ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
ตอนที่ ๑๖๓๔
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ ธรรมดาเกิดมาด้วยความไม่รู้ กายวาจาเป็นยังไงถ้าเป็นพูดตรงๆ หยาบมากแล้วอยากได้ด้วยเปล่า
ผู้ฟัง ค่ะ
ท่านอาจารย์ เกิดมาแล้วก็มีแต่ความอยาก ไม่อยากจะยากก็ยากเพราะว่าเป็นธรรมนี่คือการเริ่มที่จะเข้าใจธรรมโดยความเป็นอนัตตาทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะได้ฟังละเอียดขึ้น และเข้าใจเพิ่มขึ้นว่าสิ่งที่มีจริงสามารถที่จะรู้จริงมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นจนปัญญาสามารถแทงตลอดลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ทีละลักษณะจึงจะปรากฏว่าไม่ใช่เราไม่ใช่ตัวตนได้ การฟังธรรมแต่ละครั้งก็จะรู้ได้ว่าฟังธรรมหรือไม่ได้ฟังธรรมหรือสิ่งที่ฟังไม่ใช่ธรรมเมื่อมีความเข้าใจธรรมแล้ว แต่ถ้าไม่เคยรู้อย่างนี้ก็เข้าใจว่าฟังธรรมทั้งนั้นเลยแต่เป็นธรรมหรือเปล่าหรือว่าเป็นเราเป็นเขาเป็นเรื่องนั้นเป็นเรื่องนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ได้ฟังแล้วมีความเข้าใจก็จะเริ่มเข้าใจธรรมทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าสามารถที่จะแทงตลอดคือประจักษ์แจ้งความจริงของธรรมค่อยๆ คลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เมื่อไหร่ที่อาจหาญร่าเริงด้วยความเข้าใจที่รู้ว่าไม่ว่าจะเป็นธรรมใดๆ ก็ตามที่เคยยึดถือว่าเป็นเราไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดีฝ่ายไม่ดีก็เป็นธรรมทั้งนั้นก็จะทำให้ค่อยๆ คลายการที่เคยยึดถือสภาพธรรม และสามารถที่จะน้อมไปสู่ธาตุซึ่งไม่เกิดมีจริงๆ เป็นอริยสัจธรรมเป็นนิโรธสัจจะในอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ก็มีทุกขอริยสัจ ชื่อทั้งนั้นเลยถ้าไม่ฟังก็คิดเองพอทุกเกิดก็ทุกขอริยสัจแต่สัจจะคือความจริงคือขณะนั้นเป็นธรรมที่เป็นทุกข์ไม่ใช่เราเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นจะขาดการฟังธรรมได้ไหมถ้าเป็นผู้ที่ตรง และเห็นประโยชน์ว่าความเข้าใจหรือความรู้จากการฟังธรรมทีละเล็กทีละน้อยจริงๆ เพราะว่าสะสมความไม่รู้มามากมายมหาศาลเป็นปัจจัยที่จะให้เดี๋ยวก็ลืมๆ จนกว่าไม่ลืม เห็นเตชะพลังหรือว่าการสามารถที่จะเผาอกุศลของพระธรรมที่ทรงแสดงได้ไหม จากอกุศลที่มากมายๆ มหาศาลเพราะเหตุว่าพอเห็นแล้วชอบทันทีโดยไม่รู้เลยติดข้องทันทีโดยไม่รู้ทุกคนจะรู้จักความอยากได้ที่มีกำลัง มีดอกกุหลาบ ๒ สีๆ ชมพูกับสีขาว อยากได้ดอกกุหลาบดอกไหนคะ
ผู้ฟัง ได้ทั้ง ๒ ดอกค่ะ
ท่านอาจารย์ เอาสีเหลืองอีกแสดงให้เห็นถึงทันทีที่เพียงได้ยินคำว่าดอกกุหลาบสีขาวทันทีที่เพียงได้ยินก็อยาก สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีจริง และปรากฏ และจิตกำลังรู้สิ่งนั้นจะไม่ให้มีความติดข้องในสิ่งนั้นได้หรือ และจะไปให้ติดข้องในสิ่งอื่นที่ไม่ปรากฏได้หรือในเมื่อสิ่งนั้นยังไม่ปรากฏ แต่ว่าพอเกิดความจำ และความนึกคิดแม้ไม่เห็นก็ยังต้องการได้แสวงหาได้ กิเลสที่มากมายเหล่านี้จากที่เป็นปกติในชีวิตประจำวันเป็นอกุศลค่อยๆ เพิ่มชีวิตประจำวันเป็นกุศลโดยฟังธรรมเพิ่มขึ้นเข้าใจเพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังฟังธรรมแล้วเข้าใจเป็นกุศลขณะนั้นอกุศลเกิดไม่ได้เลยไม่มีทางที่จะเป็นอกุศลในขณะที่กำลังเข้าใจต้องเป็นกุศลแล้วถ้าเพิ่มมากขึ้นๆ อกุศลจะค่อยๆ น้อยลงเพราะว่าเคยเป็นอกุศลมากมายแต่เวลาที่กุศลเกิดขึ้นขณะนั้นอกุศลเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นกุศลก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ชีวิตประจำวันจากอกุศลมากๆ พอมีความเข้าใจแล้วกุศลก็เกิดมากๆ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏด้วยความเข้าใจตามที่ได้ยินได้ฟังตรงกันทุกอย่างไม่ผิดจากความเป็นจริงเลย จากอกุศลเป็นปกติค่อยๆ เป็นกุศลเพิ่มขึ้นจนกระทั่งแม้ว่าจะไม่ได้ดับอกุศลแต่กุศลก็ยังเป็นปกติของคนนั้นคือเป็นมิตรกับทุกคนไกลไหมยากหรือเปล่าหรือไม่เห็นยากเลยจะเกลียดเขาทำไมจะโกรธเขาทำไมจะชอบหรือจะพอใจติดข้องอะไรเพราะเป็นเพียงธรรมที่ปรากฏเท่านั้นเอง นี่คือธัมมะเตโชซึ่งเป็นหลักของกุศลทั้งหลายที่จะเจริญขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้ เพียงเท่านี้ยังยากแล้วจะให้หมดอกุศลมิยิ่งยากกว่านี้หรือ แสดงได้เห็นว่ากว่าจะมีปัญญาที่จะเข้าใจแม้อะไรเป็นกุศลแม้อะไรเป็นอกุศลทางหนึ่งมืดสนิทเพราะไม่รู้อีกทางหนึ่งค่อยๆ เป็นแสงสว่างที่จะนำออกจากการที่เป็นอกุศลมัวเมาในความติดข้องในความไม่รู้ในความต้องการสิ่งที่ไม่เป็นสาระเลยเพราะปรากฏแล้วหมดไปไม่ได้กลับมาอีกเลย ก็แล้วแต่วัดใจวัดปัญญาวัดผลของการฟังธรรม การกระทำทั้งหมดไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาแต่ธรรมเตชะเป็นหลักเป็นพื้นฐานที่จะนำมาสู่ความเข้าใจ และการสามารถที่จะดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉทเลือกทางไหนคะ
ผู้ฟัง เลือกความเข้าใจก่อนครับ
ท่านอาจารย์ คนอื่นตอบแทนไม่ได้เลยแต่เริ่มเห็นคุณค่าของการฟัง และการเข้าใจธรรมเหนือสิ่งอื่นใดเพราะว่าไม่มีใครรู้ว่าขณะไหนจะเป็นขณะสุดท้ายของชาตินี้อาจจะเป็นต่อไปสักหนึ่งนาทีก็ได้วันพรุ่งนี้ก็ได้เย็นนี้ก็ได้แล้วอะไรเป็นสาระ ไม่มีอะไรเลยนอกจากวิมุตติเป็นสาระคำว่าวิมุตติหมายความว่าการพ้นจากกิเลส ฟังดูก็น่าพ้นแต่ก็ยังชอบกิเลสยังเป็นไปตามกิเลสเพราะกำลังยังไม่พอ ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมจริงๆ แม้แต่คำว่าปฏิบัติธรรมก็ไม่เข้าใจ และก็หลงผิดไป เพราะฉะนั้นคำสอนใดๆ ที่ไม่ถูกต้องคำสอนนั้นจะนำออกจากพระสัทธรรมไม่ทำให้บุคคลนั้นหันกลับมาสู่การรู้ความจริงของสภาพธรรมเลย อันตรายแล้วก็น่ากลัวไหมมิจฉาทิฎฐิความเห็นผิดตรงกันข้ามกับความเห็นถูก ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดรอบคอบแล้วก็ไม่ประมาทที่จะเข้าใจทุกคำที่ได้ยินให้ชัดเจน และถูกต้องยิ่งขึ้นเพราะว่าทุกคำก็กล่าวถึงธรรมถ้าเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังถูกต้องขึ้นย่อมเข้าใจธรรมที่ได้ยินได้ฟังในขณะที่กำลังรู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้น เพราะว่าถ้าไม่ได้ฟังธรรมเลยจะรู้ไหมว่าแข็งที่กำลังกระทบเป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้น และดับไป แต่พอเข้าใจแล้วขณะที่กำลังรู้แข็งถ้าเข้าใจจริงๆ มีใครอีกไหมแม้แต่นิ้วมีไหมขามีไหมตามีไหม ไม่มีอะไรเลยเพราะว่าขณะนั้นจิตเกิดขึ้น ๑ ขณะรู้เฉพาะแข็งที่กำลังปรากฏตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าที่ไม่ใช่แข็งที่กำลังปรากฏไม่มีเลย แสดงให้เห็นความจริงว่าที่หลงเข้าใจว่ามีเราตั้งแต่แต่ศีรษะตลอดเท้าก็คือเพียงแต่จำว่ามีแต่ความจริงอายุของรูปสั้นมากเท่ากับการเกิดดับของจิต ๑๗ ขณะไม่ต้องไปนั่งรู้ว่าเมื่อไหร่แต่ฟังเพื่อให้รู้ว่านี่คือธรรมที่เป็นอนัตตาที่ไม่ควรที่จะยึดถือว่าธรรมนั้นๆ เป็นเรา เพราะฉะนั้นแต่ละขณะเป็นธรรมทั้งหมดแล้วแต่ว่าจะมีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์พูดว่าเราอยู่ในโลกของความหลอกลวงคือเห็นดอกกุหลาบก็คิดว่าเป็นดอกกุหลาบจริงๆ แต่จริงๆ แล้วก็เป็นแค่สิ่งที่ปรากฏทางตาแต่ก็ยังไม่เข้าใจความหลอกลวงในลักษณะของนามธรรม ถึงแม้ท่านอาจารย์จะพูดว่าจำแต่ก็ยังมองไม่ออกว่านามธรรมที่เป็นความหลอกลวงในชีวิตประจำวันจะมองเข้าใจได้ยังไงคะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ จะเข้าใจได้ยังไงลองคิดถึงประโยคนี้นะคะ
ผู้ฟัง ก็แสดงถึงความไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์ คือความเป็นผู้ละเอียดทั้งๆ ที่ฟังก็ตั้งใจ และฟังมานานแล้วก็เข้าใจก็ยังแล้วจะเข้าใจได้ยังไง กำลังของอวิชามากมายแค่ไหน และที่ว่าฟังแล้วก็ลืมๆ ไม่ไกลเลยเพียงแต่ได้ยินคำว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้มีจริงๆ แล้วก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นธรรมอย่างเดียวที่สามารถที่จะปรากฏให้เห็นได้ ฟังขณะนี้เข้าใจเห็นดอกกุหลาบลืมแล้วใช่ไหมเมื่อกี้นี้ที่ฟังว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเมื่อเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้นจะเป็นอะไรได้นอกจากความรู้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยมากที่จะคลายความติดข้องในนิมิตสิ่งที่ปรากฏรวมทั้งอนุพยัญชนะคือความละเอียดของสิ่งนั้นเพราะว่าแค่ดอกไม้ก็มีหลายดอกแล้ว ละเอียดไหมที่จะรู้ไปถึงหลายดอกโดยรวดเร็วทันทีลืมว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะฉะนั้นความหมายของหลงลืมสติในภาษาที่แปลจากพระไตรปิฏกก็คือขณะนั้นสติไม่เกิดที่ว่าสติไม่เกิดสติระดับไหนไม่เกิดขั้นฟังขณะนี้ถ้าไม่มีสติไม่มีความเข้าใจธรรมเลย เพราะฉะนั้นแม้เพียงชั่วขณะที่เข้าใจไม่ใช่เราแต่สติ และโสภณเจตสิกอื่นๆ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ ตัตรมัชฌัตตตา มากมายหลายชื่อซึ่งมีทั้งนั้นเลยเกิดขึ้นแล้วทำงานทั้งนั้นแต่ก็ไม่รู้เลยขณะนั้นก็เป็นสติขั้นหนึ่งคือขั้นฟังเข้าใจ แต่ว่าฟังเข้าใจว่าขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นยังไม่เคยน้อมมาสู่ความจริงอันนี้แต่พอได้ยินแล้วเริ่มที่จะเข้าใจขึ้นเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแค่หลับตามีใครในห้องนี้เท่าไหร่มีดอกไม้มีอะไรอยู่บนโต๊ะก็ไม่มีเลยทั้งสิ้น จริงไหม จริงเพราะไม่ใช่เห็นเพราะฉะนั้นเห็นก็คือมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นกำลังฟัง และเริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยแล้วก็ลืมก็เห็นดอกกุหลาบ การที่หลงลืมสติหรือสติไม่เกิดจะเร็วสักแค่ไหนเช่นเดียวกับเวลาที่เห็นแล้วอกุศลเกิดเร็วสักแค่ไหน ความเร็วที่เกิดขึ้นเพราะมีกำลังเป็นสภาพธรรมที่สะสมมาจนกระทั่งมีกำลังที่จะเกิดได้ทันทีที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ และความไม่รู้ก็เกิดถ้าสะสมปัญญาความเห็นถูกก็จะรู้ความต่าง ต่างจริงๆ สิ่งที่ได้ฟังไม่ผิดสามารถที่จะมีกำลังจนกระทั่งแม้ขณะนี้ก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา ถ้าไม่รู้อย่างนี้จะละอะไรจะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมได้ไหม เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเกิดจึงปรากฏให้เห็นแล้วดับ จะกล่าวว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่เกิดถูกต้องไหมถ้าไม่เกิดจะปรากฏให้เห็นได้ยังไง และความรวดเร็วก็คือเกิดจริงแล้วก็ดับจริงๆ ด้วย แม้แต่คำว่าหลงลืมสติหรือว่าสติไม่เกิดก็สั้นเร็วมากสำหรับเวลาที่ ไม่มีปัจจัยพอที่เมื่อได้ฟังแล้วก็รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏได้ นี่คือความต่างกันของผู้ที่ได้อบรมแล้วกับผู้ที่ยังไม่ได้อบรมหรือผู้ที่เริ่มจะอบรม
ผู้ฟัง ขณะที่โลภะมูลจิตเกิดขึ้นมีทั้งจิต และก็มีทั้งโลภะท่านอาจารย์กรุณาบอกว่าให้เข้าใจจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ธาตุรู้ก็ยังไม่เข้าใจว่าหมายถึงว่าอะไร ขณะนั้นก็มีโลภะซึ่งเป็นนามธาตุด้วยเป็นจิตซึ่งเป็นนามธาตุด้วย
ท่านอาจารย์ บอกว่าให้เข้าใจนามธาตุหรือว่าฟังแล้วเข้าใจ
ผู้ฟัง ฟังแล้วเข้าใจค่ะ
ท่านอาจารย์ จริงๆ จะเป็นอะไรก็เป็นอย่างนั้นโดยที่ไม่ต้องเรียกชื่ออะไรเลยก็ได้ใช่ไหมคะ
ผู้ฟัง ค่ะ
ท่านอาจารย์ นี่คือความจริงที่จะต้องเข้าใจก่อน แต่ถ้าไม่มีชื่อจะรู้ไหมว่าหมายความถึงอะไรเพราะว่าธรรมก็หลากหลายสิ่งที่มีจริงไม่ใช่มีเพียงอย่างเดียวหลากหลายมากมายจึงจำเป็นต้องใช้คำที่จะให้เข้าใจความต่างของธรรมนั้นๆ ถ้าไม่กังวลในชื่อเพียงแต่ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงขณะนี้เป็นธรรม เข้าใจอย่างนี้ก่อนสิ่งที่มีจริงทั้งหมดมีลักษณะยังไงเมื่อไหร่ก็ตามก็เป็นธรรมแล้วธรรมโดยไม่เรียกชื่อก็คือว่าถ้ามีการกระทบสิ่งที่แข็งอันนี้ต้องใช้คำ แต่เวลาที่แข็งปรากฏต้องเรียกว่าแข็งหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ต้องเรียกก็ได้ค่ะ
ท่านอาจารย์ ต้องบอกว่าเป็นรูปธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ต้องบอกก็ได้ค่ะ
ท่านอาจารย์ ต้องบอกว่าไม่ใช่นามธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ต้องบอกก็ได้ค่ะ
ท่านอาจารย์ ไม่ต้องคิดว่ารู้เพราะกายประสาทมีหรือเปล่า
ผู้ฟัง ก็เรื่องราวอีกค่ะ
ท่านอาจารย์ ธรรมจริงๆ คือขณะใดที่ปรากฏเพียงชั่วขณะที่สั้นดับแล้ว ขณะนี้ธรรมที่ได้ฟังชื่อเรื่องราวต่างๆ ดับหมดแล้ว ขณะนี้มีธรรมใหม่แล้วก็ถ้าไม่รู้ลักษณะนั้นก็ดับไปอีกหมดแล้วก็คือการไม่รู้ลักษณะจริงๆ ของธรรมใดๆ เลยทั้งสิ้นถูกต้องไหม การฟังคือการสะสมของปัญญาที่เริ่มจะมีความเห็นถูกโดยการที่ระลึกคือรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรม กำลังมีแข็งปรากฏไม่ต้องเรียกว่าแข็งแต่รู้ว่าแข็งมีเพราะกำลังปรากฏแล้วก็เริ่มเข้าใจถูกว่าสิ่งที่มีนั้นแหละเป็นธรรม และเริ่มเข้าใจว่าขณะนั้นไม่มีเราไม่มีแขนไม่มีขาไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้นโลกทั้งโลกจักรวาลทั้งจักรวาลที่จำไว้ไม่มี มีแต่แข็งกับสภาพที่กำลังรู้แข็งเท่านั้นนี่คือการที่จะฟังแล้วฟังอีกค่อยๆ สะสมไป ไม่ใช่หมายความว่าฟังแล้วให้ไปรู้ทันทีให้รู้อย่างนั้นให้รู้อย่างนี้ไม่ใช่ ฟังแล้วก็เข้าใจจนกระทั่งสะสมจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริงเมื่อสิ่งนั้นกำลังปรากฏ คุณชุมพรกำลังสนใจเรื่องจิตกับเจตสิกแล้วก็เหมือนกับกล่าวว่าให้รู้ลักษณะของจิตทำไมไม่รู้ให้รู้ลักษณะของเจตสิกถูกต้องไหมคะชื่อหรือเปล่า
ผู้ฟัง ชื่อค่ะ
ท่านอาจารย์ แต่ลักษณะของธรรมที่ต่างกันจริงๆ ก็คือว่าแข็งมีถูกต้องไหม เมื่อมีสภาพที่กำลังรู้แข็ง เพราะฉะนั้นขณะนั้นไม่ใช่มีแต่แข็งต้องมีสภาพที่กำลังรู้ลักษณะแข็งนั้นด้วยไม่ต้องเรียกชื่อจิตเจตสิกใดๆ เลยเพียงแต่ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงแล้วก็เป็นธรรมแล้วก็ต่างกันความต่างกันไม่ต้องเอาชื่อมาใส่ว่านี่เป็นเจตสิกหรือมีจิตเกิดเป็นใหญ่เป็นประธาน และมีเจตสิกเท่าไหร่เกิดร่วมด้วยขณะนั้นในเมื่อลักษณะนั้นไม่ได้ปรากฏเลย ทำไมมีตัวอยากจะไปรู้ตรงนั้น กว่าความต้องการหรือโลหะจะหมดไปได้คิดถึงว่าปัญญาจะต้องอบรมเจริญอย่างไรเห็นความเป็นพระอรหันตาสัมมาสัมพุทธเจ้าจากการฟังพระธรรมโดยละเอียด และความเข้าใจพระธรรมถึงจะรู้ได้ว่าสิ่งที่ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ และก็สงสัยโดยชื่อโดยประการต่างๆ แท้ที่จริงปัญญาจะต้องเริ่มเข้าใจธรรมไม่ใช่ขณะนี้เราเข้าใจจิตเจตสิกอะไรทั้งสิ้น แม้แต่ธรรมที่มีจริงๆ ที่จะเข้าใจว่าเป็นธรรมก็ยังไม่รู้ก็เป็นนึกถึงชื่อ และทำไมให้รู้ธาตุรู้ซึ่งเป็นจิตเพราะขณะนั้นไม่ใช่มีแต่แข็งต้องมีสภาพที่รู้แข็งด้วย ขณะที่กำลังรู้เฉพาะแข็งขณะนั้นเป็นสภาพจำหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นสภาพรู้ค่ะ
ท่านอาจารย์ จะไปถามเรื่องจิตเรื่องเจตสิกเรื่องนั้นเรื่องนี้แต่ว่าพื้นฐานที่จะเข้าใจจริงๆ คือสิ่งที่มีจริงๆ ในหนึ่งขณะก็คือมีสิ่งที่ปรากฏแต่สิ่งนั้นจะปรากฎได้ต่อเมื่อมีธาตุที่กำลังรู้สิ่งนั้น ไม่เรียกว่าจิตได้ไหมคะ
ผู้ฟัง ได้ค่ะ
ท่านอาจารย์ จะไม่กล่าวว่าเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏได้ไหม
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ ก็ได้แต่จากความไม่รู้เลยว่าแข็งมีเป็นลักษณะหนึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งคือเป็นธรรมแล้วก็มีปรากฏเมื่อมีสภาพที่กำลังรู้ในลักษณะนั้น เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังรู้ลักษณะนั้นใครจะรู้บ้างว่าจิตที่กำลังรู้แจ้งลักษณะของแข็งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไหร่ ไม่ใช่เป็นเรื่องกังวลให้รู้อย่างนั้นให้รู้อย่างนี้ไม่ใช่ ฟังธรรมให้เข้าใจว่าเป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง ขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์คะในหมู่พวกเราที่มาฟังท่านอาจารย์ก็ยังมีผู้ที่ว่าฟังท่านอาจารย์สุจินต์เพื่อให้รู้ปริยัติแต่ก็ต้องไปปฏิบัติเพื่อเสริมกันซึ่งตามความเข้าใจของหนูคิดว่า เมื่อฟังเข้าใจก็เป็นสังขารขันธ์ที่ปรุงแต่งความเข้าใจว่าสภาพธรรมตามความเป็นจริงแม้ในขั้นฟังซึ่งตรงนี้ไม่มีตัวตนต่างหากที่ไปทำ ถ้าเมื่อไรที่ไปทำดูเหมือนว่าฟังอาจจะยังไม่เข้าใจพอก็จะเรียนรบกวนท่านอาจารย์ขยายความตรงนี้
ท่านอาจารย์ ฟังธรรมเพื่อจะปฏิบัติหรือเพื่อที่จะเข้าใจธรรมต้องตั้งต้นให้ถูก และให้ตรงตั้งแต่ต้น เพราะว่าถ้าฟังธรรมเพื่อที่จะปฏิบัติก็คือไม่รู้ว่าธรรมไม่ใช่เราแล้วก็มีตัวเราที่ฟังธรรม และเพื่อเราจะปฏิบัติแต่ถ้าฟังธรรมคือมีความเข้าใจว่าขณะนี้เป็นธรรมใครจะทำอะไรกับธรรมซึ่งเกิดแล้วทำได้ไหมแล้วใครจะปฏิบัติอะไร การฟังธรรมที่ว่าละเอียดลึกซึ้งคัมภีรสุขุมอย่างยิ่งก็คือขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตายก็เป็นธรรมแต่ถ้าไม่ฟังก็ไม่รู้เลยว่าเป็นธรรมแต่ละลักษณะแต่ละอย่างในขณะนี้จริงๆ เข้าใจว่าเป็นเราบ้างหรือเป็นสิ่งนั้นบ้างสิ่งนี้บ้าง เพราะฉะนั้นเมื่อฟังธรรมแล้วเข้าใจธรรมก็จะไม่มีเราที่จะทำอย่างอื่นนอกจากรู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมแต่ยังไม่ได้เห็นถูกตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่เรา การฟังเพื่อที่จะให้มีความเข้าใจมั่นคงขึ้น และก็ระลึกได้ในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ว่าไม่ใช่เราก็เป็นเรื่องของความเข้าใจจากการฟัง และการพิจารณาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจ และเป็นผู้ตรงที่จะรู้ว่าแม้จากการฟังเข้าใจว่าเป็นธรรมแต่จริงๆ ก็ยังไม่รู้จักธรรมเพียงแต่รู้เรื่องธรรมเท่านั้นเองก็เป็นเรื่องที่ต้องอดทน และรู้ว่าเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นการฟังเพื่อละความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏมีธรรมเป็นเครื่องยืนยันว่าปัญญามีความเข้าใจในธรรมที่กำลังปรากฏมากน้อยแค่ไหน ต้องถามคนอื่นไหมหรือว่าใช่หรือไม่ใช่ ใช่หรือไม่ใช่ขณะนั้นเป็นธรรมหรือเปล่าเป็นความสงสัยซึ่งมีจริงๆ และก็ไม่ใช่เราด้วย จะไม่มีอะไรสักอย่างเดียวซึ่งเป็นเราซึ่งไม่ใช่ธรรมแต่เพราะไม่รู้ความจริงก็มีธรรมมากมายซึ่งขณะนี้ก็มีแต่ก็เริ่มที่จะค่อยๆ เข้าใจในความละเอียดของการที่เพราะเหตุใดสิ่งที่มีจริงในขณะนี้จึงเป็นธรรมซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร และก็เกิดแล้วด้วยแล้วก็ดับแล้วด้วยแล้วใครจะทำอะไรกับธรรม ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้นอกจากฟังแล้วเข้าใจแล้วก็ละการที่เคยยึดถือธรรมว่าเป็นเรา
ผู้ฟัง เขาก็จะถามว่าเมื่อสนใจที่จะศึกษาธรรมก็มีอาจารย์ที่สอนธรรมมากมายที่สอนอยู่ในขณะนี้แล้วคำถามก็จะบอกว่าแล้วเขาจะเลือกฟังอาจารย์ท่านใดดี
ท่านอาจารย์ อาจารย์จริงๆ เป็นใคร
ผู้ฟัง ก็เป็นการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์ พระบรมศาสดามีอื่นอีกไหมเพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นใครที่กล่าวธรรมก็ต้องมาจากการศึกษา และเข้าใจธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงซึ่งเป็นพระบรมศาสดา ทุกคนรู้ว่าความเข้าใจไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นเองได้ไม่ว่ากับใครแม้แต่คนที่เราเรียกว่าอาจารย์ก็ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจของบุคคลนั้นซึ่งจะเกิดขึ้นมาเองได้แต่ต้องอาศัยการฟังแล้วก็ไตร่ตรองพิจารณาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจขึ้น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680