ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
ตอนที่ ๑๖๘๐
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมศุภาลัย จ.สระบุรี
วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ ถ้าจิตเห็นไม่เกิด แม้สิ่งนี้มีจริงก็ปรากฏไม่ได้ว่ามีจริงๆ อย่างเช่น คนตาบอดไม่รู้ว่าขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ไม่สามารถจะรู้ได้เลยถ้าจิตเห็นไม่เกิดขึ้น ลองคิดดู นี่คือชีวิตตามความเป็นจริงซึ่งเป็นธรรมที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ตาจะบอดวันไหนก็ได้ใช่หรือไม่ ขณะนั้นจะรู้ว่าไม่สามารถที่จะเห็นสิ่งใดอีกต่อไป เพราะว่าไม่มีรูปในตัวที่เป็นจักขุปสาทที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้
ขณะนี้ดูเป็นธรรมดาใช่หรือไม่ เห็นธรรมดา เกิดมาก็เห็น ตื่นมาก็เห็น พรุ่งนี้ก็เห็นอีก โดยไม่รู้ความจริงของเห็นว่า แท้ที่จริงเห็นที่เกิดก็เป็นธรรม ซึ่งอาศัยธรรมหลายอย่างกว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เห็นขณะนี้เกิด แม้แต่กรรมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดเห็น
เราเห็นสิ่งที่ไม่เหมือนกันแต่ละคนก็แล้วแต่ บางคนนอนหลับไม่เห็น คนที่ไม่หลับก็เห็น และสิ่งที่คนตื่นเห็นอาจจะเป็นสิ่งที่น่าตกใจก็ได้ อาจจะเป็นงูตัวใหญ่ หรืออาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่คนนอนหลับไม่มีโอกาสที่จะรู้เลย อะไรทำให้คนหนึ่งเห็นสิ่งหนึ่ง และอีกคนหนึ่งไม่เห็น สิ่งที่ทุกคนอยากจะเห็นคือสิ่งที่น่าพอใจ รูปที่สวย เครื่องใช้ที่ดี เพชรนิลจินดาต่างๆ แต่ทุกคนเห็นเหมือนกันหรือไม่ หรือแล้วแต่ว่ากรรมของใครเป็นปัจจัยให้เห็นอะไรก็ต้องเห็นอย่างนั้น
เวลามีภัยพิบัติต่างๆ ทำไมคนอื่นไม่ได้อยู่ตรงนั้นขณะนั้นเเละปลอดภัย แต่คนที่ต้องมีการกระทบกาย หรือกระทบตา กระทบหู ทำให้มีความตกใจ ทำให้เกิดความกลัว แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ จะละคลายการที่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเป็นเราได้หรือไม่ โดยที่ไม่รู้แม้ขณะที่กำลังเห็นว่า แท้ที่จริงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ใครทำให้สิ่งที่ปรากฏทางตาเกิดได้ ใครทำให้เห็นเกิดได้ ใครทำให้เสียงเกิดได้ ใครทำให้ได้ยินเกิดได้ ไม่มีใครสามารถจะบันดาลได้เลย แม้แต่เพียงธรรมอะไรๆ ทั้งสิ้น ทั้งหมดต้องเกิดจากเหตุปัจจัย และเกิดแล้วต้องดับไปด้วย มิฉะนั้นจะไม่มีคำว่าเกิดดับ ไตรลักษณะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าไม่เกิดจะดับหรือไม่ จะมีอะไรดับ ก็ไม่มี แต่เกิดแล้วไม่ให้ดับ ไม่ให้หมดสิ้นไปเลยได้หรือไม่ ก็ไม่ได้อีก
ดังนั้นการศึกษาธรรมคือ ศึกษาให้เข้าใจความจริงที่มีทุกขณะในชีวิตประจำวัน เพื่อที่จะได้เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงว่า เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง เพื่ออุปการะให้คนที่มีศรัทธาเห็นประโยชน์ได้เข้าใจความจริงก่อนตาย เพราะอย่างไรๆ ต้องตายแน่ ตายไปโดยที่ไม่รู้ความจริงเลยแล้วไม่รู้ด้วยว่าตายแล้วก็ต้องเกิด เพราะมีปัจจัยที่จะต้องทำให้เกิดเหมือนจิตหนึ่งขณะเกิดดับ การดับไปของจิตขณะก่อน เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่นเลย นั่งอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ จิตเกิดดับไปแล้วนับไม่ถ้วนเลยและกำลังเป็นอย่างนั้น แล้วต่อไปก็จะเป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจธรรมจะไม่มีความสงสัยเรื่องตายแล้วเกิด เพราะว่าความจริงตายคือดับแล้วไม่กลับมาอีกทุกๆ ขณะชื่อว่าขณิกมรณะ ขณิกะคือขณะ ความตายทุกขณะ เพราะเหตุว่าตายแล้วไม่กลับมาอีกเลย แต่ไม่รู้ตัวเลยใช่หรือไม่ ขณะนี้ทุกอย่างเป็นอย่างนี้ เราจะรู้ต่อเมื่อเป็นสมมติมรณะที่เราสมมติว่าตาย ชาติหนึ่งเกิดแล้วก็ตายคือพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ เมื่อจิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาที่จะเป็นบุคคลนี้ได้อีกเลย แต่เป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิคือจิตขณะแรกของชาติก่อนเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่น
ใครก็ตามที่เกิด ให้ทราบว่าเขาต้องตายก่อนจากชาตินั้นแล้วเกิดทันที ทันทีคือเราไม่สามารถจะรู้ได้เพราะว่าใครจะรู้การเกิดดับของจิต แม้แต่แพทย์ซึ่งอาจจะมองดูเครื่องมือที่แสดงการเต้นของหัวใจ แล้วประมาณว่าขณะนั้นเป็นเส้นราบไม่มีการเต้นหมายถึงคนนั้นจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ไม่ทราบได้ว่าคือขณะใดจริงๆ เพราะว่าขณะที่กำลังเห็นไม่ใช่ขณะที่จิตดับ นี่คือแสดงความรวดเร็วอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดง เราจะไม่สามารถคลายการยึดถือว่าเป็นเรา เป็นคนนั้นคนนี้ มีความรัก มีความชัง มีความโกรธ มีความเกลียด ซึ่งก็ต้องจากโลกนี้ไปแล้วจะไม่พบกันอีกเลย
ขณะนี้ก็เหมือนอย่างนั้น เราจะรู้จักกันอีกไม่นาน รู้จักจริง เห็นหน้าพบกันทักทายได้ว่าใครชื่ออะไร แต่อีกไม่นานก็จะไม่รู้จักกันแล้ว เหมือนคนที่จากโลกนี้ไป หรือเราที่จากโลกก่อนมา แม้เราเคยรู้จักกันโลกก่อน เเต่เมื่อมาถึงโลกนี้รู้จักคนใหม่แล้วทั้งหมดเลย ไม่ใช่คนเก่าที่เคยรู้จัก ซึ่งธรรมก็คืออย่างนี้ สังสารวัฏฏ์คืออย่างนี้
ดังนั้นถ้าไม่ใช่ปัญญาจริงๆ ไม่ใช่การรู้จริงๆ เพียงแต่การคิดประมาณเทียบเคียง แล้วเข้าใจว่าเราสามารถที่จะมีปัญญารู้ถึงพระธรรมที่ทรงแสดง โดยไม่ศึกษาอย่างรอบคอบโดยละเอียดตามลำดับด้วย จะไม่มีทางเข้าใจพระธรรมได้เลย เพราะแม้แต่คำว่าธรรม ต่างคนต่างคิดแต่ไม่ได้รู้จริงๆ ว่าธรรมก็คือธรรมดา
การฟังธรรม ไม่ใช่ให้เราเปลี่ยนตัวเราจากหน้ามือเป็นหลังมือ ใครทำได้ โลภะที่มีมานานแสนนานสะสมอยู่ในจิตแต่ละขณะสืบต่อกันแล้วจะไม่ให้เกิดเลย ให้ดับไปหมดให้หายไปเลยได้อย่างไร ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างนั้นไปได้เลย เพราะฉะนั้นทั้งๆ ที่ได้ฟังธรรมแล้วก็อย่าหวัง เพราะว่าหลายคนจะกล่าวคำโดยไม่เข้าใจความจริงว่า คนนี้ศึกษาธรรมมาตั้งนานก็ยังเหมือนเดิม จะนำโลภะ โทสะ โมหะ ที่สะสมมาแล้วไปทิ้งไว้ที่ไหน แต่ไม่เหมือนเดิมคือเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น ตามความเข้าใจที่สะสมไปทีละเล็กทีละน้อย และการที่มีความเข้าใจธรรมถูกต้องจะมีสิ่งที่เพิ่มขึ้นคือกุศลธรรม แต่ไม่ว่ากุศลธรรมที่เป็นขั้นทาน ขั้นศีล หรือขั้นความสงบของจิตนั้น ไม่ใช่ปัญญาที่รู้ความจริงของธรรมก็ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้เพราะยังเป็นเรา ยังไม่ได้เข้าใจธรรมว่าเป็นธรรมเลย
ดังนั้นการที่จะเข้าใจธรรมว่าเป็นธรรมคือ จากการฟังแล้วเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่ไปนึกเรื่องอื่น เวลานี้กำลังมีสิ่งที่ปรากฏ กำลังพูดเรื่องสิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นความเข้าใจก็คือเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้ที่ได้ยินได้ฟังแล้วไม่ลืมว่า ขณะนี้เพียงแค่หลับตา มีอะไรปรากฏ ไม่มี เมื่อลืมตา คนตั้งหลายคนมาจากไหน จำได้ทันที โดยที่ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วขณะหลับตาไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างนี้ แต่ถ้าหลับตาในที่ที่มีแสงสว่างก็จะมีสี ถ้าหลับตาในห้องที่มืดก็ไม่มีสีสันวัณณะที่จะปรากฏเลย ซึ่งคนที่ตาไม่บอดสามารถบอกได้ว่ามืดหรือสว่าง ในขณะที่คนตาบอดไม่รู้ความต่าง เพราะว่าไม่มีสิ่งใดๆ ที่จะปรากฏให้เห็นได้ว่ามืดหรือสว่าง
การศึกษาธรรมไม่พ้นจากการเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังมีจริงๆ นี่คือศึกษาให้เข้าใจธรรม ไม่ต้องไปกังวลว่าใครเขารู้คำตั้งมากมาย ปฏิจจสมุปบาท อายตนะ ขันธ์ ธาตุ แต่เราไม่รู้แล้วเราจะไปพูดกับเขาอย่างไร ต้องไปเปิดพจนานุกรม ปทานุกรม หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ถึงอย่างนั้นอ่านแล้วก็ไม่ได้เข้าใจธรรม เพราะว่าเป็นเพียงคำแปลความหมายและชื่อ แต่ว่าธรรมจริงๆ คือเดี๋ยวนี้มีธรรม ฟังเเละรู้ว่าธรรม ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย บางคนไม่เข้าใจจะไปหาธรรม ขึ้นเหนือล่องใต้ ตะวันออกตะวันตก กลับมาไม่เจอธรรม หาไม่เจอใช่หรือไม่ แต่ความจริงถ้ามีความเข้าใจธรรม เมื่อไรที่เกิดเข้าใจเมื่อนั้นรู้ว่าเป็นธรรม แต่ขณะใดที่ลืมเมื่อนั้นก็ไม่ใช่ธรรมแล้ว เป็นสิ่งที่เราเคยจำนิมิตรูปร่างสัณฐาน
เพราะฉะนั้น แต่ละคำที่ถามมีความละเอียดมาก ไม่ใช่เพียงได้ยินข้อความสั้นๆ ในพระไตรปิฎกว่า ไม่ติดในนิมิตอนุพยัญชนะ แปลได้ นิมิตคือรูปร่างสัณฐาน ทำให้รู้ว่าเป็นแก้ว เป็นโต๊ะ เป็นคน เป็นดอกไม้ อนุพยัญชนะคือส่วนละเอียดของสิ่งที่มี เช่น ทุกคนมีตาสองข้าง มีหู มีจมูก มีปาก มีผม เหมือนกันหรือไม่
นิมิตคือรู้ว่านี่คือคน ไม่ใช่แมว ไม่ใช่นก แต่ส่วนละเอียดของแต่ละอย่างคือ ส่วนละเอียดนั้นนอกจากจะทำให้ติดในส่วนละเอียดนั้น ยังแสดงประมาณของกิเลสว่ามีในส่วนละเอียดนั้นมากเท่าไร อย่างเช่นถ้ามีเสื้อตัวหนึ่ง เข็มขัดเส้นหนึ่ง เข็มขัดก็เป็นเข็มขัด เสื้อก็เป็นเสื้อ ราคาอาจจะเท่ากัน เข็มขัดก็เข็มขัด เสื้อก็เสื้อ แต่ต่างกันตรงไหน อนุพยัญชนะส่วนละเอียดของเข็มขัด ส่วนละเอียดของเสื้อ
ดังนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ ที่จะไม่เผินไม่ข้ามและต้องตามลำดับ ถึงจะแสดงว่าเราเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง มิฉะนั้นเราจะเป็นคนเผิน เหมือนรู้แต่ไม่รู้ เหมือนเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ แต่ถ้าเข้าใจจริงๆ ต้องสามารถรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ
เริ่มจากการฟัง จึงมีคำว่าปริยัติ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมตามลำดับ จะไม่พูดถึงสติปัฏฐานถ้าคนนั้นยังไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักธรรมแล้วใช้คำว่าสติปัฏฐาน หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า พูดคำว่าสติปัฏฐานแต่ไม่เข้าใจสติปัฏฐาน เพราะว่าไม่รู้จักธรรม
คำว่าสติ คนไทยใช้โดยที่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริง หรือไม่รู้ภาวะสภาพธรรมที่เป็นสติ เดินดีๆ ไม่อย่างนั้นจะหกล้มต้องมีสติ ง่ายจัง โดยที่ไม่รู้ว่าสติคืออะไร อย่างนั้นพูดคำว่าระวังก็ได้ เดินระวังๆ
สมาธิเกิดกับจิตทุกขณะ แต่สติไม่ได้เกิดกับจิตทุกขณะซึ่งเป็นความต่างกัน สติมีหลายระดับขั้นด้วย ตั้งแต่เป็นไปในทานวันหนึ่งๆ วันนี้ก็ได้ ระลึกเป็นไปในการให้เพื่อประโยชน์สุขแก่คนอื่น หรือเเม้เเต่กับสัตว์บ้างหรือไม่ ปกติเราก็มีของหลายอย่างอาจจะไม่ได้ใช้เลย มีอาหารที่ไม่ได้รับประทานมากมาย ถ้ามีคนที่ไม่มีสิ่งนั้นซึ่งจำเป็นหรือเป็นประโยชน์กับเขา ถ้ามีการเป็นไปที่จะให้ประโยชน์แก่คนนั้น นั่นไม่ใช่เราเเต่คือสติเกิด ระลึกเป็นไปในการที่จะสละวัตถุเพื่อประโยชน์สุขแก่คนอื่น
เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหมดที่เราคิดว่าเป็นเรา ดีบ้างร้ายบ้าง ก็คือเป็นธรรมนานาประเภท ประเภทที่ไม่ดีก็มี ประเภทที่ดีก็มี แต่เป็นธรรมไม่ใช่เรา เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป บังคับให้เกิดไม่ได้เพราะเป็นอนัตตา
การศึกษาธรรม ไม่ใช่เพื่อเราจะเก่ง เพื่อเราจะได้รับคำชม หรือเรารู้คำมากๆ ไม่ใช่เลยทั้งสิ้น การศึกษาธรรมด้วยความเคารพสูงสุดในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงพระมหากรุณาแสดงให้เราเกิดความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ในสิ่งที่มีจริงในชีวิต เพื่อละความติดข้อง เพื่อละความติดในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสิ่งที่กระทบสัมผัส เพื่อละความติดในลาภ ในยศ ในสรรเสริญ ในสักการะ เพราะเหตุว่าทั้งหมดที่ติดนำมาซึ่งความทุกข์
ดังนั้น ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดแล้วศึกษาจริงๆ ในแต่ละคำให้เข้าใจก่อนตามลำดับ แต่ละขณะก็ล่วงไป เมื่อครู่นี้ก็ล่วงไปๆ เมื่อครู่นี้ที่ล่วงไป เข้าใจอะไรหรือไม่ หรือว่าเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นการที่จะได้ประโยชน์จากแต่ละขณะที่ล่วงไปเปล่าๆ โดยไม่ได้เข้าใจอะไรเลย ควรที่จะได้เป็นขณะที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม พิจารณาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่าเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง เป็นสิ่งที่รู้ง่ายหรือว่ารู้ยาก แม้ว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้
นี่คือความจริง ไม่ใช่ว่าเพียงได้ยินคำว่าธรรมแล้วสามารถที่จะเข้าใจธรรม ละความติดข้อง และรู้แจ้งสภาพธรรมในขณะนี้ตามความเป็นจริง แต่ต้องทราบว่าก่อนจะได้ฟังธรรม จิตเกิดดับมานานแสนนาน แต่ละขณะที่จิตเกิดต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฎ ซึ่งเป็นชีวิตของเราตั้งแต่เกิดก่อนที่จะได้ฟังพระธรรมก็มีการเห็นแน่นอน เกิดแล้วก็ต้องเป็นไป คือเห็นแล้วคิดถึงเรื่องหรือสิ่งที่เห็น อยากได้บ้าง ไม่พอใจบ้าง เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา จนกระทั่งถึงขณะที่ได้ฟังแล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูกลิ้น กาย ใจ เหมือนเดิม แต่เพิ่มความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน
เพราะฉะนั้น ธรรมคือเดี๋ยวนี้ ถ้ารู้จักว่าขณะนี้เป็นธรรมจะทำให้เราฟัง เพื่อที่จะได้เข้าใจสิ่งที่ลึกซึ้งจริงๆ ที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าเป็นธรรมทั้งหมด คำว่าธรรมกับธาตุ มีความหมายเดียวกัน คือมีลักษณะเฉพาะอย่าง เกิดเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่นแล้วดับไป เช่น เสียง ขณะนี้เกิดปรากฏเป็นเสียง เป็นอื่นไม่ได้เลยแล้วดับไป ทางจมูกก็มีกลิ่น ทางลิ้นก็มีรส เมื่อกระทบแล้วก็มีการที่จะรู้ว่าเป็นรสต่างๆ
จิตเกิด เเละยังมีธาตุรู้ที่เกิดพร้อมกันกับจิตด้วย คือจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏพร้อมกับนามธรรมที่เกิด เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน เพราะฉะนั้นสภาพธรรมนั้นไม่ใช่จิต แต่เกิดพร้อมจิต จึงใช้คำว่าเจตสิกะ ซึ่งภาษาไทยเราใช้คำว่าเจตสิก เจตสิก ไม่ว่านักปราชญ์ราชบัณฑิตประเทศไหนชาวอะไรก็ตามไม่สามารถที่จะรู้จัก เขาจะรู้เพียงว่ามีจิตแล้วมีความคิดจากการที่มีจิตว่าเป็นจิตใต้สำนึกบ้าง จิตอะไรต่างๆ นานาบ้าง แต่ไม่ได้รู้ขณะจิตซึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วดับพร้อมเจตสิก
ขณะนี้ ธรรมกำลังมี ไม่เคยมีขณะใดเลยซึ่งขาดธรรม แต่ว่าเป็นธรรมซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของ บังคับบัญชาให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้แต่เกิดแล้ว ขณะนี้ไม่ว่าจะมีอะไรปรากฏ หมายความว่าสิ่งนั้นเกิดแล้ว คิดทำให้เกิดขึ้นไม่ได้เลย ดังนั้นถ้าจะรู้ความจริงคือ รู้ความจริงของสิ่งที่เกิดแล้ว ในขณะนี้ก็มีสิ่งที่เกิดแล้วปรากฏแต่ไม่รู้ความจริง ฟังแล้วต้องค่อยๆ เข้าใจให้ถูกต้องว่า การรู้ความจริงเริ่มตั้งแต่การฟังแล้วพิจารณาว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟังเป็นคำจริง พูดถึงสิ่งที่มีจริงหรือไม่ ถ้าไม่ใช่พูดถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ จะไม่ได้ประโยชน์ คือไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเพียงความคิดของแต่ละคน เรื่องแต่ละอย่าง ซึ่งไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
การศึกษาธรรมไม่ประมาทคือรู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรม ถ้าไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม จะไม่ใช่การศึกษาธรรมเลย เพราะธรรมอยู่ที่ไหน ถ้าขณะนี้ไม่ใช่ธรรม แล้วจะไปรู้เรื่องธรรมอะไร ถ้าขณะนี้ธรรมไม่ได้ปรากฏให้ค่อยๆ เข้าใจว่า ธรรมแต่ละลักษณะนั้นไม่ใช่ธรรมเดียวกันเลย มีลักษณะเฉพาะแต่ละธรรมจริงๆ แล้วก็ดับก่อนที่จะสามารถรู้ความจริง จนกว่าการฟังมีความเข้าใจที่มั่นคง ไม่มีความที่จะไม่ศรัทธาในการที่จะเห็นว่า ไม่มีประโยชน์จะฟังทำไม เห็นก็ธรรมดา แต่มีใครบ้างซึ่งเกิดแล้วไม่เห็น ตายไปไม่เห็น ก็ต้องเกิดใหม่แล้วก็เห็นอีก
ดังนั้นเป็นสิ่งที่มีนานแสนนานโดยไม่รู้ เเละเป็นสุขเป็นทุกข์กับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นนั่นเอง มีใครไม่เป็นสุขเป็นทุกข์กับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นบ้าง มีใครไม่เป็นสุขเป็นทุกข์กับรสที่ปรากฏเมื่อสักครู่นี้บ้าง หรือว่ามีใครไม่เป็นสุขเป็นทุกข์กับเสียง ซึ่งบางครั้งก็เป็นเสียงที่น่าพอใจ บางครั้งก็เป็นเสียงที่ไม่น่าพอใจ บังคับบัญชาไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการฟังธรรมเพื่อเข้าใจธรรม มีคำกล่าวว่าหุงข้าวต้มเพื่ออะไร เพื่อเป็นข้าวต้ม เราหุงข้าวต้มจะให้เป็นอย่างอื่นได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ ทำขนม อาจจะปิ้ง อาจจะทอด เพื่ออะไร เพื่อเป็นขนม ทำอย่างนั้นเพื่อที่จะให้เป็นสิ่งที่เราทำ
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ฟังธรรมไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลยเเต่เพื่อเข้าใจ ทุกคนต้องรู้ว่าการฟังสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง ไม่ว่าวิชาการสาขาใดๆ ทั้งสิ้น ต้องฟังทั้งนั้นใช่หรือไม่ จะเรียนตัดเสื้อ ทำอาหาร จะทำเครื่องยนต์ หรืออะไรๆ ก็แล้วแต่ ต้องอาศัยการฟังเพื่อเข้าใจก่อน เมื่อมีความเข้าใจแล้วจึงสามารถที่จะเป็นไปตามที่เข้าใจ ถ้าเข้าใจผิดก็ไปผิด ถ้าเข้าใจถูกก็ไปถูก
ก่อนการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ในกัปป์นี้มีใครรู้อย่างนี้บ้างว่า เป็นธรรมซึ่งเกิดปรากฏแล้วหมดไป หลายคนอยากจะมีปัญญา อยากจะไม่มีกิเลส อยากจะสงบ แต่ว่าไม่สามารถมีปัญญาถึงการที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นก็เป็นตัวเรา
มีใครบ้างที่ไม่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา เมื่อมีเราก็มีความเห็นแก่ตัวของเรา สุขทุกข์ทั้งหมดเพื่อตัวเองก่อน ลึกลงไปคือทั้งหมดจะไม่พ้นการติดข้องในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราพูดถึงธรรมแต่ละชื่อแต่ละคำ แต่ว่ารู้จริงๆ ในธรรมนั้นหรือยัง เช่นพูดคำว่า โทสะ ความโกรธ ความขุ่นใจก็เป็นความโกรธที่ไม่มากพอที่จะปรากฏออกมาทางกายทางวาจา เพียงแต่เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ความขุ่นใจก็เกิดขึ้น เป็นธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขณะนั้นใครไปบังคับให้เกิดหรือไม่ หรือว่าเกิดแล้ว แล้วก็ไม่รู้ด้วย กลายเป็นเราโกรธ หรือเราขุ่นใจ
ดังนั้น เพราะความไม่รู้ความจริงของสภาพทั้งหมด จึงยึดถือสภาพเหล่านั้นทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตายว่าเป็นเรา ทั้งๆ ที่สภาพธรรมนั้นเพียงปรากฏแล้วหมดไป เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาก็ยังไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา เปลี่ยนไปเลย ไม่กลับมาอีกด้วย ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา
การที่จะรู้จักธรรมจริงๆ เริ่มจากการฟังก่อน ไตร่ตรองให้เข้าใจว่าเป็นความจริงหรือไม่ ซึ่งขณะนี้สิ่งที่มีมีจริงๆ แต่ปัญญาไม่ได้เข้าใจความจริงของสิ่งนั้นเลย ในสมัยพุทธกาลหรือสมัยไหนก็ตามแต่ คนที่เกิดมาแล้วมีความเห็นต่างกันหรือเหมือนกัน จะให้ทุกคนเห็นเหมือนกันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ต้องเป็นไปตามการสะสม แม้แต่อาหารเช่น ไข่ บางคนชอบที่สุกมากๆ บางคนไม่ชอบสุกมาก แค่นี้ก็ต่างกันไปแล้ว เพราะฉะนั้นความหลากหลายของธรรมมีมาก แต่ไม่สามารถที่จะรู้ว่าเป็นธรรมได้ ซึ่งความเห็นไม่ใช่เพียงเรื่องติดข้องในอาหาร หรือในสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางกาย แม้ความคิดเรื่องธรรมก็ต่างกัน
ด้วยเหตุนี้ แม้ในครั้งพุทธกาลก็มีผู้ที่มีความเห็นต่างจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้เห็นความเป็นผู้ตรัสรู้ พระมหากรุณาที่ทรงแสดงความจริง เพราะว่าท่านเหล่านั้นไม่ต้องการความจริง ไม่ฟังความจริง หนีความจริง กลัวความจริง ไม่ฟังเพื่อที่จะได้พิจารณาว่า เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ ใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะฉะนั้นความเห็นของแต่ละคนที่จะให้ตรงกันเหมือนกัน เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นไปตามการสะสม แต่ชาวพุทธหรือผู้ที่บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เวลาที่ท่านแสดงธรรม หรือแม้แต่การสนทนาธรรมกับคฤหัสถ์ เช่น จิตตคฤหบดี ซึ่งเป็นพระอนาคามีบุคคล และพระภิกษุเหล่านั้นก็ยังไม่ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเลย ท่านเหล่านั้นก็ฟังสิ่งที่จริง ไม่ว่าใครพูด
พระภิกษุท่านได้ไปสนทนาธรรมกับท่านจิตตฤคหบดี และไม่ว่าจะเป็นการสนทนาธรรมที่ใดก็ตาม ท่านพระนันทะจะกล่าวธรรมกับพระภิกษุณี ท่านต้องบอกกันก่อนว่า ถ้าสิ่งใดถูกต้องยอมรับว่าถูก สิ่งใดผิดก็ต้องผิด ไม่ใช่ว่าจะมีความเห็นโดยที่ว่าไม่ฟังในเหตุผล ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คือไม่ได้สาระจากพระธรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
