ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๑๖๗๕

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ แต่ว่าขณะใดก็ตามที่กล่าวถึงอารมณ์ของจิตให้ทราบว่า ขณะนั้นก็เป็นอารมณ์ของนามธรรม ซึ่งเกิดพร้อมกันด้วย

    ด้วยเหตุนี้ที่ถามเรื่องอารมณ์ของภวังค์ก็คือให้ทราบว่า ขณะที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก มีจิตเกิดขึ้นดำรงภพชาติ ยังไม่ให้เปลี่ยนเป็นบุคคลอื่น ยังต้องเป็นคนนี้จนกว่าจะถึงกรรมสิ้นสุดขณะสุดท้าย ทำให้บุคคลนั้นพ้นจากสภาพความเป็นบุคคลนี้

    เพราะฉะนั้นขณะที่หลับสนิทเห็นได้ชัดว่า ขณะนั้นมีจิต ไม่ใช่คนตาย จิตขณะนั้นไม่เห็น ไม่ได้ยิน แต่จิตขณะนั้นทำภวังคกิจซึ่งเป็นกิจหนึ่ง เพราะว่าจิตทุกประเภทเกิดทำกิจ ไม่ทำกิจไม่ได้เลย และกิจของจิตก็ทำเฉพาะของตนๆ จะไปทำกิจของจิตอื่นไม่ได้เลย

    ด้วยเหตุนี้ ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต และจุติจิต ซึ่งเป็นจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ มีอารมณ์เดียวกัน เพราะเป็นผลของกรรมเดียวกันที่ทำให้เกิดเป็นบุคคลนี้ แต่ถ้าจะกล่าวว่าภวังคจิตมีอารมณ์อะไร อารมณ์ของปฏิสนธิจิตต้องมี และเป็นอารมณ์เดียวกับอารมณ์ของจิตใกล้จะจุติ ก่อนตาย แล้วแต่ว่ากรรมใดจะให้ผลก็เป็นเหตุให้จิตในขณะนั้นมีอารมณ์อย่างนั้น ซึ่งถ้าเป็นจิตที่เศร้าหมองคือเป็นอกุศล หรือว่าเป็นจิตที่ผ่องใสคือเป็นกุศล เป็นปัจจัยให้ผลของกุศลและอกุศลนั้น เกิดขึ้นเป็นกุศลวิบากทำกิจปฏิสนธิ หรืออกุศลวิบากทำกิจปฏิสนธิ โดยมีอารมณ์เดียวกับอารมณ์ใกล้จุติของชาติก่อน

    ดังนั้น ถ้าบุคคลหนึ่งบุคคลใดจะจากโลกนี้ไป ซึ่งทุกคนอยู่ไม่นานต้องไปแน่ แต่ก่อนจะจากไปเลือกให้กรรมให้ผลไม่ได้ เลือกอารมณ์ก่อนที่จะตายไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้วขณะนั้นไม่รู้สึกตัว โดยเฉพาะขณะสุดท้ายคือจุติจิต เหมือนปฏิสนธิจิต และภวังคจิตคืออารมณ์ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวเลยเพราะว่าไม่รู้ตัว อย่างไรๆ ก็ไม่รู้ตัว เหมือนตอนเกิดไม่รู้ตัว เป็นภวังค์ไม่รู้ตัว และจุติจิตก็ไม่รู้ตัว

    ผู้ฟัง เราทราบแล้วว่า บาปอกุศลที่ทำแล้วนั้นก็เป็นอันทำไป ขอถามว่า พระองค์มุ่งหมายให้ละในบาปที่จะเกิดขึ้นใหม่ หรือว่าบาปที่ทำไปแล้วนั้นด้วย

    ท่านอาจารย์ ต้องการที่จะละอกุศลจริงๆ หรือว่าเพียงแต่อยากจะทราบเรื่องราวของอกุศล เพราะเหตุว่าธรรมไม่ใช่ว่าเราจะอ่านหน้าไหน ตอนไหนก็ได้แล้วคิดว่าจะเข้าใจ ถ้าได้ยินคำว่าสัมมัปปธานมีเท่าไรก็อยากจะรู้เฉพาะตรงนั้น แต่ข้อสำคัญที่สุดรู้จักธรรมแล้วหรือยัง เพราะว่าทั้งหมดเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นสัมมัปปธาน หรือปฏิจจสมุปบาท หรืออะไรทั้งหมดก็คือธรรม

    เพราะฉะนั้นก่อนอื่น เริ่มรู้จักธรรมก่อนแล้วจะค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่ได้ทรงแสดงไว้ ณ สถานที่ต่างๆ จนกระทั่งรวบรวมเป็นพระไตรปิฎก ผู้ที่มีปัญญามาก สะสมความรู้ความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏขณะที่กำลังฟัง สามารถที่จะแทงตลอดความจริงของสภาพธรรมนั้น เช่น ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ พระอรหันต์ และพระอริยสาวกทั้งหลายในครั้งพุทธกาล พระผู้มีพระภาคไม่ต้องทรงแสดงยาวมากโดยละเอียด เช่น ท่านพระสารีบุตร เพียงข้อความไม่มากท่านก็เป็นพระโสดาบัน

    เพราะฉะนั้น ที่ทรงพระมหากรุณาแสดง ๔๕ พรรษานั้นสำหรับผู้ที่ฟังแล้วฟังอีก แล้วไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตัวเองว่า สามารถที่จะเข้าใจ แม้คำที่ได้ยินแต่ละคำถูกต้องหรือไม่ เช่นคำว่า ธรรม นามธรรม รูปธรรม

    ถ้ายังไม่เข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแม้ในขั้นต้นก็ไม่สามารถที่จะรู้จักธรรมได้เลย ได้ยินเพียงแต่คำและเรื่องราว ซึ่งในปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มีข้อความที่ทรงแสดงเรื่องของสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ทุกคนจะสนใจเพียงแค่มรรคมีองค์ ๘ อริยมรรค เพราะเหตุว่าจะทำให้สามารถบรรลุคุณธรรม รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระอริยบุคคลได้ แต่พระผู้มีพระภาคตรัสถึงสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ

    ญาณเป็นความรู้ เพราะฉะนั้น สัจจญาณก็คือ ความรู้ที่เข้าใจเรื่องของสัจธรรมอย่างมั่นคงว่า ขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมด ซึ่งธรรมก็หลากหลายมาก และธรรมที่ปรากฏในขณะนี้เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่กลับมาอีกเลย ดังนั้นจึงมีแต่ของใหม่และมีสิ่งที่ถูกปรุงแต่งมากมายไปเรื่อยๆ มากยิ่งขึ้น แม้แต่ความคิดของคน คนยุคสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้า ไม่มีวิทยุ ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีเครื่องบิน แต่ต่อมาๆ การปรุงแต่งของความคิดนึกต่างๆ ก็ทำให้คิดไปในเรื่องของการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นวัตถุต่างๆ จนกระทั่งโลกเปลี่ยนแปลงมาถึงยุคนี้

    แสดงให้เห็นว่า การที่เราจะเข้าใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะต้องมีความเข้าใจธรรมก่อน ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม โดยเฉพาะสัจจญาณ คือความเข้าใจเรื่องของอริยสัจ ๔ ซึ่งไม่ได้กล่าวถึงคนเลย แต่กล่าวถึงธรรมล้วนๆ ซึ่งพระไตรปิฎก ๓ ปิฎก พระวินัยปิฎก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของพระวินัยของพระภิกษุ การประพฤติปฏิบัติในเพศบรรพชิต ซึ่งเป็นการขัดเกลากิเลสที่ต้องเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยใหญ่

    แสดงให้เห็นว่าการฟังพระธรรมทั้งหมด เพื่อรู้ความจริงจนกระทั่งสามารถที่จะละความไม่รู้ เมื่อละความไม่รู้ กิเลสต่างๆ ก็เบาบางลง แต่ว่าถ้าไม่มีความรู้**แล้วจะไปทำอย่างหนึ่งอย่างใดโดยหวังว่ากิเลสจะเบาบางหมดไป เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าขาดสัจจญาณโดยเฉพาะก็คือปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

    ปริยัติคือการรอบรู้ในธรรม ซึ่งขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมด ถ้าไม่มีการรอบรู้อย่างมั่นคงจริงๆ ว่า เป็นธรรมแต่ละลักษณะเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป ก็จะไม่มีการสามารถเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้

    สภาพธรรมขณะนี้เกิดจึงได้ปรากฏ ถ้าไม่เกิดจะปรากฏได้อย่างไร แต่การเกิดก็ไม่รู้ กำลังเกิดดับก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่รอบรู้เท่านั้นจึงสามารถที่จะค่อยๆ โน้มไปสู่การจะรู้จักตัวจริงคือสภาวธรรมของธรรมซึ่งเป็นอนัตตา ไม่มีใครเป็นเจ้าของ "เห็น" มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่มีใคร ขณะที่เห็นเป็นธาตุอย่างหนึ่ง "ได้ยิน"ขณะนี้ ไม่มีใครนับเลยว่ามากมายสักเท่าไร แต่ละคำ แต่ละขณะที่ได้ยิน มีปัจจัยเกิดขึ้นได้ยินและก็หมดไป แล้วยังมีความจำเรื่องราวของสิ่งที่ได้ยินสะสมสืบต่อไปอีก ดังนั้นจึงต้องเป็นผู้ที่รอบรู้ในสัจจญาณ จึงจะสามารถมีกิจจญาณคือสติสัมปชัญญะ มีปัจจัยที่จะเกิดรู้ธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้

    กิจจญาณ คือปฏิปัตติในภาษาบาลี ซึ่งภาษาไทยใช้คำว่าปฏิบัติแล้วรวบรัดว่าคือการทำ เพราะคนไทยเข้าใจว่าปฏิบัติคือทำ แต่ปฏิปัตติในภาษาบาลี ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง ขณะนี้มีสภาพธรรมเกิดดับ ไม่มีปัญญาที่ถึงการเข้าใจลักษณะของธรรมว่า เป็นธรรมที่กำลังเกิดดับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการรอบรู้ในปริยัติ จึงไม่มีปัจจัยที่สามารถจะเข้าใจสภาพธรรมซึ่งมีจริงๆ ในขณะนี้ และทุกขณะที่กำลังปรากฏได้

    ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นสัมมัปปธานก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรม แล้วถ้าไม่มีปัญญาจะรู้ว่าละกิเลสที่เกิดแล้วได้อย่างไร ไม่มีปัญญาเลยก็ละไม่ได้แน่ๆ แต่ว่าถ้ามีความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยก็จะรู้ว่ากิเลสเคยเกิดหรือไม่ ใครไม่เคยมีกิเลสเกิดบ้าง วันนี้กิเลสเกิดแล้วหรือยัง ถ้ามีปัญญาก็จะละกิเลสที่เกิดแล้วไม่ให้เกิดอีก แต่ถ้าไม่มีปัญญา กิเลสที่เกิดแล้วก็จะเกิดอีก แสดงให้เห็นว่าต้องเป็นเรื่องของปัญญา เพราะว่าพระพุทธศาสนาเป็นคำสอนของบุคคลผู้เลิศในจักรวาล เหนือจักรวาลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าสามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้โดยตลอด

    ด้วยเหตุนี้ พุทธะคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คือรู้ความจริง ในขณะที่ชาวโลกเห็นก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของต่างๆ แม้สภาพธรรมขณะนี้เกิดดับก็ไม่รู้ว่าเกิดดับ เพราะฉะนั้น ความต่างกันของผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ต่างกันไกลแสนไกล

    ดังนั้น หนทางเดียวที่จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ เมื่อศึกษาพระธรรมโดยละเอียด โดยรอบคอบ โดยลึกซึ้ง โดยไม่ประมาท จึงสามารถที่จะเข้าใจแม้แต่คำต่างๆ เช่น สัมมัปปธาน เป็นต้น เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ใครจะคิดว่าเพียงอ่านก็เข้าใจได้ แต่ต้องไตร่ตรอง กิเลสใดๆ ที่เกิดแล้ว แม้ว่าจิตซึ่งเป็นอกุศลเพราะมีกิเลสเกิดร่วมด้วยขณะนั้นดับไปแล้วก็จริง แต่ว่าจิตที่ดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้น จะให้สิ่งที่มีในจิตขณะก่อนนั้นจะให้หายไปไหน ถ้าหายไปหมดทุกคนก็ไม่เหลือกิเลสเลย แต่เพราะแม้ว่าเกิดแล้วดับแล้ว เมื่อเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด จิตขณะต่อไปก็สะสมสิ่งที่เคยมีอยู่ในจิตขณะก่อน ดังนั้นการจะละอกุศลที่เกิดแล้ว หรืออกุศลที่กำลังปรากฏ หรือกุศลที่ยังไม่เคยเกิดเลย คือความเข้าใจธรรม หรือเมื่อเข้าใจแล้วก็สะสมที่จะให้มั่นคงยิ่งขึ้นเจริญต่อไป ก็เป็นเรื่องเดียวคือเข้าใจธรรมเพราะว่าขณะนี้เป็นธรรม แล้วจะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อได้เข้าใจธรรมขึ้น

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามท่านอาจารย์เรื่องของกรรมวิบาก เจ้ากรรมนายเวร

    ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องที่ชัดเจนแล้วตรง เพราะฉะนั้น จะต้องเข้าใจว่าแต่ละคนมีจิตหนึ่งขณะซึ่งเกิดขึ้น และจิตขณะที่เกิดดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อๆ ไปเกิดขึ้น จะนำการกระทำซึ่งเกิดจากจิตที่มีความจงใจตั้งใจที่จะทำอกุศลกรรม หรือกุศลกรรมที่ดับไปแล้วไปให้คนอื่น ไปให้ผลกับคนอื่นไม่ได้ เพราะเหตุว่าจิตของแต่ละคนไม่ใช่ว่าสลับกันว่า จิตนี้ดับแล้วไปให้จิตอื่นของคนอื่นมาเกิดสืบต่อ

    เพราะฉะนั้น เมื่อจิตขณะนี้เกิดแล้วก็ดับไป เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด ถ้าจิตในขณะนั้นเป็นเหตุ คือเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ยังไม่ทำให้เกิดผลทันที เพราะเหตุว่ากรรมที่จะทำให้เกิดผลทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่นมีกรรมเดียว คือโลกุตตรกุศล ทันทีที่ดับไปก็เป็นปัจจัยให้วิบากคือผลของกรรมนั้นเกิดสืบต่อทันที

    ดังนั้นจิตที่เกิดสืบต่อจากกรรมที่ได้กระทำแล้ว เมื่อถึงกาลที่กรรมที่เกิดแล้วจะให้ผล ก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตที่เกิดสืบต่อเกิดขึ้นเป็นผลของกรรม เรายังไม่ทราบว่าเป็นผลของกรรมขณะใด แม้ขณะนี้ก็เป็นผลของกรรม

    ผลของกรรมแรกในชาติหนึ่งก็คือปฏิสนธิจิต กรรมนั้นได้กระทำไปแล้วนานเท่าไรก็ตาม ถึงกาลที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดก็เกิด ซึ่งเวลาที่เกิดแล้วจิตที่เกิดสืบต่อจะไปข้ามให้คนอื่น หรือว่าจะไปต่อของคนอื่นไม่ได้เลย ต้องจิตนั้นเองที่ดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด จิตขณะต่อไปเกิดก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปต่อๆ ไปเรื่อย ตั้งแต่เกิดจนถึง ณ บัดนี้

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่สะสมมาของแต่ละคนจึงไม่สามารถที่จะไปยกให้คนอื่นได้ หรือว่าจะไปไม่ให้ผลของกรรมที่ได้กระทำแล้วเกิดขึ้นก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าเมื่อเหตุมี ผลต้องมี เจตนาที่เป็นอกุศลกรรม หรือเจตนาที่เป็นกุศลกรรมนั่นเองสะสมสืบต่อเป็นกรรมปัจจัย ปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้วิบากเกิดก็คือกรรมปัจจัย เป็นปัจจัยโดยตรง ดังนั้นเมื่อกรรมใดๆ ก็ตามที่ได้ทำแล้วถึงกาล ต้องถึงกาลคือพร้อมด้วยเหตุปัจจัยที่จะทำให้ผลเกิดขึ้น ผลก็คือการเกิดดับสืบต่อมา จนถึงขณะที่จิตที่เป็นผลของกรรมนั้นเกิดขึ้นเป็นวิบาก คือเป็นผลของกรรม ในขณะที่กำลังเห็น กรรมทำให้มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย รูปเหล่านี้มีกรรมเป็นสมุฏฐาน

    ดังนั้นการที่มีตา มีเพื่ออะไร เพื่อเห็น เมื่อมีสิ่งที่เห็นแล้ว ขณะนั้นเลือกไม่ได้เลย จะเห็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ จะเกิด ณ ที่ใดก็ตาม ถ้าเราไม่คำนึงถึงสถานที่ ไม่คำนึงถึงรูปร่าง เมื่อนามธาตุเกิดเป็นธาตุรู้สิ่งที่ปรากฏ และถ้าเป็นผลของกรรมก็คือ ทางตา เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจเมื่อเป็นผลของอกุศลกรรม ทางหู เสียงมีหลายเสียง เสียงที่ไม่น่าพอใจใครจะอยากได้ยิน แต่เพราะกรรมที่ได้กระทำแล้วเกิดดับสืบต่อ ทำให้จิตขณะที่เป็นวิบากเกิดขึ้นเป็นผลของกรรม ถ้าเป็นอกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้วถึงกาลที่จะต้องได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจก็ห้ามไม่ได้เลย ต้องได้ยิน ทั้งๆ ที่เสียงเป็นสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับเร็วมาก แต่ก็ไม่เร็วเท่าจิต

    ขณะนี้ไม่มีใครรู้เลยว่ารูปๆ หนึ่ง เช่น เสียง หรือสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือรสต่างๆ หรืออ่อนหรือแข็ง มีอายุที่สั้นแสนสั้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หรือผู้ที่ไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้รับฟังพระธรรม ไม่สามารถที่จะรู้ถึงการดับของรูปนั้นได้เลย เพราะเหตุว่าในขณะนี้จิตเห็นกับจิตได้ยินห่างกันมากเกิน ๑๗ ขณะ รูปๆ หนึ่งจะมีอายุเมื่อเกิดแล้วเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ รูปนั้นก็ดับ ซึ่งเวลานี้รูปก็เกิดขึ้นและดับไป เพราะฉะนั้นกรรมที่จะทำให้ได้ผล คือต้องได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ มีปัจจัยทำให้เสียงที่ไม่น่าพอใจเกิด ใครห้ามได้ เสียงฟ้าร้องใครห้ามได้ บางคนได้ยิน บางคนไม่ได้ยิน ไม่ใช่เราอยากได้ยิน หรือว่าเราไม่อยากได้ยิน แต่มีปัจจัยที่จะทำให้ต้องเกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้น เพราะเหตุว่าได้กระทำกรรมที่จะต้องให้ผล คือสิ่งที่ไม่ดีทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นทุกข์ทางกายต่างๆ เมื่อเป็นผลของอกุศลกรรม

    ถ้าเป็นทางฝ่ายของกุศลก็ตรงกันข้าม ไม่ว่าจะมีสิ่งที่ปรากฏทางตาก็น่าดู น่าพอใจ เสียงที่เพราะ รูปต่างๆ กลิ่นหอม รสอร่อย กายก็กระทบสัมผัสสิ่งที่ไม่เป็นทุกข์ แสดงให้เห็นว่าเมื่อเหตุมี ผลต้องมี ตราบใดที่ยังไม่ได้สิ้นชีวิตต้องมีวิบากจิต คือกรรมที่ได้กระทำแล้ว เป็นปัจจัยให้จิตประเภทที่เป็นวิบากที่เป็นผลของกรรมเกิดขึ้น

    ทุกคนอาจจะไม่รู้ว่า ขณะนี้กำลังเป็นผลของกรรมที่เห็น เป็นผลของกรรมที่ได้ยิน แต่ไม่รู้ว่ากรรมชาติไหนและกรรมอะไร แต่ให้ทราบได้เลยว่า กรรมที่ได้กระทำแล้วเป็นเหตุ วันหนึ่งก็จะสามารถมีกำลังทำให้วิบากจิตเกิดขึ้น

    เวลาที่อ่านหนังสือพิมพ์จะเห็นความวิจิตรของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยากที่ใครจะทำได้นอกจากกรรม กรรมทำได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น กรรมมีกำลังที่สามารถจะทำให้ผลของกรรมคือจิตและเจตสิก ซึ่งเป็นผลเกิดขึ้นไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ไหนก็ตาม บางคนสงสัยว่าเป็นมนุษย์อยู่ที่นี่ แล้วเมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว ทำไมถึงไปเกิดในสวรรค์ได้ หรือว่าเกิดถึงพรหมโลกก็ได้ แสดงให้เห็นกำลังของกรรมซึ่งต่างกัน

    ถ้าเป็นอกุศลกรรมก็คือเป็นปัจจัยให้นามธรรมเกิด เราไม่ต้องคิดถึงว่าจะเรียกสถานที่นั้นว่าอะไร แต่จิตเกิดแล้วซึ่งเป็นผลของกรรม แต่ว่า ณ ที่นั้นเป็นที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่น่าพอใจเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็เรียกภพภูมินั้นว่านรก หรืออย่างในภูมิมนุษย์มีทั้งสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ บางวันก็เป็นผลของกุศลกรรม บางวันก็เป็นผลของอกุศลกรรม เพราะฉะนั้นก็ไม่เหมือนในสวรรค์ ซึ่งเป็นที่ที่รับผลของกุศลกรรมมาก มีแต่ความสนุกสนานร่าเริง แต่ก็เป็นเพียงชั่วขณะที่สั้นมาก เพราะว่าหลังจากนั้นกิเลสมีกำลังก็เกิดต่อได้ทันที

    ดังนั้นสิ่งที่น่าพอใจสำหรับผู้ที่ไม่มีปัญญาก็คือ ติดข้องในสิ่งนั้นทันที เเล้วยิ่งเห็นสิ่งที่น่าพอใจมากเท่าไรก็ยินดีติดข้องมากขึ้น โดยผลของกรรมนั้นนิดเดียว เพียงปรากฏทางตาแล้วดับ แต่ว่าทางใจก็ติดข้องในสิ่งที่เห็นมากมาย ไม่ลืมเลย เกิดเมื่อไร ติดข้องเมื่อไรก็สะสมต่อไปเมื่อนั้น

    แสดงให้เห็นว่าไม่มีเจ้ากรรมนายเวร เพราะเหตุว่ากรรมเป็นนามธรรม เป็นเจตนาเจตสิกที่จงใจที่เกิดกับกุศล บางกาลก็เป็นกุศลเจตนา บางกาลก็เป็นอกุศลเจตนา แม้ดับไปแล้ว กรรมซึ่งมีกำลังซึ่งแล้วแต่ว่าถึงระดับที่จะทำให้ปฏิสนธิเกิดหลังจากที่จากโลกนี้ไปแล้ว หรือว่าแม้ไม่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด แต่เกิดแล้วก็ยังตามเบียดเบียนได้ หรือตามอุปถัมภ์ได้ ก็เป็นเรื่องของนามธรรมซึ่งมีกำลังที่ใครก็ไม่สามารถจะเห็นนามธรรมนั้นได้ แต่ว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมทั้งปวง แม้แต่ในเรื่องของกรรม โดยแสดงกาลได้ว่ากรรมใดจะให้ผลในชาตินี้ หรือให้ผลในชาติหน้า หรือเมื่อไม่ได้ให้ผลในชาตินี้หรือชาติหน้า ก็ยังให้ผลในชาติต่อๆ ไปได้ด้วย และกรรมก็มีตั้งแต่กรรมที่ได้กระทำเป็นอาจิณ บ่อยๆ หรือว่ากรรมที่มีกำลัง หรือกรรมที่เล็กน้อยมาก แต่ก็ยังคงเป็นกรรมที่สามารถที่จะให้ผลได้

    ผู้ฟัง ขณะที่เราจะพูดคำหยาบ หรือพูดส่อเสียด หรือว่าจะทำกรรมอะไรก็แล้วแต่ เจตนาที่จะทำสิ่งนั้นซึ่งก็จะต้องให้ผลในอนาคต ถ้าใครคนหนึ่งอยากจะไม่ได้รับผลนั้นในอนาคต เขาก็ไม่ทำสิ่งที่เลวหรือมีเจตนาที่เป็นอกุศลที่จะทำสิ่งนั้นขึ้นมา โดยระงับปัจจุบันนี้ เราจะเรียกว่าการตัดกรรมได้หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจความต่างกันของกิเลสกับกรรม กรรมคือการกระทำทุจริต ถ้าเป็นอกุศลกรรมคือทางกายทางวาจา สำหรับกุศลก็เป็นไปในบุญญกริยาวัตถุ เช่น ทาน ศีล ภาวนา เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่ยังมีกิเลสอยู่ วันหนึ่งก็กระทำกรรม อย่างเช่น วันนี้อาจจะไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำกรรมอะไรไว้บ้างแล้ว ทางกายอาจจะไม่ได้ทำ ทางวาจาทำบ้างหรือไม่ เราพูดกันบ่อย แต่ว่าเราอาจจะทำน้อยกว่าที่พูดใช่หรือไม่ วันนี้พูดกับใครบ้าง และคำที่พูดเป็นคำที่มีสาระ หรือว่าไม่มีสาระ หรือว่ามีเจตนาที่จะเบียดเบียนหรือไม่

    ตราบใดที่ยังมีกิเลส คำพูดที่ไม่มีสาระก็มีมากเป็นไปตามกิเลส เมื่อเวลาที่เป็นกรรมคือ แม้พูดคำที่ไม่เป็นสาระตามปกติ เเต่ว่ามีเจตนาที่จะเบียดเบียนให้คนอื่นเดือดร้อนเพราะคำพูดที่ไม่เป็นสาระนั้น แสดงให้เห็นว่ามีกิเลสต่างๆ กัน กิเลสอย่างละเอียด กิเลสอย่างกลาง และกิเลสอย่างหยาบ ที่จะทำให้เกิดทุจริตกรรม เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะแสวงหาสัจจธรรม คือความรู้ ความเข้าใจถูก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยที่สุด เราก็รู้ว่ามีบุคคลที่เลิศกว่าบุคคลทั้งหลาย ซึ่งต้องเลิศกว่าเราแน่นอน

    ดังนั้น การฟังคือฟังคำของผู้ที่เลิศ มีปัญญาเลิศ มีพระมหากรุณาเลิศ มีความบริสุทธิ์เป็นเลิศ ไม่สมควรแก่การฟังหรือ การที่เรามีเจตนาอย่างนี้และกำลังฟังก็เป็นกุศลกรรมที่สามารถจะเข้าใจธรรมได้ ไม่ใช่เพียงขั้นทาน หรือขั้นศีล หรือขั้นความสงบของจิต นี่คือทางฝ่ายกุศล

    ส่วนทางฝ่ายอกุศล พูดกับใครมีคำหยาบ มีเจตนาที่จะให้เขาเดือดร้อนใจ บ้างหรือไม่ หรือพูดด้วยความเมตตา ไม่ต้องการที่จะกระทบกระเทียบหรือทำให้เขาเดือดร้อน ขณะนั้นก็เป็นกุศล ด้วยเหตุนี้พึงระวัง เพราะตราบใดที่มีกิเลส ไม่ยากเลยที่กรรมจะเกิดขึ้น แล้วแต่ว่าจะเกิดขึ้นทางกายหรือทางวาจา

    ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นบุคคลผู้นั้นเขาระลึกรู้ เขาไม่มีเจตนาที่จะให้ผู้อื่นเดือดร้อน ขณะนั้นก็เหมือนกับการตัดกรรม

    ท่านอาจารย์ แต่เป็นสภาพธรรมทั้งหมด เจตสิก ๓ เจตสิก ชื่อว่า วิรตีเจตสิก เป็นสภาพที่วิรัติทุจริตทางกายทางวาจา สติ เป็นสภาพที่ระลึกได้ ถ้าขณะใดก็ตามที่พูดสิ่งที่ไม่สมควรจะพูด พูดคำที่ไม่จริง ขณะนั้นไม่มีสติ แล้วไม่มีวิรตีเจตสิกเกิดด้วย จึงเป็นไปตามกำลังของกิเลส เพราะฉะนั้นกว่าโสภณเจตสิก สภาพธรรมที่ดีงามที่จะเกิดขึ้นเป็นไปในวันหนึ่งๆ ในชีวิต ขณะที่เป็นกุศลจิตเพียงหนึ่งขณะ จะมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วยมาก

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    15 ม.ค. 2569