ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
ตอนที่ ๑๖๗๑
สนทนาธรรม ที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร
วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ ขออนุโมทนาทุกท่านที่มีศรัทธาที่จะฟังพระธรรม เพราะว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งและยาก แต่สามารถค่อยๆ เข้าใจได้ ข้อสำคัญที่สุดคือการเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจต่อการฟัง รู้ว่าประโยชน์ของการฟังคือ เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังฟังว่าพูดเรื่องอะไร แล้วเป็นธรรมอย่างไร
ถ้ามีความสงสัยก็กรุณาสอบถาม เพราะเหตุว่าประโยชน์ที่สูงสุดจริงๆ เเละไม่เสียเวลาในการฟังคือเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจเมื่อไหร่ก็เสียเวลาเพราะว่าไม่เข้าใจ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพระธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก การสนทนาธรรมคงจะเป็นแบบขอถามเพื่อให้ผู้ฟังตอบบ้าง จะได้ทราบว่ามีความเข้าใจมั่นคงตามที่ได้ฟังหรือไม่ หรือกำลังพูดเรื่องนี้ ถามเรื่องนี้ แต่ว่าไปคิดเรื่องอื่นก็คงจะตอบไม่ได้แน่นอน
ทุกคนมีความจริงใจที่จะฟังพระธรรมและเป็นผู้ตรงที่จะเข้าใจธรรม เพื่อประโยชน์คือไม่คลาดเคลื่อนทั้งพระธรรมวินัยและตนเอง เพราะเหตุว่าถ้ามีความเข้าใจธรรมคลาดเคลื่อน เท่ากับทำลายพระศาสนา ไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อที่จะให้เรามีความเห็นที่ถูกต้อง และยังทำลายประโยชน์ของตนเองด้วย เนื่องจากการฟังพระธรรมเพื่อละ ไม่ใช่เพื่อได้ ข้อสำคัญที่สุดคือเพื่อละ ยากหรือไม่ ละยากกว่าได้ใช่หรือไม่ เพราะว่าเวลาที่เราอยากได้อะไร เราก็ไปแสวงหามา เมื่อได้แล้วคือไม่ได้ละสิ่งที่เราได้ติดข้องต้องการ เพราะฉะนั้นก็แสวงหาไม่จบ ได้มาแล้วเก็บไว้ๆ ในใจด้วยความติดข้อง ไม่จบ ไม่มีการที่จะละหรือสละสิ่งที่เราเคยติด ซึ่งความจริงแล้วความละเอียดของธรรมมีมาก มากจนกระทั่งต้องค่อยๆ ฟัง ซึ่งประโยชน์แท้จริงคือเพื่อละ
เวลานี้เราไม่ได้ฟังเพื่อจะได้อะไร แต่ฟังเพื่อละความไม่รู้ พระพุทธเจ้าสอนอะไร ตรัสรู้อะไร และเราไม่ได้รู้เพราะว่าเราไม่ได้ฟังพระธรรมที่ทรงแสดงโดยละเอียดจริงๆ อาจจะฟังเพียงเล็กน้อยแล้วคิดว่ารู้แล้ว แต่ความจริงไม่ได้รู้เลยสักคำเดียว ต้องใช้คำว่าสักคำเดียว ไม่ทราบว่าที่พูดอย่างนี้คนอื่นจะคิดว่าไม่จริงหรือไม่ เพราะดูเหมือนกับว่ารู้ธรรมมากแล้ว แต่ความจริงไม่ได้เข้าใจสักคำเดียว มีใครเข้าใจหลายๆ คำบ้างไหม เข้าใจเพียงชื่อ แต่เข้าใจความจริงของคำที่เราได้ยินหรือไม่ เช่น คำว่าธรรม ทุกคนได้ยินคำนี้ ยังไม่ทันไรก็อยากจะรู้จักธรรม อยากจะพบธรรม แต่ว่าก่อนที่จะพบหรือรู้จัก ต้องฟังก่อนว่าธรรมคืออะไร
ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ถ้ามีจริงและทุกคนรู้แล้วพระพุทธเจ้าก็ไม่ต้องทรงแสดง แต่เพราะว่าคนอื่นยังไม่รู้สิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเข้าใจว่าเรารู้แล้ว กับการที่ได้ฟังพระธรรม จะรู้ได้ว่าต่างกับที่เราเคยคิด ถ้าไม่เคยฟังพระธรรมเลยแล้วมีคนถามว่าธรรมคืออะไร จะตอบได้หรือไม่ อยู่ดีๆ ก็มาถามว่าธรรมคืออะไร
เมื่อได้ยินคำว่าธรรม และรู้ด้วยว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงแสดงธรรม เพราะฉะนั้นก็ต้องน่าสนใจที่จะรู้ว่าธรรมคืออะไร ไม่ใช่ว่าผ่านไปโดยไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงแสดงคืออะไรก็ไม่รู้ อย่างนั้นจะแสดงว่าเราเข้าใจธรรมไม่ได้ เพราะเราคิดเรื่องธรรมเองแล้วคิดว่าเข้าใจธรรมด้วย
น่าถาม น่าคิดหรือไม่ว่าธรรมคืออะไร หรือผ่านไปโดยไม่ต้องสนใจว่าธรรมคืออะไร แต่ถ้าจะฟังธรรม ได้ยินคำนี้แล้วผ่านไม่ได้เลยสักคำเดียว คำเดียวก็ผ่านไม่ได้ ไม่ว่าจะพูดคำอะไรทั้งหมดต้องคืออะไรก่อน ตอนนี้คงมีผู้ที่จะตอบคำถามว่าธรรมคืออะไร
ผู้ฟัง ขอตอบว่าธรรมเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ประการหนึ่ง และธรรมยังเป็นสิ่งที่มีจริงอีกประการหนึ่ง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นรู้จักธรรมหรือยัง เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน รู้จักคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วหรือยัง ถ้าไม่ฟังจะรู้ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ คิดเองไม่ได้ เพราะไม่ใช่คำสอนของเราหรือของใคร แต่เป็นของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเพียงรู้ว่าธรรมเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้หมายความว่ารู้ธรรมแล้วใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เเน่นอนว่าต้องฟัง หรือต้องอ่าน ต้องคิด ต้องไตร่ตรอง เพียงธรรมคำเดียว และคำตอบที่สองของคุณแก้วก็คือธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นเครื่องยืนยันว่า ถ้าไม่มีจริงพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไร ต้องตรัสรู้สิ่งที่มีจริงแน่นอน ไม่ใช่มาพูดเรื่องสิ่งที่ไม่มีจริง แต่ว่าเมื่อมีจริงแล้วเพราะเหตุใดคนอื่นรู้ไม่ได้ และต้องเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีมานานแสนนาน กว่าจะได้รู้ความจริงของสิ่งซึ่งทุกคนก็ยอมรับว่ามีจริง แสดงว่าสิ่งที่มีจริงต้องลึกซึ้งมาก แม้มีจริงแต่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นจึงต้องฟังคำสอนของผู้รู้ให้รู้ว่า สิ่งที่มีจริงนั้นแท้จริงคืออะไร เริ่มยากแล้วธรรมต้องคิด ต้องไตร่ตรอง ไม่ใช่เพียงแต่ฟังเฉยๆ คำถามต่อไปคือ เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง ธรรมมีจริง
ท่านอาจารย์ ธรรมมีจริงแล้วอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ ถ้ามีจริงก็ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ แล้วเป็นอะไร
ผู้ฟัง ตาก็เห็น หูก็ได้ยิน
ท่านอาจารย์ เห็นแล้วหรือไม่ว่าเราเผินไม่ได้เลย เราจะข้ามแต่ละคำและคิดว่ารู้แล้วไม่ได้ ที่คุณหมอบอกว่าขณะนี้สิ่งที่มีจริงคือ เห็นมีจริงๆ ได้ยินมีจริงๆ มีใครปฏิเสธว่าไม่จริงบ้าง เห็นจริงๆ ไม่ต้องบอก ไม่ต้องถาม ไม่ต้องใช้คำอะไรเลย เห็นก็กำลังเห็น เกิดขึ้นเห็น เพราะฉะนั้นเห็นมีจริงๆ แล้วรู้จักเห็นหรือยัง เพียงแค่เห็นคำเดียวและมีจริงด้วย แล้วรู้จักเห็นหรือยัง นี่คือการที่จะไม่เผินและไม่ประมาทพระธรรม
เห็น กำลังเห็นอยู่ ทุกคนเห็นแล้วรู้จักเห็นที่กำลังเห็นหรือยัง เพราะว่าเห็นมีจริงต้องเป็นธรรมแน่นอนเพราะฉะนั้น ถ้าจะไปหาธรรมหรือจะเข้าใจธรรม ไม่ใช่ไปหาที่อื่นหรือเข้าใจที่อื่นเลย แต่ขณะนี้สิ่งใดที่มีจริงเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้มีความเข้าใจสิ่งนั้นจนกระทั่งสามารถที่จะเห็นความจริงของสิ่งนั้นได้ แม้แต่เพียงกำลังเห็นนั้นก็มากมายที่ทรงแสดงโดยประการทั้งปวง ที่จะทำให้รู้ได้ว่าเห็นมีจริงๆ และเห็นขณะนี้เป็นอะไร เพียงแค่กำลังเห็น ไม่รู้ความจริงของเห็นใช่หรือไม่ แล้วควรรู้หรือไม่ ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดแล้วก็จริงใจ ถ้าไม่ควรรู้แล้วจะควรรู้อะไร ถ้าไม่ใช่รู้เห็นรู้สิ่งที่มีจริงในขณะนี้
เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ข้อความในพระไตรปิฎกทรงแสดงไว้ว่าเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ไม่ใช่ไม่ควรรู้ เกิดมาทุกคนก็เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสคิดนึกแต่ละวัน ทุกวันก็ซ้ำไปซ้ำมา แล้วควรเป็นสิ่งที่รู้ยิ่งหรือว่าไม่ควรรู้ ถ้าคิดว่าไม่ควรรู้ก็ต้องพิจารณาว่า เหตุใดพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะรู้สิ่งที่มีจริงๆ อย่างนี้ ต้องแสดงว่าเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เพราะเหตุว่าขณะนี้แม้มีก็ไม่รู้ความจริงซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก
ใครรู้ความลึกซึ้งของเห็นบ้างหรือยัง เห็นกำลังเกิดและดับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เวลาที่ไปวัดจะได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งใดก็ตามที่เกิด สิ่งนั้นต้องดับและไม่มีอะไรเหลือเลย
เมื่อสักครู่นี้ทุกคนรับประทานหอยทอดอร่อย อยู่ไหน รสอยู่ไหน สิ่งที่เห็น จาน ช้อนส้อม ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ไหน ไม่มีอะไรที่เหลือเลย ทุกขณะจิตผ่านไปๆ แต่ว่าการเกิดดับของสภาพธรรมไร้ร่องรอย เพราะเหตุว่าเร็วมาก เนียนมาก จากเห็นมาเป็นได้ยิน เป็นคิดนึก แต่ละวัน แต่ละฃณะผ่านไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าไม่มีอะไรเหลือเลย ดับแล้วดับเลย แล้วไม่กลับมาอีกด้วย แต่ว่าความจำมี สภาพที่จำมีแล้วก็ไม่ได้จำเพียงสิ่งเดียว จำสิ่งนี้แล้วก็จำสิ่งอื่นแล้วก็หมดไป แล้วก็จำสิ่งอื่น
เพราะฉะนั้น ทุกขณะในชีวิตเป็นอย่างนี้ นี่คือความไม่เที่ยง ฟังอย่างนี้แล้วมีใครคิดว่าอะไรเที่ยงบ้าง ตามความเป็นจริงเดี๋ยวนี้มีอะไรเที่ยงบ้าง
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เข้าใจได้แต่ยังไม่เห็นการเกิดดับ เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงงามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง ในที่สุด ไม่ใช่เพียงเเค่ตรัส แต่ทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรมได้ ซึ่งต้องเป็นความเข้าใจของคนที่ฟัง เพราะว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญา ซึ่งในภาษาไทยเราหมายความถึงความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ในทุกสิ่งทุกอย่างโดยประการทั้งปวง แต่ใครที่จะรู้อย่างที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ ถ้าไม่ศึกษาไม่ฟังและไม่ไตร่ตรองว่า พระธรรมที่ทรงแสดงทุกคำจริง ไม่มีคำไหนเลยที่ผิด เช่น สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย ตั้งแต่เกิดขณะแรกจนถึงขณะเดี๋ยวนี้ สภาพธรรมเกิดดับนับไม่ถ้วน
ดังนั้นจึงควรที่จะรู้จริงๆ เพราะเหตุว่าถ้าไม่รู้ก็หลงยึดถือ หลงต้องการ เมื่อได้มาแล้วก็หลงคิดว่ายังมีอยู่ แต่ความจริงทุกสิ่งทุกอย่างขณะนี้เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ขณะไหน โลกมนุษย์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดก็ต้องเปลี่ยนแปลงต้องดับไป โลกสวรรค์ก็เหมือนกัน พรหมโลก นรก เปรต อสุรกาย ไม่ว่ามีการเกิดที่ไหนก็ต้องมีการดับไป ต้นไม้เล็กๆ เกิดมาเพียงแค่มีรากหน่อยหนึ่ง มีกิ่ง มีก้าน มีใบ ในที่สุดก็ต้องแก่แล้วตายไป ไม่มีอะไรที่คงที่ได้เลย เพียงแต่ว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจะช้าหรือจะเร็ว แต่เป็นสิ่งที่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ เข้าใจได้ในชีวิตประจำวันที่มีจริงๆ
ผู้ฟัง สมัยพุทธกาลมีคนที่ตรัสรู้ได้เร็ว เเต่คนสมัยนี้นั่งสมาธิเป็นปีๆ ก็ยังไม่ไปไหน เพราะเหตุใดจึงมีความแตกต่างกันมาก
ท่านอาจารย์ สมาธิไม่ใช่ปัญญา แม้ในขณะนี้เอง เราคิดว่ามีเพียงเห็น แต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดของเห็นขณะนี้ว่า เกิดแล้วมีอะไรด้วยในขณะที่เห็น และแม้สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นก็ต้องมีจริงๆ พระองค์ทรงแสดงทุกอย่างที่เรามองเห็นเป็นส่วนรวม เหมือนเห็นเป็นโต๊ะ เห็นเป็นเก้าอี้ เมื่อแตกย่อยจนกระทั่งละเอียดที่สุดก็คือมีหลายสิ่งที่ประกอบกัน จะมีอย่างเดียวไม่ได้เลย เก้าอี้ตัวนี้ก็ต้องมีหลายอย่างประกอบกัน มีแข็งแล้วก็มีเย็นด้วย ซึ่งความจริงมีทั้งกลิ่น มีทั้งรส มีทั้งสี สิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาททำให้เกิดเห็นด้วย
ดังนั้นถ้าฟังพระธรรมแล้วจะเห็นได้ว่าละเอียดยิบ ถ้าเราเริ่มศึกษาทีละหนึ่งจะเข้าใจชัดกว่า แต่ถ้าเราไม่ได้ศึกษาทีละหนึ่ง เราจะสับสนเพราะว่าเรื่องมากมาย อย่างที่คุณหมอบอกว่าฟังมาก็มีหลายเรื่อง แต่ว่าถ้าเราเริ่มทีละอย่างเพียงอย่างเดียว ให้เข้าใจสิ่งนั้นชัดขึ้น ละเอียดขึ้น จะทำให้เข้าใจได้ไม่สับสน เพราะฉะนั้น ถ้าเพียงแต่เราจะพูดถึงเพียงสิ่งเดียว และให้เข้าใจสิ่งนั้นจริงๆ ทำให้สะดวกกว่าที่เราจะพูดหลายๆ เรื่องแล้วเข้าใจไม่ละเอียด อย่างเช่น พูดถึงเห็น เห็นมีจริงๆ แล้วเราจะรู้ความละเอียดของเห็นในขณะนี้ว่าอย่างไร ตามพระธรรมที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดง นี่คือธรรม
ถ้าจะฟังธรรมคือฟังสิ่งที่มีจริง และไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจ ให้เป็นความรู้ เป็นความเข้าใจของตนเอง หลังจากที่ฟังแล้วด้วย คือไม่ใช่ความรู้ของคนอื่นจะมาเป็นของเราได้ คนอื่นพูดอย่างไร เขาเข้าใจอย่างนั้น ซึ่งถ้าเราฟังแล้วเป็นเหตุเป็นผลที่เราไตร่ตรองแล้วว่าจริง เราก็รับความจริงนั้น เพราะฉะนั้นเพียงเห็นอย่างเดียว เดี๋ยวนี้ ควรเข้าใจหรือไม่ หรือจะไปเข้าใจอย่างอื่น เห็นขณะนี้มีจริงๆ ใครรู้รูปร่างของเห็นบ้าง เห็นมีรูปร่างที่แสดงว่าเห็นต้องเป็นรูปร่างอย่างนี้หรือไม่ มีสี มีกลิ่นของเห็นได้หรือไม่ ลองคิดดู
ผู้ที่ฟังธรรมและรู้เร็วในครั้งพุทธกาล ถ้าศึกษาประวัติของท่านเหล่านั้นแล้วจะทราบว่า มีการสะสมมาหนึ่งอสงไขยแสนกัปป์ก็มี แสนกัปป์ไม่ใช่แสนชาติ ไม่ใช่แสนวัน กัปป์หนึ่งก็นานแสนนานมากมายนับไม่ถ้วนเลย
เพราะฉะนั้น การที่เราจะเริ่มเข้าใจสิ่งที่เรายังไม่เคยเข้าใจเลย กว่าจะเข้าใจถึงอย่างนั้นจึงต้องนาน ซึ่งต้องเริ่มฟังก่อน มีข้อความในพระไตรปิฎกว่า ในครั้งนั้นผู้ที่ได้ฟังธรรมไม่นานก็รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ๑๒ ปีก็มี ๑๖ ปีก็มี คนสมัยนี้คิดว่าแค่ฟังสักปีหนึ่งก็อาจจะเข้าใจได้ ซึ่งถ้าใครสามารถที่จะฟัง ๑๖ ปี ๑๒ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๖๐ ปี แล้วรู้ได้ก็น่าอนุโมทนา เพราะไม่ใช่ว่าเป็นไปได้โดยไม่เคยสะสมความเข้าใจมา
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กล่าวว่าความจริงของการเห็น หมายถึงอะไร
ท่านอาจารย์ ก็เห็นมี แล้วมีใครรู้ความจริงของเห็นบ้าง กำลังเห็นแท้ๆ ถ้าไม่รู้จักเห็นแล้วเมื่อไหร่จะรู้จักอะไร เพราะว่าเห็นก็มีจริงๆ ทุกอย่างที่จริงควรรู้ คิดนึกมีจริง ชอบมีจริง โกรธมีจริง ทุกอย่างที่มีจริงควรรู้ ไม่ใช่ไปรู้สิ่งที่ไม่มี
ผู้ฟัง ความรู้ตรงนั้นคือรู้เพื่ออะไร
ท่านอาจารย์ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นที่เห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถูกหรือผิด เมื่อไม่รู้
ผู้ฟัง ไม่ถูก
ท่านอาจารย์ ไม่ถูก และควรจะไม่ถูกต่อไปหรือ แม้แต่ถามว่าเห็นเป็นอย่างไรแล้วตอบไม่ถูก ในเมื่อไม่ถูกจะตอบทำไม แล้วก็จะจำไม่ถูกต่อไปทำไม นั่นคือผู้ที่ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เข้าใจ และไม่มีการรู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร คิดว่าพระองค์ตรัสรู้อย่างอื่น แต่ความจริงตรัสรู้ความจริงสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ซึ่งยากและลึกซึ้งมาก เพราะเห็นทุกคนมี แต่ใครจะมาบอกให้รู้ว่า แล้วความจริงเห็นคืออะไร ขณะที่ได้ยินเป็นเห็นหรือไม่ ไม่เป็น คนละขณะแล้ว เพราะฉะนั้นเห็นต้องไม่ใช่ได้ยิน แล้ววันหนึ่งๆ ก็มีเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ผ่านไปๆ โดยไม่รู้อะไรเลย
ดังนั้น การฟังพระธรรมจึงต้องละเอียดเเละไม่ข้าม เวลานี้อยากจะเข้าใจเรื่องเห็น หรือว่าไปที่อื่นสนใจเรื่องอื่นดีกว่า ลองคิด คือเป็นการที่จะรู้การสะสมของเราว่า เรามีความมั่นคงในเรื่องรู้กับไม่รู้และธรรมแค่ไหน เพราะว่าทุกคนกำลังเห็น คำถามก็คือว่าแล้วจะไม่รู้จักเห็น ควรไปรู้เรื่องอื่นกันดีหรือไม่ หรือว่า เมื่อไม่รู้สิ่งใดก็ควรที่จะเริ่มเข้าใจ พิจารณาจนกระทั่งรู้จักสิ่งนั้นจริงๆ ก่อน เพราะวันหนึ่งๆ ก็คือเท่านี้เอง หลับแล้วก็ตื่น ตื่นแล้วก็เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง แล้วก็หลับ แล้วก็ตื่น เป็นอย่างนี้จนถึงวันสุดท้าย แล้วก็ยังไม่จบ ยังเกิดต่อไปอีก เห็นอีก ได้ยินอีก ก็เท่านี้เอง
ถ้าใครไม่รู้คือไม่รู้ไปตลอดชาติ ถ้าใครเริ่มรู้ก็เริ่มค่อยๆ เข้าใจขึ้น แล้วก็รู้จักผู้ที่สามารถจะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ บางคนฟังแล้วก็ถามว่าแล้วจะรู้ไปเพื่ออะไร ไปทำอย่างอื่นดีกว่า ได้ทรัพย์สินเงินทอง แต่ได้ทรัพย์สินเงินทองแล้วเป็นสุขจริงๆ หรือไม่ ต้องพลัดพรากจากไปแน่นอน โดยสิ่งนั้นจากไปก่อนหรือเราจากสิ่งนั้นไป ไม่มีการที่จะเป็นของๆ เราได้อย่างแท้จริงเลย เพียงเเค่เมื่อมีอะไรปรากฏก็พอใจ อยากได้แสวงหาเก็บไว้แล้วติดข้องไม่รู้จบ ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ทุกวันก็เป็นอย่างนี้ เท่านั้นเอง ถ้าจะเป็นอย่างนี้คือไม่รู้จักธรรม เงินทองทรัพย์สมบัติแก้วแหวนต่างๆ นำมาซึ่งความสุขจริงๆ หรือไม่
คนที่มีเงินทองทรัพย์สมบัติมากมาย บางคนก็เป็นทุกข์มาก ไม่ได้ใช้เงินทองเลยเพราะไปไหนไม่ได้ ต้องนอนอย่างเดียว จะรับประทานอาหารก็ไม่ได้ ต้องดื่มแต่น้ำหรือของเหลวๆ แล้วเงินทองทรัพย์สมบัติจะช่วยอะไรได้ ปัญญาเป็นสิ่งที่ซื้อไม่ได้ แต่สามารถที่จะค่อยๆ สะสมจนกระทั่งเป็นของเราเอง ที่จะไม่ทำให้เราเดือดร้อน ถ้าเป็นปัญญาจะไม่นำความทุกข์มาให้เลย
ตั้งต้นจากสิ่งที่ไม่ง่ายเลย คือเห็น หรือใครคิดว่าง่าย ยากแสนยาก พูดถึงโกรธ พูดถึงโลภ พูดถึงเมตตา ยังพอจะเข้าใจ แต่พูดถึงเห็นที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ซึ่งความจริงต้องเหมือนกันหมด แต่เราไม่คุ้นเคยกับการที่จะฟังเรื่องจริงของสิ่งที่มีจริงเท่านั้นเอง
ผู้ฟัง เพราะเหตุใดเราถึงจำเป็นที่จะต้องรู้หรือเข้าใจธรรม มีประโยชน์อะไร
ท่านอาจารย์ ไม่รู้ก็ได้ ไม่ว่ากัน แต่ว่าสุขหรือทุกข์ใครช่วยได้ ทุกคนอยากจะเห็นแต่สิ่งที่น่าพอใจ อยากได้ยินเสียงที่น่าพอใจ แต่ก็มีการได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจเลย เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจเลย แล้วก็เกิดความไม่พอใจขึ้น เป็นอย่างนี้แล้วชอบหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ชอบ
ท่านอาจารย์ ที่จริงในภูมิมนุษย์ยังเป็นโอกาสดีที่เราเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง แต่บางภูมิอย่างเช่นนรก ไม่มีทางเลยที่จะพ้นจากสิ่งที่ไม่น่าพอใจทั้งหมด ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แล้วใครจะไปเมื่อไหร่ ใครรู้ ไปได้เร็วมากเลย ไม่มีเครื่องหมายบ่งบอกเลยว่าวันนั้นวันนี้
เพราะฉะนั้น เวลานี้เป็นโอกาสที่สามารถที่จะพ้นจากการไปสู่ภพภูมินั้นๆ ได้ ถ้ามีปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริง ซึ่งจะเป็นเหตุให้ไม่ทำอกุศลกรรมต่างๆ เพราะเหตุว่าอกุศลกรรม กรรมที่ไม่ดีนั้นไม่มีใครชอบเลย ถ้าเราถูกคนอื่นเบียดเบียนเราก็ไม่พอใจ เราเบียดเบียนใคร เขาก็ลำบากเดือดร้อน แต่ก็ยังมีการเบียดเบียนด้วยความไม่รู้ เพราะไม่รู้ความจริงว่าอะไรดี อะไรควร เพราะฉะนั้น ก็ทำแต่สิ่งที่คิดว่าตัวเองต้องการจะทำ โดยไม่คำนึงถึงอะไรเลยทั้งสิ้น แม้แต่พระธรรมที่กล่าวว่ามีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ คนนั้นก็อาจจะไม่เคยได้ยินเลยว่า ใครทำกรรมอย่างใดแล้ว กรรมที่ทำนั้นเองจะทำให้เกิดผล ไม่ใช่ไปให้ผลแก่คนอื่น
ดังนั้น ถ้าศึกษาธรรมมากๆ เราจะสามารถรู้ความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตา นอกจากเป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริงแล้วยังเป็นอนัตตา อนัตตาหมายความถึงไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ไม่ใช่ของเราหรือของใคร และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย
ผู้ฟัง ความแตกต่างระหว่างการอยากจะรู้จักธรรมโดยการไปนั่งสมาธิ กับการที่มาเรียนรู้เกี่ยวกับการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น เพื่อที่จะให้รู้ธรรม คืออย่างไร
ท่านอาจารย์ คือต้องเป็นผู้ตรงนั่นเอง ผู้ตรงคือต้องการรู้ธรรม หมายความว่าเข้าใจหรือไม่ หรือว่าจะรู้โดยไม่เข้าใจ นี่คือตรงตั้งแต่ต้นเลย ถ้าเป็นคนที่คิดว่าจะรู้ธรรมโดยไม่เข้าใจธรรม เลยไปทำอะไรเพื่อจะรู้ธรรมแต่ว่าไม่เข้าใจธรรม นี่ตรงหรือไม่ เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้วคือฟังเพื่อเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจจะชื่อว่ารู้ได้อย่างไร คำว่ารู้ ไม่ว่าจะรู้อะไรทั้งหมดก็คือเข้าใจนั่นเอง
ถ้ารู้วิธีทำอาหาร หมายความว่าเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ถ้ารู้วิธีตัดเสื้อ หมายความว่าเข้าใจหรือไม่เข้าใจ จะทำอะไรโดยไม่เข้าใจแล้วจะรู้ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น รู้ก็คือเข้าใจนั่นเอง ซึ่งตรงกับภาษาบาลีที่ใช้คำว่าปัญญา เวลาเราใช้ภาษาไทยที่พูดว่าคนนั้นมีปัญญา แต่ยังไม่รู้เลยว่าปัญญารู้อะไร
ดังนั้นต้องเป็นความเข้าใจแต่ละคำให้ถูกต้องด้วย ถ้าจะเข้าใจธรรมหรือรู้ธรรม แล้วธรรมคืออะไร และอยู่ที่ไหน เดี๋ยวนี้มีไหม ถ้าเดี๋ยวนี้ไม่มี แล้วอะไรมี สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็หมดไปแล้ว ไม่เหลือเลย สิ่งที่ยังไม่มาถึงก็ไม่มีปรากฏ แต่มีเฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เองซึ่งเป็นจริงและเป็นธรรมเพราะมีจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าตรงคือจะรู้ จะเข้าใจธรรมก็ต้องเข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ถ้าเข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้คือรู้ความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้นั่นเอง
ผู้ฟัง สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้สามารถรู้ได้ สามารถเข้าใจได้ แต่จากการฟังตรงนี้แล้วก็มีบางท่านที่เข้าใจ แต่บางท่านก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เช่น การเห็น ยังไม่เข้าใจเลยว่าเข้าใจเห็นที่ถูกคืออะไร แล้วเขาก็ไม่มีความสามารถที่จะเข้าใจตรงนั้นได้ จะช่วยสงเคราะห์ได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ เข้าใจได้ ไม่ใช่ว่าเข้าใจทันทีเลย แต่วันนี้เข้าใจว่าเห็นเป็นธรรม เท่านี้ เคยเข้าใจมาก่อนหรือไม่ว่า เห็นขณะนี้เป็นธรรม จะไปแสวงหาธรรม จะไปรู้ธรรม จะรู้ความจริง ก็คือเดี๋ยวนี้เห็นเป็นธรรม เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ที่รู้ความจริงของเห็นขณะนี้ว่าเป็นอย่างไร เมื่อนั้นคือรู้ธรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
