ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
ตอนที่ ๑๗๐๔
สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี
วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓
ท่านอาจารย์ วันนี้เป็นวันสบายๆ สนทนาธรรม ธรรมก็สบายๆ คือไม่มีปัญหาเลยถ้าเราได้เข้าใจธรรม แต่ว่าต้องเป็นผู้ที่ละเอียด การฟังธรรมคือเพื่อฟังสิ่งซึ่งเราไม่เคยฟังมาก่อน ถ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระธรรมที่ได้ทรงตรัสรู้ การฟังก็เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง ซึ่งพูดถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ที่เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า จะต้องมีการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะว่าตั้งแต่เกิดมาก็ไม่มีการที่จะนึกถึงสัจจะคือความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่มีจริงต้องเป็นสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ สิ่งอื่นไม่ได้ปรากฏ สิ่งที่หมดไปแล้วเมื่อครู่นี้ เมื่อวานนี้ ก็ไม่ได้กลับมาอีก และสิ่งที่ยังไม่มาถึง พรุ่งนี้หรือว่าขณะต่อไปก็ยังไม่มาถึง
ความจริงคือสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ แล้วใครรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้บ้างถ้าไม่มีการฟังพระธรรม การฟังพระธรรมไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย นอกจากเพราะรู้ว่าไม่เคยรู้ว่าแท้ที่จริง ความจริงของชีวิตก็คือ ความจริงแต่ละขณะของสิ่งที่กำลังมีตามปกตินี่เอง เพราะฉะนั้นฟังเพื่อให้เข้าใจธรรม และขณะที่เข้าใจธรรม ความรู้นี้จะเป็นการละ ฟังแล้วไม่มีใครอยากจะละ ใช่หรือไม่ ติดทุกสิ่งทุกอย่างแต่ละสิ่งที่ไม่ดี
ตอนนี้ดีหรือไม่ ฟังเพื่อเข้าใจธรรม เพื่อที่จะได้ละสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งได้แก่การไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ก่อน เพราะว่าถ้ายังไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้จะดีไม่ได้ เพราะว่าเต็มไปด้วยความไม่รู้อยู่ทุกขณะที่มีการเห็น การได้ยิน ทุกวันด้วย ก่อนอื่นคือ ฟังธรรมเป็นการบูชาพระคุณของพระรัตนตรัย เพราะเหตุว่ากว่าจะได้ทรงแสดงธรรมที่ทรงตรัสรู้ ต้องทรงบำเพ็ญบารมีนานแสนนาน ซึ่งพวกเราสาวกไม่ได้บำเพ็ญบารมีนานเช่นนั้นเลย แต่ว่ามีโอกาสที่จะได้ฟังผู้ที่ทรงพระมหากรุณาบำเพ็ญพระบารมี จนกระทั่งตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ
ดังนั้น ชาวพุทธจะเป็นชาวพุทธที่แท้จริงไม่ได้ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม และถ้าไม่ฟังพระธรรมจะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เลย เพราะเพียงแต่ชื่อว่านับถือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ยังไม่รู้พระคุณ จนกว่าจะได้ฟังแล้วเริ่มมีความเข้าใจ จะเข้าใจพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องธรรมดาๆ สบายๆ ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้เพื่อละความไม่รู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมีอย่างยิ่ง ใช่หรือไม่
เกิดมาไม่รู้ทุกวัน จนกระทั่งจากโลกนี้ไปด้วยความไม่รู้ เมื่อมีโอกาสที่จะอยู่ในโลกนี้ และจะอยู่ในโลกนี้อีกนานเท่าไรก็ไม่มีใครรู้ ก็ควรจะเป็นการรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ จึงชื่อว่ารู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยการเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ และจะได้รู้ว่าพระธรรมที่ทรงแสดงนั้นละเอียดอย่างยิ่งโดยประการทั้งปวง ไม่เหลืออะไรที่จะให้เราสงสัย ถ้าเราได้มีความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสามารถประจักษ์ความจริง แล้วจะได้รู้จักพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขอถาม ทุกคนลืมอะไรหรือไม่ นึกกันใหญ่เลยใช่หรือไม่ ลืมอะไรหรือไม่ คุณพรทิพย์ตอบว่า ลืมว่าขณะนี้เดี๋ยวนี้เป็นธรรม ฟังทุกวัน สิ่งที่มีจริงขณะนี้มีจริงๆ ไม่ต้องเรียกอะไรเลยก็ได้แต่มีแล้ว ความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้หลากหลายมาก แต่ไม่เคยสนใจในความเป็นจริงที่หลากหลาย เช่น เห็นก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้จริงๆ ใช่หรือไม่ เป็นธรรม แต่ลืมว่าเห็นเป็นธรรมและสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็เป็นธรรมด้วย เพราะอะไร เพราะไม่มีใครสามารถจะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เลย ใครทำได้ เกิดแล้ว เห็นแล้วและมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วย แสดงความเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครและไม่มีใครเป็นเจ้าของด้วย แต่ก่อนนี้เคยเป็นเราเห็นเพราะไม่รู้จักว่า แท้ที่จริง เห็นมี ไม่ใช่เรา สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็มีและไม่ใช่เราอีก แต่เป็นเพียงสิ่งที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้
ตั้งแต่เกิดจนตายมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้อย่างหนึ่ง แล้วเสียงก็ปรากฏว่ามีจริงๆ แต่เสียงปรากฏให้เห็นได้หรือไม่ เห็น (เสียง) ไม่ได้เลย แต่เสียงมีจริง เพราะฉะนั้นเสียงก็เป็นธรรม อะไรที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรม สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เป็นธรรม คิดก็เป็นธรรม สุขทุกข์ทั้งหมดในชีวิตแต่ละขณะอย่างละเอียดยิบ เป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับ โดยที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเลยว่า จริงๆ แล้วไม่มีใครไปทำให้เกิดเลย เป็นธรรมซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก
เวลาที่อ่านหนังสือธรรม ได้ยินธรรม สนทนาธรรม ฟังธรรม จะมีหลายคำซึ่งไม่เข้าใจจริงๆ แต่คิดว่าเข้าใจแล้ว เช่นคำว่าธรรม บางครั้งเราคิดว่าเมื่อได้ยินเราก็เข้าใจธรรม แต่ถามว่าธรรมคืออะไร จะตอบได้หรือไม่ คำตอบทั้งหมดอยู่ในพระธรรมที่ทรงแสดงโดยละเอียด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้ากล่าวถึงธรรมคือสิ่งที่มีจริงเท่านั้นก็ยังไม่ชัดเจน ยังไม่พอแต่สามารถที่จะรู้และเริ่มเข้าใจว่า ธรรมที่มีเดี๋ยวนี้ ปรากฏเดี๋ยวนี้ ต้องเกิดแล้วจึงมีได้ ค่อยๆ เป็นคนมีเหตุผล มีความไตร่ตรองที่จะเห็นธรรมตามความเป็นจริงว่า ที่ทรงแสดงไว้เป็นความจริงโดยละเอียดโดยประการทั้งปวง เช่น ขณะนี้กำลังเห็น เห็นเกิดแล้วจึงเห็น
ถ้าเห็นไม่เกิด จะมีเห็นไม่ได้เลย หรือที่บอกว่าเสียง มีเมื่อเสียงเกิด ถ้าเสียงยังไม่เกิด จะบอกว่าเสียงมีได้อย่างไร สำหรับคนหูหนวกไม่มีทางที่จะรู้ว่ามีเสียงได้เลย แต่เวลาที่เสียงปรากฏ เสียงนั้นต้องเกิด เสียงนั้นที่เกิดแล้วก็ดับด้วย เพราะฉะนั้นความละเอียดของธรรม ค่อยๆ เริ่มจากขณะที่กำลังฟังธรรมแล้วรู้ว่า ธรรมจริงๆ ไม่ได้อยู่ในหนังสือ ไม่ได้อยู่ในตำรา แต่ว่าเป็นความจริงทุกขณะ ซึ่งเมื่อฟังเมื่อไรก็เริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะมีความเข้าใจที่มั่นคงว่า เวลาฟังธรรมคือฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ สุขก็มี เป็นธรรม เกิดเป็นสุขแล้วดับไป เวลาที่เป็นทุกข์ก็ต้องขณะนั้นทุกข์เกิด ถ้าทุกข์ไม่เกิดก็ไม่มีทุกข์
ดังนั้นแต่ละอย่างในชีวิตคือ ธรรมแต่ละประเภท ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย ตั้งแต่เช้ามาทุกอย่างหมดไปๆ ๆ แล้วก็กำลังหมดไปๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะกล่าวถึงเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ณ กาลครั้งหนึ่ง อีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปี ก็ใช้คำนี้ได้เต็มที่ว่า ณ กาลครั้งหนึ่ง หมายความว่านานแสนนานมาแล้ว เหมือนข้อความในพระไตรปิฎก สมัยหนึ่ง ... ไม่ได้กล่าวถึงเลยว่านานเท่าไร พ.ศ. อะไรก็ยังไม่มีใช่หรือไม่ เพราะว่า พ.ศ. มีหลังจากที่ปรินิพพานแล้ว ณ กาลครั้งหนึ่งก็คือ วัน เดือน ปี แรมกี่ค่ำ ขึ้นกี่ค่ำ บางครั้งก็กล่าวไว้แต่เพียงว่าพระจันทร์เต็มดวง หรืออะไรเช่นนั้น แสดงให้เห็นว่าถึงจะจำไว้ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะหมดไปแล้วเรื่องอะไรจะต้องจำไว้ว่า ณ กาลครั้งไหน แต่ความจริงก็คือ ณ กาลครั้งหนึ่งจริงๆ
เหมือนสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ขณะนี้ เดี๋ยวนี้เป็นเช่นนี้ ๒,๕๐๐ กว่าปีคงจะกล่าวได้ว่าไม่มีใครสามารถที่จะจำได้ แต่ความจริงก็เป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้นทุกขณะของชีวิตคือ ณ กาลครั้งหนึ่งเท่านั้นจริงๆ ชอบฟังหรือไม่ ณ กาลครั้งหนึ่ง ตอนเป็นเด็กก็มีเรื่องตื่นเต้น ใช่หรือไม่ ณ กาลครั้งหนึ่งมีอะไร อยู่ที่ไหน ในป่ามีกระท่อมเล็กๆ มีหมี ๓ ตัว มีอะไรก็ ณ กาลครั้งหนึ่ง แต่ว่า ณ กาลครั้งหนึ่งของทุกชีวิตที่เกิดมาในสังสารวัฏฏ์ เกิดแล้วก็เปลี่ยนไป หมดไป ซึ่งไม่มีวันที่จะหยุดความเป็นไปได้เลย เพราะว่ามีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้น เพียงชั่วขณะแล้วไม่กลับมาอีกเลย
ณ กาลครั้งหนึ่ง ใครรู้บ้างเคยเกิดที่ไหน เคยรับประทานอาหารอะไร เคยทำอาหารอะไร ไปเที่ยวที่ไหน ไม่ต้อง ณ กาลครั้งหนึ่ง ชาตินี้เองหายไปหมดเลย พรุ่งนี้ก็ไม่ใช่วันนี้ ตอนเย็นนี้ก็ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ จริงๆ แล้วคือเป็นธรรมทั้งหมดที่ฟังบ่อยๆ จะทำให้เราเข้าใจความเป็นจริงซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะเกิดเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้น ไม่ว่าเราจะอ่านเรื่องราวตามหนังสือพิมพ์ มีข่าวใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ เมื่อมีปัจจัยก็ต้องเกิดขึ้นกับแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน
ขณะนี้ถ้าจะคิดถึงส่วนต่างๆ ของโลก หรือของประเทศ หรือของจังหวัด ก็มีความทุกข์ใช่หรือไม่ ต่างคนต่างมีทุกข์คนละแบบ วันนี้ที่นี่ ตรงนี้ก็ยังไม่มีใครเป็นทุกข์ถึงขนาดนั้น แต่ใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ล่วงหน้าได้เลย ถ้ามีความเข้าใจเช่นนี้จนกระทั่งรู้ว่า สิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไรก็จะทำให้เข้าใจได้ว่า ไม่ต้องโกรธใคร ไม่ต้องแค้นเคืองใคร เพราะว่าทั้งหมดเป็นธรรมซึ่งเป็นธาตุ มีปัจจัยก็เกิดขึ้นเป็นไป เพราะฉะนั้นธาตุที่ดีไม่เป็นภัยก็มี ธาตุที่ไม่ดีเลย ระวัง เกิดเมื่อไรต้องนำโทษภัยมาให้ข้างหน้าแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
ถ้าเข้าใจเช่นนี้ ปัญญาจะทำให้ละเว้นสิ่งที่ไม่ดี และสะสมความเข้าใจธรรมมากขึ้น เพราะว่าถ้าความเข้าใจธรรมไม่มีประโยชน์ พระโพธิสัตว์ไม่ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรม แต่เพราะประโยชน์มหาศาล ในสังสารวัฏฏ์ซึ่งไม่เคยรู้ความจริงมาก่อนแล้วได้สามารถประจักษ์แจ้งความจริง และช่วยให้คนอื่นที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังเกิดศรัทธาที่จะเข้าใจธรรมเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่เสียหายเลยใช่หรือไม่ วิชาอื่นเรายังเรียนได้ บางครั้งต้องเดินทางไกลไปต่างประเทศ ไปต่างจังหวัด ต้องซื้อหาสิ่งต่างๆ มาเล่ามาเรียน แต่ว่าเพียงฟังธรรมด้วยการเห็นประโยชน์ ฟังแล้วไตร่ตรองให้เป็นความเข้าใจของตนเอง โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปลำบากอะไรเลยทั้งสิ้น กำลังฟัง ลำบากหรือไม่ เหนื่อยหรือไม่ ทำอะไรที่จะต้องฟังหรือไม่ ไม่ต้องเลย เพียงได้ยินก็สบายดี แต่ว่ามีความหมายของคำที่ได้ยิน ให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ซึ่งเป็นสาระกว่าฟังอย่างอื่น เพราะฟังอย่างอื่นไม่ทำให้เข้าใจอะไรนอกจากทำให้ติด แต่เวลาที่ได้ฟังสิ่งที่มีจริงและกำลังเป็นจริงขณะนี้ก็เริ่มเข้าใจความจริงมากขึ้น
ผู้ที่เจริญแล้วคือพระอริยบุคคล เจริญด้วยปัญญา ไม่ใช่เจริญด้วยวัตถุหรือทรัพย์สิ่งของเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ แต่ถ้าเป็นความไม่ดีทั้งหมดนั้นก็หายไปเลย มีแต่คำติเตียนหรือว่ามีแต่โทษภัย เพราะฉะนั้นธรรมตรง ธรรมเป็นธรรม ดีเป็นดี ชั่วเป็นชั่ว ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด กุศลเป็นกุศล อกุศลเป็นอกุศล ทำให้มีความมั่นคงในเหตุในผลของธรรมมากขึ้น
ผู้ฟัง เพราะอะไรเราต้องศึกษาธรรม ธรรมช่วยอะไร ทำให้เราคลายโกรธ คลายทุกข์ คลายโศก ได้หรือไม่ ทุกคนมาใหม่ๆ จะต้องนึกถึงคำถามนี้
ท่านอาจารย์ ถ้าศึกษาธรรมด้วยความหวัง ถูกหรือผิด
ผู้ฟัง ผิด
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่า โกรธก็ไม่ชอบ ทุกข์ก็ไม่ชอบ มีอะไรที่จะทำให้เราไม่โกรธ ที่จะทำให้เราไม่ทุกข์ ก็เลยคิดว่าธรรมคงจะทำให้เป็นเช่นนั้นได้ แต่ไม่ถูก ศึกษาธรรมเพราะไม่รู้ธรรม ถ้ามีคนพูดเรื่องอะไรที่เราไม่รู้ แล้วเราก็คิดว่าสิ่งนั้นน่าสนใจควรที่จะรู้ เป็นความรู้อย่างหนึ่ง เราก็เรียน แต่นั่นเป็นทางโลก ไม่ทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่เหนือกว่านั้นคือ สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เลย ซึ่งวิชาอื่นไม่ได้ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้
ที่คุณหมอถามว่ามาศึกษาธรรมเพราะอะไร คนที่ไม่มีศรัทธา ไม่เห็นประโยชน์ ไปสนุกสนานดีกว่า เรื่องอะไรมานั่งฟังเป็นชั่วโมง แต่คนที่เห็นประโยชน์ว่าเราไม่รู้อะไร ใช่หรือไม่ หรือว่าเรารู้แล้ว ถ้าเรารู้แล้วไม่ต้องฟังเลย แต่คนที่ได้สะสมการไตร่ตรองว่าเราไม่รู้อะไร ที่บุคคลผู้เลิศที่สุดในจักรวาลตรัสรู้และทรงแสดง เพียงได้ยินเท่านี้ ศรัทธาที่ได้สะสมมาแล้วเกิดทันที ใคร่ที่จะได้เข้าใจธรรมที่ผู้นั้นทรงแสดงจากการตรัสรู้ ซึ่งต้องไม่ใช่ธรรมดา ผู้นั้นเหนือเทพและพรหมทุกจักรวาล แล้วสิ่งที่ได้ทรงแสดงก็ยังมีให้เราได้ยินได้ฟัง แต่ไม่ใช่ให้เชื่อโดยทันที ฟังแล้วพิจารณาว่าเป็นความจริงหรือไม่ และการฟังสิ่งที่เป็นความรู้ จะเสียหายอะไร มีแต่ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น
คนที่ทำกับข้าวไม่เป็น อาหารไม่อร่อยใช่หรือไม่ คนที่ทำกับข้าวเป็น รสอาหารก็อร่อย นี่คือประโยชน์ของการรู้เรื่องการทำอาหาร คนที่ตัดเสื้อไม่เป็น เป็นช่างตัดเสื้อไม่ได้แน่ ตัดแล้วตัวเองใส่ได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย ใช่หรือไม่ แต่ถ้าตัดเป็น เห็นหรือไม่ว่าความรู้ทุกวิชามีประโยชน์ เป็นสิปปะ เป็นศิลปะ แล้วยังสามารถที่จะใช้ความรู้นั้นในการเจริญกุศลได้ด้วยเมื่อมีความรู้นั้นๆ เพราะฉะนั้นความรู้ทุกอย่างย่อมเป็นประโยชน์ แต่ความรู้ที่เป็นประโยชน์เหนือความรู้อื่นใด คือความรู้ที่สามารถที่จะรู้จักทุกคำที่พูดตั้งแต่เกิดจนตายโดยไม่รู้เลย
เคยพูดคำว่าโลกหรือไม่ เคยพูดคำว่าชีวิตหรือไม่ แล้วโลกคืออะไร ชีวิตคืออะไรก็ไม่รู้ ตั้งแต่เกิดจนตายพูดคำที่ไม่รู้ทั้งนั้นเลย แต่มีผู้ที่สามารถที่จะให้เข้าใจทุกคำที่พูดได้ว่าหมายความถึงอะไร น่าสนใจที่จะเข้าใจหรือไม่ ถ้าคนทั้งโลก หรือว่าประเทศไทย หรือว่าตำบลหนึ่ง หมู่บ้านหนึ่ง ไม่ฟังธรรม มีคนฟังเพียงหนึ่งหรือ ๒-๓ คนกับคนที่ไม่ฟังเลย ใครดี เท่านี้เราก็รู้แล้วใช่หรือไม่ แล้วเราจะอยู่พวกไหน อยู่พวกที่ไม่ฟังไม่รู้ ในเมื่อคนอื่นก็ยังสามารถที่จะฟังรู้แล้วเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมจริงๆ ไม่ใช่เพราะเรามีทุกข์ หรือว่าไม่ใช่เพราะว่าเราอยากจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เราอยากได้
บางคนไปกราบไหว้อะไรก็ไม่ทราบ หวังว่าสิ่งนั้นจะนำมาซึ่งสิ่งที่ตนเองต้องการโดยไม่มีเหตุ ไม่มีผล ไม่มีอะไรเลยและไม่ใช่ความรู้อะไรด้วย กับการที่ได้ยินได้ฟังสิ่งซึ่งทำให้เราเป็นคนที่มีเหตุมีผลและเป็นคนตรงยิ่งขึ้น จึงจะเป็นประโยชน์และจะได้สาระจากการที่ศึกษาธรรม มิฉะนั้นแล้วไม่ใช่การศึกษาธรรมที่ตั้งตนไว้ชอบ เช่นบางคนมีความทุกข์เสียใจมาก ไม่มีอะไรที่จะไปเยียวยาได้เลย เขาก็คิดว่าฟังธรรมดีกว่า หรือว่าหันมาหาธรรม (ถ้าเป็นเช่นนั้น) ไม่ได้ผลแน่เพราะว่าใจเป็นทุกข์และมุ่งหวังเพื่อประโยชน์ แต่ไม่ใช่เพื่อที่จะเข้าใจธรรม คุณหมอก็คงอยู่ในประเภทที่ศึกษาเพื่อที่จะเข้าใจธรรมใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่ ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความอดทนมาก จิรกาลภาวนา ฟังใหม่ๆ ถ้าไม่อดทนจริงๆ ก็ละทิ้ง
ท่านอาจารย์ กิเลสมาก ที่มองเห็นก็มี ที่มองไม่เห็นก็มี แต่ว่าถ้าเป็นผู้ตรงต่อการที่จะเข้าใจธรรม ยากแน่เพราะมีก็ไม่รู้ ฟังเท่าไรก็ยังไม่รู้ แต่สิ่งที่ได้ฟังนั้นจริงหรือไม่ มีเหตุมีผลหรือไม่ ควรแก่การที่จะเข้าใจดีกว่าไม่เข้าใจหรือไม่ เท่านี้ก็ทำให้คนนั้นจะใช้คำว่าอดทนคือ ไม่ทิ้งธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปเพียรอุตสาหะให้เหนื่อย ไม่ใช่เช่นนั้น เพียงแต่ว่าอดทนก็คือ ถ้าใครอยากจะเข้าใจธรรมวันนี้ ฟังวันนี้ไม่มีทาง แต่ถ้าเห็นว่าฟังวันนี้ก็เข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง แล้วยังมีอีกมากมายที่ยังไม่ได้ฟังก็ยิ่งจะได้ฟังมากขึ้น เพื่อจะได้เข้าใจมากขึ้นใช่หรือไม่ ซึ่งไม่ได้ทำให้ต้องเป็นผู้ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยหรืออดทน เพียงแต่ว่ามีศรัทธาและมีความมั่นคงที่จะเข้าใจสิ่งที่มี
ถ้าสิ่งที่มีในขณะนี้ไม่มีใครอยากเข้าใจเลยก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะมีโอกาสจะเข้าใจ และใครที่ฟังแล้วคิดว่ายากเหลือเกินต้องใช้เวลานาน เวลาที่มีอยู่ใช้ทำอะไร มีมือมีเท้าทำอะไร กุศลหรืออกุศล มีมือมีเท้ากราบไหว้พระรัตนตรัย กับมีมือมีเท้าเบียดเบียนคนอื่น เห็นหรือไม่ว่าก็เป็นมือเป็นเท้า แต่ว่ามือเท้านั้นจะมีประโยชน์ หรือว่าจะไร้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นการมีชีวิตอยู่แต่ละขณะ ในเมื่อสามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ แต่ว่าเราเป็นใคร พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร บุคคลในครั้งอดีตที่ได้เฝ้าได้ฟังพระธรรม ที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมก็มีเป็นจำนวนมาก ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจก็มีเป็นจำนวนมาก และบุคคลเหล่านั้นอยู่ที่ไหน ก็ฟังต่อไป มีโอกาสเมื่อไรได้ยินได้ฟังต่อไปก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกว่าจะเหมือนคนที่ฟังแล้วสามารถที่จะรู้แจ้งความจริงได้
ทุกอย่างต้องเริ่มแล้วเจริญเติบโตขึ้น ด้วยการอบรมให้มีขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เหมือนเกิดมาใครทำกับข้าวเป็น ใครอ่านหนังสือออก ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ต้องค่อยๆ เจริญ ค่อยๆ เติบโตขึ้นทั้งนั้น ข้อสำคัญที่สุด สิ่งที่ทุกคนรู้แน่เมื่อจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ดับ จะเป็นบุคคลนี้ต่อไปอีกไม่ได้เลย เคยเป็นใครมาอย่างไรชาตินี้ก็เหมือนชาติก่อน ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้หรือนึกได้ว่าชาติก่อนเป็นใคร อยู่ที่ไหนทำอะไร เพราะฉะนั้นชาตินี้กำลังเป็นชาติก่อนของชาติหน้า ไม่ต้องมีใครมาบอกก็รู้ใช่หรือไม่ ชาติก่อนของชาติหน้าคือเดี๋ยวนี้อยู่ที่นี่ เมื่อถึงชาติหน้านึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ใช่หรือไม่ แต่เดี๋ยวนี้สามารถที่จะรู้ได้ว่ากำลังฟังธรรม มีโอกาสได้ยินได้ฟังสิ่งที่มีจริงๆ จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ต้องรีบร้อนไปไหนเลย จะไปไหนด้วยความไม่รู้ หรือว่าเดี๋ยวนี้ค่อยๆ รู้ ต่อไปก็ค่อยๆ รู้ ก็ค่อยๆ รู้ขึ้น ไปไหนก็ไปด้วยการที่ค่อยๆ รู้ขึ้น ไม่ใช่ไปโดยที่ไม่รู้
ขอเล่าถึงท่านผู้หนึ่งซึ่งไม่เคยฟังธรรมมาเลย ท่านชอบพวกพระเครื่อง อิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ เวลาที่ท่านได้ฟังพื้นฐานพระอภิธรรม ท่านมีคำถามซึ่งแสดงให้เห็นว่า ท่านเริ่มสนใจและเริ่มที่จะเข้าใจธรรม ท่านถามว่า แข็งเป็นธรรมด้วยหรือ เห็นหรือไม่ว่าเริ่มรู้จักธรรม ซึ่งถ้าไม่ได้เคยฟังธรรมเลยมีใครจะเข้าใจแข็งบ้าง เดี๋ยวนี้แข็งที่กำลังปรากฏก็เป็นธรรม แต่จากการฟังด้วยการใส่ใจที่จะเข้าใจ แม้แต่คำว่าธรรมทำให้ท่านเริ่มคิดว่า แข็งเป็นธรรมด้วยหรือ แต่คำตอบถ้าไม่ลืม เพราะเหตุว่าคำไหนก็ตามที่ได้ฟังแล้วไม่เปลี่ยน คำจริงเป็นคำจริงโดยตลอด ไม่เป็นอย่างอื่นเลย
เมื่อแข็งมีจริง ดังนั้นแข็งก็เป็นธรรม คือถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดมีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างๆ เป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งจะใช้คำว่าธรรม หรือไม่ใช้คำว่าธรรมก็ได้ แต่ธรรมหมายความถึงคำที่บ่งถึงสิ่งที่มีจริง เช่นเราพูดว่า แข็งมีจริง เสียงจริง กลิ่นจริง รวมสิ่งที่มีจริงก็เรียกว่าธรรม โดยการที่เข้าใจตั้งแต่ต้นว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นฟังเรื่องความจริงของสิ่งที่มีจริง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740