ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
ตอนที่ ๑๗๓๕
สนทนาธรรม ที่ วังพญาไท
วันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔
จิตขณะแรกที่เกิดแบบแล้วก็จริงนะคะ แต่ก็เซฟตธรรมให้จิตขณะต่อไปเนี่ยเกิดขึ้นเพราะว่าสภาพธรรมะที่เป็นจิต และภาวะหรือพบหรือความเป็นของจิตก็คือว่าเป็นทาสหรือธรรมะนะคะ ธาตุรู้ซึ่งเมื่อเกิดกลับไปแล้วนะคะ สามารถที่จะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น เพราะฉะนั้นตั้งแต่เราเกิดมานะคะ จิตนับไม่ถ้วนเมื่อเช้านี้ก็จิตนับไม่ถ้วนแม้แต่ขณะนี้นะคะ ก็กำลังเกิดดับหมดไปหมดไปจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้แล้วเราก็จะรู้ว่าวันนี้ก็ไม่เหลือแล้วแต่ความเป็นจริงขนาดนี้ก็เป็นอย่างนั้นนะคะ นี่คือภาวะของธรรมชาติซึ่งเป็นสัญสารวัตร เพราะฉะนั้นคำว่าชาติฤาชาตินะคะ หมายความถึงการเกิดแน่นอนแต่ไม่ใช่การเกิดของสิ่งที่ไม่ใช่สภาพรู้ต้นไม้ใบหญ้าภูเขาน้ำท่วมพวกนี้ไม่ใช่แต่ต้องหมายความถึงการเกิดที่เป็นสังสารวัฏฏ์ เพราะฉะนั้นชาติหรือการเกิดของจิตซึ่งเกิด และกระดับ และก็สืบต่อไม่สิ้นสุดนะคะ จากชาติก่อนมาสู่ชาตินี่จบรึยังคะ จากชาตินี้ก็ไปสู่ชาติหน้านับไม่ถ้วนเลย เพราะฉะนั้นชาติก็หมายความถึงการเกิดขึ้นนะคะ ของธาตุซึ่งเป็นสภาพรู้มีภาวะหรือเป็นภาวะที่ต้องรู้เกิดแล้วไม่รู้ไม่ได้ได้แก่จิต และเจตสิก ต้นไม้ใบหญ้าเนี่ยค่ะเกิดมาแล้วไม่รู้อะไรเลยแบบไปหมดไปก็ไม่รู้อะไรทั้งสินไม่เป็นสังสารวัฏฏ์แต่ว่าถ้าจิตเจตสิกไม่ได้เป็นอย่างรูปเลย จิตเจตสิกด้วยค่ะชาติการเกิดของจิตแต่ละหนึ่งหมายความว่าเปลี่ยนแปลงชาติคือการเกิดขึ้นนั้นไม่ได้เมื่อจิตนั้นเกิดขึ้นเป็นกุศล จับแล้วนะคะ จะเปลี่ยนจิตซึ่งเกิดเป็นกุศล และแบบให้เป็นอื่นไม่ได้หรือแม้แต่ขณะที่กุศลจิตกำลังเกิดขึ้นจะเปลี่ยนให้จิตที่เป็นกุศลขณะนั้นเป็นอกุศลก็ไม่ได้นี่คือ ธรรมะที่เกิดขึ้นนะคะ ซึ่งเป็นสภาพรู้เนี่ยถ้าเป็นการเกิดของจิตเจตสิกต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างแรงคือเป็นกุศลก็ประเภทหนึ่งที่ใช้คำว่าชาติเกิดเป็นกุศลถ้าเป็นอกุศลนะคะ จิตมันก็เกิดขึ้นเป็นอกุศลขณะนั้นจิตขึ้นเกิดขึ้นไม่ใช่เหตุคือไม่ใช่กุศล และอกุศล แต่เป็นผลของกุศล และอกุศลก็อีกชาติหนึ่งซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าวิปากะคนไข้ก็เรียกย่อสั้นๆ ว่าวิบากหมายความถึงจิตที่เกิดเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้วส่วนจิตอีกประเภทหนึ่งชาติหรือชาติของจิตประเภทนั่นก็คือว่าเกิดขึ้น ไม่เป็นกุศลไม่เป็นอกุศลไม่ใช่ผลของกุศล และอกุศลใครจะรู้ถ้าไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ความจริงนะคะ โดยละเอียดยิ่งโดยประกาศทั้งโกงของสภาพธรรมะที่ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้ให้รู้ว่า ชาร์ทริดจ์ชาติของจิตเป็นหนึ่งคือ กุศลหรือเป็นอกุศลหรือเป็นวิบากหรือเป็นกิริยาไม่สับสนกันเลยเขาจะให้การศึกษาธรรมะนะคะ ขอให้เข้าใจจริงๆ นะคะ ถ้าเข้าใจว่าชาติฤาชาติก็หมายความถึงการเกิดขึ้น ภาษาไทยเราก็ใช้คำว่าชาติ ใช่ค่ะ เกิดที่ไหน ค่ะที่อื่นจะเป็นภัยหรือเปล่าคะนี่ก็แสดงให้เห็นว่าก็คือเนื่องมาจากการเกิดนั้นเองแต่ว่าการเกิดโดยสมมติคนที่เกิดร่วมกันร่วมกันนะคะ กลุ่มหนึ่งประเทศหนึ่งก็เป็นชาติหนึ่งแต่ถ้าไม่มีจิตเจตสิกเกิด มีชาติไม่ได้เลยใช่มั้ยคะ เพราะฉะนั้นชาติก็คือการเกิดขึ้นเป็นไปของจิตเจตสิก และก็เมื่อมีชาติหรือชาติการเกิดขึ้นเป็นชาติไทยแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งนะคะ ก็แล้วแต่ว่าขณะนั้นเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลหรือว่าเป็นผลของกุศลอกุศลซึ่งใช้คำวิปากะหรือvบาท หรือไม่ใช่ทั้งกุศลอกุศล และวิบากเป็นกิริยาอันนี้คือการศึกษาพระธรรมนะคะ เผื่อว่าไม่เข้าใจเผยไม่ว่าอะไรก็ตามค่ะที่ไม่ใช่ความรู้จริงๆ เนี่ยเป็นโทษเพราะเหตุว่าทำให้เข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนจากความจริงกล่าวได้ว่ากล่าวตู่พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะเหตุว่า ไม่ได้ศึกษาโดยละเอียดแต่ว่าถ้าศึกษาโดยละเอียดความเป็นผู้ตรงนะคะ ก็จะทำให้สามารถเข้าใจได้ว่าทำได้เป็นพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโซนศัตรูหลังจากที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี๔อสงไขยแสนกัปจึงสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงจริง ซึ่งเดิมเหมือนปกติธรรมดานะคะ แต่ความลึกซึ้งก็คือว่าความจริงนั้นต้องอาศัยการฟัง และการเข้าใจจึงสามารถที่จะรู้จักพระรัตนไรหรือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระธรรม และพระอริยสงฆ์ได้ มีคำถามจากท่านผู้ฟังฝากมานะคะ กราบเรียนถามท่านอาจารย์สุจินต์นะคะ ความหมายที่ว่าถ้าเพียรรู้ชื่อหรือรู้คำแปลไม่สามารถเข้าถึงตัวธรรมะแล้วก็เน้นคำว่าตัวธรรมะมาด้วยค่ะ ขณะนี้นะคะ ใช้ภาษาไทยก็ได้เพราะว่าพระธรรมที่ทรงแสดงเป็นพระ๓ัคคีสำหรับชาวมัคชนะคะ แต่ว่าคนไทยไม่มีโอกาสที่จะได้เข้าใจเลยแต่คำที่เรากล่าวถึงทั้งหมดนะคะ แปลกลับไปเป็นผ้า๓คดก็ได้นะคะ เพราะเห็นว่าไม่ความถึงสิ่งที่มีจริง ทั้งหมด เพราะฉะนั้นขณะนี้ค่ะพูดธรรมดาธรรมดาว่าเห็น มีจริงๆ ด้วยค่ะ เป็นธรรมะ สิ่งที่มีจริงนะคะ เป็นธรรมะมีลักษณะเฉพาะอย่างคือเปลี่ยนเห็นขณะนี้ที่กำลังเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นต่างๆ ไม่ได้ ไม่ใช่ได้ยิน เพราะฉะนั้นได้ยินก็เป็นธรรมะซึ่งไม่ใช่เห็น แล้วเห็นขณะนี้ก็กำลังเกิดดับจริงๆ รู้ต้องอาศัยคำเป็นชื่อต่างๆ คำเนี่ยค่ะเป็นชื่อต่างๆ ที่แสดงให้รู้ว่าหมายความถึงทำอะไร เพราะฉะนั้นในขณะนี้นะคะ เห็นมีเป็นธรรมะเห็นตั้งเกิดถ้าเห็นไม่เกิดก็ไม่มีเห็นใช่ไหมคะแล้วเห็นที่เกิดเนี่ยเกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่ใช่อยากจะเห็นก็เห็นคนตาบอดเห็นไม่ได้เลยคะแต่ว่าผู้ที่มีจากคู่ประสาถ้าแม่มีนะคะ แต่ไม่ถึงวาระที่กรรมจะให้ผลที่ทำให้เห็นก็ไม่เห็นค่ะนอนหลับสนิทไม่เห็นอะไรเลยแต่คนที่ไม่หลับก็เห็นสิ่งที่น่าพอใจบ้างไม่น่าพอใจบ้าง เพราะฉะนั้นนี่ก็แสดงให้เห็นว่านะคะ ธรรมะหมายความถึงสีที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปจึงไม่ใช่ของใคร และไม่ใช่เป็นใครเห็นเมื่อกี้ดับแล้วเป็นใครโหมดแล้วไม่กลับมาอีกเลยเป็นของใครเกิดขึ้นปรากฏแล้วก็หมดไปแต่ก็ไม่กลับไปอีกเลย เพราะฉะนั้นธรรมะเป็นธรรมะนะคะ มีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับรู้จักธรรมะจริงๆ หรือเปล่าหรือว่าเพียงแต่ได้ยินชื่อว่าธรรมะ นี่คือความหมายที่ถาม รู้ว่ายังไม่รู้ธรรมะดีๆ นะคะ คืออย่างน้อยเคยคิดว่ารู้แล้วแต่ความจริงความละเอียดก็จะทำให้เข้าใจได้ถูกต้องค่ะว่ารู้จริงๆ หรือ ครับขอกราบเรียนถามท่านอาจารย์นะคะ หนึ่งคนที่เจออุบัติเหตุรถชนตายไปเลยนี้น่าจะเป็นกรรมประเภทไหนหรือว่าตอนนี้ที่น้ำท่วมมากๆ เนี่ยค่ะเพราะบางคนก็ลำบากมากบางคนก็ลำบากหน่อยบางคนก็ชมแปปเดียวมงคลอยู่นานลักษณะกรรมที่เคยกระทำมานิดน่าจะเป็นลักษณะไหนคะ ถ้าไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายจะมีการรับผลของกรรมได้ไหมคะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะโดยวิธีใดตกน้ำตกเครื่องบินหรืออะไรก็ตามแต่นะคะ ไม่ลืมค่ะว่าโลกที่แท้จริงมี๖โลกซึ่งเกิดจากสืบต่อนะคะ ใกล้ชิดบ่นเวียนเจอเธอแยกไม่ออกคือโลกพังตาลเลยกำลังปรากฏให้เห็นว่าโลกนี้แค่นี้เป็นอย่างนี้ไม่ใช่โรคอื่น โลกทางหูนะคะ มีแต่เสียง และก็ได้ยินไม่มีโรคอื่นเลยค่ะ เวลากลิ่นปรากฏอีกโลกหนึ่งเวลารถปรากฏอีกโรคหนึ่งเวลามีสิ่งที่กระทบสัมผัสไก่ก็เป็นอีกโลกนึงนะคะ สำหรับทางกายนะคะ ขณะใดก็ตามที่มีการกระทบเสียงที่เย็นหรือร้อนอ่อนหรือแข็งตึงหรือไหวนะคะ เช่นขณะนี้ค่ะเรารู้สึกร้อนไหม หรือว่าที่กายของเราเนี่ยแข็งไหม หรือว่าไหวเสียงไว้หรือเปล่าก็เป็นสิ่งที่รู้ได้ไม่กระทบกายแต่เมื่อกระทบแล้วสุขหรือทุกข์ เพราะฉะนั้นเราจะเรียกว่ารถชนหรือว่าน้ำท่วมหรืออะไรก็ตามแต่นะคะ ต้องมีกายที่กำลังกระทบสัมผัสสิ่งที่กระทบสัมผัสได้ และขณะนั้นค่ะเมื่อเป็นผลของกรรมก็ต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดคือถ้าเป็นผลของกุศลกรรมไม่เจ็บ ไม่ค้านไม่เมื่อย ทุกอย่างที่เป็นความไม่สบายกายทั้งหมดเนี่ยค่ะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีปัจจัยคือกรรมที่ได้กระทำแล้วเพราะกรรมทำให้เกิดกายศาสตร์ค่ะซึมชาติอยู่ทั่วตัวใครก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่ถึงเวลาของผลของอกุศลกรรมใครก็หลีกเลี่ยงไม่ได้นะคะ เพราะเป็นวาระ พี่กรรมนั้นจะให้ผลซึ่งถ้าเราใช้คำว่ามือที่มองไม่เห็น ชัดเจนค่ะเวลาใครทำอะไรเนี่ยเรายังเห็นว่าเขากำลังทำดีชั่วอาจจะใช้อาวุธหรือว่าใช้อะไรก็ได้นะคะ นี่เป็นการกระทำที่ทำร้ายคนอื่น แต่ว่ามือที่มองไม่เห็นทำได้ยิ่งกว่านั้น เราคิดว่ารถยนต์ชนทำไมไม่ชนคนอื่นใช่ไหมคะแต่ละคนแต่ละคนเนี่ยก็มีกรรมเฉพาะของตนของตนที่ได้กระทำไว้เลือกเวลาก็ไม่ได้นะคะ เลือกเหตุการณ์ก็ไม่ได้เมื่อถึงพร้อมด้วยปัจจัยก็เกิด หนักหนาที่สุดคือตายใช่ไหมคะ เจ็บกะตายอะไรหนักหนากว่ากัน ค่ะ ๗เท่าไรยังไม่ตาย ก็ได้เฉยค่ะ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วยังไงก็ต้องตาย แต่ก่อนตายจะเจ็บหรือไม่เจ็บ ก็แล้วแต่กรรมแม้แต่เกิดก็เพราะกรรมจากโรคนี้ไปก็ถึงเวลาที่กรรมให้ผลทำให้พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้นะคะ จะขอร้องจะเอาเงินมหาศาลมาซื้อต่อไปอีกสักขณะจิตเดียวก็ไม่ได้ค่ะถึงเวลาก็คือว่ากรรมสิ้นสุดการให้ผลเป็นบุคคลนี้เป็นปัจจัยให้จิตขณะสุดท้าย ของชาตินี้เกิดทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้จะกลับมาเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นระหว่างที่ยังไม่ตายก็มีเห็นมีได้ยินมีได้กลิ่นมีลิ้มรสมีรู้สิ่งที่เขาสัมผัสยุงกัดเจ็บมั้ย รถชนเจ็บหนัก กรรมหนักเปล่าๆ ต่างกันใช่ไหมคะแต่เพราะมีกายะประสาทหารเมื่อถึงกาละที่จะเกิดความรู้สึกอย่างไรเป็นไปตามกันไม่ต้องคิดถึงเรื่องราวนะคะ เพราะเห็นว่าแค่เป็นความทุกข์ทางกายก็ต้องมีกายะสาค่ะ ท่านอาจารย์พูดถึงเรื่องการเข้าใจเข้าใจว่าขณะนั้นเป็นทาสเป็นตัวธรรมะเป็นธรรมะ ท่านอาจารย์ครับ แน่นอนมันไม่มีวิธีการนะแต่ว่าความเข้าใจในขั้นตอนต่างๆ เนี่ย เราจะอธิบายกับตัวเราเองไม่ต้องพูดถึงคนอื่นได้อย่างไรครับท่านอาจารย์สุทธิ ก่อนอื่นนะคะ คงไม่ลืมความต่าง พระอรหันต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับปุถุชน ห่างไกลกันประมาณไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแต่งนะคะ จะประมาทไม่ได้เลยว่าเพียงอ่านก็จะเข้าใจได้หรือว่าเพียงศึกษาเล็กๆ น้อยๆ ก็จะเข้าใจได้นะคะ แต่พอได้ฟังแล้วเนี่ยค่ะสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเนี่ยเป็นความจริงหรือเปล่าแค่ให้รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงก่อนนะคะ ยังไม่ใช่ตัวเราจะไปรู้ความจริงนั้นได้อย่างไรแต่ว่าจากเหตุผลของวจีสัจจะคือคำจริงที่ทรงแสดงธัมมโดยละเอียดเนี่ยก็จะทำให้เราเริ่มเข้าใจถูกต้องนะคะและก็ต้องตามลำดับ และทีละเล็กที่ละน้อยยังไม่สามารถที่จะเข้าใจทั่วถึงในพระธรรมที่ทรงแสดง๔๕พรรษา สำหรับผู้ที่ได้สะสมปัญญามาแล้วนะคะ เป็นพระโสดาบันเป็นพระซะกะทาคามีเป็นพระอนาคามีเป็นพระอรหันต์ส่วนผู้ที่ไม่ได้สะสมความเข้าใจหรือคำที่ได้ยินได้ฟังนะคะ ก็เป็นปุถุชนแล้วก็ยังเป็นผู้ที่จะต้องอบรมความรู้ความเข้าใจนั้นต่อไปเพราะสามารถเข้าใจได้ สิ่งใดที่มีจริงกำลังปรากฏนะคะ สิ่งนั้นสามารถเข้าใจได้ไม่ใช่ไปเข้าใจสิ่งที่เดี๋ยวนี้ไม่มีไม่ปรากฏไปคิดเอาเองด้วยเหตุนี้แต่ละคำก็ไม่เขินค่ะอย่างถ้าจะฟังว่าธรรมะเนี่ยก็หมายความว่าไม่ได้ทรงแสดงว่าเป็นคนชื่อนั้นชื่อนี้แต่หมายความว่าธรรมะนั้นมีจริงๆ แม้ไม่เรียกชื่อ เห็นเนี่ยค่ะเป็นนกหรือเป็นงูหรือเป็นคนหรือว่าเป็นแมวหรือเป็นสุนัขถ้าไม่มีรูปร่างใดๆ เลยนะคะ จะบอกได้ไหมว่าเห็นเป็นอะไรตามความเป็นจริงก็คือว่าเห็นเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้เห็นเป็นเห็นเพราะเกิดขึ้นเห็นแต่พอมีรูปร่างต่างๆ นะคะ เราก็บอกว่า คนนั้นเห็นคนนี้เห็นสุนัขเห็นแมวเห็นสัตว์ต่างๆ เห็นแต่ว่านั่นไม่ใช่การเข้าใจธรรมะได้ก็เห็นว่ายังไม่ได้เข้าใจสภาพธรรมะแต่ละหนึ่งว่าเป็นธรรมะอย่างไร เช่นเห็นนะคะ มีจริงๆ เป็นธรรมะใครทำเห็นให้เกิดขึ้นได้ แสดงให้เห็นว่าไม่มีใคร ที่สามารถจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้เลยเพราะไม่มีใครแต่มีธรรมะซึ่งเกิดแล้วเห็นแล้วตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นการฟังก็คือน้อมไปสู่การที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังมีจริงเดี๋ยวนี้นะคะและกำลังได้ยินได้ฟังเรื่องของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เป็นความจริงอย่างนี้หรือเปล่า ค่อยๆ เข้าใจที่จะรู้ว่าธรรมะคืออะไรจึงจะศึกษาธรรมะจริงๆ ไม่ใช่ว่าเพียงแต่เรื่องราวแล้วก็มีตัวเราที่ศึกษาแล้วก็มีตัวเราที่อยากจะเข้าใจ และมีตัวเราที่ทำยังไงถึงจะเข้าใจจิตนั้นหรือเจตสิกนี้นะคะ แต่ว่าฟังธรรมะเพื่อเข้าใจธรรมะว่าเป็นธรรมะ ไปเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อยจนกระทั่งทั้งหมดเป็นธรรมะเมื่อไหร่นั่นคือความเข้าใจที่สมบูรณ์นะคะ เพราะว่าไม่มีความเป็นเราในธรรมะนะ แต่ว่าถ้าเพิ่งเริ่มฟังนะคะ ก็ยังไม่สามารถที่จะละกันยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นเราเช่นขณะนี้นะคะ เราเห็น ไม่รู้เลยค่ะ ได้ยินขนาดใหญ่ไม่มีเห็นขนาดนั้นแล้วเห็นก็ดับไปแล้วด้วยโดยไม่มีใครไปทำให้ดับไม่เหมือนเปิดไฟปิดไฟนะคะ แต่ละทางแต่ว่ามีปัจจัยที่จะเป็นอย่างนั้นก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นศึกษาเพื่อเข้าใจธรรมะที่เป็นอนัตตา ชาตินี้ทั้งชาติหรือชาติก่อนๆ ด้วย และชาติต่อๆ ไปด้วยนะคะ ไม่ว่าจะได้ยินข้อความได้จากพระสูตรจะละเอียดจะเล็กซึ่งจะกล่าวถึงธรรมะโดยนัยประการต่างๆ ก็เพื่อให้มีความเข้าใจที่มั่นคงว่าเป็นธรรมะทั้งหมดเลยค่ะนั้นก็จะติดตามต่อไปเวลาที่ได้ยินคำว่าธรรมะอีกก็สามารถที่จะรู้ได้เดี๋ยวนี้เอง เป็นธรรมะไม่ว่าอะไรที่มีจริงอ่อนหรือแข็งเป็นธรรมะหรือเปล่าคะแต่ก่อนนี้เป็นแขนเราเป็นมือเราเป็นตัวเราแต่เดี๋ยวนี้แข็งจะเป็นอะไรได้นอกจากเป็นขาดแข็งซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นผู้ที่ตรัสรู้ความจริงนะคะ ไม่ได้รู้อื่น แข็งธรรมดาอย่างนี้คะปัญญาต่างระดับจากการที่ไม่รู้เลยว่าเนี่ยเป็นธรรมะเพราะว่าเป็นแขนเป็นโต๊ะเป็น๙อี้กระทบสัมผัสก็แข็งแต่ว่ามีการจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอัตตะสัญญาที่ใช้คำว่าอัตสัญญานะคะ ก็คือว่าจำไว้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งไม่ได้เกิดจากหนึ่ง ให้แกนนำขนาดนี้ไม่เห็นเกิดแบบเลยเพราะจำไว้ใช่ค่ะรูปร่างสัณฐานเด็กนี่เป็นแก้วน้ำแต่ที่เห็นขณะนี้นะคะ ปรากฏเป็นรูปร่างอย่างนี้เพราะรูปนี้เกิดดับสืบต่อโดยจิตต้องรู้ด้วยค่ะเพราะว่าเค้า๙อี้ไม่เห็นแก้วน้ำแน่ไม่รู้ว่าเป็นแก้วน้ำแน่แต่จิตที่เห็นเนี่ยจำไม่หมดทุกอย่าง เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะมีการเกิดแบบด้วยความไม่รู้นะคะ แต่สิ่งที่เกิดจากนะคะ เกิดแบบทรงสภาพความเป็นสิ่งนั้นเว้นอย่างคุณวีระกำลังยืนอยู่ตรงนี้มีธาตุดินน้ำไฟลมมีสิ่งที่สามารถกระทบตาปรากฏเป็นรูปร่างอย่างนี้ให้รู้ว่าเป็นบุคคลนี้นะคะ คนอื่นจำทันทีจำไว้เลยค่ะพอเห็นที่ไรก็จำได้ไหมเห็นก็ยังนึกถึงได้แต่ความจริงเพียงไม่เห็น จะมีใครหรือเปล่า คาดดินน้ำไฟลมยังมีอยู่ตรงที่เคยมีหรือเปล่าเพียงออกจากห้องนี้ไปสิ่งนั้นก็ไม่มีแล้วเพราะฉันจะมากระทบตาได้ยังไงในเมื่อถ้าเดินหน้าไฟลม และไปที่อื่นแล้วสีสันวรรณะก็ไปพร้อมกับข้าดินน้ำไฟลมก็ไม่สามารถจะปรากฎได้แต่สัญญาเจตสิกนี้จำไว้เห็นเอกเป็นคุณวีระ รูปร่างอย่างนี้แต่ความจริงไม่ใช่รูปเก่าเลยใช่ไหมคะสิ่งที่ปรากฏพร้อมธาตุดินน้ำไฟลมก็ดับไปนับไม่ถ้วนแต่สัญญาความจำก็ยังจำ เพราะฉะนั้นเหมือนเที่ยงเหมือนโลกไม่เคยเกิดกับเลยสักอย่างเดียวแต่ผู้ที่ทรงตรัสรู้ที่จะละการยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ว่าเป็นคนเป็นสัตว์เป็นวัตถุเป็นสิ่งของต่างๆ ก็เพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริงไม่รู้ว่าจีสัจจะว่าที่ตรัสว่าธรรมะหมายความถึงสิ่งที่มีจริงทุกอย่างที่มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างแต่ละอย่างมีปัจจัยเกิดขึ้น และก็ดับไปเท่านั้น เข้าใจอย่างนี้ค่ะแต่ไม่ใช่หมายความว่าให้เราไปคิดว่าแล้วเมื่อไรเราจะเข้าใจการเกิดขึ้นระดับ ในการที่จะศึกษาความละเอียดเพิ่มนะฮะที่เราคุยถึงเรื่องตัวธรรมะอันนี้จะขณะที่จิตเกิดขึ้นเห็น แล้วก็คิดแน่นอนคือจิตคิดถึงเธอเกิดขึ้นหลังจากที่คิดเห็นกลับไปต่างๆ เหล่านี้เป็นต้นตรงนี้ต้องมีความเข้าใจอย่างมาก และลึกซึ้งจริงๆ แม้เริ่มต้นก็ต้องตรงค่ะ ถ้าไม่ตรงคือผิด เพราะอะไรคะกลายเป็นเรามีเรานะคะ ศึกษาธรรมะ เราต้องการรู้ต้องการเข้าใจแต่ว่าธรรมะจริงๆ เป็นเรื่องละ ไม่ใช่เป็นเรื่องติดข้อง และความไม่รู้ขวางเพราะไม่รู้จริงฝัน ถ้ารู้แล้วไม่ต้องฟัง ถูกต้องมั้ยคะแต่ตามความเป็นจริงนะค่ะพระอรหันต์ซึ่งจบการงานของท่านเพราะดับกิเลสหมดแล้วก็ยังฟังเพราะความรู้ของท่านไม่เท่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะฟังเรื่องอะไรนะคะ จุดประสงค์คือฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง ด้วยเหตุนี้นะคะ การฟังที่ถูกต้องคือฟังเพราะไม่รู้จึงฟังเมื่อไม่รู้จึงฟังขณะที่เข้าใจก็ละความไม่รู้นะคะ คือจุดประสงค์ของการฟังแต่ว่าถ้าผิดก็คือว่าเราอยากรู้แล้วทำยังไงเราจะอยากรู้ ซึ่งไม่มีทางที่จะละอะไรเลยทั้งสิ้นเพราะเห็นว่ายังมีความเป็นเราไม่ใช่การที่เริ่มเข้าใจถูกต้องนะคะ ว่าธรรมะเป็นธรรมะดีจริงๆ ค่ะเมื่อเกิดขึ้นนะก็หมดสิ้นไปโดยไม่มีใครรู้เลยถ้าไม่ใช่ปัญญาที่อบรมจนสามารถที่จะคลายความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏตามลำดับขั้น ด้วยความรู้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นให้เข้าใจว่านะคะ คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดเป็นแปลงเพื่ออย่างเดียวคือเพื่อละเสียงความไม่มีโลค่ะอัพอิจฉากถา เพราะฉะนั้นต้องเห็นได้นะคะ ว่าแม้แต่พระธรรมที่ทรงแสดงเนี่ยจากการที่มีโลหะมากๆ ทุกคนมีโลพระมากมายค่ะนับประมาณไม่ได้เลยว่าแค่ไหนหล่อพระที่ติดข้องในความเป็นเรามากเลยค่ะทุกอย่างตั้งแต่เช้าเพื่อตัวไหนทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะรับประทานอาหาร แต่นึกถึงเสื้อผ้า นึกถึงอะไรทั้งหมดนะคะ จะไปซื้อของต้องการอะไรก็เพื่อตัวนี้อะค่ะ และอีกหน่อยตัวนี้ก็ไม่อยู่แล้วแต่ระหว่างที่ยังมีอยู่เนี่ยนะคะ ก็เพื่อตัวนี้ทั้งหมดนี้แค่ความติดข้องในตัวนี้นะคะ แต่ยังมีอีกหลายตัว เพราะฉะนั้นความติดข้องเนี่ยจะมากมายสักแค่ไหนใช่ไหมคะนี่ก็แสดงเห็นว่า เราพระมาแล้วใครจะละเราพระความติดข้องซึ่งไม่มีวันจบไม่มีวันเต็นท์ทรงอุปมาว่าเหมือนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ ทะเลฝั่งโน้นกับฝั่งนี้เนี่ยนะคะ โอ๋ค่ะ เราพลาดทั้งนั้นค่ะกามฉันทะพอใจในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัส ฐิติก็เป็นโอฆะความเห็นผิดอีกหลากหลายมากในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลเลยก็ยังเห็นเชื่อได้ทำได้นั่นก็คือเรื่องของกิเลสเนี่ยมากมายนะคะเพราะฉะนั้นก่อนอื่นฟังธรรมะเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่าเป็นเรื่องละเพราะความรู้ใครจะอยากเก็บอกุศลเอาไว้กิเลสทั้งนั้นเลย มีนิดนิดหน่อยหน่อยอย่าประมาทนะคะ วันหนึ่งก็มาร์คได้จนกระทั่งสามารถที่จะกระทำอกุศลกันที่รุนแรงได้เมื่อมีเหตุต้องมีผล เพราะฉะนั้นแม้เหตุคือความจงใจที่จะทำอกุศลคิดว่าทำคนอื่นใช่ไหมคะกุศลไม่ทำกับตัวเองแน่ ใช่ไหมคะอกุศลนั้นก็คิดว่าหวังที่จะเบียดเบียนคนเอกสำเร็จไปแล้วด้วยอาจจะดีใจแต่ว่าเจตนาเบียดเบียนย่อมเบียดเบียนผู้นั้นเอง ไม่ไปเบียดเบียนคนอื่นเลยค่ะตั้งแต่เริ่มเกิดจนกระทั่งสำเร็จไปจนกระทั่งผลเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะก็คือเพื่อนละความไม่รู้นะคะ ละความไม่รู้ว่าเกิดมาได้ยังไง และมีชีวิตที่เป็นไปต่างๆ หลากหลายได้ยังไง และผลก็คือว่าจากโลกนี้แน่แต่ว่าไปไหน ต้องไปด้วยค่ะไม่มีใครที่จะไม่ไปเลยเพราะแม้ขณะนี้ก็กำลังไปกุศลจิตเกิดเมื่อไหร่ไปในทางสุคติอกุศลจิตเกิดเมื่อไหร่ก็ไปทางทุคติไม่มีใครเลือกให้ไม่มีใครทำให้ก็เป็นไปตามธรรมะเพราะฉันไม่ใช่เรา ที่จะทำเพราะว่าเราให้กุศลจิตเกิดก็ไม่ได้ให้อกุศลจิตเกิดไม่ได้เพราะมีปัจจัยของกุศลจิตเกิดเมื่อไหร่กุศลจิตจึงเกิดได้มีปัจจัยที่เป็นอกุศลเมื่อไหร่ยากยังไม่ได้เลยคะอกุศลก็ต้องเกิด
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740