ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
ตอนที่ ๑๖๙๓
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น แล้วแต่ว่าแต่ละท่านมีความหลากหลายที่ชีวิตจะมีความสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม หรือว่าจะสะสมไปจนถึงการเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นในวันนี้พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่รวมทั้งผมด้วย ถ้าตั้งใจจะให้สิ้นกิเลส หรือว่าตั้งใจจะให้มีปัญญาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ย่อมทำได้ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ หมายความว่า ต้องรู้เหตุที่จะให้เกิดด้วย เพราะเหตุว่าธรรมทั้งหมดนี้เป็นเรื่องละ แต่ต้องละด้วยความรู้ ขณะนี้จะถึงไหน จะถึงพระโสดาบัน หรือจะถึงพระอรหันต์ หรือจะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องด้วยปัญญา ถ้ามีปัญญาเห็นประโยชน์ของการรู้สภาพธรรมแล้วรู้ว่าทุกคนเหมือนกัน คือ จากไม่รู้ ทั้งๆ ที่มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีโลภะ มีโทสะ ซึ่งไม่รู้เลย แล้วได้รู้ว่านั่นเป็นธรรมแต่ละอย่างจากการที่ไม่รู้เลย แล้วกว่าจะละคลายการที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราได้ ก็ต้องไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย แต่ว่าเป็นเรื่องที่ตรงและเป็นสัจจะคือ ความจริง
ถ้าขณะนี้มีสภาพธรรมกำลังปรากฏ แต่ยังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ปรากฏทางตากับเห็นเป็นธาตุ หรือเป็นธรรมคนละอย่าง คือธรรมมีความลึกซึ้งมาก แทนที่จะปรารถนาถึงความเป็นพระอรหันต์ หรือว่าถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เเต่เห็นประโยชน์ของพระธรรม และขึ้นอยู่กับว่าแต่ละท่านมีคุณใหญ่ประมาณใด
สำหรับท่านผู้ที่เป็นพระโสดาบัน เมื่อได้ฟังพระธรรมก็แสดงว่าท่านไม่ได้สะสมมา หรือตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ปรารถนาที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏได้ เพราะว่าเมื่อสิ่งนั้นเป็นจริงอย่างที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง และท่านนั้นฟังเหมือนขณะนี้ที่ทุกท่านกำลังฟังเรื่องเห็น ขณะที่กำลังฟังเรื่องเห็นไม่คิดถึงเรื่องอื่น แต่กำลังมีเห็น เพราะฉะนั้นเห็นกำลังเห็น ฟังเพื่อที่จะรู้ว่าเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป และกว่าจะรู้ว่าทั้งหมดตลอดชีวิตทุกขณะเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา
แสดงให้เห็นว่า ถ้ามีความปรารถนาเพียงต้องการที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรม ไม่ถึงกับปรารถนาที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้นั้นก็สะสมปัญญาแล้วเมื่อถึงกาลที่สภาพธรรมจะปรากฏตามความเป็นจริงได้ เพราะเหตุว่าละความไม่รู้ ละความติดข้อง ซึ่งปิดบังความจริงของสภาพธรรมขณะนี้ไม่ให้ปรากฏ จนกระทั่งสามารถเป็นปัญญาที่ดับกิเลสได้ ท่านผู้นั้นท่านก็รู้ว่าท่านไม่ได้สะสมมาที่จะถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่สะสมมาที่จะเป็นสาวกคือ ผู้ฟัง
เพราะฉะนั้น แต่ละท่านก็รู้ตัวเอง ขณะนี้ มีธรรมกำลังปรากฏ ปรารถนาอะไร เพียงใด ปรารถนาที่จะเข้าใจความจริงของสภาพธรรมขณะนี้ หรือว่าถึงความปรารถนาที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงพระคุณยิ่งใหญ่ไม่มีใครเปรียบปราณได้ เพราะเหตุว่าไม่ได้รู้เพียงอย่างพระอรหันต์สาวก แต่สามารถที่จะรู้ความจริงยิ่งกว่านั้น มีพระปัญญาคุณ พระมหากรุณาคุณ พระบริสุทธิคุณ ที่หวังจะช่วยคนอื่นให้สามารถที่จะเข้าใจธรรมจนกระทั่งรู้แจ้งอริยสัจจธรรมด้วย
ดังนั้น การรู้แจ้งสภาพธรรมจึงมีหลายขั้น ขั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นขั้นสูงสุด คือทรงสามารถที่จะอุปการะบุคคลอื่น ด้วยการทรงแสดงธรรมให้คนอื่นได้สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก จนกระทั่งประจักษ์ความจริงได้ เเละยังมีผู้ที่เพียงต้องการรู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริง แต่ไม่ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล
ผู้ฟัง การอบรมเจริญธรรมตามความเป็นจริง เช่น เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม ได้กลิ่นเป็นธรรม รู้รสเป็นธรรม รู้เย็นร้อนอ่อนแข็งเป็นธรรม การอบรมนี้เหมือนเป็นเบื้องต้น ก็เกิดปัญหาว่า ถ้าอบรมกายวาจาใจ เป็นการอบรมขัดเกลาสิ่งที่ไม่ดีจากตนเองไปเรื่อยๆ จนจะเป็นคำถามที่ว่า การอบรมธรรมที่สมควรแก่ธรรม ไม่ทราบว่าในเบื้องต้นจะเริ่มต้นอย่างไรที่จะไม่เป็นการกระโดดข้าม
ท่านอาจารย์ คงไม่ลืมว่าธรรมเป็นเรื่องละเอียด แม้ว่าขณะนี้ทุกอย่างที่มีจริงๆ เป็นธรรม แต่กว่าจะเข้าใจได้ว่าเป็นธรรม ต้องอาศัยการฟังแล้วฟังอีกจนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะเหตุว่าธรรมไม่ใช่เพียงชื่อ เมื่อใครบอกว่าเห็นเป็นธรรม ก็จำแล้วคิดว่าเห็นเป็นธรรม เมื่อบอกว่าได้ยินเป็นธรรม ก็จำคิดว่าเข้าใจเพียงได้ยินว่าเป็นธรรมเท่านั้น นั่นไม่ใช่การรู้จักธรรม หรือว่าไม่ใช่การเข้าใจธรรมเพียงฟังคำว่ามีสิ่งที่มีจริงแล้วไปนั่งท่อง และเรียกว่าสิ่งนั้นเป็นธรรม นั่นไม่ใช่ความเข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด ธรรมทาน การให้ธรรม ถ้าไม่เข้าใจธรรมจะให้ธรรม ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะฉะนั้นการที่จะบอกว่าเป็นธรรมทาน หรือว่า การให้ธรรมหมายความว่า ให้ความเข้าใจถูก ให้ความเห็นถูก เห็นอะไรถูก เข้าใจอะไรถูก ต้องเป็นสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ขณะนี้ ไม่ใช่สิ่งที่หมดไปแล้วหรือว่าสิ่งที่ยังไม่มาถึง นี่แสดงให้เห็นถึงความยาก เพราะเหตุว่าส่วนใหญ่แล้วเราจะชินกับการคิดถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง เราจะทำอย่างนี้ หรือเราควรจะทำอย่างไร จะศึกษาแบบไหน หรือจะตั้งต้นอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ยังไม่มาถึง ลืมว่าขณะนี้สิ่งที่กำลังมีเป็นธรรมซึ่งยังไม่ได้เข้าใจ
เพราะฉะนั้น ถ้าสามารถที่จะเข้าใจธรรมที่มีในขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่เคยเกิดแล้วและที่จะเกิดต่อไป เพราะว่าจะไม่พ้นจากสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียด แล้วจะได้ประโยชน์ต่อเมื่อไม่เผิน ไม่ข้ามและมีความเข้าใจจริงๆ ว่า แม้คำว่า ธรรมทาน การให้ธรรม ต้องเป็นการให้ความเข้าใจสิ่งที่มีจริงซึ่งเป็นธรรม ไม่ใช่เผินๆ รับไปแล้วไม่สามารถที่จะรู้ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง หรือว่าสิ่งที่มีอยู่ในหนังสือนั้นมีความหมายถูกต้องประการใด แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องหมายความว่า ขณะนี้เป็นอย่างนี้ ได้ฟังแล้วเข้าใจว่าเป็นธรรม จนกว่าจะหมดความสงสัยว่าทุกอย่างเป็นธรรม และธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
เมื่อสักครู่นี้พูดถึงคำว่า อภัยทาน ด้วย ถ้าไม่รู้ว่า อภัยทานคืออะไร จะมีประโยชน์หรือไม่ แล้วสามารถที่จะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะเหตุว่าขณะใดเป็นอภัยทาน และขณะใดไม่สามารถที่จะเป็นอภัยทานได้ เพราะฉะนั้นแม้แต่อภัยคำเดียว คือขณะที่เป็นธรรมด้วย เพราะว่าทุกอย่างเป็นธรรม อภัยคือไม่โกรธ ถูกต้องหรือไม่ ถ้ายังโกรธอยู่ๆ ๆ ภัยเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่อภัย เพราะเหตุว่าภัยคือความโกรธ ทำร้ายขณะที่เกิด ทำให้ขณะนั้นไม่สบายใจ ซึ่งสามารถที่จะสะสมจนกระทั่งทำลายและทำร้ายทุกอย่างได้ โดยที่ไม่คาดคิดเลยว่าจะทำได้ถึงอย่างนั้นก็เกิดขึ้น เพราะขณะนั้นโกรธ ผูกโกรธ ไม่ลืมความโกรธ และยังมีการที่จะพยายามที่จะทำไปตามความโกรธนั้นด้วย
เพราะฉะนั้น อภัย หมายความว่า ไม่เป็นภัย คือ ขณะนั้นไม่โกรธ ยากหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ เป็นไปไม่ได้ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมโดยละเอียด เคยไม่โกรธก็ไม่โกรธต่อไปอีก ไม่โกรธต่อไปเรื่อยๆ แต่ว่าเมื่อฟังพระธรรมแล้ว แม้ยังโกรธแต่ก็ยังมีความเข้าใจถูกต้อง เห็นโทษว่าขณะนั้นความโกรธเป็นธรรมจริงๆ บังคับบัญชาไม่ได้ แต่ว่าเป็นธรรมที่เป็นอกุศลธรรม เป็นธรรมที่ไม่ดีงามเลย ในขณะที่โกรธเกิดขึ้นขณะนั้นเร่าร้อนแล้วเป็นทุกข์ และยังสามารถที่จะเบียดเบียนคนอื่นได้ ส่วนความไม่โกรธ สบายมากเลย ไม่ว่าจะกระทบสิ่งที่ไม่น่าพอใจทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็ไม่โกรธได้ ขณะที่ไม่โกรธคือ อภัย ไม่เป็นภัยในขณะนั้น และไม่ทำให้ภัยเกิดขึ้นด้วยจากความไม่โกรธ
ด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรมเป็นประโยชน์คือ ถ้าได้เข้าใจว่าเป็นธรรม ไม่ใช่ใครเลย คนที่โกรธซึ่งเป็นธรรมประเภทที่เป็นอกุศล เกิดมากๆ ในแต่ละวัน เราจะได้เห็นกายวาจาของบุคคลนั้นซึ่งเป็นไปตามความโกรธ น่ารังเกียจ หรือว่าน่าชื่นชม หรือว่าน่าอนุโมทนาหรือไม่ ทั้งกายทั้งวาจาที่เป็นไปด้วยความโกรธ แต่ตรงกันข้ามในขณะที่ไม่โกรธและมีเมตตา มีความเป็นมิตร ก็จะเห็นกาย วาจา ซึ่งตรงกันข้าม และทำความสบายใจ ทั้งขณะที่เมตตาหรือความไม่โกรธ อโทสะเกิดขึ้นไม่เป็นโทษภัยกับใคร เพราะฉะนั้นธรรมไม่ใช่สำหรับเพียงฟัง แต่ไตร่ตรองรู้ว่าเป็นอนัตตา ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย คนที่ฟังธรรมมานานๆ โกรธหรือไม่
ผู้ฟัง ก็โกรธอยู่
ท่านอาจารย์ โกรธ โกรธบ่อยหรือไม่
ผู้ฟัง ก็บ่อย
ท่านอาจารย์ และผูกโกรธไว้หรือไม่ คือ ไม่ลืมความโกรธนั้นเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เป็นความโกรธที่ไม่ใช่เพียงเล็กน้อยเเต่มีมากเพราะว่าบ่อย ยังไม่อภัยและยังผูกโกรธไว้ด้วย เพราะฉะนั้นธรรมไม่ใช่ของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่ถ้าเหตุที่ไม่ดีเกิดขึ้นจะต้องนำมาซึ่งผลที่ไม่ดี ถ้าเป็นเหตุที่ดีเกิดขึ้นจะนำมาซึ่งผลที่ไม่ดีไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ตลอดชีวิตที่ไม่มีการเข้าใจว่าเป็นธรรมซึ่งเป็นเหตุและเป็นผล ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย ทำให้ไม่ละธรรมฝ่ายที่เป็นอกุศล เพราะคิดว่าเป็นเราและเป็นเขา แต่ว่าความจริงธรรมเป็นธรรม โทสะ เด็กเล็กๆ มีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ สัตว์เดรัจฉาน มีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ตราบใดที่ยังไม่ใช่เป็นบุคคลที่รู้แจ้งสภาพธรรมถึงความเป็นพระอนาคามีบุคคลยังมีโทสะ แต่จะมากหรือจะน้อยในลักษณะต่างๆ กันก็ตามการสะสม เพราะฉะนั้นประโยชน์จากการที่เข้าใจธรรมว่าเป็นธรรมซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้ แต่สามารถที่จะมีความเห็นถูกว่า ธรรมที่เป็นอกุศลเป็นอกุศล และธรรมที่เป็นกุศลเป็นกุศล ก็จะมีการระลึกได้ คงไม่ต้องใช้ภาษาบาลีว่า สติ ซึ่งเป็นไปในขณะที่ระลึกเป็นไปในทางที่ดี ไม่ใช่ในทางที่ไม่ดี
ขณะใดที่ฟังพระธรรม ไม่ลืม มีความเข้าใจถูกว่าเป็นธรรม ขณะนั้นกำลังเกิดโดยไม่มีใครบังคับบัญชาได้ ห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ เกิดแล้วที่จะไม่ให้ดับหมดสิ้นไปก็ไม่ได้เพราะว่าเป็นธรรม ถ้ามีความเข้าใจธรรมมากขึ้น เพิ่มขึ้น จะเห็นความน่ารังเกียจของธรรมที่เป็นอกุศลธรรม ขณะที่เห็นความน่ารังเกียจ ขณะนั้นเป็นกุศลธรรม
เพราะฉะนั้นเคยไม่โกรธมากเท่าไร หรือว่าเคยโกรธบ่อยๆ ก็เป็นแต่ละอัธยาศัยที่สะสมมา แต่เมื่อฟังพระธรรมแล้ว เวลาโกรธคือโกรธเกิดแล้ว ยับยั้งไม่ได้ แต่สามารถเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงว่า ขณะนั้น ลักษณะนั้นเป็นลักษณะของธรรมชนิดหนึ่ง พอที่จะเข้าใจได้หรือไม่ว่าขณะนั้นเป็นธรรม เพราะว่าการฟังธรรมเพื่อรู้ว่า ทั้งหมดตลอดชีวิตเป็นธรรมแต่ละอย่าง แต่ละลักษณะซึ่งเกิดขึ้นได้ เมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะควรแก่สภาพธรรมนั้นๆ ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชา ทั้งฝ่ายกุศลและทางฝ่ายอกุศล ถ้ามีการระลึกได้ขณะนั้น ไม่โกรธ
ในขณะนี้เอง ความเข้าใจธรรมของแต่ละคนต่างกันตามการสะสม เพราะฉะนั้นการฟังขณะนี้สะสมสืบต่อไปๆ จะทำให้มีความเข้าใจ สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของธรรมที่กำลังปรากฏได้
ผู้ฟัง เนื่องจากว่าฟังเทปแล้วไม่กระจ่างชัดตรงที่ว่า การศึกษาธรรมต้องเป็นผู้ตรงจึงจะได้สาระจากพระธรรม ขอความกรุณาท่านอาจารย์ขยายความว่า การศึกษาธรรมหมายถึงอะไร เป็นผู้ตรงหมายถึงอะไร และจะได้สาระจากพระธรรมอย่างไร
ท่านอาจารย์ ฟังธรรม ตรงตั้งแต่คำว่าฟังธรรม ไม่ได้ฟังอย่างอื่น เป็นผู้ตรงคือ ฟังเพื่อเข้าใจ มิฉะนั้นจะฟังเพื่ออะไร ไม่ว่าจะฟังอะไร วิชาการใดๆ เรื่องอะไรทั้งหมดก็เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ฟัง ถูกต้องหรือไม่
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมเพื่อเข้าใจธรรมซึ่งมีจริงๆ และขณะนี้ก็เป็นธรรม ไม่ใช่เราฟังธรรมเพื่อเราจะได้เข้าใจธรรม เพื่อเราจะได้นำธรรมไปใช้ หรือว่าเพื่อเราจะได้ประโยชน์จากธรรม เพราะรู้ว่าธรรมมีประโยชน์ก็จะใช้ประโยชน์จากธรรม ทั้งหมดเป็นเราแล้วเกิดความหวั่นไหว หรือคิดว่าเมื่อไรเราจะเข้าใจธรรม ก็เป็นตัวเราอีกที่หวังจะเข้าใจธรรม แต่ไม่ได้ฟังเพราะรู้ว่าเป็นธรรมเท่านั้นยิ่งขึ้น ไม่มีใครเลยนอกจากธรรม ถ้าธรรมไม่เกิด ถ้าไม่มีจิตเกิดขึ้น ไม่มีสภาพธรรมซึ่งชื่อว่าหรือเรียกว่า เจตสิก หมายความถึง ธาตุ หรือธรรมอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต ก็จะไม่มีใครที่นี่เลย ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการคิดนึก ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น
ดังนั้นการฟังธรรม เพื่อเข้าใจและเห็นถูกว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เพื่อลาภ เพื่อยศ เพื่อสรรเสริญ เพื่อสุข เพื่อสักการะใดๆ ทั้งสิ้น แต่เพื่อความเห็นที่ถูกต้องว่าเป็นธรรม เป็นอย่างนี้หรือไม่
ผู้ฟัง นั่นหมายความว่า เริ่มตั้งแต่การศึกษาธรรม ไม่ใช่มีเราไปศึกษา แต่ว่าศึกษาให้เข้าใจว่า ธรรมเป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เบื้องต้นคือ รู้จักธรรมว่าคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ และสิ่งที่มีจริงใช้คำว่าธรรม หมายความว่า ไม่มีใครเลย นอกจากสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วดับไป ไม่มีสักอย่างเดียวซึ่งเกิดขึ้นแล้วยังคงอยู่ ฟังดูเหมือนไม่จริง แต่ว่าความจริงสภาพธรรมแต่ละอย่าง มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไปอย่างรวดเร็วและไม่กลับมาอีกเลย มีใครสามารถจะนำความสุขตั้งแต่เด็ก หรือความอร่อยเมื่อวานนี้หรืออะไรก็ตามแต่ ให้กลับมาเป็นวันนี้เดี๋ยวนี้ได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ ทุกอย่างใหม่ สิ่งที่ดับไปแล้วเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยอย่างรวดเร็วแล้วดับไปอย่างรวดเร็วและไม่กลับมาอีกเลย
นี่คือการฟังธรรมให้เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรม เพื่อละการที่เคยยึดถือธรรมว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะฉะนั้นถ้าฟังอย่างนี้ สาระคือรู้ว่าเป็นธรรมเพื่อที่จะละความไม่รู้ และละการติดข้องซึ่งเคยยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา เกิดแล้วตายหรือไม่ เหตุใดต้องตาย เหตุใดต้องเกิดมา ใครทำให้เกิดขึ้น แล้วอยากจะอยู่ต่อไปโดยไม่ตายก็ไม่ได้ เกิดแล้วต้องตาย ไม่มีใครที่เกิดแล้วไม่ตาย นี่คืออย่างที่เรามองเห็นคร่าวๆ ว่าไม่เที่ยงเลย เกิดมาแล้วจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ แก่ เจ็บแล้วก็ตาย แต่อย่างไรๆ คือต้องตาย ระหว่างที่เกิดและยังไม่ตาย มีอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์
การเห็นสิ่งที่น่าพอใจชั่วคราว หลับแล้วไม่เห็นมีอีกเลย การได้ยินเสียงที่น่าพอใจก็ชั่วคราว ขณะที่เสียงปรากฏ กลิ่นหอมชั่วขณะที่กลิ่นปรากฏ แต่เมื่ออย่างอื่นปรากฏ กลิ่นนั้นปรากฏไม่ได้แล้ว ซึ่งความเป็นจริงคือกลิ่นนั้นดับไปอย่างรวดเร็ว ขณะนี้สภาพธรรมเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่ไม่รู้เลย
เพราะฉะนั้น การฟังเพื่อให้เห็นความไม่เที่ยง ไม่มีอะไรที่ถาวรมั่นคงเลย เป็นสภาพธรรมซึ่งแยกออกไปแล้ว แม้แต่รูปร่างกายที่คิดว่าเป็นเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า คือรูปเล็กๆ แต่ละกลุ่มซึ่งใช้คำว่า กลาป ที่ละเอียดมาก โดยมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่พร้อมที่จะแตกทำลายละเอียดยิบได้ นี่หรือเรา ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ไม่รู้เลยว่าอะไรทำให้รูปนี้เกิดขึ้น
กรรมทำให้รูปนี้เกิดได้ จิตทำให้รูปนี้เกิดได้ อุตุ ความเย็น ความร้อน ทำให้รูปเกิดได้ อาหารที่รับประทานบริโภคเข้าไปก็ทำให้รูปเกิดได้ แต่ตั้งแต่เกิดมาตลอดจนตายทั้งวันทั้งคืนไม่รู้ความจริงว่า รูปเกิดแล้วดับตามสมุฏฐานที่ทำให้รูปนั้นๆ เกิดอย่างเร็วมาก แต่ว่าสืบต่อจนกระทั่งไม่ปรากฏเลย
มีคำถามที่เคยถามท่านผู้ฟัง เป็นคำถามเริ่มสำหรับผู้ที่ฟังใหม่ว่า ขณะนี้มีฟัน มีปอด มีเลือด มีกระดูกหรือไม่ จะตอบว่าอย่างไร
ผู้ฟัง จริงๆ ก็มีลักษณะของเขา แต่ทุกคนจำไว้ว่ามีสิ่งเหล่านี้
ท่านอาจารย์ จำเป็นจำ แต่สิ่งที่มีต้องปรากฏทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทาง ปรากฏให้เห็นว่ามีจริงๆ ทางตา ขณะนี้ปฏิเสธไม่ได้ เสียงปรากฏว่ามีจริง ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มี แต่ต้องมีจิตได้ยิน แม้เสียงมี แต่ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นได้ยิน เสียงก็ไม่ปรากฏแล้วก็ดับไปแล้วด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เกิดแล้วดับแล้ว ยังเหลือหรือไม่ ไม่เหลือเลย
ขณะนี้ทุกคนจำว่ามีเรา เป็นรูปตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แต่ไม่มีรูปใดๆ ปรากฏเลย ในขณะนี้ที่กำลังเห็น สิ่งที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ในบรรดาธรรมทั้งหมด มีสิ่งเดียวที่กำลังปรากฏขณะนี้เอง เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธาตุชนิดหนึ่ง สามารถปรากฏเมื่อจิตเกิดขึ้นเห็น แต่สิ่งที่ปรากฏขณะนี้ดับแล้ว และมีจิตที่เห็นเกิดขึ้นซ้ำจนกระทั่งปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ทำให้จำได้
เพราะฉะนั้น อยู่ในโลกของความจำและความหลง หลง คือไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ และจำว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วแต่ว่าขณะนั้นจะมีความเห็นผิดยึดมั่นว่าเป็นเรา เที่ยง ไม่ได้ดับไปเลย ดังนั้นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ฟังธรรมเพื่อเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ จนกว่าจะรู้ความจริง
การเข้าใจธรรมมีหลายขั้น คงจะเคยจำได้ที่ว่า ปริยัติ ปฏิปัตติ ปฏิเวธ พระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามี ๓ ขั้น ปริยัติ การรอบรู้ในสิ่งที่ได้ฟังและเข้าใจตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เช่น แม้แต่คำถามที่ว่า ขณะนี้มีฟันหรือไม่ จะตอบว่าอย่างไร เป็นปริยัติ รอบรู้ในสิ่งที่ได้ฟังที่เป็นธรรมที่เป็นความจริงตามที่ทรงแสดงว่า สภาพธรรมเกิดจึงปรากฏแล้วดับไป
สิ่งใดก็ตามที่ขณะนี้ไม่ปรากฎ แม้ว่ามีสมุฏฐาน มีปัจจัยที่จะทำให้สภาพธรรมนั้นเกิด สภาพธรรมนั้นก็เกิดแล้วดับแล้ว เกิดแล้วดับแล้ว ตราบใดที่ไม่ปรากฏ แต่ขณะที่ปรากฏขณะนี้ ความจริงคือเกิดแล้วดับด้วยก็ยังไม่ได้ปรากฏ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ปรากฏ ลองคิดดู ยังหลงยึดมั่นยึดถือว่ามีแล้วก็เป็นเรา ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นไม่ได้ปรากฏเลย
ดังนั้น การฟังพระธรรมจึงเป็นการที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริง และเริ่มรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยพระปัญญาคุณที่ทรงรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังเป็นจริงในขณะนี้ได้ และในพระบริสุทธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัปป์ เพื่อให้ผู้ที่ได้สะสมมาที่มีศรัทธา มีโอกาสจะได้ยินได้ฟังจนกว่าพระธรรมจะอันตรธานเพราะเหตุว่าไม่มีใครศึกษา ไม่มีใครเข้าใจถูกว่าพระธรรมที่ทรงแสดงตามความเป็นจริงคืออย่างไร มีเเต่ผู้ที่เพียงฟังสักประโยคหนึ่ง หน้าหนึ่งหรือตอนหนึ่ง แล้วไปคิดเองมากมาเขียนเป็นตำรับตำรา ซึ่งไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยทั้งสิ้นที่จะทำอย่างนั้น ตราบใดที่ยังไม่ใช่ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ในพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้จริงๆ ด้วยเหตุนี้ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจึงได้สาระ คือความเข้าใจถูกจากการฟังพระธรรม
ผู้ฟัง นั่นหมายถึงว่า ถ้าทุกคนยังไม่เริ่มต้นว่าทุกอย่างเป็นธรรมก็มีเรา ไม่เป็นผู้ตรง เพราะฉะนั้นถ้าไม่เป็นผู้ตรงก็จะไม่ได้สาระจากการที่ฟังพระธรรม
ท่านอาจารย์ ขณะนี้เป็นปัญญาขั้นไหน ปริยัติ หรือปฏิปัตติ หรือปฏิเวธ
ผู้ฟัง ขั้นปริยัติ หมายถึงว่าฟังเรื่องราว
ท่านอาจารย์ ปริยัติ รอบรู้ในสิ่งที่ได้ฟัง ไม่สงสัยและเข้าใจในเหตุในผลโดยละเอียด ขณะนี้ลืมหรือไม่ว่าเห็นเป็นธรรม เมื่อสักครู่นี้บอกว่าทุกอย่างเป็นธรรม ได้ยินก็เป็นธรรม เห็นก็เป็นธรรม คิดก็เป็นธรรม สุขก็เป็นธรรม ทุกข์ก็เป็นธรรม โกรธก็เป็นธรรม ไม่โกรธก็เป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม ลืมหรือไม่ ฟังแล้วดับไปๆ ๆ ติดอยู่ในใจ เป็นสิ่งที่ควรที่จะจำไว้ในใจหรือว่ายังไม่ถึงใจ เพราะเหตุว่าลืมบ่อยๆ ฟังไปก็ลืม แต่ว่าฟังก็ยังดี ฟังแล้วฟังอีกก็ไม่ลืม เพราะเหตุว่าเป็นธรรมดา ไม่ว่าเราจะพบใครหรือเห็นอะไรเพียงครั้งเดียวก็จำไม่ได้ แต่ถ้าพบบ่อยๆ ก็จำได้มากขึ้น เราไม่เคยคุ้นเคยกับธรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740
