ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692


    ตอนที่ ๑๖๙๒

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓


    ท่านอาจารย์ ปฏิสนธิจิตของทุกคนต้องมีแล้ว ถ้าไม่มีจะไม่อยู่ที่นี่ แต่มีใครรู้ขณะที่จิตนี้เกิดเป็นขณะแรกหรือไม่ ไม่มีใครรู้เลย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้หรือไม่ ธรรมต้องเป็นธรรม พระองค์ทรงมีพระญาณที่สามารถที่จะรู้จุติและปฏิสนธิ แต่ไม่ใช่ขณะที่ปฏิสนธิของพระองค์เกิดขึ้นและดับไป เพราะจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรมต้องเข้าใจจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ธรรมเป็นธรรม จิตขณะแรกของชาตินี้เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ไม่มีการรู้สึกตัวใดๆ เลยทั้งสิ้นไม่ว่าเป็นใคร ภพไหน จะเกิดในนรกก็ไม่รู้ ไม่มีการปรากฏที่จะเห็นว่าสถานที่นั้นเป็นอะไร เสียงเป็นอย่างไร กลิ่นเป็นอย่างไร รสเป็นอย่างไร ไม่รู้เลย

    เกิดแล้วไม่ว่าภพไหน ภวังคจิต ปฏิสนธิจิต จุติจิต ไม่รู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนขณะที่กำลังหลับสนิท ไม่ได้ตายเลย ยังไม่ถึงขณะสุดท้ายของจิตนี้ใช่หรือไม่ แล้วไม่เห็นและไม่ได้คิดด้วย แต่กรรมก็ทำให้จิตนั้นเกิดดับสืบต่อโดยไม่ต้องรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เลย

    พักผ่อนสบาย ทุกคนถึงชอบหลับ ใช่หรือไม่ ไม่ต้องเห็น ไม่ต้องคิด ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องอะไรทั้งสิ้น เวลาหลับรู้สึกว่าสบายดี ซึ่งความจริงในขณะที่หลับไม่ได้รู้อารมณ์ใดๆ เลยทั้งสิ้น ไม่มีโลก ไม่มีคน ไม่มีอะไรหมด แต่ถึงกระนั้นจิตที่เกิดก็ต้องเกิดเพราะมีเหตุคือกรรมที่ได้กระทำแล้ว ซึ่งเมื่อเกิดปฏิสนธิจิตหนึ่งขณะ กรรมจะให้ผลเพียงขณะเดียวไม่ได้ ไม่พอ ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อนแล้วไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยทั้งสิ้น นั่นหรือคือผลของกรรม เกิดในนรกก็ไม่รู้ เกิดบนสวรรค์ก็ไม่รู้ เกิดเป็นเปรตก็ไม่รู้ เกิดเป็นมนุษย์รูปร่างอย่างไร ก็ไม่มีการรู้อะไรใดๆ เลยทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้น กรรมไม่ใช่ให้ผลเพียงทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดหนึ่งขณะแล้วดับ เเต่กรรมยังทำให้จิตประเภทเดียวกับปฏิสนธิซึ่งเกิดจากกรรมเดียวกัน ทำกิจเกิดแล้วก็ดับ สืบต่อดำรงภพชาติจนกว่ากรรมจะให้ผล คือ ให้เห็น หรือให้ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย ที่เราเห็นได้เข้าใจได้ จึงขอเว้นไม่กล่าวถึงวิบากที่เกิดทางใจ ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจธรรมในขณะนี้ เราก็สามารถที่จะเริ่มเข้าใจเห็นขณะนี้

    มีใครสามารถที่จะบอกได้ว่าเห็นขณะนี้เป็นกุศลวิบากหรือเป็นอกุศลวิบาก อุตส่าห์ฟังแล้วรู้ว่ากรรมมี ๒ อย่างคือ กุศลกรรมและอกุศลกรรม อกุศลกรรมจะให้ผลให้เห็นสิ่งที่ดีๆ ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสดีๆ ได้หรือไม่ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย

    เพื่อที่จะให้มั่นคงในความเป็นกุศล ธรรมฝ่ายดี และธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมฝ่ายที่ไม่ดี ไม่งาม ต้องเข้าใจจริงๆ ว่าธรรมที่เป็นกุศลล้วนแต่จะนำมาซึ่งสิ่งที่ดีทั้งนั้น ไม่ว่าจะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่ต้องเลือก ไม่ต้องหวัง ไม่ต้องคอย แต่ว่าเมื่อเหตุมี ผลมี เมื่อถึงกาลที่กรรมนั้นสามารถที่จะให้ผลได้ซึ่งตรงกันข้ามกับอกุศล ธรรมที่เป็นฝ่ายไม่ดีทั้งหมด โลภะเล็กน้อยหรือมาก โทสะ โมหะ อิสสา มัจฉริยะ มานะความสำคัญตน อะไรทั้งหมดเลยซึ่งไม่มีทางที่จะรู้ว่าไม่ดี บางคนอาจจะเข้าใจว่าดี หลงผิดไป แต่ธรรมเป็นธรรมซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้

    ดังนั้นอกุศลทุกประเภท ทุกระดับ ไม่ได้นำมาซึ่งสิ่งที่ดีเลย ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม เห็นจริงแต่เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ ได้กลิ่นที่ไม่น่าพอใจ ลิ้มรสที่ไม่น่าพอใจ ปวด เจ็บ คัน ทั้งหมดเป็นทุกข์ทางกายซึ่งพ้นไม่ได้ แม้ว่าจะหมดกิเลสแล้วก็ยังไม่พ้น ถ้ากรรมนั้นยังสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้ผลของกรรมเกิดก็ต้องเกิด แล้วแต่ว่าจะเป็นผลของกรรมที่จะเกิดขึ้นทางตา หรือหู หรือจมูก หรือลิ้น หรือกาย แต่ให้มีความเข้าใจที่มั่นคงในเหตุและผล เหตุที่ดีไม่ต้องหวัง อย่างไรก็ต้องนำมาซึ่งผลที่ดี และเหตุที่ไม่ดีปฏิเสธไม่ได้ เลือกไม่ได้เลย ต้องนำมาซึ่งผลคือสิ่งที่ไม่ดี จะทำให้เป็นผู้ที่มั่นคงในการเห็นโทษของอกุศล และเห็นประโยชน์ของกุศลเพิ่มขึ้นว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย

    การเข้าใจธรรมคือ เข้าใจสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ให้เห็นความเป็นอนัตตาละเอียดยิ่งกว่านี้อีกมาก แม้แต่เพียงหนึ่งขณะจิตประกอบด้วยเจตสิกอะไร เป็นชาติคือเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล หรือไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล แต่เป็นผลของกุศลหรืออกุศลซึ่งเป็นวิบาก หรือไม่ใช่ทั้งกุศล ไม่ใช่อกุศลและไม่ใช่วิบากแต่เป็นกิริยาจิต นี่คือจิตซึ่งมีมากมายหลายประเภทเมื่อได้ตรัสรู้แล้วทรงแสดง ซึ่งเราสามารถที่จะศึกษาโดยละเอียดแต่ต้องรู้ความจริงว่า แม้เราจะรู้เรื่องจิตทางทวารทั้ง ๕ และทางมโนทวาร เกิดดับสืบต่อทำกิจต่างๆ กัน ประกอบด้วยเจตสิกต่างๆ กัน เกิดที่ต่างๆ กันก็ตาม แต่เราสามารถที่จะเข้าใจได้เพียงใด

    แม้เพียงเดี๋ยวนี้เอง เริ่มรู้ว่าเห็นเป็นวิบากจิตใช่หรือไม่ เป็นผลของกรรมทำให้ต้องเห็น แต่ถามต่อไปว่าเป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก ตอบได้หรือไม่ ความสามารถมีพอที่จะรู้ พอที่จะตอบได้หรือไม่ ไม่ได้แต่ถึงกระนั้นเพียงเริ่มเข้าใจว่าเป็นธรรมก่อนอื่น เป็นธรรม ไม่ใช่เรามีกุศลวิบากหรือเรามีอกุศลวิบาก ถ้าเช่นนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องราว แต่ไม่ใช่เป็นการรู้ความจริงว่าธรรมจริงๆ คือ ทั้งหมดเป็นธรรมทั้งนั้น เห็นก็เป็นธรรม ชื่อต่างๆ ที่ว่าเป็นกุศลวิบาก รู้ได้หรือไม่ว่าเป็นกุศลวิบาก ก็รู้ไม่ได้ เพราะยังไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม ดับแล้ว เป็นกุศลก็ดับแล้ว เป็นอกุศลก็ดับแล้ว โดยยังไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม

    ดังนั้นก่อนอื่น ไม่ใช่ให้ใครพากเพียรจะไปพยายามรู้ว่า ขณะนี้เป็นกุศลวิบาก หรือเป็นอกุศลวิบาก เพียงคิดแต่ไม่รู้จริง เพราะว่าไม่ใช่ความรู้ขณะที่สภาพธรรมนั้นกำลังเกิดแล้วดับ พร้อมด้วยเจตสิกซึ่งแล้วแต่ว่าจะเป็นกุศลเจตสิก หรืออกุศลเจตสิก

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรมเพื่อเข้าใจถูกในความเป็นธรรม และเวลาที่ปัญญาจะเริ่มเจริญ ไม่ใช่ไปนั่งสงสัยในชื่อ ในเรื่อง หรือไปนั่งคิดเท่าที่ได้ศึกษามาแล้วว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ โดยที่สภาพนั้นก็ดับอย่างเร็ว สืบต่อกันอย่างเร็วจนกระทั่งไม่สามารถที่จะรู้ในการเกิดดับได้ ดังนั้นก่อนอื่นไม่ต้องกังวล เรื่องกุศลวิบาก อกุศลวิบาก กุศลหรืออกุศล แต่ต้องรู้ในความเป็นธรรม เมื่อเข้าใจว่าเป็นธรรมแล้วจะสามารถเข้าถึงลักษณะที่แท้จริงขณะนั้น

    ขอยกตัวอย่าง ได้ยินคำว่า ทิฏฐิ หมายความถึงอะไร ได้ยินแล้วต้องรู้ด้วยว่าหมายความถึงอะไร เเค่เพียงได้ยินชื่อก็ไม่มีประโยชน์ คำว่า ทิฏฐิ คนไทยคิดอีกอย่างหนึ่งเพราะใช้ภาษาบาลีแต่ไม่ได้เข้าใจความหมายตามที่ใช้ในภาษาบาลี เขาคนนั้นมีทิฏฐิมาก เราเข้าใจว่าอย่างไร คนนั้นมีทิฏฐิมาก เหมือนกับมีมานะ มีความสำคัญตนมาก แต่ทิฏฐิในภาษาบาลีที่เป็นสภาพธรรม หมายถึงความเห็นเท่านั้น คำว่าทิฏฐิ หมายความถึงความเห็น

    ดังนั้นมีทั้งความเห็นถูกและความเห็นผิด มีทั้งที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศล ถ้าเห็นถูกจะเป็นอกุศลได้หรือไม่ ถ้าเห็นผิดจะเป็นกุศลได้หรือไม่ ความเห็นถูกเป็นกุศลใช้คำว่า สัมมาทิฏฐิ หรือจะใช้คำว่า ปัญญาก็ได้ ภาษาบาลีจะใช้คำว่า เข้าใจได้หรือไม่ มีใครในแคว้นมคธที่จะใช้คำว่าเข้าใจ แต่คนไทยใช้คำนี้แล้วรู้ว่าหมายความถึง คำในภาษาบาลีที่บ่งถึงสภาพธรรมอะไร

    ด้วยเหตุนี้การที่จะเข้าใจธรรม ชาติไหนก็ใช้ภาษานั้นจะถูกต้องที่สุด เพื่อสามารถที่จะทำให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมนั้นได้ แต่ต้องรู้ว่าคำที่ใช้ในภาษาของตนตรงกับคำที่ใช้ในภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษามคธี เป็นภาษาที่พระผู้มีพระภาคทรงใช้ในกาลนั้นที่คนส่วนใหญ่เข้าใจในภาษานั้น ด้วยเหตุนี้ถ้าใช้คำว่าปัญญาในภาษาไทย เข้าใจอะไรหรือไม่ คนนั้นมีปัญญามาก บางคนอาจจะบอกว่าเรียนเก่ง แต่เขาเข้าใจอะไรหรือไม่

    เพราะฉะนั้น เราใช้คำที่เราไม่รู้ความจริงหรือความหมายที่แท้จริงของคำนั้น หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งทำ ทั้งพูด ทั้งคิด ก็ไม่รู้ว่าอะไร ถูกหรือไม่ เป็นธรรมก็ไม่รู้ เป็นกุศลไม่ใช่วิบากก็ไม่รู้ หรือว่าไม่ใช่กุศล ไม่ใช่วิบาก เป็นกิริยาก็ไม่รู้ คือไม่รู้ทั้งหมด เป็นอวิชชา หรือว่าโดยที่ไม่ได้ฟังธรรมก็มีวิชชาเกิดขึ้นได้ มีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ได้โดยไม่ต้องฟังพระธรรม เป็นอย่างนั้นหรือไม่ คงไม่ลืมคำว่า สาวก สาวะกะ ผู้ฟัง ฟังใคร ฟังอะไร ฟังแล้วเข้าใจ หรือว่าฟังเฉยๆ คือฟังแล้วไม่รู้เรื่อง

    นี่คือความละเอียดของธรรมซึ่งเราสามารถที่จะเข้าใจว่า เราเพิ่งเห็นโลกในวินัยของพระอริยะเมื่อได้ฟังพระธรรม แต่ก่อนเป็นโลกของปุถุชนคือโลกที่ไม่รู้ความจริง ไม่ว่าจะปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คิดนึกใดๆ ก็ไม่รู้เลย เป็นเราทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย แต่โลกในวินัยของพระอริยะ วินะยะ คือ กำจัดอกุศลหรือความไม่รู้กิเลส พระอริยบุคคลที่ได้กำจัดความไม่รู้หรือกิเลสแล้ว

    เพราะฉะนั้น โลกในวินัยของพระอริยะคือ ขณะใดก็ตามที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องมีปัจจัยทำให้เกิดแล้วดับ คำว่าโลกะ หมายความถึง ทุกสิ่งที่เกิดเพราะปัจจัย ต้องมีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป จะเกิดโดยไม่มีปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ เกิดแล้วจะไม่ดับไม่ได้**

    ขณะนี้เป็นโลกทางตา ในขณะที่เห็นมีเสียงปรากฏในโลกนี้ได้หรือไม่ โลกนี้เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับ ไม่มีโลกนี้อีกแต่มีโลกอื่นคือ จิตเป็นสภาพที่เกิดดับ เพราะฉะนั้นเมื่อจิตเกิดดับสืบต่อ โลกจึงปรากฏเหมือนเที่ยง แต่ความจริงแต่ละขณะเป็นแต่ละโลกจริงๆ และถ้ากล่าวถึงว่าแต่ละขณะเป็นแต่ละโลก โลกของธรรมซึ่งเกิดแล้วดับ มีใครที่ไหนในโลกนั้นหรือไม่ หรือโลกนั้นจะเป็นใครได้หรือไม่ ก็ไม่ได้

    เริ่มที่จะเห็นโลกของพระอริยะ ตามความเข้าใจของพระอริยะคือ ไม่มีใครเลย มีแต่ธรรม ซึ่งเกิดขึ้นแต่ละทางเป็นแต่ละโลก โลกทางตา ไม่มีเสียงเป็นอารมณ์หรือจะปรากฏได้ เมื่อเสียงปรากฏ สิ่งที่ปรากฏทางตาก็ปรากฏไม่ได้ เป็นคนละโลก แต่ละโลกๆ ซึ่งเกิดดับสืบต่อจนเหมือนมีโลกเดียว แต่ความจริงหนึ่งขณะเป็นหนึ่งโลก แล้วแต่ว่าจะเป็นโลกทางไหน เพราะฉะนั้น ฟังจนกระทั่งรู้จักความหมายของคำว่า โลกในวินัยของพระอริยะ

    ผู้ฟัง เคยฟังเกี่ยวกับบารมี ๑๐ ซึ่งจะเป็นตัวเกื้อกูลให้เรารู้พระธรรมมากขึ้น ขอให้ท่านอาจารย์กรุณาพูดสั้นๆ ว่าฝึกบารมีหรือสะสมบารมีเพื่อเกื้อกูลให้เรารู้สัจจธรรมมากขึ้น

    ท่านอาจารย์ เป็นเราฝึก หรือเข้าใจว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ถ้าความเป็นจริงก็ไม่อยากเป็นเรา แต่ตอนนี้ยังเป็นเราอยู่

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เป็นผู้ที่ตรง แต่ขั้นการฟังพอที่จะรู้ได้หรือไม่ว่าไม่ใช่เรา เพียงเข้าใจจากการฟัง

    ผู้ฟัง คงยังไม่พอ

    ท่านอาจารย์ แต่ฟังแล้วว่าขณะนี้เป็นสิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป และไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดและดับไปไม่กลับมาอีก แล้วเราจะอยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องมีขั้นความเข้าใจก่อน ถ้าไม่มีความเข้าใจจากขั้นการฟัง ไม่มีทางที่จะรู้สภาพธรรมที่กำลังเกิดดับตามที่ได้ฟัง ต้องมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องหวังอะไรเลย เข้าใจขึ้นๆ ๆ เพราะขณะที่เข้าใจก็มีสภาพธรรมที่เป็นกุศลธรรมเกิดเพิ่มขึ้นได้เพราะความเข้าใจถูก เพราะรู้ว่าอกุศลเป็นอกุศล กุศลเป็นกุศล ซึ่งเป็นทางที่จะทำให้กุศลเจริญขึ้นเพราะเห็นโทษของอกุศล

    บารมี หมายความถึง ดับกิเลส ถึงฝั่งที่ไม่มีกิเลส ถ้าวันหนึ่งๆ ไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไรเลย อกุศลถึงฝั่งนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้ายังคงมีอกุศลมากๆ เหมือนเดิม มากขึ้นๆ อีก แล้วจะเป็นบารมีให้ถึงฝั่งคือการดับกิเลสได้อย่างไร ในขณะใดที่อกุศลไม่เกิด กุศลเกิด จะเห็นได้ว่าเวลาที่กุศลเกิด ไม่มีอกุศลเกิดเป็นเครื่องขัดขวางการที่จะดับกิเลส เพราะเหตุว่าเมื่อจะดับกิเลสแต่กิเลสเกิดเพิ่มขึ้นอีกมากมาย แล้วจะดับกันขณะใด แต่ถ้าปัญญาหรือกุศลเกิดเพิ่มขึ้นสามารถเข้าใจถูกเห็นถูก ขณะนั้นไม่มีอกุศลและจะค่อยๆ น้อยลง เพราะปัญญาที่เข้าใจถูกสามารถที่จะทำให้มีความมั่นคงและมีความเข้าใจธรรม แล้วละความต้องการซึ่งเกิดเพราะความไม่รู้


    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓


    ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ ถ้าเป็นภาษาบาลีก็คุ้นหูกับคำว่า สัจจะ เพราะฉะนั้น ขณะนี้สิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่เข้าใจถูกเห็นถูกหรือไม่ว่าเป็นอะไร เพราะเหตุว่าตามความเป็นจริงแม้ว่าจะมีสิ่งที่มีจริงปรากฏ ทั้งทางตาเห็น ทางหูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายมีสิ่งที่กระทบสัมผัสเย็นบ้างร้อนบ้าง อ่อนบ้างแข็งบ้าง ตึงไหวบ้าง แล้วคิดนึกถึงสิ่งที่มีจริงตลอดมาไม่ได้หยุดเลย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่มีจริงนั้นคืออะไร

    ด้วยเหตุนี้ ความลึกซึ้งของสิ่งที่มีจริงจึงเป็นสิ่งซึ่งแม้มีปรากฏตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมจากผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงว่า สิ่งที่มีจริงขณะนี้ ความจริงแท้คือเป็นธาตุ หรือเป็นธรรม ซึ่งมีแล้วโดยไม่มีใครไปสร้าง ไม่มีใครไปทำขึ้นได้เลย เช่น ขณะนี้เห็นแล้ว ใช่หรือไม่ ไม่ได้มีใครไปทำให้เห็น และขณะที่เสียงปรากฏเพราะได้ยินเสียงนั้นแล้ว เสียงนั้นจึงปรากฏได้ ด้วยเหตุนี้การศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งซึ่งต้องอาศัยกาลเวลา แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี หลังจากที่ได้ทรงรับคำพยากรณ์จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทีปังกร ได้ทรงบำเพ็ญบารมียิ่งด้วยปัญญาถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์ กัปป์ไม่ใช่ชาติเล็กๆ น้อยๆ ๑๐๐ ปี ๘๐ ปี แต่กัปป์หมายความถึง โลกเกิดแล้วเสื่อมไป เป็นต้น ซึ่งก็มีความหมายหลายอย่าง

    แสดงให้เห็นว่าแม้สิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมจะไม่มีการรู้เลยว่า เห็นอะไร ได้ยินอะไร คิดอะไร มีชีวิตอยู่และต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วย ไม่มีใครสามารถที่จะยับยั้ง เมื่อเกิดแล้วที่จะไม่ให้เป็นไปอย่างนี้ของแต่ละคน เป็นไปไม่ได้

    ก่อนอื่น จะชินหูกับคำว่า ธรรมและพระธรรม ธรรมคือสิ่งที่มีจริง และพระธรรมคือ พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีและทรงแสดงความจริงนั้น จึงเป็นพระธรรม มิฉะนั้นจะไม่มีใครสามารถที่จะคิดเอง หรือเข้าใจได้ว่าขณะนี้สิ่งที่มีจริงๆ นี้คือ คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด ตั้งแต่ทรงตรัสรู้จนใกล้ที่จะปรินิพพานก็กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงกับทุกคน ไม่เว้นเลย โดยไม่เลือกชาติหรือศาสนา หรือว่าเป็นหญิง เป็นชาย เป็นเทวดาหรือพรหม เป็นใครก็ตามแต่ ความจริงต้องเป็นความจริงสำหรับทุกกาลสมัย

    ดังนั้นก็เป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่งที่จะได้ฟังเรื่องสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ให้เข้าใจว่าเป็นธรรม จนกว่าเมื่อไรที่มีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูกจริงๆ ไม่ว่าจะเห็นขณะใด ได้ยินขณะใด ก็สามารถที่จะเข้าใจความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้นได้ จึงจะชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชน เป็นพุทธบริษัท คือผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย ด้วยการศึกษาให้มีความเข้าใจคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งขึ้น

    ผู้ฟัง ท่านสุเมธดาบสจะต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๔ อสงไขยหนึ่งแสนมหากัปป์ถึงจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงสัยว่าท่านต้องบำเพ็ญบารมี หรือทำกรรมมาถึงเพียงใดกว่าจะได้เป็นท่านสุเมธดาบส แล้วพระพุทธเจ้าทีปังกรได้ทำนายว่าต่อไปท่านจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ เรื่องของปัญญาเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ แม้แต่ท่านพระองคุลิมาลจะถึงความเป็นพระอรหันต์ ก่อนนั้นท่านก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าจะได้เป็นพระอรหันต์ แต่ต้องมีการได้ฟังพระธรรม ดังนั้นการสะสมความเข้าใจในแต่ละขณะไม่ได้สูญหายไปไหนเลย แล้วแต่ว่าใครจะได้สะสมความเข้าใจมามากน้อยเพียงใด เพราะว่าท่านสุเมธดาบสเอง ถึงแม้ว่าท่านจะมีความปรารถนาที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เป็นเพียงพระอรหันต์ การที่จะถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องต่างกับการที่เป็นพระอรหันตสาวก

    ด้วยเหตุนี้ แม้ปัญญาที่ได้บำเพ็ญสะสมมาสามารถที่จะถึงการดับกิเลสได้ แต่ไม่ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และปัญญาที่แต่ละท่านสะสมมาที่จะถึงความเป็นพระอรหันต์ ไม่สามารถที่จะเกิดได้ถ้าไม่มีปัจจัย จะเห็นได้ว่าในครั้งพุทธกาลมีหลายท่านที่ถึงความเป็นพระอรหันต์ โดยที่ก่อนจะได้ฟังธรรมชีวิตของท่านก็เป็นปกติธรรมดา ท่านไม่ได้มีความรู้ว่าท่านจะเป็นพระอรหันต์ แต่จากการที่ได้สะสมความเข้าใจ เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วสามารถเข้าใจและเข้าถึงลักษณะของธรรมที่ปรากฏ แล้วดับกิเลสได้ตามลำดับขั้น จากการละความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ถึงความเป็นพระโสดาบัน ตลอดไปจนกระทั่งถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ ตามกำลังที่ได้สะสมมา

    ดังนั้น แต่ละคนไม่สามารถที่จะรู้ถึงกำลังของปัญญาที่ได้สะสมมาแล้วว่า ใครจะมีกำลังของปัญญาที่เพียงได้ฟังแล้วสามารถที่จะถึงความเป็นพระอริยบุคคลได้โดยไม่นาน หรือว่าบางคนต้องอาศัยการฟังหลายๆ ครั้ง นานมากกว่าจะได้เป็นพระโสดาบันและถึงความเป็นพระอรหันต์ นี่ก็เป็นชีวิตที่หลากหลายมากตามการสะสม

    เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับปัญญา ซึ่งถ้าไม่มีการได้ฟังพระธรรม เราไม่สามารถที่จะรู้ว่าสะสมปัญญามามากน้อยเพียงใด แต่ขณะใดที่ได้ฟังก็เป็นการพิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ต้องถามใครว่าสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ซึ่งขณะนี้พูดถึงธรรมแต่ละอย่าง เช่น พูดถึงเห็น ขณะนี้กำลังเห็นเป็นธรรม เห็นเกิดแล้วมีปัจจัยที่จะให้เห็นเกิด และขณะนั้นเห็นเกิดแล้วดับไป นี่คือการแสดงความจริงของธรรมจากการที่ผู้นั้นรู้ แต่ผู้ที่ไม่รู้จะได้ยินเรื่องเห็นว่า ขณะนี้มีเห็น เห็นต้องเกิด ถ้าเห็นไม่เกิด เห็นก็มีปรากฏเป็นเห็นในขณะนี้ไม่ได้ และเมื่อเห็นแล้วก็ต้องดับ

    ฟังไปเป็นการสะสม เพราะฉะนั้น แล้วแต่ว่าแต่ละท่านมีความหลากหลาย ที่ชีวิตจะมีความสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม หรือว่าจะสะสมไปจนถึงการเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    28 ม.ค. 2569