ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728


    ตอนที่ ๑๗๒๘

    สนทนาธรรม ที่ โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    ทั้งหมดพูดโดยไม่ได้รู้จักจนกว่าได้ฟังธรรมเมื่อไหร่ จะรู้จักจะเข้าใจสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังแล้วก็คิดเอง เพราะฉะนั้นศึกษาเพื่อเข้าใจ และก็ความละเอียดของธรรมแต่ละคำที่ได้ยินด้วย ได้ยินคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ได้ยินคำว่าพระอรหันต์ด้วย ถูกต้องไหม แล้วทำไมจึงมีทั้งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็มีพระอรหันต์ด้วย เพราะอะไร เพราะปัญญาต่างกันได้ จากการศึกษาก็เริ่มเข้าใจขึ้นไม่อย่างนั้นก็บอกไม่ได้ว่าความต่างของพระอรหันต์กับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยปัญญาที่ต่างกัน แต่ก็เสมอกันด้วยความเป็นพระอรหันต์ คือ ผู้ที่ดับกิเลสหมด ไม่เหลือเลย ทุกอย่างต้องศึกษา ไม่ศึกษาจะรู้ได้ไหม ตัดเสื้อไม่เป็น ถ้าจะตัดเป็นก็ต้องศึกษา ทำอาหาร ทำกับข้าวไม่เป็น จะทำเป็นก็ต่อเมื่อศึกษา จะทำไร่ไถนาปลูกผัก ปลูกต้นไม้ ส่วนต่างๆ ถ้าไม่ศึกษาก็ไม่ได้ ใช่ไหม ถ้าสนทนาได้คุยกับชาวสวน จะรู้จริงๆ คนที่ไม่ใช่ชาวสวนไม่รู้จักวิธีปลูกต้นไม้เลย แม้แต่ปลูกข้าวก็เห็นข้าวแล้ว ก็มีน้ำ มีท้องนา แต่รู้ไหม กว่าจะเป็นต้นข้าวขึ้นมาได้ ต้องทำอะไร ดินแข็งแข็งอย่างนี้ ทำอย่างไรถึงจะให้ปลูกข้าวได้ก็ต้องศึกษาทั้งนั้นเลยทุกอย่างแสดงให้เห็นว่าขาดการศึกษาไม่ได้ น่าจะเป็นความรู้อย่างหนึ่งอย่างไร ต้องศึกษาชาวสวนก็รู้จักตัวแมลงต่างๆ ซึ่งคนอื่นก็ไม่รู้ว่าอะไร อย่างใบไม้เกิดวันดีคืนดีก็มีสีขาว ก็ไม่รู้ว่านั่นมันอะไร มีชีวิตหรือเปล่า แต่ชาวสวนก็สามารถจะบอกให้เรียน และเป็นเพลี้ย เป็นอะไรชนิดในหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง จะรู้ก็ตอบเมื่อมีการศึกษาเพื่อเข้าใจในสิ่งที่กำลังศึกษา เพราะฉะนั้นพระธรรม ก็ได้ยินคำว่าธรรม พระธรรมแต่ก็ไม่รู้จักว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อศึกษา

    กราบท่านอาจารย์ คือขณะนี้ที่ศึกษาพระธรรม มันก็จะคุ้นเคยกับสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน ดูเหมือนก็ไม่เดือดร้อนอะไรมากที่จะเร่งรีบคือก็ยังมีชีวิตที่ปกติ เป็นเพราะว่าปัญญาน้อยหรือว่าวิชามีมาก ยังไม่เข้าใจคำว่าเร่งรีบ คือไม่เร่งรีบที่จะศึกษาพระธรรมที่มันจะน่าจะมากกว่านี้ อะไรนี้ คิดว่าเราอยากจะศึกษามากกว่านี้อยากจะเข้าใจมากกว่านี้หรือเพราะอะไร คลิปเหมือนกับในคำที่ว่าไฟไหม้บนศีรษะงั้นเราก็ยังมีความรู้สึกก็เฉยๆ ๕ไฟไหม้บนศีรษะ ความจริงหมายความถึง วิปัสสนาญาณที่เป็นพังขณญาน เพราะฉะนั้นทุกคน ถึงแม้ว่าเหมือนกับมีไฟไหม้ก็ไม่ได้รู้ปัญญามองไม่เห็นเลย ใช่ คุณพรทิพย์จะจากโลกนี้ไปเมื่อไร เมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น แล้วก็ยังไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม ใช่ จะเร่งรีบหรือไม่เร่งรีบ อย่างไรก็มีความรู้สึกว่า มันก็เหมือนไม่เดือดร้อน ไม่เดือดร้อน และจากโลกนี้ไปก็ไม่เดือดร้อนมันจะไปไหน อันนั้นก็ต้องยอมรับว่าจะไปที่ไหนก็ต้องไป ก็ต้องไป เพราะฉะนั้นถ้ามีเหตุที่จะต้องไป มากๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย สู่นรก ก็ต้องไป เพราะว่าเป็นเหตุปัจจัยในสัตว์เดรัทฉานก็ต้องยอมรับ แล้วก็ไม่ได้ฟังธรรม ก็ต้องยินดี รับยินดี เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่ยินดีที่จะมีชีวิตโดยที่ไม่เข้าใจธรรม ไม่ ไม่ยินดีอย่างนั้นก็เกิดในโลกก็ไม่ได้ ฟังธรรมเป็นเปรตก็ไม่ได้ฟังธรรม ก็ต้องยอมรับในเมื่อถ้าเรามีวิบากกรรมเช่นนั้นไม่ใช่หรือ จริงๆ แล้วสามารถที่จะเข้าใจธรรมได้หรือเปล่า สามารถ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเห็นประโยชน์มากแค่ไหน เห็นประโยชน์ แต่ไม่ยังไม่เห็นทุ่มเทมากกว่านี้ มากกว่านี้ หมายความว่าต้องการให้มากกว่านี้หรืออย่างไร หรือว่าตามความเป็นจริง ก็ต้องตามความเป็นจริง อย่างหนึ่ง ซึ่งทุกคนเป็นชีวิตปกติประจำวัน คือ หวังสิ่งที่ยังไม่เกิด แม้แต่จะศึกษาให้มากขึ้นหรือว่าจะเป็นปกติที่แล้วแต่จะเป็นไปเหมือนกับมีการเตรียมมีความคิดมีแผนการ แต่ลืม บางคนก็ปรึกษาหารือ มีปัญหาอย่างนี้แล้วจะแก้ยังไงรู้สึกว่าเพิ่งที่ไหนก็คงไม่ได้ก็มาพึ่งพระธรรมก็แล้วกันว่าจะมีคำตอบเลยว่าจะมีอะไรให้แต่ลืมความเข้าใจธรรม เพราะเหตุว่าใครก็ตามที่กำลังมีปัญหาอันนี้ไม่ทราบจะเป็นปัญหาหรือเปล่าว่าจะเร่งรีบหรือไม่เร่งรีบไม่ว่าจะเป็นปกติธรรมดาอย่างนี้เพราะเป็นอย่างนี้คือท่านอาจารย์ เหมือนเรายังไม่เห็นภัย เป็นปัญหาหรือเปล่า ก็สงสัยว่าทำไมเราไม่เดือดร้อนในภัยเกิดขึ้นนี่เป็นปัญหาหรือเปล่า สงสัย เป็นไม้แค่ฝัน๕ ปัญหาไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ว่าแม้เล็กๆ น้อยๆ นี้ก็เกิดแล้วก็เป็นปัญหาทั้งนั้น แต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่ลืม ไปปรึกษาหารือใคร ต้องการคำแนะนำ แม้แต่ปลาหรอกก็อาจจะต้องการคำตอบเลยว่า แนวทางอะไรก็ตามแต่ แต่ลืม ลืมว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด คิดอย่างในขณะที่สิ่งนั้นกำลังเผชิญหน้าตามเหตุตามปัจจัยอาจจะเป็นคำตอบเรียกว่าทางออกแสนฉลาดดีมีประโยชน์ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นทุกคนอยากจะมีแต่คำตอบ แต่ลืมไหมว่าอย่างไรก็ต้องตอบ แต่ละคนก็ต้องมีทางแก้ของตัวเอง เพราะเหตุว่ายับยั้งไม่ได้ถือว่าลืมนั้นขณะนั้นก็ต้องมีแล้ว แต่ว่าจะเป็นทางไหน แต่ถึงจะเป็นทางไหนก็ตามไม่เข้าใจทำไม กระจานคำปรึกษาใดๆ คำหารือใดๆ คำแนะนำได้รับฟังได้อาจจะทำตามสิ่งที่ไตร่ตรอง และนั่นเป็นทางที่ดีที่สุด แล้วก็ทำอย่างนั้นสำเร็จด้วยแต่ก็ไม่เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นทั้งหมดอยู่ตรงนี้ คิดว่าเมื่อมีสิ่งนี้กำลังเผชิญหน้าจะแก้อย่างไร เล่มว่ายังไงก็ต้องมีขณะจิตต่อไปซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยยับยั้งการเกิดของจิตไม่ได้เลย ต้องมีจิตเกิดสืบต่อแน่นอนแต่จิตประเภทไหนจะเกิด จะเป็นความฉลาดจะเป็นไหวพริบจะเป็นความไม่รู้หรือจะเป็นอะไรก็เป็นธรรม ซึ่งเกิดตามเหตุตามปัจจัย ใครแสดงบ้างครั้งคิดออก บางครั้งคิดไม่ออกก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยที่ไตร่ตรองมากๆ ก็มีความเข้าใจในเหตุในผลของสิ่งนั้น แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ทำทุกอย่างใดคนฉลาดก็ทำตามแบบของคนฉลาดหลังจากว่าระดับไหน คนทุจริตก็ทำตามการทุจริตแล้วแต่ว่าระดับไหนแต่ทั้งหมดก็คือไม่รู้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังธรรม แล้วก็เพื่อเข้าใจธรรม แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเพื่อเข้าใจธรรมอะไรเมื่อไหร่ แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือ เข้าใจธรรม เดี๋ยวนี้ขณะนั้นๆ ที่มีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นว่าเป็นธรรม เราคิดถึงคนซึ่งอาจจะมีความสามารถในการดำเนินการธุรกิจหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ การรักษาประเทศชาติบ้านเมืองได้ว่าเป็นนักธุรกิจเป็น ข้าราชการเป็นนักบริหารอะไรก็ตามแต่ ยับยั้งไม่ให้เป็นอย่างนั้นได้ไหม ไม่ได้ แต่ไม่เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจธรรมอย่างที่เราฟังเพื่อเข้าใจธรรม เพจ ไม่ว่าในการละในเหตุการณ์ไหนอะไรจะเกิดขึ้นจะคิดอย่างไรจะสำเร็จอย่างไรก็ตามก็รู้ว่าเป็นทำไม คือ เตรียมเพื่อที่จะรู้ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เตรียมเพื่อที่จะไปแก้ปัญหาเพราะปัญหามีต่างคนต่างแก้ตามการสะสม ใครสะสมความคิดแนวไหนอย่างไรก็เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ในขณะนั้นแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นที่ว่าศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจธรรม ไม่เว้นว่าง หมายความว่า ตรงนี้เว้นไม่เข้าใจตรงนึกว่างไม่เข้าใจเพราะกำลังมีปัญหาไหมใช่เลย เข้าใจทุกอย่างที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นศึกษาธรรม ไม่ใช่เจาะจงว่าเผื่อเวลานั้น เช่น ยามป่วยไข้ เผื่อเวลานี้ อย่ามีทุกข์ภัยต่างๆ ก็ไม่ใช่ แต่ศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจธรรม เพราะเหตุว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีปัจจัยเกิดแน่นอน ภัยพิบัติก็มีปัจจัยเกิดร่างกายจะป่วยเจ็บก็มีปัจจัยเกิดคิดเป็นอกุศลก็มีปัจจัยเกิดคิดเป็นกุศลก็มีปัจจัยเกิดคิดทำมาหาเลี้ยงชีพสำเร็จมั่งคั่งร่ำรวยก็มีปัจจัยเกิดแต่ไม่เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นที่กำลังฟังธรรมก็ต้องรู้ประโยชน์คือ เข้าใจธรรมไม่ว่า ณ เวลาใด นกา และได้แล้วก็จะเป็นปัญหาหรือไม่เป็นปัญหาก็มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นไป หยุดไม่ได้ เกิดแล้วดับแล้วเกิดอีกกับอีกตามเหตุตามปัจจัยแต่ว่าเข้าใจธรรมหรือเปล่า ขอสนทนาต่อกับคุณพรทิพย์ นิดนึง ฟังแล้ว แก้ปัญหาไหมว่าจะเร่งรีบไม่ว่าจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คือ ฟังแล้วก็ต้องให้รู้เข้าใจว่าทุกขณะเป็นธรรม ฟังแล้วก็รู้ว่าจะเร่งรีบหรือไม่เร่งรีบก็คือเป็นธรรม ซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้ มีท่านที่ฝากมาเรียนถามท่านอาจารย์ว่าเร่งรีบหรือไม่เร่งรีบก็เป็นธรรม

    กราบเรียนท่านอาจารย์ ตรงกับที่เคยได้ยินได้ฟัง และทุกอย่างเป็นธรรม อะไรที่ฟังแล้วเข้าใจแล้วลืมไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ เพราะว่าเมื่อกี้นี้ ก็คงจะทราบว่า แม้ขณะนี้ใครจะคิดอย่างไร บังคับบัญชาไม่ได้เลย ตามการสะสมของแต่ละคน เพราะฉะนั้นเวลาที่มีปัญหาแล้วมีการฟังความคิดเห็นของแต่ละคน ก็จะรู้ได้ว่าแต่ละคนคิดตามที่ได้สะสมมา เพราะฉะนั้นความคิดจึงหลากหลายแม้ว่าจะได้ฟังความคิดเห็นของคนส่วนรวม พิจารณาแล้วว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง จะทำหรือไม่ทำก็ไม่รู้ใช่ไหม จนกว่าจะเกิดขึ้นด้วยเหตุนี้จึงเข้าใจได้ว่าที่ทุกอย่างเป็นธรรม ต้องไม่เว้นเลย เพราะฉะนั้นเราอาจจะปรึกษาหารือกันได้ไม่ใช่ไม่ได้เลย แต่ให้รู้ว่าแม้แต่การคิดของแต่ละคนก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นจะเร่งรีบหรือไม่เร่งรีบขณะนั้นคือมีปัจจัยที่คิดแล้วแวะจะเร่งรีบหรือไม่เร่งรีบ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือสิ่งที่เกิดแล้วเป็นเครื่องบ่งทิ้ง เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย การศึกษาธรรม เพื่อเข้าใจธรรม ก็ไม่ลืม เพราะฉะนั้นเมื่อทุกอย่างเป็นธรรม ขณะนั้นไม่ว่าขณะไหนก็คือสามารถที่จะเข้าใจว่าเป็นธรรม นี่คือประโยชน์ของการศึกษาธรรม ครับเรียนถามท่านอาจารย์เพิ่มเติมในเรื่องของการเร่งรีบกลับไม่เร่งรีบครับท่านอาจารย์ครับก็ดูเหมือนว่าจะเป็นคำที่พูดกันที่สนทนากัน ถ้าหากว่าพูดถึงการอบรมเจริญปัญญาแล้วเนี่ยเป็นเรื่องที่เร่งรีบไม่ได้ครับท่านอาจารย์ครับเพราะว่าก็จะต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปจากการค่อยๆ สะสมค่อยๆ อบรมไปในชีวิตประจำวันนะครับ เรียนท่านอาจารย์ครับ เพราะฉะนั้นที่คุณพรทิพย์ถามคงหมายความว่าไม่ค่อยจะได้ฟังธรรม ไม่ค่อยจะได้อบรม ควรจะมากกว่านั้นหรือเปล่าในความคิดของคุณพรทิพย์ที่ใช้คำว่าเร่งรีบ คือ เหมือนจะไม่เดือดร้อน ว่า มีโอกาสได้ศึกษาพระธรรม น่าจะสนใจมากกว่านี้ อะไรอย่างนี้ คือเหมือนกับอ่ะทำไมไม่เดือดร้อน ทุกคนไม่เดือดร้อน ก็เลยไม่ต้องฟังใช่ไหม ค่าประมาณ เหมือนกับคนที่ไม่รู้จักทำไม่ได้ศึกษาธรรม เขาก็ไม่เดือดร้อนที่จะสนใจที่จะรู้ว่าพระธรรมมีอะไรบ้าง แล้วเวลาเดือดร้อน สนใจฟัง ถ้าเดือดร้อนคงต้องไขว่คว้าหาพระธรรม ต้องเข้าใจความหมายของคำว่าเดือดร้อนที่คุณพรทิพย์ใช่ เพราะว่า ตามปกติธรรมดาทุกคนก็มีชีวิตอยู่เนี่ยไม่เดือดร้อนใช่ไหม อยู่ไปวันๆ ไม่เห็นมีใครเดือดร้อน เพราะฉะนั้นที่คุณพรทิพย์กล่าวว่าพอเดือดร้อนก็จะสนใจธรรม ก็ไม่แน่เพราะว่าคนที่เดือดร้อนมากก็ไม่ได้คิดถึงธรรม ไม่ได้สนใจธรรมด้วย เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องเดือดร้อน แต่เป็นเรื่องศรัทธาที่จะเห็นประโยชน์ แวะสิ่งที่เป็นความเข้าใจถูกความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ที่เป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ เพราะว่าจริงๆ แล้ว พอได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประโยชน์กับใครหรือเปล่า เห็นไหม ได้ยินแล้วด้วย จะกล่าวว่าไม่เดือดร้อนอยู่ไปวันๆ ก็ไม่เดือดร้อนจะได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือไม่ได้ยินก็ไม่เดือดร้อนอะไรอะไรก็ไม่เดือดร้อน เพราะว่ามีชีวิตอยู่ตาม ความพอใจที่จะอยู่อย่างไรก็เป็นอย่างนั้นแต่ว่า พอได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า น่าอัศจรรย์ไหม ใครจะชื่อนี้ได้ ใครจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เพราะฉะนั้นศรัทธาเริ่มเกิดรึเปล่า เพียงได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ไม่ใช่ประเด็นของความเดือดร้อนไม่เดือดร้อน แต่เป็นเรื่องของการที่มีความศรัทธาในคำที่พระอรหันต์ พระมาจากคำเว้าวอน เกิดประเสริฐอรหันต์ คือ ผู้ที่ไกลจากกิเลสหมายความว่าไม่มีกิเลสใดๆ เข้าไปใกล้ได้เลย เพราะว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่หมดจดจากกิเลสไม่มีกิเลส พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรัมป์มา คือ ชอบถูกต้องตามความเป็นจริงพุทธะ คือ ผู้ตื่นผู้รู้ผู้เบิกบาน พระพุทธเจ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่เพียงแต่พระ ไม่ใช่เพียงแต่อรหันต์ แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พอได้ยินชื่อสะดุดหูบ้างไหม สะดุดใจบ้างไหม ต้องเป็นบุคคลผู้เลิศผู้ประเสริฐที่สุด จึงจะมีพวกที่ขนานนาม เรียกว่ากล่าวด้วยความเคารพอย่างยิ่ง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่เคารพสักการะกราบไหว้ แต่ก็ไม่รู้จักว่าเป็นใคร เพียงได้ยินเช แล้วก็กราบไหว้กับการที่เมื่อเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นประโยชน์กับใครหรือเปล่า เริ่มคิดใช่ไหม จะเป็นประโยชน์กับเราหรือเปล่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจที่จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า เพราะว่าในยุคนี้สมัยนี้ไม่สามารถที่จะเห็นพระรูปกายของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แต่สามารถที่จะเห็นพระคุณพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ มิฉะนั้นจะไม่ชื่อว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเพียงได้ยินคำนี้ สะดุดหู สะดุดใจ และเปล่าว่าจะเป็นประโยชน์ไม่ในการที่ได้ยิน และก็เป็นผู้ที่เหนือบุคคลใด ทางสากลจักรวาลไม่ใช่เฉพาะโลกนี้โลกเดียว เทวดาพรหมก็กราบไหว้ มาเฝ้านมัสการทูลถามปัญหาก็แสดงให้เห็นว่าประโยชน์ต้องมีแน่ไม่ใช่แต่เฉพาะมนุษย์แม่เทพ และพรหมผู้ที่เห็นประโยชน์ ก็มีศรัทธาที่จะได้รับประโยชน์ จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หนทางเดียวที่จะได้รับประโยชน์จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ฟังธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ๔๕ พรรษา นานไหม ๔๕ พรรษา วันหนึ่งๆ ทรงแสดงพระธรรมมากกว่าใคร ชาวยังไม่ถึงเวลาที่จะเสด็จบิณฑบาตรู้ว่าใครมีศรัทธา สะสมมาที่จะได้รับประโยชน์จากคำคำพูดพระพุทธพจน์ทุกคำ เป็นไปเพื่อปัญญาทั้งหมดจะไม่กล่าวคำซึ่งไม่เป็นปัญญาหรือว่าไม่เป็นประโยชน์แต่คนฟังสามารถที่จะจากไม่เคยเข้าใจไม่เคยรู้ มาเป็นความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่กำลังมี แม้สิ่งที่ผ่านไปแล้ว และสิ่งที่จะเกิดขึ้นทำให้สามารถที่จะเข้าถึงความหมายของคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่เพียงแต่กราบไหว้เท่านั้น ลิเวอร์บูชาด้วยดอกไม้ด้วยของหอมประการต่างๆ แต่ว่าด้วยความเข้าใจซาบซึ้งในพระมหากรุณาคุณที่พร้อมที่จะแสดงธรรม กล่าวความจริงให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง เพราะฉะนั้นผู้ที่สะสมศรัทธามาเท่านั้น ที่เห็นคุณค่าเห็นประโยชน์ ด้วยเหตุนี้เมื่อมีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม เพราะว่าพระธรรม ไม่สาธารณะทั่วไปกับทุกคน ถ้าไม่ได้สะสมมา อย่างคนที่เปิดวิทยุคนในบ้านฟังหรือเปล่า เดินผ่านไปผ่านมา ไม่ฟันก็มี ได้ยิน และได้เย็น และ แต่ภาษาไทยเราโบราณก็บอกว่าเข้าหูซ้ายออกหูขวา ไม่มีแม้แต่ว่าจะฟังคำที่ได้ยินแต่ยังไม่เข้าใจเช่นคำว่าอนัตตา คนไทยไปงานศพหรือที่ไหนที่ไหน ไม่เว้นที่จะได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขังอนัตตา แต่ว่าความจริงอันนี้ เราก็คิดอีกใช่ ไม่เถียงจาก วันนี้สบายดีแข็งแรงดี รูนี่ย์ป่วยไข้ก็อนิจจังไม่เที่ยงอะไรที่เปลี่ยนจากธรรมดาไปเป็นอย่างอื่น เราก็บอกว่าไม่เที่ยง ทุกขัง คนธรรมดาทั่วไปก็เข้าใจเพียงว่าเวลามีความทุกข์เกิดขึ้นก็คือทุกข์อนัตตาก็เข้าใจเพียงแต่ว่า บังคับบัญชาไม่ได้ซึ่งเป็นลักษณะของธรรม ทุกอย่างใครบังคับอะไรได้ เห็นไหม ถ้ามีการเข้าใจเพิ่มขึ้นก็จะเห็นพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้ว่าจะทรงดับขันปรินิพพานไปนานถึง ๒๕๐๐ กว่าปี แต่ก็มีผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการฟัง และเข้าใจพระธรรม เซฟต่อทอดมา ได้เห็นคุณค่าอย่างยิ่ง ในการให้ ให้อะไรก็ไม่เสมอเท่ากับให้ทำ ให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะว่าถ้าจะให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดมากมายสักเท่าไหร่สิ่งนั้นก็ต้องหมดไป ยังมีท่านผู้หนึ่ง ท่านก็บริจาคเงินให้มูลนิธิมาก ดิฉันก็ได้เรียนถามท่านว่าแล้วอดหลานของท่านละ ท่านก็ตอบว่าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะว่าท่านก็แบ่งปันนะคะและในส่วนที่ฐานให้ที่มูลนิธิแม่มากนะคะ ท่านก็กล่าวว่าที่อื่นท่านก็ให้เหมือนกัน จะเป็นโรงพยาบาลจะเป็นโรงเรียนจะเป็นที่ไหนท่านก็ให้แต่เมื่อ เขาหายเจ็บไข้ได้ป่วยเขาก็เหมือนเดิมแต่ว่าการที่จะให้เข้าใจธรรมนี้ ก็จะต้องต่างจากคนที่ไม่รู้ไม่เข้าใจเป็นความรู้ความเข้าใจ แล้วก็เมื่อมีความเข้าใจ ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญามีความเข้าใจถูกเห็นถูกก็เริ่มรู้ว่าชั่วคืออะไร ดีคืออะไร ละเอียดยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นความรู้ ก็จะนำไปสู่ทางที่ไม่เป็นทุกข์เพราะว่าความรู้ความจริงไม่ทำให้เกิดทุกข์แต่ใดทั้งสิ้น นั่นก็เป็นหนทางที่จะทำให้ดับทุกข์ไม่มีทุกข์อีกเลยได้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นคนที่คิดยาวคิดไกลคิดละเอียดไม่ได้คิดถึงเฉพาะวันนี้ หรือชาตินี้ก็คือว่าทุกคนก็ต้องตายต้องจากโลกนี้ไปแล้วก็ไม่คิดแม้แต่เพียงว่า เมื่อวานไม่หมดแล้ว แต่มีวันนี้วันนี้ก็หมดไปหมดไปจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นแม้ความตายแทบไม่รู้ว่าอะไรเกิดอะไรตายก็จะไม่รู้ว่าตายแล้วเกิดทันทีไม่มีระหว่างคั่นเลยเหมือนเมื่อวานนี้กับวันนี้แต่ที่ยังไม่ได้ใช้คำว่าตายอย่างที่เข้าใจกันคือ สมมติมรณะ สมมติว่าตาย แต่ไม่สิ้นสุด เพราะตายจากโลกนี้ก็เกิดอีกทันที ง่ายแต่ว่ากรรมใดจะทำให้เกิดที่ไหน ซึ่งเลือกไม่ได้ เหมือนชาตินี้ทุกคนมาจากไหนก็ไม่มีใครรู้ได้เลย แต่กรรมก็ทำให้เกิดเป็นมนุษย์ แล้วกรรมที่ทำให้เกิด ชาตินี้ หรือทุกชาติก็ตามก็ประมวลมา ซึ่งกรรมทั้งหลายที่สามารถที่จะให้ผลได้ในชาตินั้น เพราะฉะนั้นแม้ว่าทุกคนอยากจะมีแต่ความสุขก็เลือกไม่ได้ เสียงเวลาที่อกุศลกรรมให้ผลนำมาซึ่งความทุกข์ไม่ใช่ใครนำมาให้ได้เลย ไม่มีใครทำอะไรได้นอกจากธรรม ซึ่งเป็นเหตุนำมาซึ่งธรรม ซึ่งเป็นผลของเหตุนั้น เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม ไม่มีโทษใดๆ เลยทั้งสิ้น ได้ฟังสิ่งซึ่งไม่เคยฟัง และเซ็งเซ็งฟังก็มีปรากฏให้รู้ความจริงให้เข้าใจความจริงนั้นยิ่งขึ้น


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    3 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ