ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654


    ตอนที่ ๑๖๕๔

    สนทนาธรรม ที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร

    วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ คงจะมีหลายคนที่ฟังธรรมใหม่ๆ แล้วอาจจะสงสัยบางคำ เช่นบอกว่า ฟังธรรม ฟังสบายๆ เมื่อได้ยินคำนี้คนที่ยังไม่เข้าใจธรรมเลยก็รู้สึกดีใจว่า ฟังธรรมไม่ต้องทำอะไรเลย ฟังสบายๆ แต่ว่าสบายเมื่อไหร่ ทุกคำต้องละเอียดมาก สบายเมื่อรู้ว่าเป็นธรรมจริงๆ แต่ว่าถ้าฟังแบบสบายๆ เราก็ไม่ต้องฟังให้ละเอียด เราก็ไม่ต้องฟังอะไร ไม่ต้องฟังต่อไป ไม่ต้องคิด แค่ฟังสบายๆ นั่นคือเผินและผิด

    เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก แม้แต่คำซึ่งทุกคนคิดว่าเข้าใจดีแล้ว แล้วก็ชอบด้วยใช่ไหม ใครบอกว่าฟังสบายๆ ไม่เดือดร้อน ไม่ต้องขวนขวาย ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเพียร ซึ่งจริงๆ แล้วก็ถูกต้องเพราะว่าไม่มีใครเพียร แต่ว่าทั้งหมดเป็นธรรม แม้แต่สบาย จะสบายแบบโลภะ เราฟังแล้วเราสบาย หรือสบายด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องว่า เพราะไม่มีเราที่กำลังฟังธรรม แต่เป็นธรรมนั่นเอง

    ขณะใดที่ฟังเข้าใจแล้วไม่มีเรา จะรู้ได้ว่าขณะนั้นต้องสบายแน่นอน แต่ตราบใดที่เรายังรู้สึกว่าฟังธรรมแล้วไม่เห็นจะสบาย กังวลบ้าง อยากจะมีความเข้าใจมากกว่าที่กำลังฟังบ้าง ขณะนั้นคือผิด ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดจริงๆ ซึ่งแต่ละคำเราคิดเองไม่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจว่า ฟังธรรมเพราะขณะนี้ไม่รู้ว่าเป็นธรรม จึงฟังเพื่อที่จะรู้ความจริงว่าไม่มีเรา

    ถ้าทราบว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ไม่ได้บอกว่าอะไรเลยทั้งสิ้น แต่แม้แต่ธรรมซึ่งดูเป็นคำธรรมดา แล้วคิดว่าอาจจะเข้าใจง่ายๆ ก็ลองคิดดู เมื่อฟังแล้วเข้าใจ ง่ายไหม ขณะนี้ทุกอย่างเป็นธรรม แม้แต่เพียงเริ่มต้นจะเห็นความลึกซึ้ง และความจริงแท้ของสิ่งซึ่งถ้าไม่ใช่พระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ไม่สามารถจะรู้ความจริง และที่ทรงแสดงความจริง ๔๕ พรรษา คือความลึกซึ้งของธรรมที่กำลังมีในขณะนี้

    ถ้าเราคิดว่าเราจะเข้าใจธรรมโดยไม่ฟัง หรือว่าฟังเพียงเล็กน้อย ก็ไม่มีทางจะรู้ว่าที่เข้าใจว่าเรารู้ธรรม เรารู้จริงๆ หรือเปล่า ถ้าเพียงแต่ได้ยินชื่อธรรมแล้วเข้าใจว่ารู้ธรรมนั้นไม่ถูกต้อง ดังนั้น จะต้องมีการพิจารณาไตร่ตรองเพื่อเราจะได้เข้าใจยิ่งขึ้น ซึ่งคำว่าธรรมคำเดียวก็จะมีคำแปลจากพจนานุกรม หรือคำขยายมากมายในตำราเล่มต่างๆ แต่ว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม

    เพราะฉะนั้น ทั้งหมดที่ได้ยินได้ฟังหรือได้อ่าน คือเพื่อที่จะให้เข้าใจขณะนี้ว่าเป็นธรรม มิฉะนั้นแล้วการที่เราจะไปอ่าน หรือจะไปฟังอีกมากมายจะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าไม่รู้ว่าฟังเรื่องสิ่งที่กำลังมีจริงๆ เป็นจริงๆ ในขณะนี้ เพื่อให้รู้จักธรรมว่าไม่ใช่เรา อย่างนี้คือการฟังสบายๆ ไหม

    ใครลำบากเดือดร้อนหรือเปล่าที่จะเพียงฟัง แล้วรู้ว่าไม่รู้ และก็ฟังเพื่อเข้าใจ แต่ถ้าไม่ใช่ฟังเพื่อเข้าใจ ตอนนี้เดือดร้อนใช่ไหม แล้วเมื่อไหร่เราจะรู้อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่มีทาง เพียงแค่ฟังนิดเดียวแล้วจะรู้ได้อย่างที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เป็นไปไม่ได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่มีความละเอียด และไม่ลืมแม้แต่เพียงคำเดียวที่จะเข้าใจให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพราะถ้ากล่าวว่าขณะนี้เป็นธรรม แค่นี้ ถ้าไม่เคยฟังเลยจะรู้จักธรรม หรือเข้าใจธรรมไหม ไม่มีทาง จึงต้องฟังต่อไปว่า ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ที่ว่าเป็นธรรม เดี๋ยวนี้มีอะไรที่มีจริงๆ ที่เป็นธรรม

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ให้เราฟังไปเรื่อยๆ แล้วดูเหมือนว่าเราเข้าใจสิ่งที่เราฟัง แต่ฟังไปเพราะเริ่มมีความเข้าใจว่า สิ่งที่มีจริงขณะนี้ต้องเป็นธรรมเพราะมีจริงๆ หมายความว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง และขณะนี้ก็มีด้วย ไม่มีใครต้องไปทำขึ้นมา หรือว่าไม่ใช่คนอื่นเขาบอกว่าจริง เราก็จริงไปด้วย แต่ฟังแล้วพิจารณา เราจะต้องรู้เเละเป็นความเข้าใจของเรา เมื่อพูดว่าธรรมก็คือเป็นสิ่งที่มีจริง

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้อะไรจริง ปัญญาของเราถูกหรือผิดอย่างไร จากการที่ไม่เคยฟังมาก่อน ไม่เคยคิดมาก่อน แต่เมื่อเริ่มฟังแล้วเราเข้าใจคำนี้แค่ไหน สิ่งที่มีจริงคือขณะนี้ เมื่อวานนี้หมดแล้ว จะไปตามหาสักเท่าไหร่ก็ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงได้ เพราะไม่มีกลับมาอีกเลย หมดแล้วหมดเลย ดับคือไม่กลับมาอีก จริงหรือเปล่า คือทุกอย่างที่ฟังต้องคิด ต้องเข้าใจว่าจริง

    ถ้าเราไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ คือเราไม่รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่ได้ฟังธรรมของพระองค์ด้วย เพียงแต่ว่ามีหนังสือให้เราอ่านแล้วเราก็คิดเอง ดังนั้นจึงไม่ใช่พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง แต่ฟังและรู้ว่านี่เป็นพระธรรม คือทำให้เราเริ่มเข้าใจสิ่งที่มีจริง กำลังมีจริง แต่สำหรับคนใหม่ๆ ที่ไม่เคยฟังเลย หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอว่าขณะนี้อะไรจริง

    เห็นจริงหรือเปล่า เมื่อถามก็ต้องยอมรับว่าจริง ได้ยินจริงหรือเปล่า คิดจริงหรือเปล่า เย็นจริงหรือเปล่า หรือร้อนจริง หรือแข็งจริง จริงหรือเปล่า ในขณะที่กำลังปรากฏ ถ้าใครบอกว่าไม่จริง ถูกหรือเปล่า ต้องไม่ถูกใช่ไหม เพราะว่าสิ่งนั้นกำลังปรากฏลักษณะนั้นจริงๆ จึงเป็นธรรม

    เมื่อฟังเพียงแค่นี้ เริ่มเป็นความคิดของเราแล้ว อย่าให้ใครมาบอกเรามากๆ เพราะว่าถ้าเขาบอกเรามากๆ เรายังไม่ทันคิดเลย เราก็ตามเขาไปแล้วใช่ไหม แต่เมื่อเราได้ยินเพียงแค่นิดเดียว เราต้องคิดถึงสิ่งที่ได้ยิน เมื่อสักครู่นี้บอกว่าเห็นจริง ใช่ไหม เห็นเป็นธรรมหรือเปล่า เห็นไหมว่าทุกคำจะผ่านหูไปโดยเราไม่ทันจะเข้าใจสิ่งนั้นจริงๆ เพราะตอนแรกเราบอกว่า ธรรมต้องมีจริงๆ ใช่ไหม ถ้าไม่มีจะพูดเรื่องธรรมทำไม เสียเวลาเปล่าๆ ไปพูดกันเรื่องอะไรในสิ่งที่ไม่มีจริง เพราะธรรมคือสิ่งที่มีจริงทุกกาลสมัย ไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่มีธรรม ไม่มีที่ไหนเลยที่ขาดธรรม แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม เพียงแต่เรียกชื่อว่าเป็นธรรม

    ถ้าเปิดตำราหรือพระไตรปิฎกซึ่งมีธรรมมาก ทั้งกุศลธรรม อกุศลธรรม มากมาย แต่รู้จักธรรมหรือเปล่า เมื่อถามเป็นคำๆ ทีละคำ เราไม่สามารถจะรู้ได้ถ้าเราไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องจริงๆ ซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าบอกว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่ลืมอีกเลย เพราะฉะนั้น เห็นมีจริงไหม จริง เห็นเป็นธรรมหรือเปล่า ไม่แน่ใจ คือถ้าเป็นพระพุทธศาสนาจะไม่ผิดจากที่ได้กล่าวแต่ละคำ ต้องเป็นหนึ่งไม่เป็นสอง ไม่ใช่ว่าคำหนึ่งอย่างนี้ก็ได้ อย่างนั้นก็ได้ ไม่ใช่ชั่วก็ได้ ดีก็ได้ กลางๆ ก็ได้ เพราะชั่วต้องเป็นชั่ว ดีเป็นดี เห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน

    เพราะฉะนั้น ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่เปลี่ยน เปลี่ยนไม่ได้เลย เวลานี้ ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง เห็นกำลังเห็นจริงๆ หรือเปล่า เห็นจริงๆ ก็ตอบได้เลย เห็นเป็นธรรมหรือเปล่า เป็น นี่คือเราเริ่มรู้จักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงทุกกาลสมัย ใครอยากสนใจหรือไม่อยากสนใจ ธรรมก็เป็นธรรม เห็นก็เห็น ได้ยินก็ได้ยิน เกิดแล้วก็หมดไป ไม่รู้ตั้งแต่เกิดจนตายก็ไม่รู้ไป เพราะว่าไม่ได้ฟังธรรม แล้วจะเข้าใจและจะรู้ได้อย่างไร

    แค่คำเดียว ธรรมคือสิ่งที่มีจริง โกรธเป็นธรรมหรือเปล่า เป็น ตอนนี้ง่ายแล้วใช่ไหม หรือยาก ยังยากอยู่ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นขณะนี้แข็งมีไหม เป็นธรรมหรือเปล่า เป็น คิดเป็นธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ต่อไปนี้อย่างไรๆ สิ่งที่มีจริงก็เป็นธรรมแน่นอน เพราะฉะนั้น การฟังธรรมที่ใช้คำว่า เป็นญาณ หรือเป็นปัญญาที่มั่นคง มั่นคงตั้งแต่เพียงได้ยินครั้งแรกว่า ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม เราจะรู้เลยว่าความมั่นคงของเรามีแค่ไหน หรือว่าได้ยินจริง เข้าใจจริง แต่ความรู้ยังไม่พอที่จะมั่นคงว่าทุกอย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ความมั่นคงของเราจะถึงวิปัสสนาญาณ จะถึงการประจักษ์แจ้งก็คือมาจากการที่เข้าใจตรงนี้มั่นคงขึ้น ไม่ใช่ให้เราไปทำอะไรเลย ดังนั้นที่กล่าวว่าฟังสบายๆ คือฟังให้เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรม

    ขณะนี้กำลังอบรมความเข้าใจธรรมที่มีจริงๆ จนกว่าจะจรดเยื่อในกระดูก คือไม่เปลี่ยน ถ้ารู้จริงๆ สบายไหม เป็นธรรม เมื่อเป็นธรรม เป็นเราหรือเปล่า คำถามต่อๆ มาจะตามมาเรื่อย เพื่อให้เราเข้าใจขึ้นในสิ่งที่เราได้ยินขั้นต้นจริงๆ เดี๋ยวนี้เป็นธรรม เพราะฉะนั้จะเป็นอื่นไม่ได้เลย

    สิ่งที่กำลังมีขณะนี้ที่ว่าเป็นธรรม เป็นเราหรือเปล่า เป็นธรรม เปลี่ยนไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนก็คือเราไม่เข้าใจสิ่งที่เราได้ฟัง แล้วอย่างนี้จะจรดเยื่อในกระดูกเมื่อไหร่ เพราะว่าส่วนใหญ่ด้วยความไม่เข้าใจว่า แท้ที่จริงปัญญาคือความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริง จากการฟังและก็เพิ่มความมั่นคงขึ้น แต่ไม่ใช่ให้เราไปทำอะไรด้วยความจงใจ ตั้งใจ ขวนขวาย จะไปให้รู้อย่างที่เราได้ยิน หรืออ่าน หรือฟังจากพระไตรปิฎก เช่นขณะนี้เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจึงมี ถ้าไม่เกิดจะมีไหม แค่นี้ และรู้จักการเกิดของธรรมขณะนี้หรือเปล่า ก็ไม่รู้ เเล้วจะมั่นคงไหม

    เพราะฉะนั้น ลืมปัญญา แต่มีตัวเราอยากจะได้ อยากจะทำ อยากจะรู้ อยากจะถึง แต่ไม่มีความเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏ หาไม่เจอด้วยซ้ำไปว่าเป็นธรรม ถ้าตอบตามตำราก็ตอบได้หมดเลย จิตมีเท่าไหร่ เจตสิกมีเท่าไหร่ รูปมีเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้ธรรมกำลังเผชิญหน้าอยู่แท้ๆ ทั้งทางตาก็กำลังเห็น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ สิ่งที่ถูกเห็นเป็นธรรมหรือเปล่า เป็น แค่เป็นก่อน แต่ยังไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยเพราะว่าไม่คุ้นเคยกับธรรม

    ได้ยินคำว่า อวิชชา แล้วอยู่ตรงไหน เดี๋ยวนี้เองที่กำลังไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ทั้งๆ ที่ปรากฏก็ยากที่จะเห็นว่าเป็นธรรม ไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้เกิดด้วยจึงปรากฏได้ ถ้าไม่เกิด จะปรากฏได้อย่างไร แต่เมื่อลืมตาก็เห็น แล้วเราจะไปเห็นการเกิดขึ้นของสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้อย่างไร คิดดู

    ถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ และเห็นนิดเดียวก็หมดแล้วด้วย แล้วมีได้ยิน แล้วก็มีคิดนึก เรียกว่าไม่รู้อะไรเลยสักอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่มีการรู้จักว่าขณะนี้ เดี๋ยวนี้ เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงเทศนา ๔๕ พรรษา เพื่อให้มีความเข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ว่าเป็นธรรม จากการที่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมแล้วยึดถือว่าเป็นตัวตนด้วย

    เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องยาวใช่ไหม แล้วตลอดชีวิตจะรู้ไหมว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดดับเพราะว่าหมดแล้ว ได้ยินหมดแล้ว เสียงหมดแล้ว ไม่กลับมาอีกด้วย นี่คือความจริงทุกๆ ขณะที่เป็นธรรมซึ่งเกิดดับ จึงใช้คำว่าโลกหรือโลกะ ถ้าไม่มีธรรมเกิด โลกไม่ปรากฏเลย ไม่ว่าจะทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

    คนในครั้งพุทธกาลสะสมปัญญา สามารถที่จะรู้ว่าพระผู้มีพระภาคตรัสเรื่องอะไร เรื่องสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัญญาของคนที่ฟัง เพราะว่าแม้แต่ ๒,๕๐๐ กว่าปีจนถึงเดี๋ยวนี้ ณ ที่สาวัตถี โกสัมพี ราชคฤห์ ก็ยังมีคนที่ไม่รู้ธรรมเลย ไม่ใช่ว่าทุกคนอยู่ตรงนั้นแล้วจะรู้หมด ได้เห็น ได้เฝ้า จะฟังหรือเปล่าก็แล้วแต่อัธยาศัยว่า สะสมมาที่จะเห็นประโยชน์ หรือไม่เห็นประโยชน์

    เรื่องอื่นทำไมเรารู้ได้ เรื่องอื่นทำไมเราเรียน แม้แต่หอยทอดเราก็ยังต้องเรียน ใช่ไหม ลองให้ใครไปทอดหอย ถ้าไม่เรียนจะทอดได้ไหม ก็ยังต้องเรียน เรื่องอื่นเราเรียนได้ ฟังได้ เขาบอกว่าจะต้องใช้หอยอย่างนี้ ใช้แป้งอย่างนั้น ถั่วงอกอย่างนี้ ฟังได้หมดเลย แล้วทำไมธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเราไม่ฟัง เหมือนกับเรารู้แล้ว หรือเราไม่ต้องรู้ หรือจะรู้ไปทำไม แต่ทุกอย่างลองคิดดูว่า ไม่รู้กับรู้ พิจารณาเองแล้วกันว่าอะไรถูกต้อง ควรจะรู้หรือไม่ควรจะรู้ หรือว่าไม่รู้ก็ไม่เห็นเป็นไร เราทอดหอยไม่เป็น เราก็ยังได้รับประทานหอยทอด คิดว่าอย่างนั้นใช่ไหม แต่ระหว่างคนที่รู้กับคนที่ไม่รู้ก็ต่างกันแล้ว ใช่ไหม

    เพราะฉะนั้น ทุกอย่าง ความรู้ต้องดีกว่าความไม่รู้ และความรู้อะไรประเสริฐที่สุด ก็เป็นสิ่งซึ่งทุกคนควรคิดดูว่า ถึงเราจะรู้อะไรมามากมายสักเท่าไหร่ แต่ไม่รู้จักผู้ประเสริฐที่สุด ไม่ใช่เฉพาะในโลกนี้โลกเดียวแต่สากลจักรวาล ในสมัยที่มีการตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในจักรวาลใดทั้งสิ้น ต้องมีเพียงหนึ่งพระองค์เท่านั้น เพราะว่าเป็นผู้ที่อบรมปัญญาที่จะเหนือบุคคลอื่น ในการที่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ และทรงแสดงว่าความไม่รู้คือ ขณะนี้เองที่เห็นแล้วไม่รู้ ได้ยินแล้วก็ไม่รู้ เกิดมาแล้วก็ไม่รู้อะไรทั้งหมดเลย เต็มไปด้วยความไม่รู้

    ดังนั้นสิ่งที่เราฟังนี้ ลองคิดดูว่าจากไม่รู้ เริ่มได้ยินคำว่าธรรม ธรรมไม่ใช่ของเหลวไหล ไม่ใช่ของที่ไม่มี ไม่ใช่ของที่ไม่จริง แต่เป็นชีวิตทั้งชีวิต เป็นโลกทั้งโลก เป็นจักรวาลทั้งหมด ถ้าไม่มีธรรม อะไรๆ ก็ไม่มีทั้งสิ้น แต่เราก็ยังไม่รู้จักธรรม ทั้งๆ ที่ขณะนี้มีธรรม

    ถ้าเราค่อยๆ ฟังธรรมจะเห็นความลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่ละคำจะเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน แต่ว่าเราใช้คำนั้นเผินๆ เช่น จิต ภาษาไทยแท้ๆ นี่เอง แต่ความจริงมาจากภาษาบาลี มาจากคำว่าจิตตะ หรือจิตตัง ซึ่งแล้วแต่รูปประโยค หรือคำที่จะใช้ในที่นั้นๆ ว่าหมายความถึงอะไร เรามีจิตแล้วเราก็ไม่รู้จักจิต กับมีจิตแล้วรู้จักจิต อะไรจะเป็นประโยชน์กว่ากัน

    เพราะฉะนั้น ขณะที่รู้จักจิตจากตำราต่างๆ ซึ่งไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เขารู้จริงหรือเปล่า ไม่มีใครที่จะรู้ลักษณะของจิตได้เลยถ้าเป็นแต่เพียงการคิด แต่ไม่ใช่เป็นการฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจ แล้วก็เป็นปัญญาความเห็นถูกต้อง

    ถ้าเราจะคิดว่าจะอาศัยตำราอื่น วิธีแก้ทุกข์ วิธีแก้ไม่ให้ความโกรธเกิดขึ้น วิธีให้อะไรๆ ก็ตาม แต่ไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กับการฟังคำสอนให้เข้าใจ ประโยชน์ก็ต้องผิดกันมาก เพราะคนหนึ่งรู้จริง แต่คนอื่นๆ ทั้งหลายไม่ได้รู้จริงเลย

    เพราะฉะนั้น จากการเริ่มฟังก็จะทำให้เราค่อยๆ เข้าใจ สบายๆ เดือดร้อนไหม สบายๆ คือมั่นคงขึ้นว่า เป็นสิ่งที่ควรรู้ ควรเข้าใจ ไม่ใช่ให้ไปทำอะไรเลย แต่ตอนที่เป็นตัวตนหรือเป็นเราเพราะไม่เข้าใจว่าเป็นธรรม อยากจะรู้อย่างที่เขาบอกไว้ อย่างที่มีในพระไตรปิฎก เช่น ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏต้องเกิดขึ้นและดับไป เร็วแสนเร็วสุดที่จะประมาณได้ แล้วใครจะบอกเราได้ และจริงหรือเปล่า เห็นกับได้ยินขณะเดียวกันหรือเปล่า ไม่ใช่ใช่ไหม แล้วใครรู้ เพราะว่าเหมือนพร้อมกันเลย แสดงให้เห็นว่าความจริงต้องเป็นความจริง เพราะฉะนั้น ฟัง แล้วก็สบายที่ได้เข้าใจธรรม

    เข้าใจเมื่อไหร่คือรู้ว่าเป็นธรรม แต่ไม่ใช่หมายความว่าสบายๆ ไม่ต้องฟังอีก ถ้าไม่ฟังอีกขณะนั้นสบายหรือเปล่า เพราะเป็นเราแล้ว แต่ว่าจะให้หมดความเป็นเราก็ไม่ได้ เพราะว่าปัญญาเพียงแค่นี้ กับการที่เราสะสมการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา เทียบกันไม่ได้เลย ในสังสารวัฏฏ์นานแสนนานมาแล้ว ถ้าจะในชาตินี้ก็ตั้งแต่เกิดมา ไม่ได้ฟังเรื่องอนัตตา เรื่องธรรม เรื่องไม่ใช่ตัวตน แล้วมาฟังครั้งเดียวจะให้ไม่มีความเป็นตัวตนอีกก็เป็นไปไม่ได้ แต่เริ่มรู้จักว่าจริงๆ แล้วคือ ธรรมเป็นธรรม ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้

    ผู้ฟัง เวลาฟังธรรมที่ท่านอาจารย์พูดว่า ทุกอย่างเป็นธรรม แล้วเข้าใจขึ้นๆ ก็เบาสบายขึ้น ความเข้าใจจากการศึกษาก็ไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ เมื่อพูดถึงธรรมยิ่งละเอียดขึ้น เรายิ่งจะเห็นความเผินของความเข้าใจของเรา เพราะว่าธรรมเกิดดับเร็วมาก ที่กล่าวว่าเวลาฟังธรรมแล้วสบายใจ เฉพาะขณะที่เข้าใจตรงนั้นจะไม่มีอกุศลใดๆ เลย เราไม่ได้คิดเรื่องหอยทอด เราไม่ได้คิดถึงบ้าน เราไม่ได้คิดถึงตรงนั้นตรงนี้เลย เพราะขณะนั้นกำลังมีเสียงที่ได้ยินแล้วเราเข้าใจ รู้ความหมาย และเริ่มเข้าใจถูกต้อง ตรงนั้นคือสบายใจ แต่ว่าธรรมเกิดดับเร็วมาก เพราะฉะนั้น ความสบายใจน้อยจนเราไม่ได้สังเกตเลย แต่จริงๆ ฟังแล้วก็ฟัง แล้วก็ฟัง แล้วก็เข้าใจ แล้วก็เข้าใจ แล้วก็เข้าใจ

    เวลาที่ฟังนานหลายนาที หรือเป็นชั่วโมง เรื่องอื่นก็จะไม่เข้ามา เพราะฉะนั้น ความสบายใจจากการเข้าใจตรงนั้น เมื่อปัญญาถึงระดับขั้นที่จะรู้จริงๆ ว่า ขณะนั้นเป็นธาตุ เป็นปัญญา ขณะนั้นจะไม่มีอกุศลใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่เพราะความรวดเร็ว กำลังฟัง กำลังเข้าใจ เสียงก็มีแล้ว ขณะที่กำลังมีเสียงปรากฏ และไม่ได้รู้ว่าเสียงเป็นธรรม ตรงนั้นสบายใจไหม

    ด้วยเหตุนี้ แต่ละคำจึงต้องละเอียดอย่างยิ่ง เผินไม่ได้เลย เพราะว่าเป็นความจริงที่จะทำให้เราเริ่มรู้ว่า ความเข้าใจของเราจากกว้างๆ เผินๆ ห่างๆ เริ่มที่จะละเอียดขึ้น จนสามารถที่จะรู้ได้ว่าที่เราใช้คำนั้น ความจริงของคำนั้นคือแค่ไหน เราประจักษ์ด้วยการฟังแล้วรู้ว่าต่างกับขณะอื่นที่ไม่ได้ฟังธรรม เช่น เราฟังเรื่องเดินขบวนก็ไม่ใช่สงบ แต่ว่าเวลาพูดถึงธรรม ขณะนั้นเป็นความสงบ ที่ปัญญาสามารถจะเข้าใจธรรมซึ่งก็ไม่นาน ต่อไปจะรู้ว่าเพียงแค่ ๗ ขณะจิต จะเร็วสักแค่ไหน แล้วก็มีอย่างอื่นมาคั่นแล้ว

    ด้วยเหตุนี้ แม้แต่คำว่าฟังแล้วสบายใจ คือขณะที่กำลังเข้าใจจริงๆ เท่านั้นเอง เพราะว่าความรวดเร็วเกิดดับสืบต่อซับซ้อน แล้วแต่ว่าความเข้าใจนั้นจะเข้าใจอีก เข้าใจอีก ลักษณะของความที่ไม่สนใจ ไม่กังวลใจ ก็ปรากฏให้เห็นว่าขณะนั้นสบาย แต่จริงๆ แล้วต้องเป็นแต่ละขณะของความสบายที่สั้น ในเมื่อเป็นขณะที่กำลังเข้าใจธรรม นี่คือความละเอียดจริงๆ เพราะฉะนั้น ฟังธรรมไม่ใช่ต้องการอะไรเลย เข้าใจธรรม เพื่อปัญญาจะมั่นคงจนกว่าจะจรดเยื่อในกระดูก

    ผู้ฟัง การที่จะศึกษาธรรมหรือเรียนธรรมไม่ใช่ง่ายเลย

    ท่านอาจารย์ ก็ถูกแล้ว

    ผู้ฟัง แล้วจะเห็นในสิ่งที่ปรากฏขณะนี้ เฉพาะหน้าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม ...

    ท่านอาจารย์ เข้าใจ เริ่มเข้าใจ ไม่ให้ทำอะไรทั้งสิ้น เข้าใจคือปัญญา เริ่มมีปัญญาค่อยๆ เข้าใจขึ้นเท่านั้นเอง จะให้เข้าใจมากกว่านี้ได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจเพียงเท่านี้ก็คือเพียงเท่านี้ จนกว่าจะถึงเมื่อไหร่ที่เข้าใจขึ้นมากกว่านี้ ก็คือเข้าใจมากกว่านี้ อนัตตา ลืมอีกแล้ว ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิตก วิจาร เป็นปฏิปักษ์กับอะไร ก็คือเป็นอนัตตา และเดี๋ยวนี้เป็นธรรมหรือเปล่า หรือเป็นเรา

    ผู้ฟัง จากการศึกษาเป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ แต่จริงๆ อะไรเป็นธรรม เดี๋ยวนี้

    ผู้ฟัง เห็นมีจริง

    ท่านอาจารย์ ก็พูดตามอย่างนี้ ใช่ไหม แต่รู้ลักษณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้หรือเปล่า

    ผู้ฟัง เปล่าเลย

    ท่านอาจารย์ ก็คือยังไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นธรรม ฟังแต่ชื่อ และจำได้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ขั้นคิดก็คือเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น เห็นก็เป็นธรรม แต่ยังไม่รู้จักธรรมตัวจริงๆ กำลังฟัง เข้าใจว่าเห็นเป็นธรรม จึงต้องฟังไปอีก ฟังไปอีก ก็เข้าใจขึ้นอีก เข้าใจขึ้นอีก หนทางเดียว

    ผู้ฟัง ที่ว่าฟังสบายๆ

    ท่านอาจารย์ ฟังแล้วสบาย

    ผู้ฟัง ฟังแล้วสบาย

    ท่านอาจารย์ เพราะเข้าใจ สบายตรงเข้าใจ ไม่ได้เดือดร้อนกับอะไรเลย ไม่มีขณะอื่นที่จะมาร่วมด้วยในขณะนั้น ไม่ได้มีความคิดอื่นที่จะทำให้ไม่สบายในขณะที่กำลังเข้าใจธรรม ถ้าไม่เข้าใจธรรม ฟังแล้วไม่สบายแน่ เพราะไม่เข้าใจ เป็นเราใช่ไหม เมื่อไหร่เราจะรู้ ขณะนั้นสบายไหม

    ผู้ฟัง ก็ไม่สบาย

    ท่านอาจารย์ แต่ขณะใดที่เข้าใจ ขณะนั้นสบายเพราะว่าเข้าใจ เวลาที่เข้าใจตรงนั้น ขณะนั้นจะไม่สบายไม่ได้เพราะรู้ความจริง รู้จักธรรมว่าเป็นธรรมด้วย เมื่อเข้าใจว่าเป็นธรรม อะไรที่จะไม่สบายก็ไม่มี ใช่ไหม เพราะว่าขณะนั้นเข้าใจ นี่คือความละเอียดของธรรม

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    19 ธ.ค. 2568