ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734


    ตอนที่ ๑๗๓๔

    สนทนาธรรม ที่ วังพญาไท

    วันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔


    เรื่องของภาษาก็เป็นเรื่องที่ต้องฟังแล้วก็พิจารณานะคะ เพราะเห็นว่าผสานเองก็ใช้รูปประโยคอย่างหนึ่งเอกสารหนึ่งกใช้รูปประโยคอีกอย่างหนึ่งซึ่งยากต่อการที่จะเข้าใจภาษาอื่นถ้าไม่เข้าใจตัวธรรมะจริงๆ โยนิโสมนสิการะยังคงไม่ต้องกล่าวถึงก็ได้นะคะ เพราะเห็นว่าควรที่จะได้เข้าใจคำว่ามันน่ะสิการะกระทำไว้ในใจ ใจอยู่ที่ไหน ทุกคนมีใจ แต่ใจอยู่ที่ไหน ปัญญาต้องตามลำดับขั้นค่ะ ใจอยู่ในที่สุดของแต่ละคน มีอะไรที่ไหนเป็นภายในยิ่งกว่าใจบ้าง ภายนอกก็มีตามีหูมีแขนมีขาพอเห็นได้นะคะ แต่ใจไม่อยู่ที่ไหน ภายในที่สุดไม่มีอะไรที่จะเป็นภายในยิ่งกว่านั้น เพราะฉะนั้นอีกคำหนึ่งนะคะ ของคำว่าจิตเอยใจก็คือหาดยะสิ่งใหม่ความถึงภายในจิตเป็นภายในที่สุด เพราะฉะนั้นมันนาสิการะเป็นเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต ใส่ใจหรือว่ากระทำไว้ในใจคือในจิตเจตสิกเธอลายนะคะ เกิดในจิต เกิดพร้อมจิตแล้วก็ดับพร้อมจิตไม่สามารถที่จะแยก๗๐ออกจากจิตได้เลย เป็นเนื้อเดียวกันก็ได้นะคะ แต่ว่าเป็นธรรมะคนละประเภทเพราะเหตุว่าจิตนี้ค่ะเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้นะคะ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นอย่างนี้อ่ะค่ะไม่ต้องใช้คำอธิบายใดๆ เพราะเหตุว่าจิตกำลังเห็นแจ้งสิ่งนั้น ซึ่งถ้าจะใช้คำอธิบายเนี่ยอยากจะพูดได้ยังไงคะเป็นรูป๓เหลี่ยมสี่เหลี่ยมมีรูปข้างในเป็นสี่เหลี่ยมมีอะไรคันทรี่อันมีทองมีอะไรก็ยากแสนยากนะคะ แต่ว่าจิตไม่ต้องใช้คำเหล่านั้นเลยค่ะเห็นแจ้งสิ่งที่ปรากฏแม้แต่น้ำกับปลา จิตก็ยังสามารถที่จะเห็นแจ้งในลักษณะที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นจิตมีหน้าที่เดียวนะคะ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นโรคทั้งหมดที่เป็นไปตั้งแต่เกิดจนตายนะคะ เพราะจิตเกิดขึ้นจึงมีสิ่งที่ปรากฏหลากหลายมาก และเจตสิกที่เกิดกับจิตแต่ละประเภทก็ทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นไม่ก้าวก่ายกันเช่นมาน่ะสิการะ๗๐ เป็นสภาพที่กระทำไว้ในใจทำอะไรในใจนะคะ ไม่ใช่สัญญาคือจำไม่ใช่เจตนาคือความจงใจหรือตั้งใจแต่เป็นสภาพที่ใส่ใจหรือสนใจในขณะที่จิตกำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ผีตนนี้ก็มีดอกไม้ที่จัดไว้สวย ใส่ใจ ในการจัดดอกไม้หรือเปล่าหรือแม้แต่ในดอกไม้ซึ่งผู้ปลูกก็ต้องมีการใส่ใจในการที่จะปลูกออกมานะคะ ให้มีกลิ่นหรือว่ามีรูปที่หลากหลายตามความประสงค์ไม่ว่าการจะทำใดๆ ทั้งสิ้นนะคะ จะหยิบจะจับจะตัดเสื้อจะเรียนหนังสือจะทำอะไรทั้งหมดก็อาศัยการใส่ใจ ในสิ่งนั้นนั่นคือมาน่ะสิการะเจตสิตแสดงให้เห็นว่าธรรมะเนี่ยละเอียดมากนะคะ ไม่มีเจ้าของไม่มีของใครเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็บังคับบัญชาไม่ได้ถ้าเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ค่ะก็จะรู้ว่าเกิดมาก็บังคับบัญชาไม่ได้ที่จะให้เป็นใคร เกิดมาแล้วจะบังคับไม่ให้มีโลพระโทสะโมหะก็ไม่ได้เพราะเหตุว่ามีปัจจัยที่จะทำให้เป็นอย่างนั้นจะจากโลกนี้ไปวันไหนก็บังคับบัญชาไม่ได้หมด เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามนะคะ ที่จิตยังเกิดพี่รูปนี้รูปนี้ก็สามารถที่จะทำทุกอย่างได้ตามมาน่ะสิการะการใส่ใจ และเจตนาเจตสิตซึ่งเป็นความจงใจ และสัญญาเจตสิกซึ่งเป็นสภาพที่จำ เพราะฉะนั้นวันนึงวันนึงนะคะ ธรรมะทั้งหมดหลากหลายมากเมื่อศึกษาก็จะทราบได้นะคะ ว่าที่ทรงแสดงไว้ว่าธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตาใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ค่ะ การกระตรูเป็นการตัดหรูที่สุดของความจริงของธรรมะจากวัดจีสัจจะ คำพูดที่แสดงถึงสัจธรรมความจริงในขณะนี้นะคะ ทำให้เกิดอย่านะสัจจะความรู้ความเข้าใจในความจริงเดี๋ยวนี้ขณะนี้ตั้งแต่เกิดจนตายซึ่งเป็นหนทางที่จะไปสู่มักกะสัจจะการเดินทางนะคะ เพื่อที่จะได้เห็นถูกเข้าใจถูก ตามความเข้าใจที่เกิดจากการฟัง เพราะฉะนั้นทำมาทั้งหมดนี้ค่ะสอดคล้อง และก็เป็นการเข้าใจที่ต้องอาศัยความเข้าใจจริงๆ ไม่ผิวเผิน แล้วก็ต้องเป็นไปตามลำดับขั้นด้วย ขณะนี้นะคะ ทุกคนกำลังไปไหนหรือว่านั่งอยู่ที่นี่ ใช้อยู่ที่นี่ ใจไปในได้ไหมคะ ใคร๕มได้ คิดเรื่องอื่นแทนที่จะฟังเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏก็ได้ใช่ไหมคะมีใครบ้างไหมคะที่คิดเรื่องอื่นของธรรมดาเลยค่ะเพราะเห็นว่ามีปัจจัยที่จะไป เพราะฉะนั้นกำลังพูดเรื่องเห็นไม่ได้รู้ และเข้าใจเห็นที่กำลังเห็นแต่ไปที่อื่น เพราะฉะนั้นทุกคนเนี่ยนะคะ เดินทางไปด้วยสภาพธรรมะที่เป็นเจตสิกที่ใช้คำว่าวิตะเอกสิทธิ์ คนไทยใช้คำว่าวิตกแต่ความหมายในภาษาไทยนะคะ ไมตรงกับภาษาบาลีไม่ตรงกับสภาพธรรมะพ่อพูดว่าวิตกเราก็คิดว่ากังวลนะคะ มีเรื่องที่จะต้องคิดที่จะต้องไตร่ตรองที่จะต้องทำต่างๆ แต่วิตักกะเจตสิกนะคะ เป็นสภาพที่จอดรถในอารมณ์ วันนึงวันนึงเนี่ยนะคะ เราจะไม่รู้เลยค่ะจิตเป็นธาตุที่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งเพราะผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์ได้จิตรู้อารมณ์นั้นแต่ยังมีวิตรรกะที่จดในอารมณ์ ด้วยแต่ที่เราจะสังเกตได้ก็คือตอนที่ ไม่เห็นไม่ได้ยินไม่ได้กลิ่นไม่ได้ลิ้มรสไม่ได้รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสแต่ก็คิดได้ เพราะฉะนั้นคิดทั้งวัน คิดมากมาก คิดแผนสิ่งที่กำลังปรากฏให้คิดหรือไม่ปรากฏให้คิดก็คิดคิดตามเสียงคิดตามกลิ่นคิดตามรถคิดเป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ ไม่มีใครหยุดคิดไม่มีใครอดคิด แต่คิดก็ไม่รู้ว่าขนาดนั้นนะคะ เป็นธรรมะซึ่งแต่ละคนเนี่ยคิดตามการที่ได้เห็นบ้างได้ยินบ้างจำได้บ้างนะคะ ก็เกิดมาเพื่อคิด เกิดมาแล้วต้องเห็นแน่นอนนะคะ เพราะว่ากรรมทำให้มีความหูจมูกลิ้นกายเพื่อถึงวาระที่จะเห็นคณะใดถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมก็เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจเลย ถ้าเป็นผลของกุศลนะคะ ก็เห็นสิ่งที่น่าดูน่าพอใจเสียงก็มีหลากหลายหลายเสียงนะคะ อยากจะได้ยินเสียงเพราะเพราะเสียงดนตรีเสียงเพลงเสียงที่น่าฟังแต่บางการ และก็ได้ยินเสียงที่น่ากลัวน่าตกใจทั้งๆ ที่ไม่อยากได้ยินเลยเพราะเป็นผลของอกุศลกรรม นี่ก็แสดงให้เห็นว่านะคะ เกิดมาเพื่ออะไรเกิดมาเป็นผลของกรรมแน่นอนค่ะทุกคนชาตินี้ทำกรรมที่หนักประมาณไม่ได้เลยแล้วก็ไม่รู้ด้วยนะคะ ว่าจะจากโลกนี้ไปโดยกรรมไหนที่จะทำให้ไปสู่ความเป็นบุคคลในคาไปสู่ความเป็นมนุษย์เป็นสุคติภูมินะคะ หรือบนสวรรค์ ก็มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังได้เข้าใจธรรมะแต่ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมเราก็จะเห็นได้นะคะ ในควบคุมนี้ก็มีทั้งสุนัขแมวนกไก่ปูปลาซึ่งไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมะที่ได้ฟัง อาจจะมีสัตว์ที่มีชีวิตในห้องนี้นะคะ โหมด กได้ยิน จิ้งจก กได้ยินเลยค่ะแต่ว่าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังได้ฟังด้วยเหตุนี้ก็จะเห็นได้จริงๆ ค่ะว่า เป็นธรรมะทั้งหมดนะคะ เกิดมาแล้วต้องเห็นเห็นแล้วคิดบังคับบัญชาไม่ให้คิดไม่ได้ทั้งวันคิดโหมดล่าสิ่งที่ปรากฏนี้ค่ะก็หลากหลาย เพราะฉะนั้นความคิดก็หลากหลายตามเรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏ และความจำ เราอาจจะคิดว่านะคะ คนนึงคนใดก็ตามที่เรารู้จักเพื่อนของเราเนี่ย เวลานี้ไม่อยู่ที่นี่ เพราะไม่มีธาตุดินน้ำไฟลมสีสันวรรณะที่จะปรากฏว่าเป็นบุคคลนั้น แต่จำได้ไหมคะเพื่อนคนนี้จำได้ทั้งๆ ที่ไม่มีอยู่เลยแล้วก็มีจริงๆ หรือเปล่าหรือเพียงจำเพราะแม้ขณะนี้เองนะคะ ถ้าฟังธรรมะเข้าใจจริงๆ จะรู้ว่าแม่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นทางตานะคะ ก็เกิดดับไม่เหลือเลยค่ะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเพื่อนที่ยังอยู่ ก็คือยังมีธาตุดินน้ำไฟลมพร้อมด้วยสีสันวรรณะซึ่งทำให้เกิดนิมิตรรูปร่างสัณฐานที่จำไว้ว่าเป็นคนนี้ เพราะฉะนั้นพอพบอีกครั้งนึ่งก็จำได้ว่าคนนี้ยังอยู่แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือว่าที่เห็นวันนี้ไม่ใช่วันก่อน แม้แต่ธาตุดินน้ำไฟลมนะคะ ซึ่งเคยเป็น อย่างนึงเมื่อหลายปีก่อนแล้วก็สีสันวรรณะก็ เกิดกับการรูปนั้นก็เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นก็จะแสดงเห็นตามความเป็นจริงว่าธรรมะเป็นสิ่งที่ถ้าใครสนใจมีศรัทธาเห็นประโยชน์ของการเกิดนะคะ แล้วก็มีโอกาสที่จะไม่ให้เข้าใจความจริงว่าเกิดมาเป็นบุคคลนี้ชั่วคราว ไม่รู้ว่าจะมากน้อยหรือสั้นแค่ไหนจากความเป็นบุคคลอื่นในชาติก่อนมาสู่ความเป็นบุคคลนี้ชั่วคราว และก็จากความเป็นบุคคลนี้นะค่ะไปสู่ความเป็นบุคคลอีกแต่ละชาติก็ชั่วคราวทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการที่มีโอกาสที่จะได้ฟังธรรมะ และก่อประโยชน์จริงๆ นะคะ คือ เมื่อฟังสิ่งใดก็เข้าใจสิ่งที่กำลังฟังยิ่งขึ้น มิฉะนั้นก็จะเป็นเพียงการจำคำจำชื่อจำเรื่องแต่ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมะ เคยสนทนากับท่านพูดหน่อยนะคะ ท่านเป็นชาวอเมริกันอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย สนใจพระอภิธรรมมากค่ะเขียนตำราเป็นเนินได้ แต่ก็เป็นแต่เพียงเรื่องราวเพราะว่าเวลาจะจากกันนะคะ ก็ถามท่านประโยคหนึ่งว่า ทำไมอยู่ที่ไหน ตอบไม่ได้เลย คือไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรมะ พระไตรปิฎกทั้งหมดนะคะ คือการกล่าวถึงสภาพธรรมะเดี๋ยวนี้ที่มีจริงๆ โดยละเอียดยิ่ง เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาธรรมะต้องรู้ก่อนนะคะ ว่าธรรมะคืออะไร และอยู่ที่ไหนจึงเป็นผู้ที่มีเหตุผลสมควรแก่การที่จะศึกษามิฉะนั้นถ้ากล่าวว่าศึกษาธรรมะ เธอไม่รู้ว่าทำไมอยู่ที่ไหนก็ไม่มีประโยชน์เลยศึกษาอะไรก็ไม่รู้เพราะไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนด้วยเหตุใดต้องไม่เพลินค่ะเราเป็นผู้ที่ฟัง และเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังสุพัฒน์ไม่อ่ะปัญญาฟังแล้วไม่ลืมจำได้คิดได้นะคะ หน้ายังไตร่ตรองให้เข้าใจขึ้นด้วย จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงว่าสิ่งที่ได้ฟังนะคะ เป็นความจริงเป็นว่าจีสัจจะซึ่งการรู้ความจริงนั้นก็สามารถที่จะเป็นทางเดินไปสู่การที่จะดับทุกข์ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และทรงแสดง กราบเรียนถามท่านอาจารย์ คือการมีความกตัญญูกตเวที ในความหมายทางธรรมะความหมายอย่างไรนะคะ เสร็จละกล่าวถึงธรรมะสองอย่างคือธรรมะฝ่ายดี และธรรมะฝ่ายชั่วกุศลธรรม และอกุศลธรรม เพราะฉะนั้นธรรมะฝ่ายดีเนี่ยถ้าใครมีความเข้าใจจริงๆ นะคะ ว่าธรรมะนั้นดีไม่เข้าใจผิดคิดว่าไม่ดีแล้วธรรมะฝ่ายไม่ดีก็ไม่ไปเข้าใจผิดคิดว่าดี นี่ก็แสดงให้เห็นว่าความเป็นผู้ตรงเพราะว่าความจริงธรรมะที่ดีก็มีธรรมะที่ไม่ดีก็มีด้วยนะคะเพราะฉะนั้นกตัญญูหมายความถึงรู้คุณของความดี ไม่ว่าความดีนั้นจะอยู่ที่ไหนกับใครแต่ว่าผู้ที่สามารถเห็นความดีว่าเป็นความดีแล้วก็รู้ประโยชน์หรือคุณของความดีว่าความดีในครั้งไม่ได้นำสิ่งที่ไม่ดีชั่วร้ายหรือว่าทุกข์มาให้เลยเมื่อเหตุดีผลก็ต้องดีด้วย เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วนะคะ ก็คือว่าขณะใดก็ตามเมื่อมีความดีแล้วก็ขณะใดก็ตามที่เห็นความดีว่าเป็นความดีคือรู้คุณของความดีนั่นแหละคือกตัญญู เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้คุณของความดีนะคะ มีหรือที่จะไม่ทำดีเพราะเหตุว่าผู้นั้นสามารถที่จะเข้าใจถูกกว่า กุศลเป็นกุศลดีเป็นดีอกุศลไม่ดีก็ไม่ดี เพราะฉะนั้นไม่มีความเข้าใจอย่างนี้แหละรู้คุณคือประโยชน์ของความดีผู้นั้นก็จะเป็นผู้ที่มีความดีนะคะและทำดีโดยไม่ผูกพัน เพราะเหตุว่าเรามีคำว่ากตัญญูกับกะตะเวทิเมื่อรู้คุณแล้วนะคะ ก็มีการกระทำคุณต่อคือทำความดีนั้นเองคะใครก็ตามที่ทำดี และคนอื่นก็รู้คุณของความดีนั้นก็กระทำดีตอบแทนนะคะ หรือมิฉะนั้นก็เป็นผู้ที่กระทำดี เพราะเหตุว่าการทำดีนะคะ มีสองอย่าง ทำดีโดยผูกพันกับทำดีโดยไม่ผูกพันนี่ก็เป็นเรื่องของความละเอียดจริงๆ นะคะ อย่างคนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลใครนะคะ เป็นผู้ที่จะทำคุณความดีคนอื่นมองเห็นจริงนะคะเพราะฉะนั้นเวลาที่ใครก็ตามที่ได้รับการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การทำดีของคนนั้นจตนก็คิดที่จะกระทำต่อ นั่นก็เป็นความดีอย่างหนึ่งนะคะ แต่ว่ายังมีความลึกซึ้งกว่านั้นอีกถือว่าทำตอบโดยเห็นว่าเป็นความดี ที่ทำนะคะ เป็นความดีโดยไม่ผูกพันว่าเขาให้เราจึงตอบหรือว่าถามเพราะเหตุว่าเขาให้เราจึงต้องถามนี่ก็เป็นความที่ต่างกันนะคะ ถ้าใครทำความดีแล้วก็เราทำความดีต่อผู้นั้นโดยผูกพันขณะนั้นก็ยังไม่เหมือนกับการที่เห็นคุณของความดีแล้วก็ทำความดี โดยไม่ผูกพัน เป็นการตอบอยู่แล้วค่ะโดยคุณความดีที่บริสุทธิ์ที่ไม่ผูกพันลองดูนะคะ จากนี้ไปนะคะ ถ้าใครทำดีด้วยแล้วเราก็ทำดีต่อมีความผูกพันมีเยื่อใยว่าเขาผู้นั้นได้ทำความดีต่อเรายังมีเขามีเราที่จะตอบแทน แต่ถ้าเป็นผู้ที่เห็นความดีเห็นคุณของความดีจริงๆ แล้วก็ทำความดีนะคะ ขณะที่กำลังทำความดีนั่นแหละค่ะคือการที่ไม่ได้ผูกพันแม้จะทำความดีต่อผู้ที่ได้กระทำต่อก็ทำโดยเห็นว่าเป็นความดีไม่ใช่ทำเพราะผูกพันว่าท่านผู้นี้ได้ทำความดีต่อ นี่ก็เป็นธรรมะที่ละเอียดขึ้นนะคะ ครับท่านอาจารย์ อาจารย์ครับเมื่อช่วงที่ผ่านมาได้ฟังอาจารย์พูดถึงเรื่อง กตัญญูกตเวที คือบิดามารดาไม่เคยเลี้ยงดูบุตรเลยแล้วก็ทอดทิ้งมาตั้งแต่เด็กเล็กๆ เลยเนี่ยใช้จ่ายครับ อย่างงี้ครับบุตรเนี่ยจะตอบแทนบิดามารดายังไงครับอาจารย์ ค่ะก็เป็นเรื่องที่จะต้องเข้าใจธรรมะนะคะ แต่สิ่งจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ไม่ใช่ว่าอย่างไรแต่ให้เข้าใจจริงๆ ว่าธรรมะเป็นธรรมะธรรมะที่ดีก็มีธรรมะที่ไม่ดีก็มี เพราะฉะนั้นเราไม่ไปตัดสินเป็นเรื่องราวว่าใครจะทำอะไรแต่ตรงลักษณะของธรรมะนะคะ เช่น ก่อนอีกเข้าใจคำว่าจะตัญญูผู้ที่รู้คุณ จะเป็นลูกมารดาจะเลี้ยงหรือไม่เลี้ยงมาก็ตามแต่หรือจะเป็นพี่น้องเพื่อนฝูงวงศาคณาญาติหรือคนไม่รู้จักเลยก็แล้วแต่แต่ถ้าบุคคลนั้นทำความดี กุศล และจิตเกิดเมื่อไหร่นะคะ ก็เห็นประโยชน์หรือว่าเห็นคุณของความดีนี่คือธรรมะค่ะไม่ใช่ไปจำกัดที่เรื่องราวแต่ว่าขณะใดก็ตามใครก็ตามนะคะ ที่เห็นคุณประโยชน์ของความดีนั้นคือกตัญญู และเมื่อเห็นประโยชน์ของความดีไม่เข้าใจผิดว่าความชั่วดี เพราะฉะนั้นผู้นั้นก็ยอมทำสิ่งที่ดีการตอบแทนคนอื่นนะคะ ไม่ใช่ตอบแทนเตยอกุศลธรรมอกุศลตามสั่งเรียกว่าตามความพอใจแต่จะตอบแทนคุณของความดีได้ก็ด้วยความดี เพราะฉะนั้นทำความดีเมื่อไหร่นะคะ ก็เป็นการแทนคุณเพราะว่าเป็นการที่รู้คุณ และไม่ใช่แทนคุณด้วยความผูกพันด้วยไม่ใช่ว่าเพราะเขาให้หรือช่วยเหลือนะคะ เราจึงต้องตอบแทนนั่นคือผูกพันแต่ถ้าเมื่อความดีเป็นความดีเห็นประโยชน์อย่างนี้นะคะ ก็ทำความดีโดยบริสุทธิ์การที่จะช่วยเหลือหรือว่าคิดถึงคุณของคนอื่นนะคะ แล้วทำดีต่อบุคคลนั้นก็เป็นความดี เพราะฉะนั้นมันคงที่วัดความดีเท่านั้นค่ะที่เป็นประโยชน์ทั้งเห็นคุณด้วยแล้วก็ทำความดีด้วย อาจารย์ฮะคือหมายถึงว่าความดีของบิดามารดาถึงแม้ว่าท่านจะไม่เลี้ยงดูแต่ว่าท่านก็เป็นผู้ให้กำเนิดใครก็ตามไม่จำกัดค่ะไม่ต้องเฉพาะมารดาบิดาความดีอยู่ที่ไหนอยู่ที่ใครเห็นความดีว่าเป็นความดี นั่นคือกตัญญูคือรู้คุณของความดีไม่ได้บอกว่าใคร ใครก็ได้ที่ดีคนอื่นเห็นไหมคะว่าเขาดี รู้คุณไหมคะว่าคนไม่ดีทำสิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์ขอยกตัวอย่างนะคะ ทหารคราวที่แล้วก็มีคนถามเรื่อง โรงพยาบาลพระมงกุฎนะคะ แล้วก็เรื่องทหารต้องทำการรบอาจจะต้อง ทำร้ายคนอื่นนะคะ แต่ก็อย่าลืมคะเผื่อใคร เพื่อให้ตัวเองหรือว่าเพื่อใครหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวมพวกคนอื่นๆ เห็นความดีของคนที่สละชีวิตความสุขทั้งหมดเพื่อคนอื่นไหมคะรู้คุณรึเปล่า คะหรือว่าเขาทำไม่ดี ถ้าจะไม่ช่วยคนอื่นทำไมเขาเสียสละไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นหรือยังไงคะหรือว่าเห็นความเสียสละซึ่งยากนะคะ ทั้งชีวิต และโรงพยาบาลนี้ก็มีผู้ที่ป่วย แล้วก็บาดเจ็บ แล้วก็อย่างเอื้อเฟื้อถึงคนอื่นซึ่งไม่ใช่ทหารด้วย คนไข้ของโรงพยาบาลนี้ไม่ได้มีแต่เฉพาะทหาร เพราะฉะนั้นความดีเป็นความดีค่ะแทนที่เราจะมานั่งคิดว่าคนนี้มารดาบิดาทำอย่างนั้นบุทำอย่างนี้หรืออะไรก็เป็นคู่ที่ตรงต่อธรรมะคือรู้จักคุณของความดีเพื่อว่าตัวเองเนี่ยนะคะ ก็จะได้เป็นคนดีไม่เข้าใจผิดว่า ความดีไม่มีประโยชน์ และถ้าจะตอบแทนใครนะคะ ตอบแทนด้วยเป็นคนดี และทำความดีคนอื่นที่เขาทำดีต่อเราเนี่ยเขาหวังจะให้เราตอบแทนอย่างไรแต่ว่าถ้าเราตอบแทนด้วยความดีนะคะ เป็นประโยชน์ทั้งผู้อื่นให้ตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้มั่นคงนะคะ ที่จะเข้าใจธรรมะค่ะ ไม่ใช่คิดเรื่องราวต่างๆ แล้วก็วินิจฉัยตัดสินด้วยความไม่รู้ด้วยความไม่เข้าใจธรรมะ เพราะฉะนั้นขณะใดที่ตัดสินด้วยความไม่รู้ด้วยความไม่เข้าใจก็ตัดสินด้วยโลพระบ้างโทสะบ้างเพราะความไม่รู้ด้วยเหตุนี้นะคะ ไม่มีใครที่จะไปทำอะไรธรรมะได้เพราะว่าถ้ามีความเข้าใจจริงๆ นะคะ ว่าธรรมะ ไม่ใช่ของใคร แล้วก็ไม่ใช่ใครแล้วก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ค่ะทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่นะคะ เพราะยังมีจิต พูดได้ทำดีทำชั่วได้ เพราะฉะนั้นจิตนั่นแหละที่ทำให้มีการกระทำต่างๆ ทางกายทางวาจาที่๔ชั่วแต่อีกไม่นานนะคะ ๗ก็จะไม่อยู่ที่รูปนี้ รูปนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แต่จิตที่เกิดแล้วดีชั่วนะคะ ก็จะมีปัจจัยที่เกิดแบบเซตต่อไปที่จะทำให้เกิดนะคะ มีรูปร่างมีการกระทำต่างๆ แชร์ดูชาตินี้ที่มีแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจธรรมะเนี่ยนะคะ จะคิดถึงอดีตหรืออนาคตก็คือเข้าใจเดี๋ยวนี้ค่ะ เกิดมาต่างกันเพราะอะไรต่างกันแล้วก็ยังทำอะไรต่างๆ กันเพราะอะไรนี่ก็คือไม่ใช่ไปนั่งคิดเรื่องราวนะคะ แต่ว่าให้เข้าใจธรรมะว่าเป็นธรรมะ อันผู้ฟังเนี่ยฝากมานะคะ ขออาจารย์คำปั่นแค่ช่วยให้ความหมายของคำว่ามี๓คำนะคะ ชาติพบแล้วก็ภูมิ คำแรกนะครับ ที่ท่านผู้ถามได้ถามถึงคือคำว่าชาติหรือชาติ ชาตรีนะครับ มีความหมายว่าการเกิดเป็นการเกิดขึ้นของสภาพธรรมะ คำที่สองคือคำว่าภพ ครบนะครับ คือความเกิดขึ้นเป็นไปพบก็คือความมีความเป็นก็เป็นเรื่องที่ลีอดีตนะครับ ถ้าหากว่าไม่มีสภาพธรรมะเลยไม่มีจิตไม่มีเจตสิกไม่มีรูปเลยจะมีพบได้อย่างไรส่วนคำว่าภูมินะครับ ภูมินี้ก็มีสองความหมาย ความหมายหนึ่งก็คือที่เป็นที่เกิดของหมู่สัตว์นะครับ ซึ่งก็มีทั้งหมด๓๑พบปูนะครับ มีอบายภูม๔มนุษย์หนึ่งสวรรค์๖รูปพรหมภูมิ๑๖อรูปพรหมภูมิอีก๔นะครับ อันนี้เป็น๓๑พกภูมิที่เป็นภูมิที่เกิดของหมู่สัตว์ ภูมิอีกความหมายหนึ่งนะครับ คือระดับขั้นของจิตซึ่งก็มีทั้งหมด๔ระดับขั้นด้วยกันนะครับ จิตที่ท่องเที่ยวไปในกามท่านก็ เรียกว่าตามมาวัชรจิตนะครับ หรือว่ากามาวัชระภูมิ จิตที่สูงกว่านั้นนะครับ เป็นจิตที่เป็นไปกับเรื่องของความสงบของจิตที่เป็นรูปฌานขั้นต่างๆ ท่านเจ้าประคุณเรียกว่าเป็นครูปาวัชระภูมิหรือครูบาวัชระจิ ระดับขั้นที่๓คืออโรคาวัชระภูมิหรืออรูปาวัชรจิตแล้วก็ภูมิระดับที่๔ซึ่งเป็นจิตระดับที่สูงที่สุดนะครับ ที่เรียกว่าโรอุตตะระภูมินะครับ ซึ่งมีจิตทั้งหมด๘ดวงนะครับ คือโลกุตระกุศล๔แล้วก็ กุตระวิบาก๔ครับ มันเป็นเรื่องที่ละเอียดนะคะเพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะนะคะ ประโยชน์ก็คือเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่ได้ฟังเพราะว่าบางทีเราได้ฟังคำเยอะมากมายนะคะ แต่ว่าความเข้าใจในแต่ละคำเนี่ยมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ นะคะ ก็จะได้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะพบคำนี้ที่ไหนในพระไตรปิฏกส่วนหนึ่งส่วนใดไม่เปลี่ยนแปลงค่ะเพราะเหตุว่าเป็นวาจาสัจจะที่พระร้านก็สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจากการทรงตรัสรู้อย่างคำว่าชาตินะคะ ชาติ ถ้าเป็นต้นไม้ใบหญ้าเนี่ย จะเป็นสันสารวัตหรือเปล่า เพลิงไหม้เกิด เอ่อไม่เก่าแก่นักเตะทีมตายก็จบใช่มั้ยค่ะไม่ได้มีการที่จะสืบต่อไปเป็นผลของการเกิดมาของต้นไม้เนิน เพราะฉะนั้นใช้คำว่าชาติเนี่ยก็มุ่งหมายถึงสังสารวัฎซึ่งมีการเกิดวนเวียนไม่จบสิ้น ตั้งแต่เกิดมาเนี่ยค่ะไม่ได้หยุดเลยจิตขณะแรกที่เกิดแบบแล้วก็จริงนะคะ แต่ก็เซฟต่อทำให้จิตขนาดต่อไปเนี่ยเกิดขึ้น


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    19 มี.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ