ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722


    ตอนที่ ๑๗๒๒

    สนทนาธรรม ที่ โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ เพราะโกรธคือ ความไม่ชอบสิ่งที่ปรากฏ ยังไม่ต้องเรียกอะไรเลยก็ได้

    ผู้ฟัง แต่สภาพโกรธเกิด

    ท่านอาจารย์ ต้องมีสิ่งที่ถูกโกรธ ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ คุณสุกัญญาไม่ชอบอะไร

    ผู้ฟัง โกรธคน โกรธของ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นโกรธคน ไม่ชอบคน ก็ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้โกรธ ศึกษาธรรม ต้องไม่ลืมคำที่ได้ฟังแล้วไตร่ตรองและไม่เปลี่ยนแปลงด้วย จิตรู้ทุกอย่างได้ จะรู้อะไรก็ได้ทั้งหมดเลย ขณะนี้จิตกำลังรู้อะไร เห็นหรือไม่ว่าธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด ได้ยินแล้วก็ยังต้องไตร่ตรองและเข้าใจด้วย จิตรู้ได้ทุกอย่าง แต่เดี๋ยวนี้จิตกำลังรู้อะไร

    ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้ก็คิด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังคิด จิตรู้คำที่คิดใช่หรือไม่ แล้วจิตอะไรรู้คำที่คิด

    ผู้ฟัง เป็นจิตคิด

    ท่านอาจารย์ จิตอะไร จิตเห็นคิดไม่ได้ จิตเห็นรู้คำไม่ได้ จิตเห็นต้องรู้ว่าขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น รู้สิ่งนั้นที่กำลังปรากฏให้เห็น จิตได้ยินก็คิดไม่ได้ จิตได้ยินกำลังรู้เสียง มีเสียงปรากฏเพราะจิตกำลังได้ยินเสียงนั้น ลักษณะของเสียงเป็นรูปที่สามารถกระทบกับโสตปสาท เป็นปัจจัยให้จิตเกิดได้ยินเฉพาะเสียงนั้น ได้ยินคิดไม่ได้ ได้ยินเกิดเมื่อไร ต้องได้ยินเฉพาะเสียงซึ่งกระทบกับโสตปสาทที่ยังไม่ดับ

    จิตคิด จิตอะไรคิด จิตเห็นคิดไม่ได้ จิตได้ยินคิดไม่ได้ จิตได้กลิ่นคิดไม่ได้ จิตลิ้มรสคิดไม่ได้ จิตรู้เย็นร้อนอ่อนแข็งก็คิดไม่ได้ เพราะหน้าที่ของจิตคือจิตหนึ่งเกิดรู้หนึ่งอย่างเพราะเอกัคคตาเจตสิก สภาพของความเป็นหนึ่งที่ตั้งมั่นในอารมณ์เฉพาะหนึ่ง ขณะที่จิตหนึ่งเกิด เพราะฉะนั้นจิตจะรู้สองอย่างไม่ได้ ในขณะที่แข็งกำลังปรากฏ จิตรู้เฉพาะแข็ง คิดไม่ได้ จิตอะไรคิด

    ผู้ฟัง ต้องมีสองอย่างคือ กุศลและอกุศล

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ถ้าเป็นพระอรหันต์ จิตอะไรคิด

    ผู้ฟัง กิริยาจิต

    ท่านอาจารย์ กิริยาจิต นี่คือประโยชน์ของการที่จะเข้าใจว่า ขณะนี้เป็นธรรม มิฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของธรรมได้เลย ได้แต่เพียงฟัง ถ้าขาดการไตร่ตรอง ความเข้าใจก็มีแต่น้อยมากและผิวเผิน เพราะฉะนั้น เวลาที่ฟังแล้วก็รู้ว่าเราเข้าใจสิ่งนั้นเพียงใด ถ้าเราไม่ไตร่ตรอง ความเข้าใจของเราไม่ลึกและไม่ชัดเจน เพียงแต่จำแล้วลืม จำแล้วลืม แต่ถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น เมื่อเข้าใจแล้ว ความเข้าใจนั้นก็ไม่ลืม ยิ่งละเอียดก็ยิ่งไม่ลืม

    ตอนนี้ทราบว่าจิตอะไรคิด ไปหากุศล อกุศลที่ไหน ถ้ารูปนั้นยังไม่ดับยากเหลือเกินที่จะรู้ว่า เมื่อกำลังเห็นเป็นกุศลและอกุศล แต่เวลาที่คิดยังสามารถที่จะรู้ได้ว่า คิดด้วยความโกรธ หรือคิดด้วยความติดข้อง

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ถามว่าขณะนี้คิดอะไร พี่สุกัญญาบอกว่าคิดถึงมะม่วง ขณะนั้นลักษณะของมะม่วงเหลืองๆ ก็ปรากฏขึ้น คือเข้าใจว่าเป็นจิต ขณะที่มีสีเหลืองและรูปร่างที่เกิดขึ้น ไม่แน่ใจว่าลักษณะที่ปรากฏจะเป็นลักษณะของสัญญา หรือลักษณะของจิตที่คิด

    ท่านอาจารย์ จิตเกิดโดยไม่มีสัญญาได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ฟังมาก็รู้ว่าจิตไม่ใช่จำ แต่จิตรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ ความต่างของจิตกับเจตสิกคือ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งนั้น ไม่ได้ทำหน้าที่ของเจตสิกหนึ่งเจตสิกใดทั้งสิ้น และเจตสิกแต่ละเจตสิกก็จะทำหน้าที่เฉพาะรู้แจ้งอย่างจิตไม่ได้ เช่นสัญญาเจตสิกไม่ใช่ไม่รู้ รู้โดยจำสิ่งที่ปรากฏกับจิตและเจตสิกในขณะนั้น

    การศึกษาธรรมไม่ใช่ให้เราพยายามมาคิดแยกชื่อ แต่ให้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะเหตุว่าประโยชน์ของการศึกษาธรรมจริงๆ คือสามารถที่จะเข้าใจถูกต้องว่า เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เช่นพูดถึงเรื่องจำ ขณะนี้กำลังจำ ถ้าพูดถึงคิดก็กำลังคิด แต่ว่าเวลาที่ไม่ได้ฟังก็ลืม ไม่รู้ว่าจำกับคิดเป็นอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ เวลาที่ธรรมเกิดแล้วดับไป เกิดแล้วดับไปโดยไม่มีสาระหรือไม่ได้สาระ เพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย เพียงเกิดแล้วก็หมด หมดไปเรื่อยๆ ไม่กลับมา กับการที่แม้สภาพธรรมจะเป็นเช่นนี้ แต่เราเริ่มเข้าใจสภาพธรรมที่มี

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมคือ พูดถึงสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เช่นขณะนี้ถ้าพูดถึงเห็น ใครคิดถึงเรื่องอื่น หรือว่าเดี๋ยวนี้กำลังเห็น และรู้ว่าการฟังเพื่อจะได้เข้าใจว่า เห็นเป็นธรรม และลักษณะของธรรมก็คือ เห็นมีจริงๆ เป็นธรรมที่เกิดเห็น ไม่ใช่ทำอย่างอื่นเลย นี่คือศึกษาเพื่อเข้าใจธรรม แล้วเวลาพูดถึงสัญญาหมายความถึงสภาพที่จำ ขณะนี้กำลังจำอะไร ลักษณะที่จำไม่ใช่ลักษณะของเห็น

    การศึกษาธรรมคือฟังเพื่อให้รู้ว่า สิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้เป็นอะไร จนกว่าจะรู้จริงๆ ว่าเป็นสิ่งนั้น มิฉะนั้นเราก็เพียงแต่พูดไป คิดไป จำไป โดยที่ไม่ได้เข้าใจขึ้นในสิ่งที่มี แต่ว่าตามความเป็นจริงสิ่งที่มีเช่นเห็น เกิดแล้วเห็น แล้วก็ดับ ไม่ใช่คิด ให้เข้าใจความต่าง เพราะฉะนั้นเราฟังบ่อยๆ เพื่อจะได้ทำให้มีความมั่นคง ในสิ่งที่กำลังปรากฏแต่ละอย่างให้ถูกต้องว่าต่างกัน ไม่ใช่อย่างเดียวกัน

    ผู้ฟัง สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับลักษณะของสภาพธรรม ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ง่ายแต่ก็ฟังเสมอๆ ว่า จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ขณะที่จำ

    ท่านอาจารย์ เท่านี้รู้หรือไม่ว่า เพราะอะไรตอนนี้ถึงต้องพูดถึงเช่นนี้บ่อยๆ เพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่เจตสิก ไม่เช่นนั้นก็ปนกัน เพราะทั้งจิตและเจตสิกเป็นสภาพรู้ แต่ความต่างคือจิตเพียงเห็นสิ่งที่ปรากฏ หรือว่ากำลังรู้แจ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เช่น เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ปรากฏจริงๆ จริงเพราะจิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้น เวลาที่เสียงปรากฏก็รู้ว่า เสียงมีจริงๆ เพราะจิตกำลังรู้เสียงนั้น จิตเกิดขึ้นได้ยินเฉพาะเสียงนั้น เสียงนั้นก็ปรากฏ นี่คือหน้าที่ของจิต แต่ที่ละเอียดยิ่งกว่านั้นคือไม่ใช่มีแต่จิต ขณะที่จิตเกิดต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ว่าในขณะนั้นเจตสิกก็ไม่ได้ปรากฏเลย จนกว่าสภาพของเจตสิกซึ่งไม่ใช่จิตปรากฏก็จะรู้ว่า เจตสิกไม่ใช่จิต เช่นความรู้สึกดีใจ หรือความรู้สึกเป็นทุกข์ ไม่ใช่จิต เราบอกว่ารู้สึกใช่หรือไม่ เสียใจมากๆ เลย แล้วเหตุใดเวลาเห็น เห็นไม่ได้เสียใจ เห็นกำลังรู้สิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่ในขณะใดก็ตามที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏแล้วสงสารมากๆ ได้ยินเรื่องราวของความทุกข์ยาก เห็นคนป่วย คนเจ็บ มีความรู้สึกไม่สบายใจ สงสาร ขณะนั้นเป็นความรู้สึก ซึ่งขณะนั้นก็มีเห็น แต่ว่าความรู้สึกนั้นปรากฏให้รู้ว่า กำลังเป็นความรู้สึกเช่นนั้น เพราะฉะนั้นในขณะนั้นก็ไม่ได้คิดถึงเห็น ไม่ได้เข้าใจลักษณะของเห็น เพราะกำลังมีความรู้สึกเช่นนั้น ทั้งๆ ที่เห็น

    แสดงให้เห็นว่าจิตและเจตสิกเกิดพร้อมกัน แล้วแต่ว่าขณะนั้นอะไรจะปรากฏ เช่น ขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ต้องมีความรู้สึกเกิดกับจิต แต่ความรู้สึกอะไร ความรู้สึกไม่ได้ปรากฏเลย มีแต่สิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วก็มีจิตที่กำลังรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ คือกำลังเห็นจริงๆ เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจจิตคือสามารถที่จะรู้ว่า ขณะนั้นเป็นสิ่งที่กำลังเป็นใหญ่เป็นประธานเพราะไม่มีลักษณะอย่างอื่นปะปน ไม่ใช่เป็นความรู้สึก ไม่ใช่เป็นความจำ แต่เป็นธาตุที่กำลังเห็น กำลังรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้น เวลาที่จะเข้าใจธรรมจึงมีจิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไม่ปนกันเลย ถ้าเรายังไม่สามารถที่จะเข้าใจความต่างของจิตและเจตสิก จะกล่าวว่าเรากำลังมีอนุปัสสนา หรือว่าสติปัฏฐาน โดยมีจิตขณะนั้นกำลังเป็นสภาพที่ปัญญากำลังเริ่มเข้าใจได้หรือไม่ นี่เป็นความละเอียด หมายความว่าธรรมที่มีจริง กว่าเราจะรู้ได้จริงๆ ก็ต้องมีการฟังและมีความเข้าใจขึ้น ไม่ใช่เราอยากจะรู้อะไรก็รู้ อยากจะมีสัญญาเจตสิกเป็นอารมณ์ เลือกแล้ว อยากจะมีสติ อยากจะมีผัสสะ อยากจะมีเวทนา อยากจะมีวิริยะ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่ต้องมีความเข้าใจแล้วมั่นคงในความเป็นอนัตตาของธรรม ฟังเพื่อละความไม่รู้และการยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือว่าเป็นเราที่สามารถจะทำอะไรก็ได้ แต่ความจริงทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งมีปัจจัยจึงเกิดขึ้น ถ้าไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด ฟังธรรมเพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง เพราะว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ เดี๋ยวนี้ คิดมีหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ทราบเลยว่าตอนไหน

    ท่านอาจารย์ คือเป็นสิ่งซึ่งเหมือนเราต้องพยายามไปหามาให้ได้ว่า เมื่อไรคิด ขณะไหนคิด แต่ไม่ใช่ ฟังตามปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่มีความเข้าใจซึ่งต้องเป็นผู้ตรง ถ้าถามว่าคิดมีหรือไม่ ต้องไปหาอะไรมาตอบหรือไม่

    ผู้ฟัง ตอบท่านอาจารย์ได้ว่า มี แต่ไม่รู้ว่าตอนไหน

    ท่านอาจารย์ คิดมี เราถึงต้องเรียนธรรม เพราะเหตุว่าทุกอย่างมีแต่ไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้น จึงต้องศึกษา ศึกษาคือฟัง ไตร่ตรอง พิจารณา จนเริ่มเข้าใจ ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำให้คนอื่นเข้าใจได้ นอกจากผู้นั้นเองที่ได้ยินคำไหนแล้วไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตัวเอง โดยไม่ไปจำคำของคนอื่นมาเป็นความเข้าใจ แต่คำของคนอื่นที่ได้ยินได้ฟังแล้วพิจารณา จนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตัวเอง ทุกอย่างที่มีจริงมีในพระไตรปิฎกและในอรรถกถา แม้แต่คำเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ เช่น เมื่อสาวกได้ฟังพระธรรมจากพระผู้มีพระภาค มีความชื่นชมยินดีในพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค คนที่ฟังแล้วเหมือนเข้าใจหรือไม่ ทุกคนก็ธรรมดา แต่ชื่นชมคืออะไร

    ผู้ฟัง ได้เข้าใจธรรมที่ได้ฟังก็มีความรู้สึกปีติ โสมนัส

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องเป็นความเข้าใจของเราเอง เห็นหรือไม่ว่า ถ้าความเข้าใจของเราถูกก็คือคำนั้นเป็นคำจริง มีความสุขขณะที่กำลังฟังคือ พอใจและยินดีในความจริง ในขณะที่ได้เข้าใจความจริง เพราะบางคนอาจจะไม่อยากฟังเรื่องจริงเลย ละคร หนังสือต่างๆ สนุกกว่า แต่ที่จะให้เข้าใจความจริงเขาไม่สนใจเลย คนที่ชื่นชมในภาษิตต้องเป็นคนที่เข้าใจและชื่นชมในความจริงด้วย ถึงจะรู้ว่าในขณะที่ได้ฟังความจริงก็มีความสุข แต่ถ้าได้ฟังเรื่องเท็จ จะสุขหรือไม่ มานั่งหลอกลวงกันไปมาก็ไม่มีความสุข จะสุขอะไรเพราะว่าเป็นเรื่องที่ไม่จริง

    ผู้ที่สะสมมาที่จะเห็นประโยชน์ของการเข้าใจความจริง จะไม่ข้ามคำเล็กๆ น้อยๆ และเป็นเรื่องตรง เดี๋ยวนี้มีเช่นนี้ แต่ความละเอียดคือว่า ถ้าไม่ใช่ผู้ที่รู้จริงๆ ถึงความละเอียดยิ่งของธรรมก็เผิน ดูเหมือนว่าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น คำถามที่ถามถึงสิ่งที่มีจริงก็รู้ว่าสิ่งนั้นมีจริง แต่ว่าไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้นโดยละเอียด เช่น ขณะนี้คิดหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าคำถามธรรมดา

    ผู้ฟัง คิด

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เห็น ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ แสดงว่าเข้าใจความต่างของเห็นกับคิดพอสมควร ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ขั้นไตร่ตรอง

    ท่านอาจารย์ แต่ยังไม่ได้ความเข้าใจจริงๆ ที่ละเอียดยิ่งว่า เป็นธรรมซึ่งเกิดดับเพราะเหตุปัจจัยที่ต่างกัน

    ผู้ฟัง เดินทางจากเชียงใหม่มาลงเครื่องที่สุวรรณภูมิแล้วขึ้นรถตู้มา ระหว่างทางเห็นซากสุนัขตายข้างถนน เมื่อมาถึงก็ลืมไปหมดเลย แล้วมานึกได้ถึงคำที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าเบื่อหรือยังสองครั้ง ไม่ทราบว่าจะเบื่ออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าจะเบื่ออย่างไร เพราะอยากจะเบื่อหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เข้าใจว่าเบื่อที่ท่านอาจารย์กล่าวหมายถึงอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เห็นแล้วก็เห็นอีก แล้วก็เห็นอีก พรุ่งนี้ก็เห็นอีก ต่อไปจากพรุ่งนี้ก็เห็นอีก ตายแล้วก็ยังเกิดขึ้นเห็นอีก ตายกี่ชาติๆ ก็ยังเกิดขึ้นเห็นอีก ไม่สามารถที่จะไม่เห็นได้เลย เพราะเป็นธาตุซึ่งต้องเกิดเมื่อมีปัจจัย แล้วก็เพียงแค่เห็น เห็นคือเห็น คิดคือคิด

    ผู้ฟัง เมื่อเจอซากสุนัขตายแล้วก็สลดนิดหนึ่ง เมื่อมาเจอทิวทัศน์สวยก็ลืมไปหมด ไม่เห็นว่าเบื่อ แล้วก็ลืมความเบื่อไปเลย

    ท่านอาจารย์ เห็นสุนัข ความจริงใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แต่เราเห็น

    ผู้ฟัง ใช่ ยังติดอยู่ตรงนี้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เวลาที่ต้องการเห็นสิ่งที่สวยๆ ก็เราต้องการเห็น ไม่ได้รู้ความจริงว่า เห็น ไม่ใช่เรา เลือกไม่ได้ เดี๋ยวเห็นสุนัขตาย เดี๋ยวเห็นดอกไม้สวยๆ เลือกได้หรือไม่

    ผู้ฟัง เลือกไม่ได้

    ท่านอาจารย์ จะให้ไม่เห็น ได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นธรรม กว่าเราจะเข้าใจจริงๆ จนกระทั่งรู้ลักษณะที่เห็น ไม่ปะปนกับสภาพที่คิด ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์จะกล่าวถึงว่า มีเราไปทุกที่ที่ไปเลย ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ หมายความว่า ต้องทราบความละเอียดของจิต ยังมีเรา ตราบใดที่ยังไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม ไม่ว่าความเห็นผิดคือ ความรู้สึกว่าเป็นเราในขณะนั้นด้วยความเห็นและความเข้าใจผิด จะเกิดหรือไม่เกิดก็ตาม แต่ยังไม่หมดความเห็นผิด จะเกิดเมื่อไรไม่สำคัญ เหมือนกับคนที่ยังมีความติดข้อง เวลาที่เกิดความติดข้อง เช่นที่คุณชัยยุทธกล่าวเมื่อสักครู่นี้ว่า เห็นดอกไม้ก็ชอบ จะไม่ชอบไม่ได้แน่นอน เพราะเหตุว่ายังไม่ได้ดับความพอใจ ก็มีปัจจัยที่ความพอใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดขึ้น เป็นการสะท้อนหรือเตือนให้รู้ถึงกิเลสที่สะสมมามาก ยับยั้งไม่ได้เลย ทันทีที่เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจก็ไม่พอใจ ทันทีที่เห็นสิ่งที่น่าพอใจก็พอใจ เพราะเป็นธรรมทั้งหมด เห็นก็เป็นธรรม พอใจหรือไม่พอใจก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นก่อนอื่นคือ ต้องมีความรู้ถูกต้องตามความเป็นจริง ขั้นการฟัง จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริง ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละอย่างๆ โดยความเป็นอนัตตาด้วย

    ผู้ฟัง เมื่อสักครู่ฟังท่านอาจารย์ก็พยายามจับคำอยู่เหมือนกัน คือทำให้รู้สึกว่าตัวเองต้องตั้งใจฟังด้วย แล้วพยายามประคองคำถามไม่ให้ลืม รู้สึกฟุ้งซ่านมากแต่ก็นั่งนิ่งๆ แต่ความจริงคือในใจไม่สงบ

    ท่านอาจารย์ ไม่สงบก็รู้ กำลังประคับประคองที่จะไม่ให้ลืมคำถามก็รู้ ใช่หรือไม่ แล้วพยายามที่จะฟังแต่ละคำ ขณะนั้นก็รู้ด้วยว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ความสำคัญอยู่ตรงนี้ ทุกอย่างมีจริงหมดเลย ใครจะรู้สึกตัวมากน้อยเพียงใดก็ตาม แต่ขาดความเข้าใจถูกว่าเป็นธรรม จึงต้องอาศัยการฟังจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น ประโยชน์ของการฟังคือเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง รู้ว่าทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นธรรม นี่คือถูกต้อง แต่ก็สามารถที่จะเข้าใจความจริงเช่นนี้มั่นคงขึ้น เมื่อได้ฟังละเอียดขึ้นก็จะค่อยๆ คลายความเป็นเรา แล้วสามารถที่จะเริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม โดยไม่ใช่เราพยายาม

    เพราะฉะนั้นเป็นความอดทนอย่างยิ่ง ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง เพราะหนทางที่จะประพฤติปฏิบัติตามคำสอนคือ คำสอนสำหรับให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วปัญญาที่เข้าใจก็เริ่ม.. ที่ใช้คำว่า ปฏิปัตติ หมายความว่า ถึงความเข้าใจลักษณะด้วยปัญญา เพราะขณะนี้กำลังเห็น ยังไม่มีปัญญาที่จะเข้าใจเห็นว่าเป็นธรรม ได้ยินเกิดแล้วดับแล้ว ยังไม่มีความเข้าใจที่จะรู้ว่า ขณะนั้นเป็นสภาพที่ไม่ใช่เรา ธาตุที่เกิดขึ้นได้ยินแล้วดับ ก็ฟังบ่อยๆ จนกว่าจะเริ่มเป็นสังขารขันธ์ ที่จะทำให้สามารถเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมเพราะได้เข้าใจจากการฟังแล้ว ถ้าไม่มีการเข้าใจจากการฟังเลย จะไม่สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

    ผู้ฟัง เรามาโบนันซ่า เขาใหญ่ แต่ท่านอาจารย์บอกว่าไม่มีที่ไหน ซึ่งคิดว่าฟังแล้วเข้าใจยาก จะเรียนท่านอาจารย์กรุณาว่า อย่างไรที่ว่าไม่มีที่ไหน และมีอะไร

    ท่านอาจารย์ มีเมื่อจำ แม้แต่คำว่า โบนันซ่า จำหรือไม่

    ผู้ฟัง จำ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่จำคำนี้ จะมีคำนี้หรือไม่

    ผู้ฟัง ถ้าไม่จำคำนี้ก็ไม่มีคำนี้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น มีที่ เพราะจำจึงมี หรือไม่

    ผู้ฟัง มีที่ เพราะจำจึงมี ถ้าบอกว่า ไม่มีแล้วเดินทางมากัน ผู้ใหม่ก็สงสัยว่าที่บอกว่าไม่มี คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ผู้ใหม่มีโลก มีสถานที่ มีคน ไม่เข้าใจว่า เป็นธรรมซึ่งมีปัจจัยเกิดตรงไหนก็ได้ ถ้ามีจักขุปสาทแล้วมีจิตเห็น ตรงไหนก็ได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ได้

    ท่านอาจารย์ หรือเฉพาะตรงนี้ หรือตรงนั้น

    ผู้ฟัง ถ้ามีจิตเห็นก็คือ มีโลกทางตา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นตรงนั้นที่มี ใช่หรือไม่ ตรงอื่นมีในขณะนั้นหรือไม่

    ผู้ฟัง ถ้าเฉพาะเห็นก็ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ถ้าเวลาได้ยิน

    ผู้ฟัง ก็เช่นเดียวกัน

    ท่านอาจารย์ แล้วที่ไหนที่ว่ามี

    ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นสำหรับตั้งต้นก็เหมือนกับว่า จริงๆ คนที่ฟังมาแล้วนานเท่าไร ถ้าฟังตั้งต้นใหม่ก็ใหม่เสมอ แต่ถ้าจะเกื้อกูลผู้ใหม่คือ ต้องตั้งต้นว่าธรรมคืออะไร

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ศึกษาธรรม ฟังธรรม ต้องรู้ว่าธรรมคืออะไร ไม่เช่นนั้นไม่ได้ศึกษาธรรมแน่

    ผู้ฟัง จะรบกวนท่านอาจารย์ว่า ตั้งต้น ธรรมคืออะไร

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้แน่นอน เป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดแล้วดับและไม่กลับมาอีก และเป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิด ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ จะยังคงมีเราแล้วก็มีสถานที่ต่างๆ ด้วย เพราะมีเรา มีความจำเรื่องนั้นเรื่องนี้รวมกันเป็นสิ่งหนึ่งหรือหลายๆ สิ่ง แต่ละสิ่งก็เป็นสิ่งที่เหมือนมีจริงๆ ที่ยังมีอยู่ แล้วก็เที่ยงด้วย แล้วก็ไม่เกิดดับด้วย

    คำว่า อัตตสัญญา กับ อนัตตสัญญา ก็ตรงกันข้าม อนัตตสัญญาคือ สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพียงมีปัจจัยเกิดแล้วดับไป แล้วจะเป็นที่ไหนได้ แต่เพราะมีความจำ เวลาที่นึกก็รู้ว่าขณะนี้กำลังอยู่ที่นี่ จำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ จำคนนั้นคนนี้ได้ เหมือนมีคนนั้นคนนี้ แต่ความจริงถ้าเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดดับแล้วจำ สถานที่ก็เหมือนโต๊ะเก้าอี้ที่จำหรือไม่ หรือแม้แต่ชื่อ จะชื่ออะไรก็ตามแต่ก็เพราะจำ แต่ความจริงถ้าจะให้ถึงความเป็นอนัตตสัญญาจริงๆ ละอัตตสัญญา คือการจำไว้มั่นคง เหนียวแน่นว่ามีสิ่งนั้นจริงๆ เหมือนกับจำได้ เช่น คุณอรวรรณก็จำได้ว่ามีคุณอรวรรณจริงๆ แต่จริงๆ ตรงไหน เมื่อไร ขณะไหน เกิดแล้วดับแล้ว แล้วจะมีที่ตรงไหนที่ยังคงมีอยู่ นอกจากจำว่ามี คุณอรวรรณมีบ้านหรือไม่

    ผู้ฟัง จำว่ามี

    ท่านอาจารย์ จำว่ามี มีประตู มีหน้าต่างหรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แล้วความจริงเป็นอะไร

    ผู้ฟัง ถ้าไปจับก็แข็ง

    ท่านอาจารย์ เท่านั้น แล้วเวลาเห็น

    ผู้ฟัง เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็นได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น กว่าจะถึงอนัตตสัญญาจริงๆ ต้องเป็นความรู้จริงๆ ที่ละสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเหมือนเคยมีอยู่ แต่ความจริงก็คือ มีเมื่อคิด หรือว่ามีเมื่อปรากฏ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    3 พ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ