ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724


    ตอนที่ ๑๗๒๔

    สนทนาธรรม ที่ โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ อีกไม่นานทุกคนจะจากโลกนี้ไปแล้วจะไม่รู้จักกันอีก จริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นคุณอรวรรณไปแล้ว คือไม่มีอยู่ตรงนี้ ไม่มีนิมิตของคุณอรวรรณ มาแล้ว เหมือนคุณอรวรรณมาแล้ว แต่คือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ไปแล้วก็มา และที่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีรูปหนึ่งซึ่งสามารถกระทบตาและปรากฏ คือมีจริงๆ เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้นก็เรียกสิ่งนั้นว่าคุณอรวรรณ แต่ความจริงต้องรู้ว่าคือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม พร้อมสีสันวัณณะ พร้อมนิมิตทำให้จำว่าเป็นใครที่ยังอยู่ ยังไม่จากโลกนี้ไป ใช่หรือไม่ แต่จากไปเมื่อไรก็ไม่มีคุณอรวรรณเหลือเลย ทำอะไรอีกไม่ได้แน่ๆ เลย ใช่หรือไม่ เพราะว่าจิตไม่ได้เกิดที่รูปนี้อีกต่อไป

    ด้วยเหตุนี้ แต่ละภพแต่ละชาติก็เป็นเช่นนี้ พ้นความเป็นจริงนี้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจ แม้แต่ว่าพระวิหารเชตวันมีหรือไม่ ราชคฤห์มีหรือไม่ ก็คือ คุณอรวรรณมีหรือไม่ มีธรรมซึ่งเกิดดับ และรูปร่างสัณฐานที่เกิดดับเป็นนิมิตต่างๆ ทำให้จำได้ว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เท่านั้นเอง แต่ธรรมที่มีก็ต้องเป็นเช่นนี้คือ เกิดขึ้นแล้วดับไป

    อนุโมทนาในการฟัง เพราะว่าถ้าจากโลกนี้ไปก็ยังสะสมปัญญาติดตามไปด้วย ทำให้มีโอกาสที่จะได้ฟังแล้วได้เข้าใจเพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง เมื่อสักครู่ที่อาจารย์ถามว่า เบื่อธรรมหรือไม่ คุณสพรั่งตอบถูกว่า คนที่เบื่อธรรมคือคนที่ไม่เข้าใจธรรม แล้วคุณย่าก็บอกว่า ถ้าเข้าใจธรรมแล้วเราสนุก

    ท่านอาจารย์ ความสนุกก็เป็นธรรม ไม่ได้เปลี่ยนสิ่งที่สะสมมาและไม่ได้บังคับบัญชา เพราะอะไร เกิดแล้วเป็นเช่นนั้น เข้าใจธรรมหลากหลายว่าเป็นเช่นนั้นตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเข้าใจธรรมได้คือเป็นปกติ มีสภาพธรรมที่เกิดแล้วทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะเกิดแล้วเพียงใด เพียงขั้นฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น หรือว่ากำลังรู้ลักษณะที่เป็นธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ หรือว่าไม่ใช่สภาพรู้คือ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ มีเท่านี้เอง ธาตุรู้จะไปไม่รู้ไม่ได้ ทุกครั้งที่เกิดต้องรู้เพราะเป็นธาตุรู้ และธาตุไม่รู้ แข็ง อ่อน เสียง กลิ่น เหล่านี้จะรู้อะไรไม่ได้เลย เพราะเป็นสิ่งที่มีจริงเกิดเป็นเช่นนั้น จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ คือทั้งหมดนี้เป็นธาตุ ใช้คำว่า นานาธาตุ นับไม่ถ้วนได้เลย

    อ.กุลวิไล เรายังสนทนาธรรมอยู่ที่บ้านคุณพงษ์ชัย อมตานนท์ ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ เราคงเคยได้ยินว่า ภูเขาบังเมล็ดพันธุ์ผักกาด ท่านแสดงว่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดคือ อริยสัจจ์ ๔ นั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ลุ่มลึกและเห็นยาก แต่อวิชชาซึ่งเป็นความไม่รู้มากเปรียบเท่ากับภูเขา แม้ในขณะนี้ เราไม่รู้ธรรมที่กำลังปรากฏก็เพราะอวิชชานั่นเอง แต่นัยที่กล่าวถึงเส้นผมบังภูเขา กราบเรียนท่านอาจารย์ขยายความ เพื่อเข้าใจความจริงของสภาพธรรมขณะนี้

    ท่านอาจารย์ วันนี้ก็คงไม่ใช่เส้นผมบังภูเขาทั้งวัน เพราะว่าส่วนใหญ่เราจะติดในคำ เมื่อได้ยินก็อยากรู้คำนั้นจริงๆ เลย เรื่องก็มากมาย แต่ว่าทั้งหมดนี้เป็นการที่จะแสดงให้เข้าใจธรรม ไม่ว่าจะใช้คำพูด คำอุปมาโดยนัยหลากหลาย แต่ความจริงต้องเป็นความจริง ขณะนี้มีเห็นชั่วขณะหนึ่ง รู้หรือไม่ว่า เห็นมานานแสนนาน ดูเหมือนกับว่าธรรมดาเล็กน้อย ไม่เห็นมีอะไร แต่ว่าตามความเป็นจริง การไม่รู้ความจริงของสิ่งที่เห็นจะมากสักเพียงใด เพียงแค่เห็นนิดเดียวเราก็ไม่รู้เลย คิดว่าเท่านี้เอง ไม่รู้ก็เพียงแค่ไม่รู้เรื่องเห็น

    แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้นเลย แม้แต่เห็นซึ่งเกิดดับ ความไม่รู้ลักษณะของเห็นที่กำลังเกิดดับแต่ละครั้งที่เห็นเกิด จะมากสักเพียงใด แต่เพราะความไม่รู้จึงเข้าใจว่าเล็กน้อยนิดเดียว เจ็บนิดหนึ่งก็รู้สึกว่าเป็นเราที่เจ็บ อยากจะไม่เป็นเช่นนี้เลย ขณะนั้นไม่ได้เห็นว่า การที่ไม่รู้ว่าเจ็บเป็นธรรมจะมากสักเพียงใด แม้แต่ในขณะที่เจ็บก็เป็นเพียงเจ็บ ดูเหมือนเป็นเพียงเจ็บ แต่ความจริงการไม่รู้ความจริงของเจ็บไม่ได้ส่องไปถึงว่า ต้องมีอย่างมากมายมหาศาลทุกครั้งที่เกิดเจ็บ เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่ปรากฏ เราคิดว่ามีเท่านี้เอง แต่ว่าความจริงลึกลงไปกว่านั้นก็จำนวนมหาศาลนับไม่ถ้วนที่สะสมมา

    การที่จะได้ฟังคำอุปมา ไม่ว่าจะในภาษาชาวบ้านที่เราใช้กันอยู่ ไม่เกี่ยวข้องกับธรรมก็นัยหนึ่ง แต่ถ้ามีการเข้าใจธรรม เราจะพูดถึงคำนั้นได้ตามความเข้าใจธรรม เช่น ที่คุณกุลวิไลกล่าวว่า อวิชชาบังไม่ให้เห็นอริยสัจจ์ ถูกต้องหรือไม่ เพราะว่าอวิชชาใหญ่มากก็บังไม่ให้เห็นอริยสัจจะ ซึ่งขณะนี้คือ สภาพธรรมที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เอง เกิดแล้วดับทุกขณะ แต่อวิชชาไม่สามารถที่จะเห็นความจริงได้ เพราะว่าทันทีที่ปรากฏก็ดับแล้ว

    จึงกล่าวได้เลยว่า ถ้ามีความเข้าใจสภาพธรรมโดยการรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรม ทันทีที่รู้ตรงนั้นก็ดับ ความรู้กว่าจะเจริญขึ้นๆ จนกระทั่งคลายความไม่รู้และความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ ขณะนี้เห็นเกิดแล้วไม่รู้แล้วติดข้องด้วย จากไม่รู้ก็มาถึงความติดข้อง เพราะฉะนั้น อะไรที่สามารถที่จะละความติดข้องก็ต้องด้วยความรู้ และความรู้ก็ไม่ได้เกิดบ่อย ในขณะที่ฟังก็เป็นเพียงความรู้ขั้นเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ความจริงคือ อริยสัจจะของสิ่งที่กำลังปรากฏเร็วมาก เพียงปรากฏแล้วหมดไป เร็วจนไม่รู้ ความไม่รู้ไม่สามารถที่จะเห็นความจริงได้ จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น พระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามากมายมหาศาลเพียงใด คิดถึงการที่ทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกด้วยพระธรรมที่ทำให้คนฟังเกิดความเข้าใจขึ้น ขณะนี้ความเข้าใจขึ้นมากหรือน้อยทั้งๆ ที่ธรรมก็ยังปรากฏ แสดงให้รู้ว่าอวิชชาต้องมากเพียงใด มากจนกระทั่งฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ฟังอีกก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ก็ฟังไปเรื่อยๆ เพื่อเข้าใจขึ้น ไม่ใช่โดยการไปทำหรือการหวังอย่างอื่นเลย อวิชชาจะหมดไปได้ก็ต่อเมื่อวิชชาเกิด เพราะรู้และเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล จะใช้คำว่า เกลี้ยง ไม่เหลือเลยสักนิดเดียว คือดับเป็นสมุทเฉทไม่สามารถจะเกิดได้เลย อีกนานหรือไม่กว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะว่าต้องอาศัยปัญญาที่ค่อยๆ เจริญขึ้นตามลำดับจริงๆ

    ตั้งแต่ฟังแล้วไม่เข้าใจ จนกระทั่งฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งเริ่มที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเพราะฟังจนรู้ แต่ถ้ายังไม่รู้ก็ฟังไปๆ จนกว่าจะรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏทีละหนึ่ง ต้องทีละหนึ่งจริงๆ เพราะสภาพธรรมคือ จิต เจตสิก เป็นธาตุรู้ที่เกิดขึ้นรู้เพียงสิ่งเดียวเร็วมากแล้วดับไป

    เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกังวลถึงว่าเราจะรู้สภาพธรรมแทงตลอดอริยสัจจ์ ๔ เมื่อไร เพราะไม่มีเรา ถ้ามีความหวัง หรือความต้องการที่เป็นเราเมื่อไรก็คือผิดทาง หลงทางง่ายมากเพราะความไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นผู้ที่อาจหาญร่าเริงเพราะรู้ว่ามีหนทาง ใครที่ไม่ชอบกิเลส ไม่ใช่หมายความว่าหมดทางที่จะหมดกิเลส แต่ทั้งๆ ที่กิเลสมีก็ยังมีหนทางที่จะดับกิเลสให้หมดเป็นสมุทเฉท แต่ไม่ใช่เรา ต้องไม่ลืมว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏได้ เช่นนี้สบายดีหรือไม่ ให้ลำบากไปทำอะไรหรือไม่

    ขณะกำลังนั่งที่นี่มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่รู้ก็ฟังจนกว่าจะรู้ ไม่ต้องไปทำอะไรเลยเพราะว่าสิ่งนี้เกิดแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำให้เกิด หรือว่าไปเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรม แต่ต้องเป็นผู้ละเอียด ละเอียดที่จะฟังความละเอียดจนเข้าใจว่า หนทางนี้เป็นหนทางที่ละเอียด ลึกซึ้ง สุขุม เพราะว่าอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ไม่ง่าย

    อริยสัจจะ คิดดู ใครรู้ อริยบุคคล จึงสามารถที่จะรู้อริยสัจจ์ ๔ ได้ ทั้งๆ ที่สภาพธรรมกำลังปรากฏแก่ปุถุชน ผู้หนาด้วยความไม่รู้กว่าจะถึงการเป็นอริยะ คือสภาพธรรมนั่นเอง ปัญญาที่รู้ความจริงนั้นไม่ทำให้บุคคลนั้นกลายเป็นผู้ที่ไม่รู้เหมือนที่เคยไม่รู้ ลองคิดดู จากไม่รู้ จนถึงการที่รู้ได้ในสิ่งที่ปุถุชนไม่สามารถจะรู้ได้ก็ต้องเป็นความรู้เท่านั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคง หนทางมีแต่ละเอียด อย่าหลง ถ้าหยาบ ถ้าไม่สุขุมหรือไม่ละเอียดก็หลงทันที เพราะหนทางนี้เป็นหนทางละ ซึ่งถ้าไม่รู้ก็ละไม่ได้

    ฟังธรรมไม่ใช่เพื่ออะไรเลย เป็นปกติแล้วเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง ไม่ใช่คิดเอง เพราะว่าส่วนใหญ่ฟังนิดเดียวแล้วคิดเองมาก ไปกลบเกลื่อนสิ่งที่ได้ฟังทั้งหมดเลย แต่ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดแต่ละคำ ไม่เผินและไม่ประมาทด้วย แม้แต่ธรรม ทุกอย่างที่มีจริงๆ เป็นธรรม แสดงว่าเราลืมหรือไม่ว่า ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นธรรม เพราะทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม ขณะนี้ลืมหรือไม่ว่า เห็น กำลังเห็นเป็นธรรม เพราะว่าทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเป็นการที่รู้เพื่อละด้วยการที่มั่นคงว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟังถูกต้องเพราะเป็นความจริง การที่จะรู้ความจริงก็คือไม่ลืม และใครจะไม่ลืมได้ เพราะว่าธรรมเป็นธรรม ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ ทางที่ไม่ลืมคือมีความเข้าใจที่มั่นคง คือเห็นว่าถ้าไม่มีอุปนิสสยโคจร คำนี้ใหม่สำหรับบางท่าน

    โคจร (โค-จะ-ระ) เป็นอีกคำหนึ่งของคำว่า อารมณ์ หรือ อารัมมณะ เพราะฉะนั้น การศึกษาที่เข้าใจภาษาบาลีก็จะช่วยทำให้คนไม่เข้าใจผิด เพราะอาจจะคิดว่าอารมณ์เป็นอย่างหนึ่ง โคจรเป็นอย่างหนึ่ง แต่ความจริงทุกครั้งที่มีคำว่าโคจร หมายความถึงอารมณ์

    อุปนิสสยโคจร การที่เรากระทำ หรือมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดบ่อยๆ จะคุ้นเคยหรือไม่ จะชินหรือไม่ ต้องไม่ใช่มาจากเกิดครั้งเดียว แต่เกิดแล้วเกิดอีก เกิดอีกเกิดแล้วจนกว่าจะคุ้นเคย ตอนที่เกิดมาแล้วเราสามารถที่จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า เราคุ้นเคยกับอะไร คุ้นเคยที่จะชอบอะไร ทางตา เสื้อสีต่างๆ แม้แต่ความคุ้นเคยว่าชอบสีนี้มาจากไหน ถ้าวันนี้ชอบสีนี้มากๆ พรุ่งนี้ชอบสีอะไร ก็คงมีการชอบสิ่งที่พอใจเช่นนั้นบ่อยๆ นั่นเอง เคยรับประทานอาหารชอบรสอะไร ก็ยังคงชอบรสนั้นเพิ่มขึ้นบ่อยๆ ยังไม่เห็นเบื่อรสนั้น

    เพราะฉะนั้น ชีวิตก็มีการเห็น มีการได้ยิน สิ่งที่หลากหลายมากทำให้มีการคุ้นเคยกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ทุกคนเกิดมาคุ้นเคยกับสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ด้วยความไม่รู้ ถูกต้องหรือไม่ คุ้นเคยมากกับความไม่รู้ จนกว่าจะได้ฟัง คุ้นเคยกับพระธรรมที่ได้ฟังหรือยัง เป็นผู้ตรง ถ้าไม่เป็นผู้ตรงไม่ได้สาระจากพระธรรมเลย เพราะพระธรรมคือธรรมตรงที่สุด เหตุคือเหตุ จะเป็นผลไม่ได้ และผลก็ต้องเกิดจากเหตุ ถ้าไม่มีเหตุ ผลก็เกิดไม่ได้ การเข้าใจเช่นนี้ จะทำให้ใครไปทำอะไรที่ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ตามความเป็นจริงหรือไม่ เพราะรู้ว่าหนทางเดียวคือ มีสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ และการที่จะเข้าใจได้ไม่ใช่นั่งเฉยๆ ไม่ใช่นั่งหลับตาคิด แต่ว่ามีคำที่กล่าวถึง ส่องถึงความจริงของสภาพธรรมนั้นให้ไตร่ตรองจนกระทั่งเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยนั้น เป็นสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง

    พระธรรม ไม่ใช่คิดคำใหม่จากภาษามคธีซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในแคว้นมคธ แต่เมื่อคนในเมืองนั้นพูดภาษาอะไร ก็ใช้คำที่จะทำให้เขาเข้าใจสิ่งที่มีจริงในภาษานั้นๆ ภาษาไทยก็พูดกับคนไทย แต่จะละเลยหรือทิ้งภาษาบาลีไม่ได้ เพราะถ้าทุกคนใช้ภาษาของตัวเองหมดก็จะไม่มีใครรู้ว่า พระธรรมที่ทรงแสดงไว้ลึกซึ้ง ละเอียด กว้างขวาง อย่างไร เพราะเหตุว่าการใช้ภาษาไทยอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือว่าไม่ตรงกับความหมายของคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง แม้คำเดียวแต่ก็ลึกซึ้งหลากหลาย เช่นคำว่า ธรรม หนึ่งคำ สิ่งที่มีจริง แต่เพราะสิ่งที่มีจริงหลากหลายมาก ถูกต้องหรือไม่ จึงมีคำที่กล่าวถึงแต่ละธรรมที่หลากหลายเพิ่มอีกแล้วใช่หรือไม่ และการศึกษาธรรมถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ธรรมมีตลอดเวลาเลยเพราะไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีสิ่งของใดๆ ถ้าไม่มีปรมัตถธรรมเกิดขึ้น

    สิ่งที่มีจริงแท้ๆ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน แต่ชีวิตประจำวันคือ จิต เจตสิก รูป นี่คือใช้คำเป็นชื่อ แต่คือแสดงถึงสิ่งที่มีจริงนั่นเองให้เข้าใจ และสิ่งที่มีจริงไม่ใช่เพิ่งมีเดี๋ยวนี้ กาลไหนๆ ก็ตามที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นปรากฏ นั่นคือกาลที่ธรรมประเภทนั้นๆ เกิดขึ้นปรากฏ เพราะฉะนั้นการฟังคือ ขอให้เข้าใจความลึกซึ้งและความละเอียดของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ไม่ว่าจะโดยคำอะไรก็ตาม ถ้าเป็นการเข้าใจความจริงก็ต้องตรงกับความเป็นจริง แม้แต่คำอุปมาที่ทรงกล่าวโดยนัยต่างๆ ก็หมายความถึง สภาพธรรมในขณะนี้ทั้งหมดละเอียดลึกซึ้ง เส้นผมบังภูเขา เพราะว่าขณะนี้หนึ่งขณะผ่านไป มาจากไหน ต้องมีเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยนั้นมากมายเพียงใดที่จะทำให้สังสารวัฏฏ์เกิดสืบต่อไม่สิ้นสุดเลย

    ถ้าภูเขาบังเมล็ดผักกาดหมายความว่า ขณะนี้เห็นเป็นคน เห็นเป็นอะไรทุกอย่างที่เหมือนไม่ดับเลย กำลังนั่งอยู่ที่นี่ แต่ว่าความจริงสภาพธรรมแสนละเอียด สั้น เกิดขึ้นแล้วดับไปอย่างรวดเร็ว คือส่วนที่เล็กที่สุด แม้แต่ที่เราเห็นว่าเป็นโต๊ะ ก็คือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม แต่ละกลาปซึ่งเล็กมาก และมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่อย่างละเอียดยิบเล็กเพียงใดก็คือ ถูกภูเขาหรือโต๊ะทั้งตัว บังไว้ไม่ให้เห็นความจริงว่า เป็นปรมัตถธรรมซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์กล่าวหลายครั้งวันนี้ว่า ธรรมละเอียดลึกซึ้งมาก จะขอความกรุณาว่าศึกษาด้วยความละเอียด เพื่อให้รู้ความละเอียดของสภาพธรรมเป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เพียงกล่าวว่าธรรมละเอียด ขณะนี้กำลังติดข้องอะไรหรือไม่ เพียงแค่ประโยคเดียว เห็นความละเอียดหรือไม่

    ผู้ฟัง เพียงกล่าวว่าธรรมละเอียด ท่านอาจารย์ถามว่าแล้วติดข้องอะไรหรือไม่ ตอบไม่ถูก

    ท่านอาจารย์ คือไม่ใช่เป็นคำพูดของคนอื่น ละเอียด ละเอียดแน่นอน ลึกซึ้ง ลึกซึ้งแน่นอน แต่ไม่ใช่คนอื่นบอก กำลังเห็น ติดข้องอะไรหรือไม่ ละเอียดจนไม่รู้ ละเอียดจนต้องคิด คิดอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ผู้รู้ทรงแสดงว่า เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ แม้สิ่งนั้นจะมีอายุเท่ากับการเกิดดับของจิต ๑๗ ขณะ ซึ่งเร็วมากสุดที่จะประมาณได้ ขณะที่รูปนั้นซึ่งมีอายุเพียงจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะยังไม่ดับก็ติดข้องในสิ่งนั้นแล้ว ลึกซึ้งหรือไม่ เพราะไม่รู้จริงๆ กำลังเห็นไม่รู้จริงๆ ว่า ติดข้องแล้วในสิ่งที่ปรากฏให้เห็นและในเห็นด้วย แต่ว่าถ้าไม่รู้จะดับกิเลสได้หรือไม่

    พระอรหันต์เห็น กับปุถุชนเห็น เห็นเป็นเห็น ไม่ว่าจะเห็นอยู่ที่ไหน ไม่มีชื่อว่าของใคร เป็นธาตุซึ่งมีปัจจัยเกิดเห็นแล้วดับ ลึกซึ้งหรือไม่ เดี๋ยวนี้เองเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งต้องมีปัจจัยจึงจะเกิดได้ เกิดเห็นแล้วดับ เพราะฉะนั้นปุถุชนกับพระอรหันต์เห็น เห็นเป็นเห็น แต่ว่าการที่เห็นแล้วไม่มีกิเลส ซึ่งขณะนี้ความลึกซึ้งก็คือ เห็นแล้วติดข้องเป็นกิเลส เห็นแล้วไม่รู้สิ่งที่ปรากฏและเห็น นี่คือปุถุชน

    เมื่อจะถึงความเป็นพระอรหันต์ เห็นต้องเป็นเห็น กิเลส โลภะ โทสะ โมหะ จะเกิดกับจิตเห็นไม่ได้เลย เพราะว่าจิตเห็นเป็นธาตุซึ่งเกิดจากการประจวบกัน อุปัตติ เกิดขึ้น เพราะกรรมเป็นปัจจัยที่จะทำให้จักขุปสาท กระทบกับสิ่งที่กำลังกระทบจักขุปสาทในขณะนั้นได้ และจิตเห็นเกิดขึ้นเห็น นี่คือไม่รู้อีกว่า เห็นขณะนี้ไม่มีใครไปทำได้เลย ไม่ใช่ของใคร และไม่ยั่งยืนเลย เพียงเกิดทำหน้าที่เห็นแล้วดับ ละเอียดและลึกซึ้งหรือไม่ ไม่รู้อีกแล้วใช่หรือไม่

    พูดอะไรก็ไม่รู้ทั้งนั้น ทั้งๆ ที่เห็นก็กำลังมี กำลังพูดเรื่องเห็นนี่เอง แต่เห็นความลึกซึ้งหรือไม่ว่า เรื่องเห็นก็ไม่รู้ เห็นแล้วติดข้องก็ไม่รู้อีก ก็ลึกซึ้งอีก แต่กว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเมื่อจิตเห็นดับไม่มีการติดข้อง ไม่มีกิเลสใดๆ เลยทั้งสิ้น เป็นไปได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะปัญญาที่สามารถที่จะเห็นเช่นนั้นจริงๆ แล้วดับกิเลสตามลำดับขั้น เพราะว่ากิเลสมากมายมหาศาล เช่นที่เรากล่าวถึงในอดีตนานแสนนานแสนโกฏิกัปป์มาแล้ว กับชาตินี้หรือแม้แต่วันนี้ ลองบวกไป ทบไปว่าเท่าไร และกว่าปัญญาจะสามารถที่จะเกิดขึ้นค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจ เป็นปกติ เหมือนเวลาอกุศลเกิดขึ้นก็เป็นปกติ เวลาปัญญาเกิดขึ้นผิดปกติไม่ได้ เพราะรู้สิ่งที่อวิชชาเคยไม่รู้ แต่ปัญญารู้ ไม่ใช่อวิชชา

    เพราะฉะนั้น จากปุถุชนก็จะรู้ความจริงของสภาพธรรม จึงรู้ว่าอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ลึกซึ้ง แม้ทุกขอริยสัจจะ การเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรมขณะนี้ก็ลึกซึ้ง และหนทางคือมรรค ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ถ้าจะใช้ภาษาบาลี จะจำหรือไม่จำ ขาดตกบกพร่องอย่างไร ตัดสั้นๆ เป็นทุกขอริยสัจจะ หรือไม่มีคำว่าทุกขะก็ได้ สมุทยอริยสัจจะ ก็แล้วแต่ หรือจะพูดให้ครบถ้วนก็ได้ ทุกขสมุทยอริยสัจจะ เป็นเรื่องของภาษาสำหรับชาวมคธ แต่สำหรับภาษาไทยเมื่อเข้าใจแล้วได้ยินคำนี้ก็รู้ได้ ใช่หรือไม่ แม้ว่าจะไม่ได้ศึกษาพยัญชนะ อักขระ หรือว่าไวยากรณ์ หรืออะไรก็ตาม แต่ยังสามารถเข้าถึงคำนั้นได้ด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยภาษาซึ่งเข้าใจกฎเกณฑ์หลักของภาษา แต่ไม่รู้ว่าหมายความถึงอะไร

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้ทุกข์ จะไม่รู้หนทางที่จะทำให้รู้ทุกข์ ได้หรือไม่


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    8 พ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ