ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
ตอนที่ ๑๖๖๓
สนทนาธรรม ที่ บ้านไร่คุณนาย จ.นครราชสีมา
วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ เราไม่ได้คิดถึงธาตุที่ปรากฏให้เห็น แต่เราไปคิดถึงความจำว่า เก้าอี้มีลักษณะอย่างนี้ ทันทีที่เห็น ลืมว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่ไปจำรูปร่างสัณฐาน และก็เข้าใจทันทีว่านี่เป็นเก้าอี้ นั่นเป็นโต๊ะ ทั้งๆ ที่ก็เพียงปรากฏทางตา
กำลังจะพูดให้เข้าใจสิ่งที่เคยเข้าใจและเทียบเคียงให้เห็นถึงว่า สิ่งที่ปรากฏทางตา แม้ในโทรทัศน์ก็ไม่ต่างกับขณะนี้เลย เพราะว่าถ้าคนที่ศึกษาทางเรื่องของการโทรทัศน์ จะเห็นได้ว่าเวลาที่เราเปิดโทรทัศน์ ไม่ได้ปรากฏว่ามีรูปภาพทุกครั้งใช่ไหม ที่นี่เอง ที่บ้านคุณนาย ที่ห้องเปิดแล้วไม่มีรูป มีแต่สีอะไรก็ไม่รู้ปรากฏเต็มจอ ไม่ได้เป็นใครเลย เหมือนขณะนี้ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นเพียงธาตุที่ปรากฏเกิดดับ ยังไม่เป็นใครเลยทั้งสิ้น แต่เมื่อมีการปรับโทรทัศน์ จุดเล็กๆ ก็มารวมกันเป็นภาพคนบ้าง สัตว์บ้าง
เพราะฉะนั้น เวลานี้สิ่งที่กระทบตาเป็นจุดเล็กๆ ทั้งหมด มารวมกันตามนิมิตที่ปรากฏ และก็ยึดถือว่าเป็นคนนั้น เป็นคนนี้ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ แต่ว่าจริงๆ แล้วคือ สิ่งที่ปรากฏทางตาที่มีอายุเพียงแค่ปรากฏให้เห็นแล้วดับเลย แต่ความจำของเราแต่ละอย่างเหมือนแต่ละจุดของโทรทัศน์มารวมกัน ทำให้เข้าใจว่าเป็นคนกำลังทำอะไร จึงกล่าวได้ว่าจิตก็เป็นมายา สภาพธรรมที่เกิดดับ แต่ว่าไม่มีใครรู้ความจริงก็ปรากฏเหมือนเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งความจริงแล้วไม่มีเลย กว่าจะรู้ถึงความไม่มีเลยที่อะไรก็ตามที่เกิดปรากฏเพราะเหตุปัจจัย และดับไปไม่ยั่งยืน ต้องอาศัยการฟังแล้วพิจารณา แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏทางตามีจริง แต่ไม่ใช่เก้าอี้ เพียงปรากฏให้เห็น เห็นสีหลายสีไหม จำได้ว่าเป็นหลายสี แต่ทุกสีต้องปรากฏให้เห็นซึ่งก็เป็นสิ่งเดียวกัน คือเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร แต่เมื่อมารวมๆ กันก็เป็นเสื้อใช่ไหม เป็นอะไรต่ออะไรหลายอย่าง นั่นคือความหมายที่ว่าไม่ใช่อนัตตา ก็คืออัตตา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
เราไม่เผินใช่ไหม เมื่อเช้าเราฟังเรื่องธรรม เราฟังเรื่องธาตุ เราฟังเรื่องอนัตตา แต่แม้กระนั้นการที่เราจะเข้าใจความเป็นอนัตตา ก็สามารถที่จะเข้าใจละเอียดขึ้นลึกซึ้งขึ้นเมื่อฟังบ่อยๆ แต่ว่าแค่นี้ก็ยังไม่พอ เพราะว่าเพียงแต่เริ่มฟัง ยังไม่ถึงขณะที่เห็นเมื่อไหร่ก็คือเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น นั่นคือความจริงของธรรม เพราะฉะนั้น จึงต้องอาศัยการฟังอีกมาก แล้วก็พิจารณาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของเราเอง
ผู้ฟัง สิ่งที่มีอยู่ขณะนี้จริงๆ ก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง
ผู้ฟัง แต่ว่าความไม่รู้ก็เลยเห็นเป็นสัตว์ สิ่งของต่างๆ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นต้องรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง ไม่รู้ขนาดไหน แค่ทางตาทางเดียว แล้วก็ทุกวันด้วยตั้งแต่เกิดมาจนโต กว่าจะรู้ขึ้นๆ จนกระทั่งละความไม่รู้ในสิ่งที่ปรากฏทางตา จึงสามารถที่จะคลายการที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา เป็นคนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือว่าเป็นของเราได้ ต้องเป็นปัญญาจริงๆ
จะเห็นความต่างกันของปัญญา วิชชา กับ โมหะ ความไม่รู้ซึ่งเป็นอวิชชา และต้องเป็นผู้ที่ตรง การฟังเพื่อละคลายความไม่รู้ ไม่ใช่เพราะมีเราที่อยากจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ก็ไม่รู้ความจริงว่าไม่มีเรา ทั้งหมดเป็นธรรม ยอมรับความจริงไหม ขณะนี้เป็นธรรมทั้งนั้นเลย ทุกอย่างเป็นธรรม คิดเป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ ชอบ เป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ ยังสงสัยไหม กว่าจะถึงวันที่ปัญญาสมบูรณ์พร้อมที่จะเมื่อเห็นก็รู้เลยว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ จึงจะคลายความติดข้องในนิมิตอนุพยัญชนะ มีคำเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะเป็นชีวิตจริงๆ เป็นความจริง จากธรรมก็มาถึงคำว่านิมิตตะ เพราะว่าการเกิดดับสืบต่อเหมือนไม่ดับ ทำให้จำสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เหมือนกับการดูโทรทัศน์ มีแต่เพียงจุดจริงๆ เต็มจอ มีใครเคยเปิดโทรทัศน์เวลาที่เสียเเล้วไม่มีรูปภาพบ้างไหม มีแต่อะไรก็ไม่รู้ปรากฏเต็มจอ นั่นคือสิ่งที่ปรากฏ แต่เมื่อปรับแล้วก็เป็นคน เป็นวัตถุ เป็นสิ่งต่างๆ ซึ่งเหมือนกับขณะนี้ เมื่อปรากฏแล้วหมดไป ปรากฏแล้วหมดไป ไม่เห็นเป็นอะไรเลย แต่เมื่อจำไว้เท่านั้น เริ่มแล้ว เป็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ ที่ยั่งยืนมั่นคง สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้แข็งหรือเปล่า ปรากฏให้เห็นแข็งไหม
ผู้ฟัง แข็ง
ท่านอาจารย์ แข็งอย่างไร ไม่ได้กระทบสัมผัสเลย เพียงแค่เห็นจะรู้แข็งได้อย่างไร แข็งต้องรู้เวลากระทบสัมผัสกาย เพราะว่าที่กายมีกายปสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัวทั้งภายในและภายนอก เพราะฉะนั้น เวลาที่แข็งสามารถจะปรากฏได้ เก้าอี้กระทบกับไมโครโฟน รู้แข็งหรือเปล่า ไม่มีสภาพรู้เลย ไม่มีธาตุรู้เลย เป็นแต่เพียงธาตุไม่รู้ เพราะว่าจริงๆ แล้วที่เราเรียกว่าไมโครโฟนก็แข็ง ที่เราเรียกว่าเก้าอี้ก็แข็ง เอาหนังสือวางบนโต๊ะ หนังสือรู้ไหมว่าอยู่บนโต๊ะ โต๊ะรู้ไหม
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่สภาพรู้เลย ถ้าไม่มีธาตุอีกธาตุหนึ่งซึ่งไม่ใช่ธาตุที่ไม่รู้อะไร เพราะว่าแข็งไม่รู้ กลิ่นไม่รู้ รสไม่รู้ใช่ไหม เย็นร้อนไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ถ้าโลกนี้มีธาตุที่แข็งบ้าง เย็นบ้าง ร้อนบ้าง โดยไม่มีธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งสามารถรู้แข็งว่ามีจริงๆ ไม่สามารถที่จะรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตามีจริงๆ เพราะกำลังเห็น ถ้าไม่มีธาตุที่สามารถจะรู้คือเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง พวกนี้ สิ่งที่เรากำลังรู้ว่ากำลังปรากฏก็ปรากฏไม่ได้ถ้าเป็นรูปธาตุทั้งหมด ซึ่งต้องเข้าใจความหมายของรูปด้วย หมายความถึงสิ่งที่มีนั่นเอง มีจริง เกิดแล้ว มีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เช่น เสียง ไม่รู้อะไรเลย เกิดเป็นเสียงแล้วก็ดับไป เกิดเป็นกลิ่นแล้วก็ดับไป เกิดเป็นหวานแล้วก็ดับไป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งหวาน ไม่รู้อะไรเลย สภาพไม่รู้ทั้งหมด จะมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตาม เป็นธรรมมีจริงๆ แต่ไม่ใช่สภาพรู้
ดังนั้น ธรรมใดๆ ก็ตามที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น ใช้คำเรียกรวมให้รู้ว่าหมายความถึงธาตุนั้นๆ ธรรมนั้นๆ โดยใช้คำว่ารูปธรรมหรือรูปธาตุ เมื่อได้ยินคำว่ารูปธาตุ ลักษณะนั้นจะเป็นอย่างไร ก็คือไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เช่น แข็งไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แข็งพูดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แข็งคิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แข็งจำอะไรไว้หรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เกิดเป็นแข็งแล้วก็ดับ คนตายเห็นอะไรไหม
ผู้ฟัง คนตายไม่เห็น
ท่านอาจารย์ รูปของคนตายแข็งไหม
ผู้ฟัง แข็ง
ท่านอาจารย์ แล้วกลิ่นของสภาพของคนที่ตายมีไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ แล้วคนที่เรียกว่าตาย คนตายรู้ไหมว่ามีกลิ่น รู้ไหมว่ามีแข็ง
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ที่ใช้คำว่าตายเพราะไม่มีธาตุรู้ สภาพที่สามารถที่จะเห็น ที่จะได้ยิน ที่จะคิดนึก ที่จะสุข ที่จะทุกข์ แค่นี้ก็ไม่รู้ความจริงซึ่งมีอยู่ที่ตัวแล้วตั้งแต่เกิดจนตาย
การฟังธรรม ธรรมเปลี่ยนไม่ได้เลย ธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง และการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงธรรม เพราะเหตุว่าตรัสรู้ความจริงที่จริงที่สุด สูงสุด เปลี่ยนอีกไม่ได้เลย จึงใช้คำว่าปรมัตถธรรม แข็งจะเป็นกระทะ เป็นเก้าอี้ หรือเป็นอะไร แต่ก็คือแข็งใช่ไหม ถ้าไม่มีแข็งมีเก้าอี้ มีกระทะไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีคือแข็ง มีตะกร้า มีกระชอน มีกระบุง มีอะไรไหมถ้าไม่มีแข็ง
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี แต่เมื่อมีสิ่งที่แข็ง มีตะกร้า มีกระบุง มีตะบอง มีอะไรก็แล้วแต่เราจะเรียก แต่ว่าต้องมีธาตุนั้นสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงแท้ๆ ก็คือธรรมแน่นอน ถูกต้องไหม และใช้คำว่าปรมัตถธรรม เพิ่มมาอีกคำหนึ่ง ให้เห็นว่าสิ่งที่จริงนั้นมีลักษณะแท้ๆ ใครเปลี่ยนไม่ได้ รูปร่างอาจจะเปลี่ยน เช่นกระบุงกับตะกร้ารูปร่างไม่เหมือนกัน แต่แข็งเหมือนกัน ทำจากไม้ไผ่ด้วยกันใช่ไหม
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงแท้ๆ เป็นปรมัตถธรรม แต่สิ่งที่เราคิดเราจำโดยนิมิตตะ รูปร่างสัณฐานต่างๆ ออกไปเป็นแต่ละอย่างๆ โดยลืมว่าขณะนั้นเป็นแข็ง ฉันใด ทางตาก็มีสิ่งที่สามารถกระทบตา จักขุปสาทสิ่งที่เห็นมี เห็นมี ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น เวลาเราใช้คำว่าเห็น ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น เวลาที่เราใช้คำว่าได้ยิน ต้องมีเสียงที่ถูกได้ยินใช่ไหม
เรากำลังพูดถึงธรรม ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น แต่พูดถึงสิ่งที่มี เดี๋ยวนี้ก็มี แต่ก่อนนี้ก็มี ต่อไปก็มี แล้วก็ไม่เปลี่ยนลักษณะเลย ใครก็เปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนี้จึงเป็นธรรม
ในขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ ถูกต้องไหม หมายความว่าต้องมีธาตุหรือสภาพที่กำลังเห็น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นจึงปรากฏได้ เสียงมีไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เมื่อไหร่ เมื่อจิตได้ยินเกิด ถ้าจิตได้ยินไม่เกิด เสียงจะปรากฎได้ไหมว่าเสียงมี ทางตาอย่างหนึ่ง ทางตาไม่ใช่เสียง แต่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ทางตาก็เป็นธรรม ต่างกันใช่ไหม เมื่อถึงทางหู เสียงก็มีจริง แต่จริงเมื่อเกิดขึ้นปรากฏกับจิตที่ได้ยิน เสียงจึงปรากฏว่าเป็นเสียงนี้ไม่ใช่เสียงอื่น ในป่ามีเสียงไหม นอกถนนมีเสียงไหม แม้มีก็ไม่ปรากฏ เพราะว่าเสียงเกิดจากการกระทบกันของสิ่งที่แข็ง สิ่งที่แข็งกระทบกันเมื่อไหร่ เสียงก็เกิดขึ้นปรากฏกับสภาพจิตที่ได้ยิน แต่แม้เป็นเสียงเกิดขึ้นเพราะการกระทบกัน แต่ไม่มีใครได้ยิน เสียงเกิดแล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ที่กำลังมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ปรากฏให้ได้ยิน ก็มีสิ่งอื่นมากมายซึ่งเกิดตามเหตุตามปัจจัยแล้วก็ดับไป โดยไม่มีใครไปรู้ไปเห็น เพราะว่าจะปรากฎได้ก็ต่อเมื่อธาตุรู้เกิดขึ้น และรู้เฉพาะสิ่งที่ปรากฏ สิ่งนั้นจึงจะปรากฎได้ เวลานี้ก็มีกาแฟ มีอะไรตั้งมากมายอยู่บนโต๊ะ หวานหรือขมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เราไม่ได้สัมผัส
ท่านอาจารย์ ปรากฏหรือเปล่า แม้มีก็ไม่ปรากฏ จนกว่ามีธาตุรู้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ที่ว่าเป็นเราเห็น เราได้ยิน เราได้กลิ่น เราลิ้มรส เรารู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ความจริงเป็นธรรม ต้องเป็นธรรมเพราะมีจริงๆ แล้วเป็นธาตุซึ่งเกิดเมื่อไหร่ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด และทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทาง คือทางตามีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ทางหู โลกเห็นทางตาเมื่อครู่นี้ดับแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย ทางหูขณะใดที่เสียงปรากฏ มีเสียงกับธาตุที่กำลังได้ยินคือรู้เสียงนั้น เกิดแล้วดับแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย เวลาที่กลิ่นหนึ่งกลิ่นใดเกิดขึ้น แล้วก็จิตเกิดขึ้นรู้กลิ่น
สภาพธรรมที่เป็นธาตุที่รู้ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติไว้หลายคำ เช่น คำว่าจิตตะ มโน มนัส วิญญาณ หทย ทั้งหมดความหมายอย่างเดียวกัน คือหมายความถึงธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ถ้าใช้คำว่าเป็นใหญ่เป็นประธานก็น่าสงสัยใช่ไหม ทำไมต้องใช้คำว่าเป็นใหญ่เป็นประธาน เพราะว่าสภาพรู้อื่นก็มี แต่ไม่ได้เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ
นี่คือการที่ฟังธรรมแล้วจะละเอียดขึ้น และรู้ในความเป็นจริงขึ้น เมื่อเราใช้คำว่าธาตุรู้ มีแน่นอนใช่ไหม แต่ธาตุรู้มี ๒ อย่าง คือจิตกับเจตสิก เจตสิกซึ่งไม่ว่านักปรัชญา นักจิตวิทยา ไม่ใช้คำนี้เลย เพราะไม่รู้จักคำนี้ ไม่รู้จักสภาพนี้ เขาจะใช้คำอื่น เช่น จิตลักษณะต่างๆ แต่ไม่รู้ว่าที่จิตต่างกันเพราะอะไร เพราะธาตุรู้ไม่ได้มีแต่จิตอย่างเดียว เพราะเหตุว่าสภาพธรรมใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้น ต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ไม่มีปัจจัยเกิดไม่ได้เลย ไม่มีสภาพอื่นเกิดร่วมด้วยก็เกิดไม่ได้
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ใช้คำว่ามหาภูตรูป ขาดธาตุหนึ่งธาตุใดไม่ได้เลย ต้องพร้อมกันอาศัยกัน ธาตุดินอาศัยธาตุน้ำ ไฟ ลม ธาตุลมอาศัยธาตุดิน ไฟ น้ำ ทั้ง ๔ อย่างนี้เกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน เพราะฉะนั้น จิตเป็นนามธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเกิดเองไม่ได้เลย ไม่ว่าอะไรก็ตาม นามธาตุหรือรูปธาตุจะเกิดขึ้นเองไม่ได้ ต้องมีปัจจัย เพียงแต่เราไม่รู้โดยละเอียดว่า อะไรเป็นปัจจัยให้สภาพธรรมนี้เกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ในขณะนี้ แต่พระปัญญาคุณที่ทรงตรัสรู้ธรรมตามความเป็นจริง โดยละเอียดยิ่ง โดยประการทั้งปวง ทรงแสดงว่าขณะนี้กำลังเห็นมีอะไรเป็นปัจจัย นอกจากมีจิตแล้วก็ยังมีสภาพธรรมที่เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต รู้สิ่งเดียวกับสิ่งที่จิตกำลังรู้ และสำหรับที่เกิดของสภาพธรรมนั้นก็เกิดที่เดียวกันด้วย
นี่คือความละเอียดของธรรมที่ค่อยๆ ขยายออกๆ ให้เห็นว่า เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่ตัวตน แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจตั้งแต่ต้นให้ถูกต้อง เราตู่ธรรมโดยเราคิดเองหมดเลย และก็เข้าใจว่าที่เราคิดนั้นถูกและสมบูรณ์แล้ว แต่ความจริงเป็นความไม่รู้ความละเอียดที่เป็นธรรมจริงๆ เพราะฉะนั้น ก็ไม่สามารถที่จะละความเห็นผิดที่ยึดถือสิ่งที่กำลังปรากฏว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ที่ใช้คำว่านิมิตตะ หมายความว่าเป็นรูปร่างที่ทำให้เราสามารถที่จะจำ อย่างเช่น ทางตา เก้าอี้กับโต๊ะ ทั้งๆ ที่เพียงปรากฏ เราก็นึกถึงสีสันวัณณะที่ต่างกัน เพราะว่าเก้าอี้จะต้องมีรูปที่สามารถที่จะตัดกันให้เห็นว่ามีขา ๔ ขา หรือว่าเป็นโต๊ะกลม หรืออะไรอย่างนี้ บางทีเก้าอี้ก็มี ๓ ขาใช่ไหม ก็แล้วแต่ว่าจะจำอะไรไว้
จำไว้ทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย คือว่าหมดไปแล้ว หมดไปแล้ว หมดไปแล้วก็ยังไปจำว่ายังมีอยู่ คิดดูว่าความหลง ความไม่รู้ของเราในแต่ละชาติๆ มากแค่ไหน แล้วจะออกไปได้อย่างไรด้วยความไม่รู้ หนทางเดียวคือค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจ จนกระทั่งค่อยๆ หมดสิ้นไปทีละเล็กทีละน้อย
ขอถาม ใครไม่ได้เป็นเด็กอนุบาลบ้าง ฟังมานานมาก ใครไม่ได้เป็นเด็กอนุบาลบ้าง ขึ้นชั้นกันหมดหรือยัง ยังเป็นเด็กอนุบาล หรือว่าเตรียมอนุบาล ลดฐานะดีไหม เพราะว่าจริงๆ แล้วก็เหมือนกับเด็กที่อ่านหนังสือไม่ออก เจอป้ายมากมาย หลงทางไหม อ่านไม่ออกเลยสักตัว วันแรกที่ไปโรงเรียนเห็นอะไร ได้ยินอะไร รู้อะไร ครูอาจจะบอกให้ว่านี่กอไก่ รู้ไหม จำได้หรือยัง เขียนได้เลยไหม ไม่ได้ใช่ไหม อ่านไม่ออกเลยสักตัว จะใช้คำว่าธาตุ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ มรรคผล นิพพาน หรืออะไร ทั้งหมดก็เป็นชื่อเหมือนป้าย หลงทางได้แน่ๆ ดังนั้นต้องเป็นผู้ไม่ประมาทจริงๆ ไม่ข้าม ไม่เผิน แม้แต่คำเดียว
วันนี้เราได้ยินหลายคำมาก พาไปเที่ยวป้ายที่อ่านไม่ออก หรือว่าอ่านออกแล้ว? เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่ต้องไม่ประมาทว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร ผู้ที่ฟังแล้ว เช่น ท่านพระสารีบุตร หนึ่งอสงไขยแสนกัปป์ เวลาที่ไม่ได้ฟังธรรมจะสามารถเข้าใจขณะนี้ไหมว่า เป็นธรรมไม่ใช่เรา สาวกไม่ใช่ผู้ที่สามารถที่จะรู้สภาพธรรมด้วยตนเอง ถึงจะเคยฟังมานานแสนนาน ถึงแม้ว่าจะสะสมมาเเละในขณะที่ฟังก็เข้าใจมากมาย แต่ความลึกซึ้งของธรรมที่ไม่ใช่เพียงฟัง ให้ทราบว่าขณะนี้ธรรมมีจริงๆ
สมมติว่า กำลังเข้าโรงเรียนแล้วก็ได้ยินได้ฟัง แต่ว่าปัญญาของเราน้อยสักแค่ไหน ที่จะเข้าถึงธาตุ หรือความเป็นจริงของธรรม ทุกคนก็ยอมรับว่าเห็นมีจริงๆ ใครยังไม่คิดว่าเห็นมีจริงบ้าง แต่รู้ไหมว่าเห็นเป็นอะไร เป็นเราหรือเปล่า ก่อนฟังเป็นใช่ไหม นี่คือเด็กอนุบาลเข้าชั้นแรก แต่ว่าความจริงเห็น ขณะนอนหลับเห็นไหม ขณะคิดนึก เห็นหรือเปล่า ขณะได้ยินเสียง เห็นหรือเปล่า
เพราะฉะนั้น เห็นคือขณะที่มีสิ่งที่กำลังปรากฏ และรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ทางตา มีสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องเรียกอะไรเลยทั้งหมดก็เป็นอย่างนี้ แล้วยังไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏทางตาเลย ใช่ไหม แต่เพิ่งจะรู้ว่า เมื่อเห็นต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วย จะมีแต่เห็นโดยไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่ได้
ดังนั้นจึงต้องมีการไตร่ตรอง เห็นมีจริงไหม สิ่งที่ปรากฏให้เห็นมีจริงๆ หรือเปล่า ทั้งสองอย่างมีจริง เป็นธรรม แต่ไม่ใช่อย่างเดียวกัน นี่คือการค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ รู้อะไรแม้แต่เพียงสักอย่างเดียวแต่รู้จริง มีประโยชน์กว่างูๆ ปลาๆ อย่าลืม งูก็ใช่หรือเปล่า ปลาหรือเปล่า หรืองู ก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่ว่าในขณะที่ฟัง ไม่เคยฟังเรื่องสภาพธรรมจริงๆ ที่เป็นอริยสัจจะ ทำให้ผู้รู้สามารถที่จะพ้นจากความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่อาศัยปัญญาของคนอื่น แต่ต้องเป็นความเข้าใจในขณะนี้ ไม่ใช่ตอบแทนกัน ไม่ใช่พยายามไปช่วยคนอื่นตอบ หรือว่าไปช่วยให้เขาตอบให้ถูกซึ่งไม่ได้ช่วยเขาเลย เป็นภัยอย่างยิ่ง เพราะทำไมต้องไปให้เขาตอบถูก ในเมื่อเขาไม่รู้ว่าคำตอบนั้นคืออะไร
เขาต้องคิดเอง ไตร่ตรองเอง แล้วก็เข้าใจเอง จึงจะเป็นความรู้ของเขาจริงๆ ซึ่งตรงกับที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลกให้เกิดปัญญาของตัวเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาบอกแล้วเชื่อทันที แต่ว่าฟังแล้วเข้าใจ พิจารณาความจริงที่ได้ฟังเมื่อไหร่ ขณะนั้นไม่ใช่เรา ความเข้าใจก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ความไม่เข้าใจก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ทั้งหมดเป็นธรรมทั้งนั้น เริ่มที่จะเข้าใจความจริงว่า สิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรมซึ่งยังไม่ได้รู้ว่าเป็นธรรม จึงต้องมีการฟังพระธรรมแล้วค่อยๆ เข้าใจ จนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตัวเองว่าเป็นธรรม ไม่ใช่ว่าไปรู้ชื่อมากๆ แต่ว่าขณะนี้เป็นอะไร หรือเพียงแต่จะถามว่าธรรมคืออะไร จะตอบได้ไหม หรือว่าธรรมมีอะไรบ้างก็ตอบไม่ได้ ทั้งๆ ที่ขณะนี้เป็นธรรมที่หลากหลาย ทางตาก็อย่างหนึ่ง ทางหูก็อย่างหนึ่ง ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็แต่ละอย่าง
อย่าเพิ่งขึ้นชั้น ได้ยินได้ฟังอะไร ค่อยๆ เข้าใจจริงๆ ถ้าไม่เข้าใจถามได้เลย ซักได้ทุกอย่าง เพราะเหตุว่ามีคำตอบในพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ไม่ได้ให้มีการสงสัยหรือความไม่รู้ แต่จะค่อยๆ ให้คนนั้นได้เข้าใจด้วยตัวเองในสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ขณะนี้ ไม่ต้องคิดถึงเมื่อวานนี้เพราะว่าหมดแล้ว ต่อไปใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
คุณธิดารัตน์รู้ไหมว่าจะหกล้ม ไม่รู้เลย อยู่ดีๆ เมื่อวานนี้ก็ยังดีไม่หกล้มเลย ถึงวันนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น โดยที่ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่า แม้แต่ขณะต่อไปจะเป็นได้ยิน หรือว่าจะเป็นคิดนึก หรือว่าจะเป็นสุข หรือว่าจะเป็นความขุ่นใจ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ล่วงหน้าได้เลย
เพราะฉะนั้น สิ่งที่สามารถจะเข้าใจได้คือ สิ่งที่เกิดแล้วปรากฏให้รู้ คือ ทางตาก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นอย่างนี้เอง ทางหูก็ปรากฏให้ได้ยินว่าเสียงนั้นมี สิ่งนั้นมี ไม่ต้องเรียกอะไรก็มีใช่ไหม เหมือนอย่างเด็กแรกเกิด เมื่อเกิดแล้วก็เห็น แต่เด็กก็ไม่รู้ว่าเห็นอะไร คนที่ยังไม่ได้ฟังธรรมเลย เมื่อฟังก็ยังไม่รู้ด้วยว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร และเห็นเป็นอะไร แต่ว่าขณะที่เด็กเกิดก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง คือไม่รู้แม้แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏมีรูปร่างสัณฐานอย่างไร เพราะว่ายังไม่ได้จำ มีสิ่งที่เพียงปรากฏเท่านั้นเลย แต่เมื่อโตขึ้นๆ จำมากขึ้นๆ ก็เลยสัญญาวิปลาส มีคำใหม่
คำใหม่ทุกคำต้องเข้าใจ ไม่ใช่ว่าผ่านไปโดยเหมือนเข้าใจ สัญญา ภาษาไทยเป็นอย่างหนึ่ง คือสัญญาในภาษาไทยคิดว่าจะต้องมีการทำสัญญา หรือคำสัญญาใช่ไหม แต่สัญญาในภาษาที่พระผู้มีพระภาคทรงใช้เป็นภาษาบาลี หมายความถึงสภาพจำ ความจำ ลักษณะที่จำ ใครไม่มีบ้าง มีจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม เข้าใจว่าเป็นเราจำ
ดังนั้นที่เคยเป็นเราทั้งหมด ก็คือเริ่มเข้าใจว่าแท้จริงแล้วเป็นธรรมทั้งหมด ภาษาบาลีจะเรียกอะไรก็เรียก ภาษาอังกฤษจะเรียกอะไรก็เรียก แต่ให้เข้าใจในภาษาไทยว่าสภาพนี้คือจำ เป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ เกิดกับจิตทุกขณะ จิตก็เป็นคำใหม่อีกใช่ไหม คือทุกคำต้องเป็นคนที่ละเอียด ได้ยินคำว่าธรรม ได้ยินคำว่านามธรรมกับรูปธรรม เมื่อเช้านี้พูดถึงเรื่องรูปธรรมก่อน หมายความถึงสภาพที่มีจริงๆ แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
