ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
ตอนที่ ๑๖๓๗
สนทนาธรรม ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ ในเมื่อกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงเป็นของใครชาติหนึ่งชาติใดโดยเฉพาะหรือเปล่าในเมื่อสิ่งนั้นมีจริงๆ อย่างเห็นไม่ใช่แต่เฉพาะชาวพุทธที่เห็นหรือว่ามนุษย์เท่านั้นที่เห็นนกก็เห็นปลาก็เห็น เพราะฉะนั้นเห็นมีจริงหรือเปล่าเมื่อเห็นมีจริงเห็นเป็นธรรม และเห็นเกิดขึ้นได้อย่างไร และก็ไม่เที่ยงจริงๆ ขณะที่คิดนึกนอนหลับหรือว่านึกถึงเรื่องอื่นขณะนั้นก็ไม่เห็น ธรรมจึงละเอียดมากคือเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงๆ แต่ความลึกซึ้งของธรรมก็คือว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้ว่าธรรมที่มีในขณะนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ลองคิดกำลังเห็นถ้าไม่มีจักขุประสาทที่เราใช้คำง่ายๆ ว่าตาไม่มีสิ่งที่มากระทบที่จะปรากฏให้เห็นขณะนี้จะมีสิ่งที่กำลังปรากฏว่าเป็นอย่างนี้ได้ไหม ไม่ได้เลยใช่ไหมคนตาบอดไม่มีทางที่จะเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เพราะฉะนั้นเห็นก็เป็นธรรมมีจริง และก็เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยเฉพาะของธรรมแต่ละอย่างๆ ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมได้เพราะว่าธรรมทั้งหลายพระผู้มีพระภาคใช้คำว่าอนัตตา หมายความว่าไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ถ้ารู้ความจริงก็จะรู้ว่าเมื่อเกิดแล้วก็ดับทันทีแต่ก็เกิดสืบต่ออย่างเร็วจนกระทั่งไม่ปรากฏการดับไปนี่คือภาษาธรรมซึ่งเป็นแต่เพียงการเริ่มต้นของคำว่าธรรม
ผู้ฟัง นักศึกษาจะถามผมเรื่อยว่าพวกสรรพสัตว์ทั้งหลายหรือมนุษย์ตายไปแล้ววิญญาณออกจากร่างใช่ไหมแล้วไปสู่ร่างใหม่ไปสู่ชีวิตใหม่ซึ่งเป็นสัสสตทิฏฐิคือตายแล้วยังมีตัวตนเป็นอมตะอยู่ แต่ถ้าอุจเฉททิฏฐิคือว่าตายแล้วดับสูญใช่ไหมอาจารย์คือไม่มีโลกหน้าโลกใหม่ และอะไรเป็นเครื่องแจกแจงหรือความชัดเจนอยู่ตรงไหนเรียนเชิญครับอาจารย์
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นการที่เราจะเข้าใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดต้องเป็นผู้ที่ตรงกับเหตุ และผลเพราะว่าการที่เราจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างทันทีเป็นไปไม่ได้ แต่ค่อยๆ พิจารณาจนกระทั่งเริ่มมีความเห็นที่ถูกต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็จะได้รู้ว่าความคิดของเราตรงกับเหตุผลหรือเปล่า ขอทวนเรื่องกรรมที่ทำให้เกิดเพราะโดยมากเรายังไม่รู้จักกรรมวันนี้มีกรรมหรือยังกรรมคืออะไรก็เป็นคำถามในใจ แต่ว่าเราอาจจะมองเห็นสัตว์โลกต่างๆ กันไปแม้แต่ในห้องนี้มีใครเหมือนใครบ้างหรือเปล่าทั้งๆ ที่เป็นมนุษย์ด้วยกันเป็นคนไทยด้วยกันทุกคนก็มีสองตาสองหูแต่ว่าเหมือนกันหรือเปล่า นี่เพียงแต่รูปร่างภายนอกอะไรเป็นเหตุให้ต่างกันถ้าเป็นคนที่ไม่คิดถึงเหตุผลก็จะผ่านเลยไป แต่ผู้ที่เป็นพระโพธิสัตว์ทุกอย่างที่ประสบพระองค์จะไตร่ตรอง และคิดว่าความจริงของสิ่งนั้นจริงๆ แล้วคืออะไรคือต้องการจะรู้ความจริงของทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏ พระองค์จึงทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะมีความเข้าใจทุกอย่างโดยละเอียดโดยประการทั้งปวง แม้แต่ไม่ได้มีแต่มนุษย์เท่านั้นสัตว์เดรัจฉานยิ่งวิจิตรมากต่างกันไปในน้ำก็มีบนบกก็มี มีขาก็มีไม่มีขาก็มียิ่งดูตาของสัตว์ไม่ว่าจะเป็นงูหรืออะไรทำไมถึงช่างวิจิตรอย่างนั้นได้ต้องมีเหตุ เราจะไม่ทราบเลยว่าความจริงเราจากโลกไหนมาสู่โลกนี้ และทุกคนซึ่งเกิดมาแล้วต้องตายแน่นอนต้องจากโลกนี้แน่นอนแต่จะไปไหน ไม่เคยคิดแต่ว่าอาจจะเป็นพรุ่งนี้หรือเมื่อไรก็ได้แต่ให้ทราบว่าระหว่างที่เรายังไม่ตายเราสามารถที่จะเข้าใจอะไรขึ้นได้หรือเปล่า เช่น คำว่ากรรม
เวลาที่พูดถึงสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดต้องมีความเข้าใจสิ่งนั้นแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็เข้าใจถูกในเบื้องต้นว่าธรรมที่มีอยู่ในโลกทั้งหมดไม่ว่ากี่โลกตลอดกี่จักรวาลก็ตามแต่สภาพธรรมสามารถที่จะจำแนกหรือต่างกันเป็น ๒ อย่างคือสภาพธรรมอย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย อย่างแข็งเกิดแล้วเป็นแข็งไม่ต้องมีใครทำให้เกิดเป็นมารดาบิดาแต่เป็นธรรมซึ่งมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นแข็งเปลี่ยนแข็งให้เป็นหวานให้เป็นเสียงไม่ได้ เสียงก็เป็นเสียงจะเป็นแข็งหรือจะเป็นขมหรือจะเป็นร้อนก็ไม่ได้นี่คือธรรมเวลาที่เราพูดถึงสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยมีจริงเป็นธาตุหรือธรรมชนิดหนึ่งเวลาเรียนทางวิทยาศาสตร์เราจะชินกับคำว่าธาตุหรือ ธา ตุ หมายความถึงลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้นแต่ละอย่างซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงหรือบังคับให้เป็นอย่างอื่นได้ ธรรมกับธาตุความหมายเดียวกันในเมื่อสิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่ใครไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เป็นธาตุก็ถือเป็นธรรม สิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่ารูปธรรมเป็น รู ปะ สภาพธรรมซึ่งมีจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้แต่โลกนี้หรือจักรวาลทุกจักรวาลไม่ได้มีแต่เฉพาะรูปธรรม ถ้ามีแต่เฉพาะรูปธรรมฝนตกไฟไหม้น้ำท่วมมีการเดือดร้อนเป็นทุกข์ไหม ไม่มีใช่ไหมแต่มีธาตุอีกชนิดหนึ่งมีจริงๆ ขณะนี้ก็มีเป็นธาตุรู้หรือสภาพรู้ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นขณะใดก็ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่นขณะนี้ใครจะรู้บ้างว่าที่เห็นนี่เป็นธาตุซึ่งเกิดขึ้นเห็นเป็นธรรมชนิดหนึ่งซึ่งไม่ใช่ได้ยินแต่อีกขณะหนึ่งเป็นธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นได้ยินเสียงจึงปรากฏ
เพราะฉะนั้นถ้าปราศจากธาตุรู้อะไรๆ ก็ไม่มีเลยในโลกนี้ที่จะปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ไม่มี เพื่อที่จะให้เราเข้าใจความต่างกันของธรรม ๒ อย่างคือรูปธรรมกับนามธรรม ขณะนี้ทุกคนไม่ได้มีแต่รูปร่างแต่มีจิตใจมีความคิดนึกมีความสุขความทุกข์ด้วย จิตใจหรือว่าความรู้สึกความคิดนึกทั้งหมดเป็นธรรมที่มีจริงเป็นนามธรรมหลากหลายมากแม้แต่ความจงใจตั้งใจที่จะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีไหมวันนี้ จงใจมีไหมกำลังจะทำความดีคิดจะทำความดีจงใจจะทำความดีในเรื่องนั้นก็ต้องเป็นความตั้งใจจงใจลักษณะนั้นมีจริงเป็นนามธรรมเวลาที่ใช้คำว่านามธรรมให้ทราบว่าไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น ลองคิดถึงสภาพธรรมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงโดยประการทั้งปวงคือธรรมอย่างหนึ่งมีลักษณะเฉพาะที่จะปรากฏได้ อย่างเสียงไม่ใช่กลิ่นทั้งๆ ที่มองไม่เห็นเพราะฉะนั้นรูปธรรมไม่ได้หมายความเฉพาะสิ่งที่เรามองเห็นรูปร่างเป็นดอกไม้เป็นคน แต่สิ่งใดก็ตามที่มีแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ทั้งหมดเป็นรูปธรรม ธรรมอีกอย่างหนึ่งคือนามธรรมขณะนี้ทุกคนไม่ได้มีแต่รูปร่างกายแต่มีจิตใจมีความคิดนึกด้วย เราเกิดมาเรายังไม่รู้จักจิตแต่เราเรียกว่าจิตแล้วบางทีก็ใช้คำว่าวิญญาณมีใครคนใดคนหนึ่งสิ้นชีวิตลงก็คิดว่าวิญญาณออกจากร่างแต่ความจริงก่อนวิญญาณจะออกจากร่างรู้จักวิญญาณหรือเปล่าจึงจะกล่าวได้ว่าวิญญาณออกจากร่างความจริงวิญญาณออกไม่ได้เลย วิญญาณเป็นนามธาตุหรือนามธรรมไม่ใช่รูปธรรมที่จะปลิวไปไหนก็ได้แต่ว่านามธรรมเป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดจริงๆ มีจริงๆ ขณะนี้กำลังเห็นกำลังคิดนึกทั้งหมดเป็นนามธรรมสำหรับนามธรรมซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนี้เห็นสามารถที่จะบอกได้ว่าเป็นดอกไม้อะไรเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพราะธาตุชนิดนี้สามารถเห็นสิ่งที่เราคิดไม่ถึงก็คือเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นอะไรจนกระทั่งสามารถที่จะจำได้ถึงความต่างกันของสิ่งที่ปรากฏ
เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฎพระผู้มีพระภาคตรัสใช้คำว่า จิตต เป็นสภาพรู้เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ สำหรับสภาพรู้มีหลายชื่อเหมือนภาษาไทย บุตรี กุมารี สตรี ก็เป็นคำเดียวกันหมายความถึงผู้หญิงแต่จะใช้คำอะไรก็ได้ เสียงปรากฏกับจิตได้ยินเสียงเพราะว่าถ้ามีแต่เสียงไม่มีสภาพที่เป็นจิตได้ยินเสียงก็ไม่ปรากฏในขณะนี้ซึ่งกำลังมีทั้งนามธรรม และรูปธรรมให้ทราบว่าสภาพที่เป็นใหญ่คือจิตแต่ใช้คำหลายคำใช้คำว่า มโน ก็ได้ มนัส ก็ได้ หทย ก็ได้ ปัณฑระ ก็ได้หรือใช้คำว่า วิญญาณ ก็ได้คำว่าจิตกับวิญญาณความหมายเหมือนกันเลยไม่ใช่ผีหรือว่าไม่ใช่ตายแล้วจะออกไปจากร่างแต่ว่าความจริงจิตเป็นสภาพธรรมซึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วดับทันที แต่ว่าจิตเป็นธาตุที่น่าอัศจรรย์มากทันทีที่จิตเกิดแล้วดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อไม่มีระหว่างคั่นเลยตั้งแต่เกิดจนถึงก่อนที่จะมาอยู่ในห้องนี้จนกระทั่งกำลังฟังในขณะนี้ และต่อไปทุกขณะไม่ปรากฏร่องรอยของการเกิด และดับของจิตแต่จิตแต่ละขณะไม่ใช่จิตเดียวกัน ที่ใช้คำว่าตายหมายความว่าจิตขณะสุดท้ายที่จะทำให้เป็นบุคคลนี้ถึงกาลซึ่งทำให้พ้นจากความเป็นบุคคลนี้ก็คือไม่กลับมาเป็นคนนี้อีกได้เลย แต่ระหว่างที่ยังมีชีวิตสามารถที่จะเข้าใจวิญญาณคือจิตแล้วก็จะรู้ว่าจริงๆ แล้ววิญญาณไม่สามารถจะออกไปนอกร่างเลยแม้ในขณะนี้วิญญาณเกิดที่รูปที่เราเรียกว่ากายของเราแต่ละรูปแล้วแต่ว่ารูปใดจะเป็นที่เกิดของจิตแต่จิตเกิดแล้วดับไป เวลาจิตโกรธถ้าไม่ดับจะมีจิตอื่นเกิดไม่ได้เลยเวลาจิตเห็นเกิดถ้าไม่ดับจะมีจิตอื่นเกิดไม่ได้เลย นี่ก็คือการที่จะเข้าใจความหมายของคำที่เราได้ยิน เช่นคำว่าวิญญาณจะได้รู้ว่าตราบใดที่จิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วยังไม่ดับไปคนนั้นยังไม่ตาย แต่จะใช้คำว่าวิญญาณก็ได้เพราะว่าจิตต่างกันหลากหลาย สำหรับจิตเห็นใช้คำว่าจักขุวิญญาณหมายความว่าสภาพที่รู้โดยต้องอาศัยตาจึงสามารถจะเกิดขึ้นเห็นถ้าเป็นทางหูกำลังได้ยินเสียงทุกคนได้ยินใช่ไหมเป็นเราหรือว่าเป็นจิตหรือว่าเป็นวิญญาณชนิดหนึ่งซึ่งสามารถที่จะได้ยินเสียงโดยต้องอาศัยหูจึงใช้คำว่าโสตวิญญาณ ต่อไปนี้เวลาที่ได้ยินคำว่าวิญญาณก็ทราบได้เป็นนามธรรมขณะนี้ก็มีจะเรียกว่าจิตก็ได้เรียกว่าวิญญาณก็ได้
ผู้ฟัง เคยได้ยินมาจากวัดๆ หนึ่งที่กล่าวถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าชีวิตทุกสิ่งทุกอย่างคืออัตตาค่ะ แต่ว่าเมื่อกี้ได้ยินที่อาจารย์สุจินต์ได้กล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างหรือชีวิตคืออนัตตาค่ะ แบบนี้จะทำให้ศาสนิกชนที่ไม่รู้ธรรมโดยแท้จริงสับสนหรือเปล่าว่าอันไหนคือคำสอนที่ถูกต้องจริงแท้แน่เป็นคำสอนพระพุทธเจ้าที่จริงค่ะ
ท่านอาจารย์ อัตตาจริงๆ ไม่ใช่ภาษาไทย และอนัตตาก็ไม่ใช่ภาษาไทยด้วยการที่เราจะได้ยินคำภาษาอื่นเราต้องรู้ความหมายของภาษานั้นด้วย อัตตาหมายความถึงตัวตนหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่รวมกันถ้าแยกกันแล้วก็เป็นลักษณะของธรรมแต่ละอย่างๆ เช่นที่เข้าใจว่าเป็นคนความจริงมีอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบพร้อมที่จะแตกดับได้ตลอดเวลานั่นคือรูปธรรม เวลามารวมกันแล้วเป็นคนนั่นคือความเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดตามรูปภาษา ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายด้วยค่ะ
อ.คำปั่น ทั้งคำว่าอัตตา และอนัตตาเป็นคำภาษาบาลี คำว่าอัตตานั้นโดยศัพท์ก็หมายถึงตัวตนหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด สำหรับอนัตตาก็ตรงกันข้ามก็คือไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงทั้งจิตทั้งเจตสิกทั้งรูปทั้งนิพพาน พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่าสภาพธรรมที่เป็นสังขารธรรมคือจิตเจตสิก และรูปไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา คำว่าอนัตตาในที่นี้หมายถึงปฏิเสธความเป็นตัวตนปฏิเสธความเป็นอัตตาเพราะว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย และสภาพธรรมที่เป็นนิพพานก็เป็นอนัตตาด้วยเพราะว่าไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ตัวตน สรุปแล้วพระธรรมคำสอนทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นอนัตตาคือไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ตัวตน ไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาอะไรได้เลยนะครับ
ท่านอาจารย์ ลองคิดดูว่าอะไรจริงเราคิดว่ามีตัวเรานั่งอยู่ที่นี่ใช่ไหม แตกย่อยออกไปตาไปทางหูไปทางจมูกไปทางย่อยออกไปให้หมดเราอยู่ที่ไหนหรือตัวตนอยู่ที่ไหนไม่มีเลยใช่ไหม แต่เป็นส่วนประกอบที่มารวมกันก็ทำให้ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นรูปธรรมทั้งหมดมีอากาศธาตุแทรกอยู่อย่างละเอียดมากเป็นแต่ละส่วนของแต่ลักษณะของสภาพธรรมซึ่งพอรวมกันแล้วก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกแม้แต่ตัวเราแตกย่อยออกไปก็ไม่เหลือสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งจะยึดถือว่าเป็นเราได้ และนามธรรมก็เช่นเดียวกัน ขณะนี้ถ้าไม่ศึกษาธรรมจะไม่ทราบความหมายที่ได้ยินบ่อยๆ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือใครจะเปลี่ยนเป็นอัตตาเปลี่ยนได้ไหมถ้าเปลี่ยนคือไม่ใช่ความจริง การที่จะศึกษาความจริงต้องเป็นผู้ที่เข้าใจในสิ่งนั้นและมีเหตุมีผลด้วย ที่ใช้คำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังคือสภาพที่ไม่เที่ยง นิจจังคือเที่ยง อนิจจังคือไม่เที่ยง สิ่งที่ไม่เที่ยงไม่ใช่ความสุขที่ยั่งยืนเพราะว่าโดยมากเวลาที่เราต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดเราหวังว่าสิ่งนั้นยั่งยืนพอที่จะให้ความพอใจของเรามั่นคงอยู่ในสิ่งนั้น แต่ตามความเป็นจริงถ้ามีความเข้าใจตรงตามพระธรรมที่ทรงแสดงก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธคำหนึ่งคำใดที่ได้ยินเมื่อเราไตร่ตรอง อย่าง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาถ้าขณะนี้สามารถจะประจักษ์การเกิดขึ้น และดับไปอย่างรวดเร็วมากของนามธรรม และรูปธรรม ความไม่เที่ยงที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ไม่ใช่เพียงเกิดแล้วแก่แล้วเจ็บแล้วตายวันนี้แข็งแรงพรุ่งนี้ไม่แข็งแรงเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์นั่นคือคำสอนเผินๆ คือคิดเอาก็ได้จากชีวิตที่เกิดมาไม่มีใครที่จะไม่รู้ว่าเกิดแล้วต้องตายแล้วไม่มีใครรู้ว่าเกิดมาแล้วก็ไม่เที่ยงทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงจากเด็กก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่เป็นคนแก่ในที่สุดก็ตายก็เป็นสิ่งที่ทุกคนรู้ได้แต่พระธรรมละเอียดลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นจึงจะสมกับที่ได้ทรงพระนามว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะทรงตรัสรู้สิ่งที่คนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ถ้าพระองค์ไม่ทรงตรัสรู้ และไม่ทรงแสดงความจริงนั้น
ขณะนี้ที่เรากล่าวถึงนามธรรมทั้งหมดคือจิต และมีเพิ่มอีกคำหนึ่งก็คือเจตสิกหมายความถึงจิตเป็นสภาพรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏจิตจะไม่ทำหน้าที่อื่นเลยจิตไม่จำจิตไม่โกรธจิตไม่โลภ แต่สภาพธรรมอื่นใดซึ่งเกิดกับจิตสภาพธรรมนั้นภาษาบาลีใช้คำว่าเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิตเกิดในจิตแยกออกจากจิตไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่ใช้คำว่าสังขารธรรมก็คือธรรมใดๆ ก็ตามที่จะเกิดต้องมีปัจจัยที่จะปรุงแต่งหรือว่าทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเกิดเองลอยๆ ไม่ได้ จิตจะเกิดโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้ฉันใดเจตสิกก็จะเกิดโดยไม่มีจิตไม่ได้ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนั้นทั้งจิต และเจตสิกเกิดพร้อมกัน แล้วก็ดับพร้อมกันแต่ทำหน้าที่ต่างกันถ้าไม่ทำหน้าที่ต่างกันหรือเป็นสภาพธรรมอย่างเดียวกันก็จะไม่ทรงบัญญัติว่าจิตต่างกับเจตสิก และเจตสิกก็มีหลากหลายมากมายเป็นธรรมฝ่ายดี และเป็นธรรมฝ่ายไม่ดี อย่างความโกรธกับความไม่โกรธก็ต่างกันความโกรธเกิดเมื่อไหร่ไม่ว่ากับใครที่ไหนประทุษร้ายหยาบกระด้างไม่ต้องเรียกว่าชาติไหนภาษาไหนจะเป็นสัตว์จะเป็นมนุษย์หรือจะเป็นใครตามความโกรธเป็นจริงคือเกิดเป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับไปเมื่อเป็นลักษณะของความโกรธก็ต้องเป็นอย่างนั้นตรงกันข้ามกับความเมตตาซึ่งเป็นภาษาบาลีถ้าภาษาไทยจะให้เข้าใจความหมายของธรรมก็ใช้คำที่ภาษานั้นสามารถที่จะเข้าใจได้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าการกล่าวธรรมไม่ติเตียนภาษาชาวบ้านเพราะเป็นภาษาที่จะทำให้แต่ละพวกสามารถเข้าใจได้แต่ละหมู่แต่ละเหล่าจะเข้าใจได้ก็ด้วยภาษาของตน
เพราะฉะนั้นการที่กล่าวถึงธรรมก็คือถ้าใช้ภาษาไทยเราก็จะทำให้เราเข้าใจชัดเจนกว่าแต่ว่าไม่ทิ้งความหมายภาษาบาลี อย่างคำว่าจิตภาษาไทยก็ใช้บ่อยแต่ว่าเมื่อไม่ศึกษาโดยละเอียดก็เข้าใจเป็นอย่างอื่นไปเป็นวิญญาณออกจากร่างเป็นอะไรแม้แต่ขณะนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นจิต หรือเจตสิกก็ไม่เคยได้ยินเลยนักปราชญ์ไหนที่จะกล่าวถึงเจตสิกถ้าเขาไม่รู้จักเจตสิกซึ่งเป็นธรรมจริงๆ เป็นธาตุซึ่งหลากหลายซึ่งเกิดกับจิต ก็จะเห็นได้จริงๆ ว่าพระธรรมลึกซึ้งทั้งจิต และเจตสิกเกิดแล้วดับเป็นอัตตาของใคร ได้ยินเกิดแล้วดับแล้วไม่กลับมาอีกเลยเป็นเราหรือเปล่า ก็จะเข้าใจความหมายของคำว่าอัตตา และอนัตตาถูกต้อง อนัตตาคือใครเป็นเจ้าของได้ไหมบังคับให้เกิดได้ไหม เกิด และบังคับไม่ให้ดับไปได้ไหมก็ไม่ได้เลยนี่คือความหมายของอนัตตา ใครจะเป็นคนบอกว่ามีอัตตาเป็นไปได้ไหมที่จะเข้าใจว่ามีอัตตา ผู้ที่เข้าใจว่ามีอัตตาหรือเป็นอัตตาเป็นความเห็นผิดจากความเป็นจริงซึ่งภาษาบาลีความเห็นใช้คำว่าทิฏฐิ ภาษาไทยเราใช้ภาษาบาลีในความหมายของภาษาไทยจนเลือนความหมายเดิมอย่างคนนั้นมีทิฏฐิเราไปคิดอีกอย่างหนึ่งแต่ความจริงทิฏฐิหมายความถึงความเห็นเป็นกลางๆ ถ้าเป็นความเห็นถูกก็ใช้คำว่าสัมมาทิฏฐิถ้าเป็นความเห็นผิดก็ใช้คำว่ามิจฉาทิฎฐิ ในขณะนี้เป็นทิฏฐิไหนถ้ากล่าวว่ามีอัตตาหรือเป็นอัตตาทั้งๆ ที่สภาพธรรมเป็นอนัตตาแม้แต่คำว่าอัตตา และอนัตตาก็ไม่ใช่ตามคนอื่นใครบอกว่าอัตตาเราก็จะเป็นอัตตาไปด้วยแต่ว่าต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง
ผู้ฟัง ในเรื่องวิญญาณนักศึกษาถามว่าเป็นความจริงหรือเปล่าที่เวลาที่คนตายแล้ววิญญาณจะวนเวียนอยู่ ๗ วัน คนที่ตายแล้วถ้าเป็นคนดีวิญญาณจะเป็นกลิ่นหอมส่วนคนชั่วจะมีกลิ่นสาบนี่คือเรื่องวิญญาณ ส่วนเรื่องอีกหนึ่งก็คือเรื่องวิญญาณอีกเหมือนกันว่าวิญญาณเวลาเขาตายไปอยู่คนละภพกับเราหมายถึงสถานที่เดียวกันแต่อยู่คนละมิติใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์ คงไม่ลืมจิตกับวิญญาณเหมือนกันจะใช้คำไหนก็ได้ขณะนี้มีจิตแล้วก็กำลังเห็นนี้คือจักขุวิญญาณ สภาพของจิตเป็นสภาพที่ไม่เที่ยงเกิดแล้วก็ดับทันทีเร็วมากเลยจนกระทั่งไม่สามารถที่จะปรากฏการดับของจิตหรือของรูปธรรมได้ ต้องไม่ลืมว่าถ้าใช้คำว่าดับไม่ค่อยว่าไม่กลับมาอีกสักขณะเดียวจิตตอนเป็นเด็กๆ ไม่ใช่จิตขณะนี้แต่ละขณะมีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไปเกิดแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นเมื่อยังมีกิเลสยังไม่ใช่พระอรหันต์แม้ว่าจุติจิตซึ่งหมายความถึงจิตขณะสุดท้ายที่ทำกิจเคลื่อนพ้นจากความเป็นบุคคลนี้เมื่อเกิดแล้วดับไปจะป็นคนนี้ต่อไปอีกไม่ได้เลยแต่ก็มีปัจจัยที่ทำให้มีจิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อจากจุติจิตทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น ธรรมเปลี่ยนไม่ได้จะให้จิตเกิดแล้วดับ และทิ้งช่วงแล้วก็ให้จิตเกิดขึ้นมาใหม่แล้วก็ดับไปไม่ได้เลยเพราะตามปกติใช้คำว่าตามปกติเวลาที่จิตเกิดระดับไปจิตนั่นแหละเป็นปัจจัยที่จะทำให้จิต และเจตสิกขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น ขณะนี้มีใครรู้บ้างว่าจิตเกิดดับสืบต่อแต่ละขณะนี้ไม่เหมือนกันมีระหว่างคั่นอะไรหรือเปล่าไม่มีเลยแม้แต่ขณะที่นอนหลับสนิทเหมือนคั่นแต่ขณะที่หลับสนิทก็ต้องมีจิตแต่ว่าไม่ได้เห็นไม่ได้ยินเป็นจิตอีกประเภทหนึ่งซึ่งต้องดำรงภพชาติโดยกรรมยังไม่ทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้จึงต้องตื่นอีกเห็นอีกได้ยินอีก เมื่อจุติจิตดับไปแล้วเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดแล้วแต่กรรมไหนจะทำให้จุติจิตดับไปสิ้นสุดความเป็นสภาพของบุคคลนี้ไม่กลับมาอีกแต่ปฏิสนธิจิตจิตที่สืบต่อก็แล้วแต่ว่ากรรมจะทำให้เกิดที่ไหน ใครจำได้บ้างไหมมาจากไหนพ่อแม่ชาติก่อนญาติพี่น้องทราบสมบัติเรื่องราวของชาติก่อนไม่เหลือเลยแล้วก็เวลาที่จุติจิตขณะสุดท้ายเกิดขึ้น และดับไปชาตินี้ก็จะลืมไปหมด
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680