอย่างนี้ก็รู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรมะทั้งหมดแต่ยังไม่ได้เข้าใจจริงๆ นะคะ หนทางเบียร์ที่จะเข้าใจขึ้นก็คือไม่ลืมไม่ละเลยที่จะฟังเพื่อทำเพื่อค่อยๆ เข้าใจตามความเป็นจริงของธรรมะในขณะนี้ เห็นประโยชน์ของการเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏไหมคะ และรู้ด้วยว่าไม่เข้าใจความจริงเห็นเป็นยังไงถึงต้องทรงแสดงพระธรรมมากมายถึง๔๕พรรษาเพื่อให้รู้ความจริงของสิ่งที่มีทุกวันคือทุกคนเห็นทุกวันแต่ไม่รู้ความจริง คงไม่ลืมความลึกซึ้งของพระธรรมนะคะ แต่ละคำ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ศึกษาพระธรรมทีละคำด้วยความเข้าใจในคำนั้นไม่ใช่ว่าผ่านไปมากมายร้ายคำแล้วก็ไม่รู้เลยสักคำแล้วก็ไปคิดเองว่าคำนั้นคงจะหมายความว่าอย่างนี้หรืออย่างนั้นนั่นคือความประมาท ในปัญญาของพระหัตสัมมาสัมพระเจ้าเพราะว่าผู้ที่ไม่รู้เลยกับผู้ที่ตรัสรู้ความจริงทั้งหมดทั้งปวงโดยประการทั้งปวงก็ต้องต่างกันมากไม่ใช่มีใครพออ่านแล้วนะคะ ก็เข้าใจว่าพระธรรมที่ทรงแสดงหมายความถึงอย่างนี้อย่างนี้โดยที่ไม่ศึกษาให้ละเอียด และตรง ด้วยเหตุนี้ไม่ลืมค่ะได้ยินคำไหนอย่าเพิ่งคิดว่าเข้าใจดีแล้วแต่ว่าต้องเข้าใจโดยการไตร่ตรองจนหมดความสงสัยในคำนั้นเช่นคำว่าธรรมะพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ธรรมะคือความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะที่สิ่งนั้นปรากฏ สำหรับผู้ที่ไม่รู้นะคะ สิ่งนั้นปรากฏก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้นความต่างก็คือว่าถ้าไม่มีการฟังเลยใครจะรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้เกิดแล้วดับ แล้วก็ไม่กลับมาอีก และก็ไม่ใช่ของใคร และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครนั่นคือความหมายของธรรมะคือสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นปรากฏเพราะเหตุปัจจัยใครก็เปลี่ยนแปลงสภาพธรรมะนั้นไม่ได้แล้วก็ดับไป และทุกอย่างที่มีจริงมีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง เพราะฉะนั้นในขณะนี้นะคะ เห็นมีแน่ๆ กำลังเห็นเป็นธรรมะ ไม่ใช่เราแต่เข้าใจผิดว่าเป็นเราทั้งๆ ที่เห็นเกิดแล้วก็ดับ ขณะนี้ได้ยินเกิดแล้วได้ยินเสียงปรากฏแล้วกระดับ เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาให้เข้าใจความหมายของธรรมะความจริงของธรรมะ และคำเป็นเอสทีละคำซึ่งก็เป็นเรื่องของธรรมะทั้งหมดก็จะเป็นที่พึ่งที่จะทำให้ไม่สับสนแล้วก็ไม่เข้าใจผิดเพราะว่าการเข้าใจธรรมะผิดง่ายมาก เพราะเหตุว่าสะสมความเข้าใจผิดมาแล้วมาก เพราะฉะนั้นก็ประมาณเองว่าธรรมะคงจะเป็นอย่างนั้นอย่างดีแล้วก็เข้าใจผิดจากความเป็นจริงแต่ถ้าเป็นผู้ที่รอบคอบจริงๆ นะคะ ธรรมะเป็นเหตุเป็นผล อย่างยิ่งซึ่งสามารถที่จะไตร่ตรองจนกระทั่งเข้าใจความจริงนั้นได้ว่าต้องสอดคล้องกันทั้ง ก็คือปัจฉิมโอวาทนะคะ ไม่ประมาทค่ะ กับเหรียญคณาจารย์นะคะ ว่าดับกิเลส ระดับ๑๐เมตรเนี่ยก็เลยสงสัยว่าสามารถดับกรรมของแต่ละคนที่มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์มีกรรมเป็นของตนมีกรรมเป็นกำเนิดค่ะค่ะอาหารสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงดับขันธะปรินิพพานหมายความว่ายังไงคะ ได้ยินคำบ่อยๆ ใช่ไหมคะพระอรหันต์ทั้งหลายปรินิพพานหมายความว่ายังก็คือไม่เกิดเหตุไม่เกิดอีกเพราะไม่มีเหตุที่จะต้องเกิดไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็ไม่เกิดอีกใช่มั้ยคะ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีเหตุที่จะเกิดจริงไม่เกิน เพราะฉะนั้นเหตุนั้นก็ ยังมีอยู่ตราบใดก็ยังต้องเกิดอยู่ตราบนั้นถ้ายังมีกิเลสความไม่รู้นะคะ ยังไม่หมดสิ้นก็ยังเป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำทางกายทางวาจาที่ให้ผลเป็นกุศลกรรมอกุศลกรรมแต่เมื่อใดที่หมดกิเลสแล้วนะคะ ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดผล เพราะฉะนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสรู้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณดับกิเลสแต่ว่ายังมีกรรมในอดีต ที่ยังทำให้ต้องเห็นต้องได้ยินต้องได้กลิ่นเหมือนคนทั้งหลายนะคะ ที่เห็นบ้างได้ยินบ้างแต่ความต่างคือคนทั้งหลายมีกิเลสหลังเห็นแต่พระอรหันต์จะสามารถพระเจ้า และพระอรหันต์ที่ดับกิเลสหมดแล้วแม่เห็นก็ไม่มีกิเลสจึงไม่มีเหตุที่จะให้กระทำกรรมซึ่งเป็นเหตุให้เกิดผล เพราะฉะนั้นเมื่อปรินิพพานแล้วนะคะ ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้ต้องเกิดอีก แต่ว่าเมื่อแบบกิเลสขณะที่ทรงตรัสรู้นะคะ กรรมในอดีตก็ยังให้ผลทำให้มีการเห็นการได้ยินทำหน้าที่ที่จะต้องรับผลของกรรมนั้นๆ จนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายที่ปรินิพพานหมายความว่าดับโดยรอบเพราะหลังจากที่ตรัสรู้แล้วนะคะ ไม่มีกุศลกรรม และอกุศลกรรมซึ่งเป็นเหตุที่จะให้เกิดผลแต่ตราบใดที่ยังไม่ส่งดับขันธปรินิพพานก็มีกรรมในอดีตที่ทำแล้วที่ทำให้เกิดผลคือเห็นได้ยินเป็นต้น เรียนถามท่านอาจารย์คะว่า พูดถึงสัตบุรุษก็คือผู้ที่สงบจากกิเลส เพราะฉะนั้นการคบกับสัตบุรุษก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐงั้นผู้ที่เป็นชาวพุทธทั้งหลายก็ศึกษาพระธรรมแล้วก็ฟังพระธรรมแต่จะทราบได้อย่างไรว่าผู้นี้เป็นสับปะรด แล้วประเสริฐเมื่อไหร่ล่ะคะ แม้บุคคลที่ได้ฟังเกิดความเห็นถูกถ้าฟังแล้วผู้ฟังไม่เกิดความเห็นถูกเข้าใจถูกจะชี้ว่าผู้ที่กล่าวประเสริฐได้ไหม ค่ะ เพราะฉะนั้นต้องเป็นคำกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงแม้ได้ฟังเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจเท่าที่กำลังสามารถที่จะเข้าใจได้ในขณะนั้นเช่นได้ฟังคำว่าธรรมะ และมีการเข้าใจถูกต้องนะคะ ว่าต้องเป็นสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ก็พิจารณาไตร่ตรองวัดถูกไหม ถ้ามิฉะนั้นแล้วธรรมะจะอยู่ที่ไหนมีจริงหรือเปล่าถ้ามีจริงก็ต้องปรากฏว่ามีจริง เพราะฉะนั้นเห็นในขณะนี้มีจริงเป็นธรรมะนี่คือการเริ่มต้นนะคะ ที่จะรู้ว่าธรรมะมีหลากหลายธรรมะที่เป็นกิเลสก็มีที่ไม่ใช่กิเลสก็มีแต่ถ้าไม่รู้จักธรรมะ ก่อนจะไปรู้ได้ยังไงค่ะว่าธรรมะไหนเป็นอกุศลธรรมมะไหนเป็นกุศล เพราะฉะนั้นก่อนอื่นนะคะ ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่มีจริงทั้งหมด เป็นธรรมะแล้วค่อยๆ ฟังสิ่งที่มีจริงเวลาที่โกรธเกิดขึ้นเป็นธรรมะหรือเปล่าคะ เป็นแต่เลยอยากจะไม่โกรธ แทนที่จะรู้ว่าขณะนั้นก็คือลักษณะหนึ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ไม่เถียงเพราะอะไรคะโกรธไม่ใช่เห็นไม่ใช่ได้ยินต้องมีความละเอียดจนกระทั่งถึงลักษณะของสภาพธรรมะต่างๆ นะคะ ซึ่งเกิดแล้วก็ดับสืบต่อจนยากที่จะรู้แต่เมื่อฟังแล้วสามารถ ค่อยๆ เข้าใจลักษณะที่ต่างกันที่มีจริงๆ ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อสิ่งที่มีจริง และไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจจะฟังธรรมะจากผู้ที่สามารถทำให้เข้าใจได้ถูกต้องคนนั้นก็เป็นสักบุรุษ และการฟังประเสริฐเมื่อเข้าใจแต่ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจ ไม่ประเสริฐค่ะ บางคนอยากฟังธรรมะคิดว่าฟังธรรมะแล้วก็ฟังไปแต่ไม่เข้าใจเลย กระแสไหมคะ และก็ไม่รู้ด้วยว่าสิ่งที่ได้ฟังกำลังเป็นสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ถ้าเป็นสิ่งที่มีจริงเข้าใจได้ไหมคะเพราะมีจริงๆ พูดถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ให้เข้าใจถูกต้อง ร่วมสนทนาพูดถึงอริยสงฆ์ อาจจะทราบอย่างไรว่าผู้นั้นเป็นอริยสงฆ์ค่ะ ถ้าไม่รู้จักธรรมะ อริยสงฆ์รู้จักธรรมะหรือเปล่า ค่ะต้องรู้จักธรรมะ เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่รู้จักธรรมะว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรมะคนนั้นจะมีโอกาสเป็นอริยสงฆ์ไหม เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ไม่ยากแล้วใช่ไหมคะที่จะรู้ว่าใครเป็นอริยสงฆ์หรือไม่แต่เท่านี้ไม่พอค่ะเพียงแค่เขาพูดถึงสิ่งที่กำลังปรากฏอาจจะพูดตามตัวหนังสือก็ได้ เพราะฉะนั้นผู้นั้นต้องมีความละเอียดซึ่งเป็นปัญญาของตนเองจึงสามารถที่จะเข้าใจได้นะคะ บุคคลนั้นสามารถที่จะทำได้เข้าใจเข้าถึงธรรมะ ด้วยปัญญาอย่างไรไม่ใช่ว่าด้วยไปทำสิ่งซึ่งไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจใดๆ เลย แล้วก็บอกว่านั่นเป็นธรรมะที่เป็นอริยะ แต่ต้องเป็นความจริงในขณะนี้ค่ะแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละหน่อยนะคะ เมื่อเข้าใจแล้วก็คลายความติดข้อง เพราะฉะนั้นขณะนี้เพียงฟังยังไม่ได้คลายความติดข้อง แต่ว่าเริ่มที่จะรู้ว่าเป็นธรรมะก่อน เราใคร่ครวญนะคะ ไตร่ตรองพระอริยะบุคคลรู้สภาพธรรมะที่กำลังปรากฏในขณะนี้หรือเปล่าหรือไม่รู้ก็เป็นพยานบุคคลพระอริยะบุคคลรู้แจ้งอริยสัจธรรม ทุกคะริยะสัจจะหมายความถึงสภาพธรรมะได้เกิดขึ้นสภาพธรรมะนั้นดับไป จึงเป็นผู้คือไม่ใช่สิ่งที่ควรเพลิดเพลินยินดีพอใจ เพราะว่าเพียงเกิดปรากฏชั่วคราวนะคะ สั้นมากแล้วก็หายไปคือดับไปไม่กลับมาอีกเลย ผู้นั้นจะเข้าใจสภาพที่เป็นทุกข์คือไม่เที่ยงเกิดขึ้น และดับไปใหม่ และเดี๋ยวนี้เป็นอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นปัญญาสามารถที่จะเข้าใจความจริงนี้ได้ไหมไม่ใช้ปัญญาขั้นฟังเพราะเห็นว่าการที่ปัญญาจะเจริญขึ้นนะคะ ต้องตามลำดับขั้นจากการไม่รู้อะไรเลยเป็นการได้ฟัง และเข้าใจ และรอบรู้ไม่สงสัยเป็นปริญัติติ คือความรอบรู้ในธรรมะที่ได้ฟังเป็นสัจจะญาณมั่นคงว่าขณะนี้นะคะ ใครก็ตามที่ไม่ได้กล่าวถึงธรรมะที่มีจริงๆ และใครก็ตามที่ไม่ได้อบรมปัญญาที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกในธรรมะที่มีจริงๆ บุคคลนั้นเป็นพระอริยะบุคคลไม่ได้ กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์ครับ ค่ะก็ขอให้เป็นการสนทนาธรรมเลยนะคะ เพราะว่ามีโอกาสที่จะได้เข้าใจพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงณสถานที่นี้นะคะ ๒๕๐๐กว่าปีแต่ก็ยังสืบทอดมาจนกระทั่งเราสามารถที่จะได้ยินได้ฟังข้อความที่พระองค์กลับแล้วแต่ว่าการศึกษาพระธรรมหรือการที่จะเข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดงนะคะ ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเพราะว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ความจริง เอซุสนะคะ ความจริงอย่างยิ่งของสภาพธรรมะที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นทุกคำนะคะ มีความหมายแล้วก็สามารถที่จะเข้าใจจนกระทั่งปัญญาที่อบรมแล้วนะคะ รู้ความจริงตรงตามแต่ละคำที่ได้ฟังได้ เพราะฉะนั้นขณะนี้นะคะ ก็เป็นการอบรม ปัญญาที่สามารถที่จะเป็นเหตุให้ประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลสจนกว่ากิเลสจะดับหมดสิ้นไปเพราะเหตุว่าในชีวิตประจำวันนะคะ ทุกคนก็เห็นว่ามีกิเลสกันทั้งนั้นแล้วก็ยากแสนยากที่จะดับแม้เพียงคิดที่จะก็เป็นกุศล แต่ก็แค่คิดก็ดับไม่ได้จนกว่าจะมีความเข้าใจถูกมีความเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏขณะนี้ เพราะฉะนั้นคำถามใดใดนะคะ โดยมากเราคิดถึงคำที่เราจำได้เป็นเรื่องใหญ่แต่ไม่ใช่การที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏแต่ถ้าเราได้เข้าใจว่าขณะนี้มีสภาพธรรมะที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ แล้วก็ไม่เข้าใจเป็นวิชาความไม่รู้จะเข้าใจต่อเมื่อได้เริ่มฟังด้วยความเคารพอย่างยิ่งนะคะ คือฟังไตร่ตรองเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังนะคะ แต่ละคำจนกระทั่งไม่สงสัยในขันธ์ฟังเพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นอย่างนั้นแน่นอนนะคะ เป็นสัจจะญาณที่สามารถที่จะให้ถึงการที่จะเข้าถึงลักษณะของสภาพธรรมะด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง และรู้ว่าขณะนั้นก็ไม่ใช่เราเพราะเหตุว่าธรรมะทั้งหมดเนี่ยค่ะเป็นอนัตตาไม่มีสักอย่างหนึ่งที่เป็นของใคร และใครสามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้แม้ได้ยินได้ฟังอย่างนี้ตลอดมาเรื่อยมา ตรีภพติดชาตินะคะ กว่าที่จะถึงความเข้าใจลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมะก็ต้องอาศัยการฟังไตร่ตรองอบรมปัญญาจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีปัจจัยที่จะทำให้รู้ความจริงนี้ได้นะคะ แต่จากการสะสมทีละเล็กที่ละน้อยนะคะ ก็สามารถที่จะมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่ต้องไม่หวังเพราะว่าความหวังนะคะ กันไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะไม่รู้ความจริงหวังเพราะไม่รู้ความจริงเป็นเราเพราะไม่รู้ความจริงอยากให้เรามีความรู้หรือความเข้าใจถูกเด็กนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นธรรมะก็เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งนะคะ ฟังเพื่อขัดเกลากิเลส และก็จะขาดบารมีคือบริวารของปัญญาไม่ได้เลย


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    19 มี.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ