ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710


    ตอนที่ ๑๗๑๐

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

    วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓


    ท่านอาจารย์ ก็ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน ที่เมื่อมีโอกาสที่จะได้สนทนาธรรมก็มีศรัทธาที่จะได้เข้าใจธรรม ซึ่งปกติก็ได้ฟังกันอยู่แล้วเป็นประจำ แต่โอกาสที่จะได้สนทนากันก็เป็นครั้งคราว เพราะฉะนั้นที่ได้ฟังมาแล้วทั้งหมด ก็เป็นเรื่องของสัจจะ เรื่องของความจริง เพราะว่าทุกขณะนี่เป็นความจริง ซึ่งใครรู้ความจริงในขณะนี้ว่าคืออะไร ด้วยเหตุนี้เพราะรู้ว่าไม่รู้ จึงฟังเพื่อที่จะให้รู้ว่าแม้ว่าเราจะมีการศึกษาเรื่องต่างๆ วิชาการต่างๆ มีความรู้เรื่องอื่นมากมาย แต่ก็ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ แล้วก็ข้ามไปตลอด เพราะว่าไม่เข้าใจว่าชีวิตก็คือความจริงแต่ละขณะซึ่งกำลังมีในขณะนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ว่าขณะนี้เป็นสิ่งที่มีจริงที่ควรเข้าใจมากกว่าอย่างอื่น เพราะว่าอย่างอื่นถึงแม้ว่าเราจะมีความเข้าใจแล้วก็สามารถที่จะดำเนินชีวิตในทางโลก มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุขต่างๆ แต่ก็ต้องจากไป เพราะฉะนั้นทำไมจึงต้องมีขณะนี้ และขณะนี้มาจากไหน

    ถ้าไม่มีขณะแรกของการเกิดขึ้น ซึ่งเป็นธาตุรู้เป็นสภาพรู้ ซึ่งเราใช้คำว่าธรรม พูดง่ายๆ ก็คือว่าธรรมนั่นเอง เกิดขึ้นเป็นขณะแรก แล้วก็ทำให้ขณะนั้นดับไปก็จริง แต่ก็เกิดดับสืบต่อจนถึงขณะนี้ เพราะฉะนั้นอย่างนี้ก็ไม่รู้แล้วใช่ไหม ขณะแรกของชีวิตคืออะไร และก็สืบต่อมาจนกระทั่งถึงขณะนี้คืออะไร และต่อไปทุกขณะก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ก็ต้องจากไปด้วยความไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุด ก็คือ เมื่อขณะนี้เป็นสิ่งที่มีจริงที่ผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ทรงแสดงความจริงโดยละเอียด ที่จะทำให้แต่ละคนสามารถรู้ความจริงของชีวิตทุกขณะโดยละเอียดยิ่ง เพื่อที่จะได้รู้ว่าเกิดแล้วมีอะไรบ้าง ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งจากโลกนี้ไป ไม่พ้นจากการเห็นขณะนี้ ซึ่งมีจริงแล้วก็จะเห็นอีกต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจากโลกนี้ไป มีการได้ยิน มีการได้กลิ่น มีการลิ้มรสต่างๆ มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสในขณะนี้ แล้วก็คิดนึกเท่านั้นเอง แค่นี้เอง เกิดมาเพื่อที่จะคิดถึงสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีความติดข้อง มีความไม่รู้แล้วก็จากโลกนี้ไปด้วยความไม่รู้ และด้วยความติดข้อง ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกขณะที่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นการที่จะได้เข้าใจความจริงก็จะรู้ได้ว่าถึงอย่างไรก็ต้องจากโลกนี้ไป แต่ว่าจะจากไปโดยไม่รู้เหมือนเดิม หรือว่าเริ่มที่จะเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นก็ขอเชิญร่วมสนทนาจากท่านที่ได้ฟังธรรมแล้ว

    ผู้ฟัง บริโภคคืออย่างไร มีความละเอียดขนาดไหน

    ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด แล้วถ้าได้เข้าใจคำที่ได้ยินมากขึ้น ก็จะทำให้เข้าใจคำที่ทรงใช้ชัดเจนขึ้น อย่างคำว่า บริโภค เป็นภาษาบาลีหรือเปล่า คุณคำปั่น

    อ.คำปั่น คำว่า บริโภค เวลาที่แปลเป็นไทยแล้วก็หมายถึง การกิน การใช้สอย ซึ่งภาษาบาลี ก็คือมาจากคำว่า ปริโภคะ นั่นเอง

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าโดยมากจะใช้ตัว ป ไม่ใช่ตัว บ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นบริโภคภาษาบาลี ก็เป็น ปริโภคะ ขณะนี้กำลังบริโภคหรือเปล่า นี่คือความลึกซึ้ง ได้ยินคำว่าบริโภค กิน หรือใช้สอย แต่ว่าขณะนี้กำลังบริโภคหรือเปล่า นี่คือความละเอียดของพระธรรม เพราะฉะนั้นถ้าได้ยินแต่ละคำ และพยายามที่จะเข้าใจความจริง ก็จะทำให้รู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมตามความจริง แม้ว่าจะใช้คำที่คนทั่วไปอาจจะเข้าใจผิวเผิน คือ เพียงหมายความถึงการรับประทานอาหาร หรือการใช้สอยด้วย เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ทุกคนเกิดมา มีตา เห็น มีหู ได้ยิน มีจมูก ได้กลิ่น มีลิ้น ลิ้มรส มีกาย รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และก็มีใจ คิดนึก ๖ ทาง บริโภคตอนไหน ลองคิดดู

    ขณะนี้กำลังเห็น ได้ยินเสียง บางขณะก็ได้กลิ่น ขณะที่ลิ้มรส และขณะที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ขณะที่คิดนึก บริโภคตอนไหน สิ่งที่ผ่านมาบริโภคหรือเปล่า หรือผ่านไปเฉยๆ เช่น ขณะนี้ที่กำลังเห็น มีเห็น คงจะไม่รู้เลยว่ากำลังบริโภคสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแล้ว เวลาที่เสียงเกิดขึ้น ได้ยินเสียง ก็บริโภคเสียงในขณะนั้น แล้วแต่ว่าจิตที่บริโภค เป็นจิตประเภทใด บริโภคด้วยความติดข้อง ด้วยความสนุกสนาน ด้วยความเพลิด เพลิน หรือว่าด้วยความขุ่นเคือง จะกล่าวว่าไม่บริโภคไม่ได้ เพราะว่าเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ทางตาเห็นแล้วจะต้องเกิดความรู้สึก โดยทั่วไปก็จะเป็นความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ เพราะไม่รู้ความจริง ยากมากที่จะบริโภคด้วยกุศลจิต แต่ก็มีการสะสมมาที่เมื่อเห็นแล้ว ก็เกิดกุศลจิตได้ แต่จะบริโภคสิ่งที่กำลังปรากฏด้วยปัญญา ความเห็นถูกความเข้าใจถูก ยิ่งยาก

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่ามีตา เห็น มีหู ได้ยิน มีจมูก ได้กลิ่น มีลิ้น ลิ้มรส มีกาย รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส สั้นมาก เร็วมาก ผ่านไป แต่ใจก็คิดถึงสิ่งที่ปรากฏตลอดเวลา เวลาคิดจะไม่คิดถึงสิ่งอื่นเลย แต่จะคิดถึงสิ่งที่ปรากฏแล้ว เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ เป็นบุคคลต่างๆ เป็นเหตุการณ์ต่างๆ กำลังบริโภคสิ่งนั้นๆ ที่ปรากฏ และก็ยังคิดนึก บริโภคต่อทางใจ เพราะฉะนั้นแม้แต่คำเดียว ก็คือ ความเป็นจริงของชีวิตขณะนี้ที่แสดงให้เห็นว่า ไม่มีใครสามารถที่จะยับยั้งความเป็นไปของธรรม เกิดแล้วต้องเห็น ต้องเป็นไป ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องสุข ต้องทุกข์ คือความเป็นไปของธรรม ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังธรรม ศึกษาธรรม ก็ไม่ลืมว่าเพื่อเข้าใจถูกต้องว่าทุกอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือว่าไม่ได้เป็นคนหนึ่งคนใดเลย เพราะว่าที่ว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่อสิ่งนั้นรวมกันและก็ยึดถือว่าเป็นวัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือเป็นคน เป็นสัตว์ต่างๆ แต่ถ้าแยกย่อยเป็นแต่ละขณะแต่ละทาง ซึ่งมีสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเห็น จะเหมือนกันหมด แล้วก็จะรู้ได้ว่า เห็นเป็นเห็น

    เพราะฉะนั้นเห็นจะเป็นคน เห็นจะเป็นเทพ เห็นจะเป็นสัตว์ เห็นจะเป็นคนที่เกิดในนรก หรือเป็นเปรต หรือภพภูมิไหนก็แล้วแต่ ที่เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงถ้าเข้าใจว่าเห็นเป็นเห็น จะถูกกว่าไหม แล้วเห็นก็เป็นธรรมด้วย เพราะกำลังเห็น เห็นเกิดแล้วเห็น เพราะฉะนั้นเห็นเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริง ใครทำให้เกิดขึ้น ไม่มีใครสามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้เลย แต่มีปัจจัยที่เกิดแล้วเห็น แค่นี้ก็ไม่รู้แล้ว เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าตลอดชีวิต ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรม แล้วก็รู้ว่าความจริงพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ธรรม ทรงแสดงธรรม และธรรมก็มีทุกขณะ ให้คนที่ได้มีศรัทธาที่ได้สะสมแล้วเห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจความจริงที่กำลังมีในขณะนี้ เพราะแม้เห็นขณะนี้ก็ไม่เที่ยง เห็นแล้วก็ต้องหมดไป ได้ยินขณะนี้ก็ไม่เที่ยง ถูกต้องไหม เสียงก็หมด ได้ยินก็หมด แต่ปัญญาไม่ถึงความสมบูรณ์ที่จะละความเป็นเรา เพราะขณะนั้นเห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน เสียงเป็นเสียง เสียงก็ดับ ได้ยินก็ดับ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเรา คิดก็ดับ ชอบก็ดับ ไม่ชอบก็ดับ ทุกอย่างเกิดขึ้นและก็เป็นไป โดยที่ว่าไม่สามารถที่จะยับยั้งได้

    เพราะฉะนั้นธรรมทั้งหลายจึงเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของใคร แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม เกิดเพราะมีปัจจัย เกิดแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นฟังก็ฟังเรื่องของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ จนกระทั่งมีความเห็นถูก จนกว่าสามารถที่จะละคลายการยึดถือสภาพธรรม ซึ่งเป็นจริง แม้แต่เสียงขณะนี้ จากไม่มี เกิดขึ้นมี แล้วก็ดับไป ได้ยินเสียง แล้วก็ดับไป แต่ปัญญาไม่สามารถที่จะละความไม่รู้ และความยึดถือสภาพของเสียงและได้ยินได้เลย จนกว่าความเข้าใจจะมากขึ้น แม้แต่ว่าขณะนี้กำลังบริโภค ก็เป็นเรื่องยาว เราคิดถึงแต่ว่าเราบริโภคอาหาร แต่ถ้ามีตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตที่เกิดขึ้นในขณะที่อาศัยลิ้นเป็นปัจจัย สามารถจะเพียงลิ้มรส ขณะนั้นหรือที่เราเข้าใจว่าเป็นการบริโภค ซึ่งความจริงแล้วบริโภคอยู่ทุกขณะที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ก็น่าคิด ทุกคนบริโภค พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบริโภคด้วยหรือเปล่า ความจริงต้องเป็นความจริง

    เพราะฉะนั้นเวลาที่ได้ฟังธรรมแล้วก็ไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เราหรือใครบริโภค เพราะฉะนั้นแม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นธรรมที่กำลังทรงบริโภคสิ่งที่มีในขณะนั้นด้วย เพราะฉะนั้นขณะใดที่บริโภคธรรม ก็คือหมายความว่า ฟังแล้วก็เข้าใจถูกในสิ่งที่ได้ฟัง ก็บริโภคธรรม แต่ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงไม่มีบุคคลใดเปรียบได้เลย ต้องบริโภคสิ่งที่ไม่ใช่คนที่เป็นปุถุชนหรือว่าเป็นพระอริยบุคคลที่เป็นเพียงสาวกเท่านั้น เพราะฉะนั้นการบริโภคของพระองค์ก็ต้องด้วยพระปัญญาที่มากจนกระทั่งคนอื่นไม่สามารถที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นชีวิตตามความเป็นจริงได้ว่า แต่ละคนเกิดมา เห็นบ้าง ได้ยินบ้างได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และคิดนึก แต่บริโภคต่างกันไป บางคนที่บริโภคด้วยความไม่รู้มาก ด้วยความติดข้องมาก ก็สามารถที่จะกระทำทุจริตต่างๆ ได้มาก แต่ว่าผู้ที่เห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจธรรม แล้วรู้โทษของอกุศลก็เริ่มที่จะมีศรัทธาที่จะบริโภคด้วยกุศล ซึ่งก็คือ ความดีนั่นเอง แต่ก็ยังไม่พอ เพราะว่าดีที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง ก็ยังมีความเป็นเรา ยังมีความเป็นตัวตน ยังไม่ถึงความสามารถที่จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระรัตนตรัย ตราบใดที่ไม่ได้ศึกษาและก็ไม่ได้ฟัง จนกระทั่งเริ่มที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ ก็คือ สิ่งที่กำลังปรากฏกับทุกคนทุกๆ ขณะตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมก็จะทำให้เห็นพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกครั้งที่เริ่มเข้าใจธรรม

    ผู้ฟัง กรณีเป็นบุคคลธรรมดาทั่วๆ ไป ถ้าเราไปบริโภคอาหารที่ผู้มีจิตศรัทธา เช่นอาหารกลางวัน เป็นต้น เช่นนี้จะถือว่าเป็น เถยยบริโภคไหม

    ท่านอาจารย์ จะมีหลายๆ คำ เช่น คำว่า เถยย หมายความถึง ขโมย ใช่ไหม คุณคำปั่น สำหรับใคร วันนี้หรือสถานที่ไหนก็ตาม ที่มีผู้จัดอาหารให้สำหรับผู้ที่ฟังธรรม แล้วคนที่ไม่ได้ฟังธรรมไปรับประทาน ขโมยหรือเปล่า ใช่ไหม เพราะว่าสำหรับผู้ที่ฟังธรรม แต่ถ้าเป็นสถานที่ที่ไม่ได้เจาะจงจำกัดว่าให้ใคร ใครก็ไปบริโภคได้ อย่างนั้นก็ไม่ใช่อาการของขโมย แต่ถ้าจัดไว้เพื่อผู้ฟังธรรม แต่ว่าไม่ใช่ผู้ฟังธรรมแล้วไปรับประทานจะเป็นขโมยไหม

    เพราะฉะนั้นสำหรับพระภิกษุก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก จากการที่สละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต เพื่อที่จะศึกษาอบรมเจริญปัญญาในเพศบรรพชิต เพื่อที่จะได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม เพราะฉะนั้นชาวบ้านถวายอาหารเพื่อประโยชน์แก่การที่ท่านจะศึกษาและก็ประพฤติปฏิบัติธรรม แต่ถ้าพระภิกษุใดไม่ศึกษาและไม่ประพฤติธรรม อาการที่ได้รับเหมือนอาการของโจร เพราะว่าแสดงเพศว่าเป็นภิกษุ แต่ไม่ได้ทำกิจของภิกษุ เพราะฉะนั้นก็ยิ่งกว่าขโมย ในบางแห่งจะใช้คำว่า มหาโจร เพราะฉะนั้นก็มีการที่จะได้เข้าใจความละเอียดของแม้แต่คำที่ใช้ สำหรับคฤหัสถ์หรือว่าสำหรับบรรพชิต และสำหรับบรรพชิตที่ศึกษาธรรม ประพฤติปฏิบัติธรรม แต่ยังไม่รู้แจ้งอริยสัจธรรม เป็นหนี้ เหมือนกับได้รับสิ่งที่ผู้ให้มา แต่ว่ายังไม่ได้ใช้หนี้ให้คุ้มกับอาหารบิณฑบาต หรือว่าสิ่งที่คฤหัสถ์ถวาย โดยการที่ศึกษาจนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องละเอียดและก็เป็นเรื่องตรง

    ผู้ฟัง มีผู้ฟัง ฟังทางวิทยุ กล่าวว่าเราศึกษาธรรมเพื่ออะไร ท่านถาม แล้วท่านก็สอนไปว่าเพื่อเข้าใจถูก คำถามก็คือ อะไรคือเข้าใจถูก และอะไรคือเข้าใจผิด

    ท่านอาจารย์ ต้องมีสิ่งที่เข้าใจใช่ไหม เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังเห็น เข้าใจหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เข้าใจเรื่องว่า เห็น

    ท่านอาจารย์ เห็นเป็นธรรม ต่างกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นหรือเปล่า คือการที่จะต้องเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ เพราะถ้าพูดถึงเห็น เพียงเห็นอย่างเดียว ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่ได้พูดถึงคน ไม่ได้พูดถึงสัตว์ ไม่ได้พูดถึงเทพ ไม่ได้พูดถึงอะไรเลย ไม่ได้พูดถึงจักขุปสาทรูปด้วย ไม่ได้พูดถึงอะไรทั้งสิ้น ถ้าพูดถึงเห็นก็เฉพาะเห็น ที่จะต้องเข้าใจเห็นว่าเห็นคืออะไร ไม่ปะปนกับอย่างอื่นเลย ขณะนี้กำลังเห็น เห็นจริงๆ กำลังเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้ เพราะฉะนั้นเห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่เห็นกำลังเห็นว่าขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นเห็นก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง เห็นชื่ออะไร เวลานี้มีเห็นมากมาย เห็นเกิดที่ไหน ก็เป็นเห็น ในห้องนี้ก็เห็น เห็น เห็นเยอะเลย แล้วเห็นชื่ออะไร

    ผู้ฟัง เห็นจริงๆ ก็เป็นชื่อ และเป็นภาษาไทย ฟังแล้วก็รู้คำเดี๋ยวนั้นเลย แต่ว่าสภาพหรือลักษณะที่เห็น ไม่รู้จริงๆ ทั้งๆ ที่ปรากฏอยู่ แล้วก็อยู่ตรงหน้าอย่างนี้เสมอ

    ท่านอาจารย์ จึงฟังพระธรรม เพื่อที่จะได้ถึงการรู้จักเห็นที่กำลังเห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรม ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับ เราอาจจะคิดถึงว่าเห็นในน้ำ เป็นปลาต่างๆ หรือว่านกเห็น หรือเรานั่งเครื่องบิน แล้วเราก็เห็น แต่ความจริงไม่ต้องคิดถึงอะไรเลยทั้งสิ้น ถ้าจะพูดถึงเห็น ก็คือขณะนั้นกำลังเห็น เป็นธรรม มิเช่นนั้นแล้วจะไม่มีวันรู้จักธรรม แม้จะเรียกชื่อถูกว่าเห็นขณะนี้มีจริง สิ่งที่มีจริงทั้งหมดต้องเป็นธรรมแน่นอน เพราะเหตุว่ามีลักษณะเฉพาะของธรรมนั้นๆ ไม่เป็นอย่างอื่นเลย ก็ได้แต่พูด แล้วก็ได้แต่คิด แต่ขณะนี้เห็นก็กำลังเห็น แล้วก็เกิด แล้วก็ดับด้วย

    เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจเห็น ก็คือว่าขณะที่พูดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น เห็น จะไม่คิดถึงอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น นอกจากธาตุที่กำลังเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ นี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เข้าใจสภาพธรรม ซึ่งวันหนึ่งวันหนึ่งมากมายจนรู้ไม่ได้ เพราะว่าเกิดดับมากมาย แต่ถ้าเริ่มเข้าใจทีละอย่างจริงๆ ค่อยๆ ฟัง แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็จะค่อยๆ รู้ลักษณะที่เป็นธรรม แล้วก็เริ่มเข้าใจตัวธรรมจริงๆ ที่กำลังเห็นได้ว่าเป็นธรรม เดี๋ยวนี้มีอะไร ใช่ไหม สิ่งที่มีเป็นธรรม จะไปหาอย่างอื่น นอกจากขณะนี้จะมีไหม ในขณะที่กำลังเห็นจะมีอย่างอื่นนอกจากเห็นไหม เพราะฉะนั้นขณะนี้มีอะไร สิ่งที่มีนั่นแหละเป็นธรรม ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลยทั้งสิ้น เพราะมีอยู่ตลอดเวลา และคำถามที่ว่าทำไมจึงต้องศึกษา หรือว่าทำไมจึงต้องเรียนธรรม เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้มีเห็น ขณะที่มีเห็น ไม่มีอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น แล้วจะศึกษาอะไร ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจเห็นที่กำลังมีในขณะนี้

    ขณะที่ได้ยิน ไม่ใช่เห็น ไม่ใช่คิดนึก ขณะนั้นมีการได้ยิน ไม่มีอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีเฉพาะได้ยินเท่านั้นอย่างเดียว แล้วจะศึกษาอะไร ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจได้ยินที่กำลังได้ยิน หรือแม้แต่เสียง ขณะที่เสียงปรากฏ ไม่มีอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น ไม่มีโลก ไม่มีคน ไม่มีอะไรปะปนอยู่ในเสียงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นในขณะที่เสียงปรากฏ มีแต่เสียงเท่านั้นอย่างเดียวแล้วจะศึกษาอะไร ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจเสียง แม้แต่เสียงควรศึกษา ดูเหมือนเป็นของธรรมดามากเลยใช่ไหม ทุกคนก็รู้จักเสียง และยังจะต้องศึกษาอะไรอีก แต่ว่ามีใครรู้บ้างในขณะที่เสียงเกิด เดี๋ยวนี้จากไม่มี แล้วมีเสียงเกิด เสียงมาจากไหน และเสียงเกิดแล้วก็ดับไป แต่ว่าถ้าไม่มีธาตุที่ได้ยิน แม้มีเสียง เสียงก็ปรากฏว่ามีไม่ได้เลย

    ด้วยเหตุนี้ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงมีอยู่เพียงชั่วขณะที่แสนสั้น และเป็นสิ่งที่เกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย ไม่กลับให้ไปย้อนศึกษาให้รู้สิ่งที่ดับไปแล้ว แต่สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้เฉพาะอย่างที่เกิดปรากฏ เกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว จนกระทั่งขณะใดก็ตามที่ไม่รู้ความจริง สิ่งนั้นก็เกิดแล้วดับแล้วโดยไม่รู้ แม้แต่เสียงที่มีจริงๆ ก็เป็นสังสารวัฏ ไม่ใช่ว่าไม่ใช่สังสารวัฏ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีจริงทั้งหมดเป็นหนึ่งในสังสารวัฏ เสียงที่กำลังปรากฏก็เป็นหนึ่งในสังสารวัฏ จิตที่ได้ยินเสียงนั้นก็เป็นขณะหนึ่งในสังสารวัฏ เพราะฉะนั้นสังสารวัฏ ก็คือ ความจริงแต่ละขณะ ซึ่งถ้ารู้ความต่างกันของสภาพธรรมที่มีจริง ก็จะรู้ว่าลักษณะของสิ่งที่มีจริง เมื่อคุ้นเคยกับลักษณะนั้นก็จะเห็นลักษณะนั้น และเข้าใจขึ้นว่า สภาพธรรมอย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น เสียงปรากฏแล้วก็หมดไป เสียงไม่รู้อะไรเลย กลิ่นมีจริงๆ ปรากฏเมื่อมีจิตหรือธาตุที่กำลังรู้กลิ่นนั้น กลิ่นนั้นจึงปรากฏได้ กลิ่นก็เป็นหนึ่งในสังสารวัฏที่ปรากฏแล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นจิตที่รู้กลิ่น จะรู้อย่างอื่นไม่ได้เลย เป็นธรรมซึ่งมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ทำให้รู้กลิ่นที่กำลังปรากฏ แล้วก็ดับไป นี่คือหนึ่งขณะในสังสารวัฏ ซึ่งจะไม่เป็นสัตว์ ไม่เป็นบุคคล ไม่เป็นของใคร และก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของเลย นี่คือความจริงในหนึ่งขณะ ซึ่งผู้ที่บำเพ็ญพระบารมีจนตรัสรู้ความจริงนี้ คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเห็นว่าผู้ที่ไม่รู้ รู้เองไม่ได้เลย เกิดมาก็ทะเลาะวิวาทกัน สุข ทุกข์ รัก ชังไปตามเรื่องแล้วก็จากโลกนี้ไปโดยไม่รู้อะไรเลย เหมือนอยู่ในความมืด เกิดมาสุขทุกข์ในความมืด และก็จากไปในความมืด เพราะว่าไม่ได้ตื่น ไม่ใช่ผู้รู้ผู้ตื่นที่จะรู้ความจริงว่าขณะนี้สิ่งที่สามารถจะศึกษาได้จริงๆ ก็คือ สิ่งที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นเมื่อได้มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ไม่ใช่ว่าเชื่อ แต่ว่าฟังและพิจารณาว่าเป็นความจริง การรู้ความจริง คือปัญญาในภาษาบาลี แต่ภาษาไทยก็คือ เข้าใจ จากการที่เห็นทั้งวัน และก็ยังไม่ได้ฟังเรื่องเห็น ก็ไม่เข้าใจ มีเสียงปรากฏแล้วก็หมดไป ก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นเมื่อได้มีความเข้าใจขณะใด ขณะนั้นก็คือรู้ว่าเป็นธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งไม่เที่ยงมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ควรศึกษาไหม หรือว่าจะศึกษาอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เพราะว่าไม่สามารถจะศึกษาได้ ถ้าสิ่งนั้นไม่ปรากฏ และขณะนี้ถ้าได้ยินมีจริงๆ กำลังปรากฏ อย่างอื่นไม่ปรากฏ ก็ควรศึกษาว่า ได้ยินเกิดแล้วก็ดับไป และก็ต่อไปก็จะได้รู้ความจริงที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงละเอียดยิ่งถึงเหตุปัจจัยที่จะทำให้สภาพธรรมแต่ละอย่างปรากฏได้ แม้ว่าขณะนี้ทุกคนถ้าจะพูดภาษาไทย ก็ง่าย มีจิต แต่ก็ไม่รู้ว่าจิตเป็นอย่างไร รู้แต่ว่ามี อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงลักษณะของธรรมทุกอย่าง จิตแต่ละอย่างแต่ละขณะเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย อาศัยธรรมที่ต้องเป็นอย่างนั้นเกิดขึ้นเป็นไป คนอื่นไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    2 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ