ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
ตอนที่ ๑๖๓๓
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ เพราะว่ายังไม่ได้มีความเข้าใจที่เห็นโทษของอกุศล และอบรมเจริญปัญญาเพื่อที่จะละอกุศล และปัญญาที่มีความเข้าใจธรรมก็จะทำให้กุศลประเภทอื่นเจริญขึ้นด้วยจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ โดยมากพอได้ยินคำว่านิพพานก็ยังไม่รู้ได้รู้จริงๆ ว่านิพพานคืออะไรแต่ก็ยากถึงแต่ถ้ามีความเข้าใจถูกว่าขณะนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลเริ่มมีปัญญาเพียงเห็นโทษของอกุศลจึงสามารถที่จะเจริญกุศลยิ่งขึ้นได้ ถ้ามีกุศลที่เจริญขึ้นแล้วก็มีความเข้าใจที่ถูกต้องจากการได้ยินได้ฟังพระธรรมก็จะรู้ว่ากุศลที่ประกอบด้วยปัญญากับกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญานั้นต่างกัน ถ้ามีปัญญามีความเห็นถูกต้องว่าขณะนี้เป็นธรรมไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นหนทางที่จะนำไปสู่การดับการยึดถือว่าสภาพธรรมว่าเป็นเราก็คือฟังแล้วก็มีความเข้าใจยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นในขณะไหน และกุศลทั้งหลายก็เจริญขึ้นด้วยความรู้ถูกว่าเพื่อละความเป็นตัวตนอันนั้นก็เป็นบารมี
ผู้ฟัง เพื่อละอกุศล และละความเป็นตัวตนจึงได้ชื่อว่าเป็นบารมีถูกต้องไหมครับ
ท่านอาจารย์ ว่าขณะนี้ใครรู้ว่าเป็นธรรมบ้างกำลังฟังธรรมกำลังทุบประตูเป็นธรรมหรือเปล่ากำลังเขียนหนังสือเป็นธรรมหรือเปล่ากำลังโทรศัพท์เป็นธรรมหรือเปล่า นี่คือตามที่ได้ยินได้ฟังแต่ว่ายังไม่ได้รู้จักธรรมแต่ละลักษณะตามความเป็นจริงเพียงแต่พูดรวมๆ ว่าทุกอย่างเป็นธรรมไม่เว้นเลยแต่ว่าความจริงทุกอย่างพอถามถึงแต่ละอย่างทีละอย่างเป็นธรรมหรือยัง เช่นขณะนี้ทุกคนกำลังเห็นถ้าถามว่าเห็นเป็นธรรมไหมตอบได้ว่าเห็นเป็นธรรมแต่กำลังเห็นจริงๆ เป็นธรรมอย่างไรที่จะกล่าวว่าไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลก็ต้องอาศัยการฟังแล้วฟังอีกพร้อมด้วยการพิจารณาจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่าขณะนี้เห็นเกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยที่จะให้เกิดเห็นไม่ใช่ใครนึกอยากเห็นก็เห็นใครนึกอยากได้ยินก็ได้ยินไม่ใช่อย่างนั้น แม้ไม่นึกอยากจะเห็นแม้ไม่นึกอยากจะได้ยินแต่เมื่อมีปัจจัยที่จะทำให้เห็นเกิดขึ้นได้ยินเกิดขึ้นก็ต้องเกิดเปลี่ยนไม่ได้ นี่คือความจริงซึ่งเป็นธรรมทุกขณะ การศึกษาธรรมการเข้าใจธรรมไม่ใช่เพียงแต่ขั้นชื่อ และเรื่องราวแต่กำลังเริ่มเข้าใจสิ่งที่เป็นธรรมจริงๆ จากการฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นนั่นคือสัจจญาณซึ่งในการอบรมเจริญปัญญาที่ใช้คำว่าภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาที่จะทำให้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ถ้าไม่มีความเข้าใจที่มั่นคงในเบื้องต้นก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเจริญขึ้นได้ต้องมีขณะที่เริ่มต้นเป็นพื้นฐานที่มั่นคงเพราะการฟังธรรมเพียงนิดหน่อยแล้วก็คิดเองเยอะๆ มากมายไปตามความคิดของตัวเองผิด เพราะบุคคลนั้นไม่ได้สะสมปัญญาที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าคือสามารถที่จะรู้ธรรมด้วยตัวเองแต่ว่าไม่ใช่แม้ปัจเจกพุทธคือผู้ที่สามารถที่จะรู้สภาพธรรมแต่ไม่ได้ประกอบด้วยพระญาณต่างๆ ที่สามารถที่จะกล่าวถึงหรือแสดงความจริงของธรรมโดยนัยโดยประการต่างๆ ที่จะให้ผู้ที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังเริ่มเข้าใจละเอียดขึ้นๆ จนสามารถที่จะเห็นความลึกซึ้งของธรรมที่จะทำให้รู้ว่าขณะนี้ธรรมที่เหมือนไม่มีอะไรเลย
มาพูดเรื่องเห็นทำไมธรรมดาพูดเรื่องได้ยินทำไมก็เป็นธรรมดาแต่ความจริงสิ่งที่เป็นธรรมดาเป็นธรรมที่ลึกซึ้งเพราะไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลเป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงซึ่งใช้คำว่าธาตุหรือ ธา ตุ เพราะเหตุว่าลักษณะของธรรมแต่ละอย่างก็ทรงไว้ซึ่งลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย ธรรมเป็นธรรมตรงเปลี่ยนไม่ได้เช่นโกรธเกิดขึ้นจะเปลี่ยนให้เป็นความเมตตาสายไปเสียแล้วใช่ไหมเพราะโกรธเกิดแล้วดับแล้วด้วยใครจะไปทำอะไรกับสภาพธรรมที่มีปัจจัยเกิดขึ้นซึ่งมีอายุที่สั้นมากเล็กน้อยมากสุดที่จะประมาณได้เพราะว่าเกิดแล้วดับทันที เพียงแต่เกิดมาเป็นอย่างนั้นมีกิจอย่างนั้นทำหน้าที่อย่างนั้นแล้วก็ดับไป ทุกคนที่ยังไม่รู้จักธรรมไม่เข้าใจธรรมแม้ว่ามีธรรม และธรรมปรากฏที่กล่าวว่ายังไม่ได้รู้จักธรรมไม่เข้าใจธรรมเพราะว่าเพียงจำสิ่งซึ่งมีจริงแต่ว่าเกิดดับอย่างรวดเร็วมากสืบต่อไม่ว่าจะเป็นรูปชนิดใดก็ตามหรือว่าความรู้สึกประเภทใดก็ตามหรือว่าความจำหรือว่าโลภะโทสะโมหะใดๆ สภาพธรรมทั้งหมดในชีวิตประจำวันถ้ารู้ความจริงว่ามีอายุที่สั้นมากเกิดแล้วก็ดับแล้วรู้หรือยัง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจอย่างมั่นคง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏจากการที่สภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดมีปัจจัยเกิดแล้วดับๆ สืบต่อจึงเป็นนิมิตใช้คำว่านิมิตหมายความถึงสิ่งที่ปรากฏเหมือนลักษณะนั้นที่มีรูปร่างสัณฐานต่างๆ เช่นถ้าจะกล่าวถึงสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้เห็นเป็นดอกไม้ เห็นเป็นโต๊ะ เห็นเป็นเก้าอี้แต่เห็นเกิดแล้วดับ และสิ่งที่ปรากฏมีจริงๆ แต่เป็นธาตุหรือธรรมชนิดหนึ่งซึ่งต่างจากธาตุ และธรรมอื่นๆ เพราะเป็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นในเมื่อธรรมอื่นๆ มีจริงแต่ก็ไม่ใช่ปรากฏให้เห็นอย่างที่ตากำลังเห็นในขณะนี้เช่นจิตมีจริงแต่ไม่มีใครไปมองเห็นจิตด้วยตาทั้งๆ ที่มีตาก็ไม่เห็นจิตเสียงก็มีจริง แต่เสียงก็ไม่มีรูปร่างเป็นสีสันต่างๆ ไม่สามารถที่จะไปเห็นเสียงได้ กลิ่นก็มีจริงเมื่อกลิ่นเกิดปรากฏถ้ากลิ่นไม่เกิดขึ้นปรากฏขณะนั้นกลิ่นมีจริงหรือเปล่า ยังไม่ได้เกิดขึ้นยังไม่ได้ปรากฏจะกล่าวว่าจริงได้ไหมก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงเพราะเกิดแต่ว่าดับแล้วก็เกิดสืบต่อจนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิตให้เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเหมือนอย่างทางตาในขณะนี้เห็นเกิดดับนับไม่ถ้วน เห็นพระปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าสิ่งซึ่งยากแสนยากสุขุมคัมภีรที่จะรู้ได้แต่พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงเหนือบุคคลใดทั้งสิ้นไม่ใช่แต่เฉพาะในมนุษย์โลกหรือเทวโลกแม้พรหมโลกแม้ในจักรวาลใดๆ ก็ตามพระปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงธรรมกับผู้ที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังเป็นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับพระปัญญาของพระองค์ซึ่งทรงอุปมาว่าเหมือนใบไม้ ๒-๓ ใบในกำมือกับใบไม้ที่อยู่ในป่าหรือว่าอากาศที่กว้างใหญ่ก็มีรอยเท้าของนกนิดหน่อยมีปรากฏแล้วก็หมดไป การที่เป็นผู้ที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรมก็ฟังด้วยความเคารพอย่างยิ่งในสิ่งซึ่งบุคคลอื่นไม่สามารถที่จะแสดงหรือกล่าวถึงให้มีความเข้าใจในสิ่งที่มีจริงๆ ค่อยๆ เกิดขึ้นเจริญขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่พระองค์ทรงแสดงว่าเป็นความจริงทุกประการทุกคำทุกพุทธพจน์ เพราะฉะนั้นพุทธพจน์เป็นธรรมเตชะหรือธัมมเตโชในภาษาบาลีเพราะเหตุว่าสามารถที่จะเผาอกุศลที่มีอยู่มากมายหนาแน่นสุดที่จะประมาณได้ให้ดับหมดเป็นสมุทเฉจ จะหาใครที่สามารถที่จะทำให้บุคคลอื่นสามารถที่จะเห็นอกุศลตามความเป็นจริงแล้วก็มีปัญญาความเห็นถูกเพิ่มขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้ เพราะกิเลสไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเอาอะไรไปดับไม่เหมือนไฟเอาน้ำดับแต่ทั้งหมดนี้ต้องเป็นปัญญาเท่านั้นที่จะดับได้ และก็ปัญญาของแต่ละคนไม่สามารถที่จะเกิดเองถ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าก็เป็นสาวกคือผู้ฟัง มีใครอยากจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้างไหมคะ ความกรุณาไม่เท่าพระองค์ จะเห็นได้ไม่ว่าใครในโลกจะเป็นพระมหากษัตริย์เป็นเศรษฐีมั่งมีสกุลสูงเป็นพ่อค้าเป็นคหบดีมหาศาลยังไงก็ตาม แต่ถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมได้เข้าใจพระธรรมการที่จะเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้เพียงชั่วหนึ่งขณะจิตทีละหนึ่งขณะซึ่งเกิดดับสืบต่อทำให้ดำรงความเป็นบุคคลนี้ตราบใดที่กรรมยังไม่สิ้นสุด ชาติก่อนเป็นใครเป็นมาแล้วใช่ไหมจะเป็นโรคเรื้อนจะเป็นเศรษฐีจะเป็นพระมหากษัตริย์จะเป็นเสนาบดีมีเงินทองมากมายมหาศาลหรือว่ายากไร้ก็ไม่เหลือเลยไม่มีอะไรที่เหลือ ทุกขณะเป็นแต่เพียงธรรมมีปัจจัยเกิดแล้วดับปัญญาที่สามารถที่จะเริ่มเข้าใจถูกจะทำให้ค่อยๆ เจริญขึ้นเมื่อเห็นคุณค่าเมื่อเห็นประโยชน์ของความจริงซึ่งเป็นสัจจะไม่มีสิ่งอื่นสิ่งใดที่จะมาแยกหรือว่ามาเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นหรือว่าทำให้เราติดข้องในสิ่งนั้นได้อีกต่อไป
ลองคิดดูถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมจะเป็นอย่างนี้ไหม จะไปปฎิบัติธรรมแล้วไม่รู้อะไรเลยเป็นสิ่งที่ไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะว่าพุทธะคือปัญญาความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ และความไม่รู้มากมายมานานแสนนานเท่าไหร่ประมาณได้ไหม ในยามต้นก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อได้ประทับนั่งใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์แล้วยามที่หนึ่งระลึกชาติลองคิดถึงเราเองจำชาติก่อนได้ไหม เพียงแค่จำแต่นี่ไม่ใช่จำระลึกได้จริงๆ ถึงชาติก่อนๆ ซึ่งเคยเป็นใครเคยเป็นแม้บุรุษยากไร้เข็ญใจก็เคยเป็นทุกสิ่งทุกอย่างมาแล้วก็ไม่เหลือไม่มีอะไรเหลือเลย ๒๕๐๐ ปีก่อนถอยไปอีกๆ ก็มีเหตุการณ์เหมือนอย่างนี้ก็คือเกิดขึ้นเห็นบ้างได้ยินบ้างสุขบ้างทุกข์บ้างแล้วก็ดับไปถ้าไม่มีปัญญาก็ต่อไปอีกนับไม่ถ้วนเลยไม่มีใครสามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงธาตุซึ่งเป็นนามธาตุ และรูปธาตุซึ่งต้องเป็นอย่างนี้ ก็จะเห็นได้คะว่าประโยชน์มหาศาลของการที่ได้ยินได้ฟัง ณ วันนี้ขณะนี้ไม่ใช่สิ่งบังเอิญแต่ทรงแสดงปัจจัยของสภาพธรรมโดยละเอียดทุกขณะจิตทั้งนามธรรม และรูปธรรมว่าแม้แต่เพียงชั่วขณะสั้นๆ ที่เกิดมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้แม้จิตเห็น ๑ ขณะเกิดขึ้นหรือว่าจิตได้ยิน ๑ ขณะเกิดขึ้นซึ่งผู้ไม่รู้ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้ และก็ไม่เห็นประโยชน์ด้วยว่าจะต้องรู้ทำไม แต่ความจริงไม่ควรรู้หรือควรจะรู้ความไม่จริงไปเรื่อยๆ และก็ต้องมีสุขบ้างทุกข์บ้างแต่ละชาติไปเรื่อยๆ เกิดมานี่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เป็นทุกข์สุขไม่มีเลยหรือ และทุกข์ไม่นิดเดียวหรือ ทุกข์มหาศาลแต่สุขนิดเดียวหมายความว่ายังไง นามธรรมมีอายุไม่เท่ากันนั่นหรือคะ
ผู้ฟัง มีอายุเท่ากันค่ะแต่ความรู้สึกว่าทุกข์มากมายมหาศาลค่ะ
ท่านอาจารย์ ถ้าทุกข์ไม่เกิดจะรู้สึกว่าเป็นทุกข์ได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้ค่ะ
ท่านอาจารย์ และทุกข์ที่เกิดๆ เพราะอะไร
ผู้ฟัง เกิดเพราะกิเลสค่ะ
ท่านอาจารย์ กิเลสเกิดจากอะไร
ผู้ฟัง เกิดเพราะความไม่รู้ค่ะ
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดก็มาลงที่ความไม่รู้ก็เป็นสิ่งซึ่งเวลาที่เข้าใจพระธรรมแล้วจะฟังธรรมเหมือนได้เฝ้าเฉพาะพระพักตร์ ทุกคำไม่มีใครสามารถที่จะคิดขึ้นมาได้เองเลยไม่มีทางเป็นไปได้เลยแต่ละคำที่ได้ตรัส และทรงแสดงสืบต่อมาจนกระทั่งถึงกาลสมัยนี้ สำหรับผู้ที่มีบุญที่ได้สะสมมาแล้วแต่ปางก่อนแน่นอนเพราะจะเห็นฉันทะได้ว่าบางคนก็สนใจที่จะเข้าใจบางคนก็ไม่สนใจเลย เสียงเพราะๆ กลิ่นหอมอาหารอร่อยเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวอะไรต่างๆ ดูมีความสำคัญมากกว่า แต่จริงๆ แล้วจากสิ่งนั้นไปวันไหนก็ได้เมื่อไหร่ก็ได้ซึ่งไม่มีใครรู้แต่ความจริงยิ่งกว่านั้นก็คือว่าจากทุกขณะไม่มีใครบังคับบัญชาได้เลย อะไรเป็นความจริงควรรู้ไหมเพราะว่าเป็นความจริง และก็ไม่เปลี่ยนแปลงด้วยแล้วถ้ารู้ความจริงอย่างนี้จะไม่รู้เลยว่าจะนำมาซึ่งประโยชน์ที่ใหญ่ยิ่งเพราะเหตุว่าธรรมเตชะธัมมะเตโชหรือธรรมเดชสามารถที่จะเผาอกุศลได้อย่างที่คุณศีลกันต์เมื่อกี้นี้สนทนากันก็กล่าวถึงว่าก่อนฟังธรรมก็มีการกระทำ และคำพูดซึ่งต่างกับเมื่อฟังธรรมแล้วทั้งหมดมาจากไหนมีใครเตรียมตัวหรือมีใครกะเกณฑ์ว่าเมื่อไหร่วันไหนจะพูดอย่างนั้นจะคิดอย่างนี้แต่ว่าทั้งหมดเป็นธรรมที่เกิดตามเหตุตามปัจจัยแล้วแต่ละคนก็ต่างกันมากสังเกตจากคำพูดกิริยาความคิดต่างๆ ไม่ซ้ำกันเลย และก็ไม่เหมือนกันด้วย เพราะตามความเป็นจริงขณะนี้ธรรมทั้งนั้นไม่มีใครสักคนถ้าเข้าใจความหมายของธาตุหรือธรรมก็จะรู้ได้ว่าที่เราใช้คำว่าจิตในภาษาไทย และทุกคนดูเหมือนเข้าใจคำว่าจิต และดูเหมือนรู้ว่ามีจิตปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่มีชีวิตคนสัตว์ต่างๆ เพราะมีจิต แต่ก็ยังไม่ได้รู้ความจริงของจิตเลยแม้แต่เพียงจะเข้าใจว่าจิตของแต่ละคนที่เคยยึดถือว่าจิตนั้นเป็นเราไม่ว่าขณะใดก็ตามก็หลากหลายแต่ละขณะซึ่งไม่ซ้ำกัน และไม่ใช่ขณะเดียวกันด้วย ก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่มีไม่เที่ยง และไม่ใช่สิ่งที่จะกลับมาได้เลยแต่การเกิดดับสืบต่อทำให้เสมือนว่าสิ่งนั้นมีอยู่ตลอดเวลาตราบใดที่ยังไม่จากโลกนี้ไปแต่จากโลกนี้แล้วไปเกิดเป็นต้นไม้ได้ไหมคะ
ผู้ฟัง ไม่ได้ค่ะ
ท่านอาจารย์ ไม่มีทางเป็นไปได้เลยด้วยเหตุนี้ธรรมเป็นธรรมๆ ที่เป็นนามธรรมเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ก็อย่างหนึ่ง และสภาพธรรมที่เป็นรูปธรรมไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยก็มีจริงๆ แล้วก็เป็นอีกอย่างหนึ่งด้วยถ้ามีความเข้าใจเบื้องต้นอย่างลึกซึ้งแม้แค่นี้ก็รู้ว่าไม่ใช่เรา รูปธรรมเป็นรูปธรรมนามธรรมเป็นนามธรรมแล้วจะเป็นใครในเมื่อนามธรรมก็เป็นธาตุที่เกิดมา เป็นธาตุรู้ๆ ที่นี่ไม่ได้หมายความถึงปัญญาแต่หมายความว่าสามารถที่จะได้ยินสามารถที่จะเห็นสามารถที่จะได้กลิ่นสามารถที่จะคิดนึกสามารถที่จะรู้สึก จริงๆ แล้วเป็นธรรมซึ่งแม้ไม่ใช้ภาษาบาลีใช้ภาษาไหนก็ได้ที่คนนั้นสามารถที่จะเข้าใจได้ เพียงเริ่มฟังความเป็นตัวตนถ้าสะสมมามากสามารถที่จะรู้ได้เลยว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยที่จะเป็นเราไปได้เพราะธรรมเป็นธรรมๆ ที่เป็นรูปธรรมก็เป็นรูปธรรม ธรรมที่เป็นนามธรรมก็เป็นนามธรรม คำสั้นๆ อย่างนี้สามารถที่จะไม่ใช่เราหรือเปล่าไม่ใช่ใครเลยเป็นจิตทั้งหมดเลยที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่ไม่พูดถึงรูปสักรูปเดียวลืมไปเลยเวลาที่พูดถึงเรื่องจิตๆ เป็นสภาพรู้เป็นธาตุรู้จิตไม่แข็งจิตไม่เย็นจิตไม่หอมเพราะว่าเป็นเพียงนามธาตุ และแม้ความหมายของคำว่านามธาตุถ้าคิดให้ลึกซึ้งธาตุคือสิ่งที่มีจริง ลึกซึ้งไหมสิ่งที่มีจริงจะเป็นอะไรได้ไหม ไม่ได้ เปลี่ยนแปลงได้ไหม ไม่ได้ แล้วพอกล่าวถึงนามธาตุ และได้ทราบว่านามธาตุเป็นธาตุรู้ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น การที่จะเข้าใจธรรมคือเดี๋ยวนี้มีธาตุนี้แน่นอนแล้วก็ธาตุนี้จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อได้ฟังธรรม เมื่อกี้นี้กล่าวว่าธาตุรู้ซึ่งเป็นนามธรรมไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยไม่ลืมคำนี้ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลย ไม่มีสีไม่มีกลิ่นไม่มีรสธาตุนี้ขณะนี้เดี๋ยวนี้มืดสนิทเป็นแต่เพียงธาตุที่กำลังรู้เรื่องรู้คำเพราะจำได้ ถ้าจำไม่ได้จะคิดถึงอะไรไหมแต่เห็นความจริงได้ว่าสภาพที่จำมีจริงเริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ซึ่งเป็นนามธาตุไม่ใช่รูปธาตุว่าหลากหลายมากมายแค่ไหนไม่ซ้ำกันด้วย เพราะเป็นธาตุที่เมื่อยังไม่เกิดก็ไม่ได้เกิดแต่พอมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไม่กลับมาอีกแต่เป็นปัจจัยให้นามธาตุต่อไปคือจิต และนามธาตุอื่นๆ ที่กล่าวถึงแล้วเช่นความจำความคิดเป็นต้นเกิดขึ้นสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่นเลยใครรู้คนที่ไม่ได้ฟังธรรมรู้ไหม ไม่มีทางเลยอย่างเมื่อวานนี้ก็พูดถึงจิตดวงเดียวเที่ยงเป็นต้น
ใครก็ตามที่คิดเองไม่ว่าเรื่องจิตหรือไม่ว่าเรื่องธรรมผิด จะถูกได้ยังไงเพราะเหตุว่าไม่ได้ยินไม่ได้ฟังความจริงของธรรมที่มีจริงๆ เลย ขณะนี้จิตอื่นเราสามารถจะรู้ได้ไหม มีจิตทั้งนั้นเลยเวลานี้ถ้าไม่พูดถึงรูปคือต้นไม้ใบหญ้าโต๊ะเก้าอี้เป็นต้นก็เป็นจิตๆ ของคนอื่นจิตอื่นสามารถรู้ได้ไหม แต่ชอบคิดถึงเรื่องจิตคนอื่นใช่ไหมแล้วรู้จริงๆ หรือเปล่าคิดเอาทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ไม่รู้ในโลกมากมายกล่าวได้เลยว่าตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าจะพูดจะทำจะคิดกิจกรรมกิจการใดๆ ตั้งแต่เล็กจนโตจนตายก็ไม่รู้อะไรไม่รู้ความจริงเลยว่าแท้ที่จริงเป็นอะไร เพราะฉะนั้นคิดถึงคนที่เกิดมาแล้วก็ไม่รู้ความจริงเหมือนอยู่ในความมืดสนิทไหมเวลามืดเห็นอะไรหรือเปล่ามืดสนิทจะเห็นอะไรไหมไม่เห็นแต่มีธาตุรู้หรือเปล่าในความมืดสนิทนั่นแหละคือตัวจริงของธาตุรู้ซึ่งไม่มีสิ่งใดปรากฏเลยนอกจากธาตุที่กำลังรู้ แต่ธาตุนี้จะปรากฏกับปัญญาเวลานี้ก็ฟังเข้าใจแต่ก็เคยปรากฏบ้างไหม แต่ชีวิตตามความเป็นจริงไม่ใช่ว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมที่พระองค์ทรงทำให้เกิดขึ้นพระองค์แสดงธรรมตามความเป็นจริงของธรรมซึ่งมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วทุกคนเคยอยู่ในความมืดสนิทแน่นอนแต่เป็นเราใช่ไหมทั้งๆ ที่ขณะนั้นไม่มีรูปใดๆ ปรากฏเลยจิตเท่านั้นที่เป็นธาตุรู้ซึ่งมีอยู่ในขณะนั้นก็ไม่รู้ว่าขณะนั้นเป็นธรรมที่เป็นธาตุรู้ซึ่งเราใช้คำว่าจิตเพราะเหตุว่าเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏไม่ว่าจะเป็นทางตาหรือทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจ เรื่องคิดทำไมคิดได้จิตเห็นคิดได้ไหมจิตได้ยินคิดได้ไหมแต่พอเห็นแล้วคิดได้ไหมบังคับไม่ให้คิดได้ไหม นี่คือธรรมและจะไปรู้โดยการไปที่หนึ่งที่ใดแล้วนั่งนิ่งๆ แล้วหวังว่าจะรู้แต่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะรู้อะไร เพราะฉะนั้นแม้แต่เพียงแต่ละคำที่เป็นธรรมเตชะธัมมะเดชธรรมดาเตโชเป็นหลักเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เดชอื่นๆ เกิดขึ้นได้ ธรรมดาเกิดมาด้วยความไม่รู้กายวาจาเป็นยังไง ถ้าเป็นผู้ตรงหยาบมากแล้วอยากได้ด้วยหรือเปล่า
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680