ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
ตอนที่ ๑๖๕๙
สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี
วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ผู้ฟัง ก็ต้องฟังไปเรื่อยๆ เพื่อจะเป็นปัญญา
ท่านอาจารย์ จนเข้าใจขึ้น จนเป็นจิตที่ประกอบด้วยปัญญา มีการสะสมของปัญญา
ผู้ฟัง ซึ่งก็จะได้มีกำลังละกิเลสได้
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเป็นเรื่องของจิต เจตสิก ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ธรรมจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดรอบคอบลึกซึ้ง ทุกคำที่พูดมาจากจิตหรือเปล่า
ผู้ฟัง ต้องมาจากจิต
ท่านอาจารย์ แล้วทำไมถึงเป็นคิดคำนี้ที่พูดออกมา
ผู้ฟัง ต้องมีจิตคิด
ท่านอาจารย์ ทำไมไม่พูดคำอื่นอย่างอื่น
ผู้ฟัง ก็ไม่ได้คิดคำอื่น คิดคำนี้ ก็พูดคำนี้
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดไม่พ้นจากเหตุปัจจัย ขณะนี้มีกิเลสไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีวิบากไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีกรรมไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ สลับกันก็ได้ใช่ไหม สลับกันตอนไหนก็ต้องมี ฟังธรรมเป็นกรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นกรรม
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ไปเดินที่ไหน ทำอะไร ซื้อหาอะไร หรือพูดจาอะไรเลย แค่ฟังเข้าใจ เป็นกุศลกรรม มีวิริยเจตสิก มีโสภณเจตสิกอื่นๆ มีหิริโอตตัปปะ มีความละอาย รังเกียจอกุศลที่ไม่ฟัง ที่ไม่ต้องการจะรู้ ไม่ต้องการจะเข้าใจ
อวิชชาทำได้ทุกอย่าง ความไม่รู้ซึ่งทำให้ไม่ต้องการจะรู้ เพราะฉะนั้น โสภณธรรมไม่เกิดร่วมกับอโสภณธรรมหรืออกุศล ธรรมฝ่ายดีก็เกิดร่วมกันกับธรรมฝ่ายดี ละอาย เห็นโทษของการที่จะไม่รู้ เห็นโทษของโลภะ เห็นโทษของโทสะ เห็นโทษของอกุศลทั้งหลาย ค่อยๆ คลายอกุศลลงไป
ผู้ฟัง มีผู้ฟังอยากจะให้ท่านอาจารย์อธิบายถึงความต่างระหว่าง สติกับปัญญา
ท่านอาจารย์ ได้ยินชื่อสติ หมายความถึงสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายดี ไม่ใช่โลภะ ไม่ใช่โทสะ ไม่ใช่ริษยา แต่เป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในกุศล วันหนึ่งๆ เราคิดมาก เดี๋ยวก็คิดถึงเรื่องนี้ เรื่องนั้น
ผู้ฟัง จิตก็จะวิ่งไป
ท่านอาจารย์ จิตไม่วิ่ง แต่คิด จิตวิ่งไม่ได้ ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีรูป แต่ว่าสามารถที่จะคิดนึกอะไรก็ได้ทั้งสิ้น แม้ในสิ่งที่ไม่ปรากฏ ขณะนี้จิตคิดถึงสิ่งที่กำลังปรากฏก็ได้ เช่น ได้ยินเสียง ไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลย แต่คิดถึงเสียงสูงๆ ต่ำๆ และรู้ว่าเสียงหรือคำนั้นส่องถึงอรรถ หรือความหมายว่าอะไร นี่คือลักษณะหนึ่งของคิด
วันหนึ่งๆ ที่ไม่คิดนั้นไม่มี คิดมากแล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า ยังไม่ทันจะคิดเป็นเรื่องเป็นราวก็คิดเป็นรูปร่างแล้ว จำได้แล้ว ถ้าไม่คิด ไม่จำ การที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรก็ไม่มี ให้เข้าใจด้วยว่าธรรมเป็นเรื่องละเอียดมาก เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นสติ ไม่ได้คิดด้วยอกุศล ไม่ได้คิดด้วยความติดข้อง ไม่ได้คิดด้วยความขุ่นเคือง ไม่ได้คิดด้วยความไม่รู้แล้วก็อยากจะรู้ หรืออะไร แต่ว่าสติเกิดเมื่อไหร่ เป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในกุศล ในทางที่ดีงามทั้งหมด วันนี้ให้อะไรใครบ้างหรือเปล่า
ผู้ฟัง ก็ตั้งใจทำอาหารมา
ท่านอาจารย์ ขณะนั้นเพื่อให้คนอื่นได้รับประทานใช่ไหม ไม่ใช่เรา สติเกิดเป็นไปในการให้ ถ้าสติไม่เกิด ไม่ทำ ไม่ให้ เพราะฉะนั้น เวลาที่สติเกิดก็ระลึกเป็นไปในกุศล แล้วแต่ว่าจะเป็นเรื่องทาน การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น หรือการวิรัติทุจริต นั่นคือสติ หรือสติที่เกิดระลึกเป็นไปในการฟังธรรม ซึ่งจะทำให้มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ หรือว่าเข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดง เพื่ออนุเคราะห์ให้เราเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ถ้าไม่มีสติ ธรรมที่เป็นฝ่ายดีทั้งหมดเกิดไม่ได้เลย กำลังรับประทานอาหารอร่อย ชอบไหม
ผู้ฟัง ก็ชอบ
ท่านอาจารย์ ชอบแล้วจะเป็นสติหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นหรือไม่
ท่านอาจารย์ อกุศลมี ๓ อย่างใหญ่ๆ โลภะ ความติดข้อง ความยินดี ความชอบ ความต้องการ ความเพลิดเพลิน ดูเหมือนไม่มีอันตรายเลยใช่ไหม สนุกดี สบายดี เหมือนไม่เดือดร้อน พอใจนิดเดียวจะเดือดร้อนอะไร คิดว่าอย่างนั้นใช่ไหม โทสะ เห็นง่ายหน่อยว่าเดือดร้อนแล้ว ขุ่นใจแล้ว ไม่สบายใจแล้ว โมหะคือการไม่รู้ว่ามีเราจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าเป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา ไม่รู้อะไรเลยตั้งแต่เกิดจนตาย จะพูด จะทำ จะคิด ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เพราะว่าเป็นเราไปหมดเลย ขณะนั้นก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจว่า เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ขณะที่อาหารอร่อย ชอบไหม
ผู้ฟัง ชอบ
ท่านอาจารย์ เป็นสติหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ โลภะติดข้อง อร่อยดี ชอบ ลักษณะนั้นมีจริง ติดข้องพอใจ ใช้คำว่าโลภะหรือติดข้อง ไม่ใช้คำว่าสติ สติต้องเป็นไปในทางฝ่ายกุศล ทาน ศีล ภาวนา ถ้าคนอื่นเขาทำดี แล้วเรายินดีด้วยที่เขาได้ทำดี อย่างนั้นดีไหม ไม่ริษยา
ผู้ฟัง ดี
ท่านอาจารย์ ขณะนั้นเป็นสติที่เกิด จิตจึงเกิดยินดีในกุศลของคนอื่น ที่เราใช้คำว่าอนุโมทนา เคยใช้คำนี้ไหม
ผู้ฟัง เคยใช้ประจำ
ท่านอาจารย์ เราไม่ได้ทำเองแต่คนอื่นทำ แล้วจิตอนุโมทนาจริงๆ ยินดีด้วยหรือเปล่า
ผู้ฟัง ยินดี
ท่านอาจารย์ เราไม่ได้ทำ แต่เรายินดีได้ในความดีของคนอื่น ขณะนั้นสติเกิดจึงยินดี เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจโดยฟังแล้วพิจารณา ไม่ใช่คิดเอง ถ้าคิดเองว่ากำลังอร่อยก็เป็นสติ อย่างนี้ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่สติ แต่ไปเรียกว่าสติ
ฟังธรรมเพื่อเข้าใจว่า เป็นธรรมลักษณะต่างๆ จนกว่าจะรู้จริงๆ อย่างน้อยที่สุดยังไม่ต้องไปเป็นอะไร เป็นธรรม ไม่ใช่เรา ถ้ายังไม่มีตรงนี้ จะไปรู้ถึงลักษณะนั้นเป็นปิติหรือเปล่า เป็นกุศลหรือเปล่า นั่นคือไปคิดเรื่องธรรม ซึ่งไม่มีทางที่จะรู้ได้เพราะดับไปหมดแล้ว นั่งคิดอย่างไรถึงสิ่งที่ดับไปแล้วก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้จริงๆ
ด้วยเหตุนี้ ปัญญาจึงถึงอีกระดับหนึ่งซึ่งไม่ใช่เพียงคิด แต่สามารถเข้าใจรู้ความเป็นจริงของลักษณะของสภาพธรรมนั้น แต่ต้องรู้ว่าเป็นธรรม คือเป็นธรรมที่รู้ เป็นสภาพรู้ หรือว่าไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เดี๋ยวนี้มีอะไรที่ปรากฏไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ปรากฏแต่ไม่รู้ หมายความว่าไม่รู้อะไร
ผู้ฟัง ไม่รู้แข็ง
ท่านอาจารย์ รู้ว่าแข็ง แต่ไม่รู้อะไร
ผู้ฟัง ไม่รู้ลักษณะของเขาจริงๆ
ท่านอาจารย์ แต่ไม่รู้ว่าลักษณะนั้นเป็นธรรม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น มีลักษณะธรรมทั้งหมด แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่ว่าไม่รู้ลักษณะแข็ง บอกได้เลยว่าหมอนนี้แข็งไป ทำไมบอกได้ เพราะว่าลักษณะนั้นปรากฏใช่ไหม แต่ไม่รู้ว่าสภาพที่แข็งนั้นเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ถ้าไม่รู้อย่างนี้จะรู้ได้ไหมว่า ทุกอย่างในชีวิตแต่ละอย่างๆ เป็นธรรมทั้งนั้น
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ต้องไม่ลืมสิ่งที่ได้ฟังแล้ว แล้วก็พิสูจน์ แล้วก็ระลึกได้ ในเมื่อสภาพธรรมนั้นปรากฏ จะรู้ว่าไม่ใช่ของว่างเปล่าที่เพียงพูดถึง แต่ลักษณะๆ นั้นมีจริงๆ รู้ได้เมื่อสิ่งนั้นปรากฏ และเข้าใจความจริงของสิ่งนั้นได้ เมื่อได้ฟังจนกระทั่งเข้าใจถูก และอบรมจนกระทั่งรู้ว่าเป็นธรรมเท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างที่เคยจำไว้เลย ปรากฏแล้วก็หมดไปด้วย จนกว่าจะถึงปัญญาระดับนั้น
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ถามสติกับปัญญา คำว่าปัญญา ท่านอาจารย์ยังไม่ได้อธิบายเลย
ท่านอาจารย์ ปัญญา หมายความถึงธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าใจถูก เห็นถูก ในสิ่งที่กำลังได้ฟัง และในสิ่งที่มีจริงๆ ถ้ารู้ว่าสติเป็นธรรมที่เป็นฝ่ายดี และก็รู้จริงๆ ว่าขณะที่รับประทานอาหารอร่อยไม่ใช่สติ แต่เป็นโลภะ เป็นความติดข้อง เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง ในวันหนึ่งๆ มีแต่ธรรมทั้งนั้นเลย แต่ละอย่างๆ ซึ่งถ้าไม่รู้จริงๆ ก็ปนกันไปเลย กำลังอร่อยก็บอกว่าเป็นสติ อย่างนี้ไม่ได้ ถ้ามีความเข้าใจถูกนั่นคือปัญญา จะเรียกชื่อว่าปัญญาก็ได้ ภาษาไทยคือ ความเข้าใจถูกในความเป็นจริงของสิ่งนั้น ไม่ต้องไปหาปัญญาที่อื่นอีกเลย ถ้าเข้าใจแล้วก็รู้ตัวเองใช่ไหม
ขณะใดเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ได้คิดไปเอง ขณะนั้นเป็นปัญญาที่เกิดจากการฟังและพิจารณา จนกระทั่งเป็นความเข้าใจ จากที่ไม่เคยรู้เลย ไม่เคยเข้าใจเลย เพราะฉะนั้น บางทีก็ก้าวไปไกลถึงสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะ และอะไรต่างๆ แต่ว่าไม่ได้รู้ธรรมจริงๆ ก็ไม่มีประโยชน์
ถ้าไม่มีชีวิตที่เรากำลังนั่งอยู่ตรงนี้ เราจะไม่มีโอกาสได้รู้จักธรรมเลย เพราะฉะนั้น เวลาที่ได้ยินชื่อธรรมก็ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า หมายความถึงเดี๋ยวนี้เอง ไม่ใช่ที่อื่นเลย ทุกขณะที่กำลังมีจริง ขณะนี้เป็นธรรม
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ฟัง เพื่อที่จะให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อได้ยินคำว่าธรรมแล้วอย่าเผิน ต้องรู้ว่าธรรมคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เมื่อธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง และสามารถที่จะรู้ธรรมได้ไหม ในเมื่อมีจริงแล้วขณะนี้ก็เป็นสิ่งที่มีจริง
รู้ธรรมคือ มีความเข้าใจเดี๋ยวนี้ ในขณะนี้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏมีจริงๆ ทั้งหมดเป็นธรรม คงจะไม่ลืมใช่ไหมว่า สิ่งที่มีจริงทุกขณะ ขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมด แต่ว่าความละเอียดของธรรมมีมาก เพราะว่าเราอาจจะบอกว่าเดี๋ยวนี้วันนี้ พูดแค่นี้ เดี๋ยวนี้วันนี้ก็หมดไปแล้วอย่างเร็วแสนเร็ว ถ้าจะคิดถึงเป็นเวลา ก็อาจจะมีคนจับเวลาที่พูดคำว่าเดี๋ยวนี้วันนี้ เป็นเวลาเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นธรรมก็หมดสิ้นไปเร็วยิ่งกว่านั้นอีก แม้ว่าจะได้ยินได้ฟังว่า ขณะนี้สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม แต่ไม่รู้ความละเอียดของธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งปรากฏเพียงชั่วคราวแล้วก็ดับหมดสิ้นไป
ด้วยเหตุนี้ จึงต้องฟังและฟังจนกว่าจะเข้าใจ เริ่มตั้งแต่สิ่งที่มีจริงขณะนี้ เริ่มรู้ความจริงว่าขณะนี้มีอะไรบ้าง ถ้าเดี๋ยวนี้มีเห็น หรือได้ยิน หรือคิดนึก แต่ละอย่างนั้นเป็นสิ่งที่มีจริง ทุกๆ ขณะเป็นธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้น ชีวิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายคือธรรม แต่ไม่รู้ว่าวันหนึ่งๆ เป็นธรรมประเภทไหนบ้าง
เมื่อวานนี้เราก็มาที่นี่ใช่ไหม หมดไปแล้ว ไม่เหลือเลยเมื่อวานนี้ ถ้าจะจำก็จำว่า เมื่อวานนี้เรามาที่นี่ แต่ขณะนี้ที่กำลังเห็นวันนี้ไม่ใช่เห็นเมื่อวานนี้ กำลังคิดนึกหลังจากที่เห็นวันนี้ ก็ไม่เหมือนเมื่อวานนี้เห็นแล้วคิดนึก เป็นคนละเรื่อง หรือว่าคนละขณะ
นี่คือชีวิตแต่ละวันซึ่งต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และเป็นจริงในขณะที่กำลังปรากฏ สั้นมากและชั่วคราวมาก เพราะฉะนั้น การจะเข้าใจธรรมคือว่า ไม่พ้นจากสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้นั่นเอง แต่ว่าเข้าใจยาก แม้ว่ารู้ว่าเป็นธรรม แม้ว่ารู้ว่ามีจริง แต่ก็ต้องฟังจนกว่าจะมีความเข้าใจว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน และสิ่งที่มีในขณะนี้ก็ไม่เที่ยง เกิดปรากฏแล้วหมดไปอย่างรวดเร็ว
รู้อย่างนี้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็จะไม่มีการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา แต่ธรรมก็เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องตรง ไม่มีใครสามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรได้ ธรรมเมื่อสักครู่นี้ยังเหลืออยู่ไหม ไม่เหลือ แต่ก็ไม่รู้ว่าหมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องฟังอย่างละเอียดต่อไปอีก
สมมติว่ามีใครได้พบกองเงินกองทอง กองเพชรกองพลอยเป็นบ่อกว้างใหญ่โต ดีใจไหม ตามความเป็นจริง ชีวิตจริงๆ ดีใจไหม ดีใจ เห็นอะไรถึงได้ดีใจ เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่ว่าสีต่างๆ เป็นเพชรก็มี เป็นนิลก็มี เป็นพลอย เป็นมรกต เป็นเงิน เป็นทอง มากมายทั้งหมด ดีใจ แต่ว่าถ้ารู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏจะดีใจยิ่งกว่านั้นหรือเปล่า เพราะเพียงเห็นเราก็ไม่รู้แล้ว มองดูแล้วจำสีต่างๆ แล้วก็นึกคิดไปว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ คิดว่าเรามีความสุขจากการที่เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ถ้าเราดูไปๆ แล้วหิว สิ่งนั้นจะทำให้เราพ้นจากความหิวได้ไหม ไม่ได้ กำลังเจ็บป่วย สิ่งนั้นก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเราได้เลย
แสดงให้เห็นว่าชีวิตจริงๆ ของเรา อะไรมีค่าที่สุด ถ้าสามารถจะรู้ว่ากองเงินกองทอง กองเพชรนิลจินดา แล้วรู้ว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น แค่นี้ มีค่ากว่าการที่จะหลงยึดติดในกองเพชรนิลจินดานั้นหรือเปล่า เพราะแม้ว่าเห็นสิ่งนั้นจะนำมาซึ่งความพอใจเพียงชั่วคราว และไม่สามารถที่จะทำอะไรได้นอกจากเพียงปรากฏให้เห็น แต่ติดมาก จนกระทั่งบางคนถึงกับกระทำทุจริตกรรมได้ ไม่ใช่ของเราใช่ไหม แต่ชอบแล้วอยากจะได้ ก็แล้วแต่ว่าขณะนั้นจะเกิดอกุศลจิตประเภทไหน มีกำลังพอที่จะถือเอาสิ่งของที่ไม่ใช่ของตนมาเป็นของตนหรือเปล่า
แสดงให้เห็นว่า ถ้ากิเลสมีกำลังมากก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดสิ่งที่ดีงามได้เลย แล้วขณะที่เกิดความยินดีพอใจ ขณะนั้นไม่รู้เลยว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา แม้ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาก็สวยงามอย่างนั้น แล้วติดใจ ชอบใจและก็อยากได้อย่างนั้น แต่ไม่มีปัญญาที่จะเห็นความจริงว่า สิ่งนั้นเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เพียงเห็นได้เท่านั้นเอง
ดังนั้น แต่ละอย่างที่ปรากฏเหมือนสิ่งนั้นเลย เสียงปรากฏ อาจจะยินดีพอใจในเสียงเพลง ในอะไรก็แล้วแต่ ก็หมดไปแล้ว เพราะว่าเพียงปรากฏให้ได้ยินแล้วก็หมดไป ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทุกขณะที่มีสภาพธรรมใดเกิด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาแล้วก็หมดไป
เพราะฉะนั้น เพียงได้ยินคำว่าธรรม แล้วรู้ว่าทุกอย่างในขณะนี้เป็นธรรม ความปีติที่ได้เข้าใจแม้ความหมายของคำนี้ว่าคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงในชีวิตซึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วก็หมดไป ไม่ใช่ของใครเลยทั้งสิ้น ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ถ้ารู้อย่างนี้จะปีติยินดียิ่งกว่าเห็นกองเงิน กองทอง กองเพชรพลอยนั้นหรือเปล่า เป็นสิ่งซึ่งแต่ละคนจะต้องพิจารณา
ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีค่าเท่ากับได้รู้ความจริงของสิ่งซึ่งมีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆ จะทำให้สามารถที่จะรู้จักพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียด เพื่อที่จะทำให้ถึงความไม่ติดข้อง เพราะเหตุว่าที่ชีวิตดำเนินไปทุกขณะ ตั้งแต่เช้ามาก็คงจะไม่ทราบความละเอียดว่า แต่ละคนมีฉันทะเป็นมูล ฉันทะคือความพอใจ ไม่ว่าใครสะสมความพอใจเรื่องอะไร แม้แต่ในเรื่องอาหาร อาหารที่โต๊ะก็มีหลายอย่าง ฉันทะพอใจที่จะเอื้อมไป ต้องการอะไรก็เป็นไปตามฉันทะทั้งหมด ซึ่งฉันทะเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้น และเป็นไปตามการสะสม เป็นชีวิตจริงๆ ของแต่ละคน
ถ้ามีความพอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาก ยึดถือว่าเป็นเรา หรือของเรา เช่น ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าของแต่ละคน พอใจอะไร ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งตา ทั้งหู ทั้งผม ทั้งเล็บ ทั้งฟัน แต่ก็จะต้องจากไป ไม่ใช่เป็นของใครอย่างแท้จริงเลย ระหว่างที่มีชีวิตอยู่อาจจะเป็นของเราทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เมื่อจากไปไม่มีของใครอีกเลย แล้วจะไปไหนก็แล้วแต่กรรมหนึ่งที่จะทำให้เกิดขึ้นซึ่งเลือกไม่ได้
เพราะฉะนั้น มีโอกาสที่จะได้เข้าใจพระธรรมย่อมมีความปีติมากกว่า ยิ่งกว่าได้เห็นเงินทองเพชรนิลจินดาทั้งหลาย เพราะเหตุว่าแต่ละครั้งที่ได้ฟัง จะมีความเข้าใจความจริงซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงเลย และก็ไม่ใช่ของใครด้วยแต่เมื่อไม่รู้ ชาตินี้เป็นเรา ชาติหน้าเกิดอีก จะมีรูปร่างอะไรซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ได้ก็เป็นเราอีก เป็นเราเพราะไม่รู้ความจริงทุกภพทุกชาติ
ชาตินี้ผูกพันในบุคคลหนึ่งบุคคลใด จากไปแล้ว ลองคิดดูว่าจะพบกันอีกหรือเปล่า ความยินดีผูกพันในคนชาตินี้ แม้ว่าจะจากชาตินี้ไปแล้ว หรือบุคคลนั้นอาจจะจากไปแล้ว แต่ความผูกพันยังตามไปถึงชาติหน้า ไม่ว่าจะเจออะไรทั้งนั้น เหมือนกับชาติก่อน เรามาจากไหน พบใคร เป็นที่รักของใคร เป็นที่โกรธเกลียดชังของใครก็ตามแต่ เมื่อถึงชาตินี้อยู่ไหน หมดแล้ว จำไม่ได้เลย
จะเห็นได้ว่า แม้แต่ความโกรธ บางคนผูกโกรธนานมาก ไม่ยอมที่จะละคลายความโกรธเลย บุคคลที่โกรธก็จากไปแล้ว หรือว่าเราก็จากไปแล้ว แต่ความผูกโกรธไม่หมดสิ้นไปในจิต ยังติดตามไปถึงชาติหน้าอีก เจอคนอื่น โกรธใหม่ ผูกโกรธใหม่ก็ไม่ใช่คนเก่าแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วคือควรที่จะได้รู้ว่า ธรรมใดเป็นธรรมฝ่ายดี และธรรมใดเป็นฝ่ายที่ไม่ดี แต่ถึงจะเป็นธรรมฝ่ายดีหรือฝ่ายไม่ดีก็ไม่ใช่ของใคร
ทุกคนมีกิเลส มีอกุศล แล้วเข้าใจว่าเป็นเรา แต่ความจริงอกุศลเป็นอกุศล สภาพที่ไม่ดีงาม จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นดีงามไม่ได้ เมื่อมีปัจจัยที่จะเกิดเป็นอกุศล เกิดแล้วดับไป ไม่มีของใครเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ สะสมปัญญาความเห็นถูก ไม่ว่าจะเกิดภพชาติไหน และสามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เหมือนอย่างชาตินี้ที่มีโอกาสได้ฟังธรรม มีโอกาสได้เข้าใจธรรมทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งเข้าใจขึ้นว่าธรรมขณะนี้เป็นสิ่งที่มีจริง ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ เกิดแล้วเป็นอย่างนี้แล้วก็หมดไป จะทำให้ชาติต่อๆ ไป สามารถฟังแล้วเข้าใจทุกสิ่งที่ปรากฏในขณะนั้นว่า ปรากฏเพียงชั่วคราวแล้วก็หมดไป
ดังนั้น จะไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงยั่งยืนแล้วเป็นของใครได้ นี่คือพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง จากการที่ทรงตรัสรู้ความจริงของธรรม โดยละเอียดยิ่งทุกประการ เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นไม่ลืมว่าขณะนี้เป็นธรรม แต่ยังไม่คุ้นกับความเป็นธรรมของอะไรสักอย่าง เพียงแต่แว่วๆ ได้ยินแล้วก็จำได้ว่าเป็นธรรม จนกว่าจะมีความมั่นคงในลักษณะที่เป็นธรรมแต่ละลักษณะ ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่จะเกิดได้โดยง่าย แต่อบรมจากการเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย และเมื่อเป็นความจริงแล้วจะหนีความจริง หรือว่าอยากจะเข้าใจความจริง เพราะว่าไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนความจริงได้
ความจริงคือ ทุกคนอยู่ในโลกนี้ชั่วคราว ที่ว่าชั่วคราวคือ ย่อยลงมาเป็นชั่วขณะที่จิตเกิด และก็รู้สิ่งที่ปรากฏแล้วก็หมดไป ต้องการกองเพชรนิลจินดา หรือว่าความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในสภาพธรรม ถ้าได้กองเพชรนิลจินดาเป็นของเราทั้งหมดโลก ก็ต้องจากไปโดยที่ไม่มีความรู้ความจริงเลยว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้ติดข้อง ให้พอใจ ให้อยากได้ ไม่ให้รู้ความจริงของสิ่งนั้น เพราะว่าขณะใดก็ตามที่เป็นอกุศล ขณะนั้นมืดสนิท
อวิชชา ไม่สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ และยังมีความติดข้องร่วมด้วยในขณะที่ไม่รู้ความจริง ดังนั้นก็จะต้องเป็นอกุศลพอกพูนขึ้น จนกว่าปัญญาจะค่อยๆ เข้าใจธรรม แล้วกว่าจะดับกิเลสได้ ต้องเป็นปัญญาที่สามารถประจักษ์สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ตามปกติ
ถ้ามีเพชรนิลจินดา ต้องการไหม แต่ถ้ามีเพชรนิลจินดากับความเข้าใจความจริง อะไรจะมีค่ากว่ากัน นี่แค่ตัวอย่างที่สมมติ แต่ของจริงคือแม้ไม่ถึงเพชรนิลจินดา เพียงดอกไม้สวยๆ กลิ่นหอมๆ รสอร่อย ก็เป็นที่พึงพอใจและติดข้องมากมายโดยไม่รู้ความจริง
เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องคอยถึงเวลาไหนเลย ทุกขณะเป็นธรรม ซึ่งพร้อมที่จะให้เข้าใจสภาพที่เป็นธรรมทีละเล็กทีละน้อย จากโลกนี้เดี๋ยวนี้ได้ไหม ใครจะรู้ใช่ไหม แต่จากไปโดยยังไม่รู้สภาพธรรม ยังไม่รู้จักธรรม กับโดยที่เริ่มเข้าใจและสะสมความเห็นถูกว่า อะไรๆ ก็มีปัจจัยเกิดแล้วก็หมดไป ไม่เที่ยง แล้วไม่ใช่ของใครเลย แล้วจากแล้วไปไหน ไปไหนก็ไม่รู้ แต่ก็เหมือนอย่างนี้เอง คือต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องชอบ ต้องชัง ไปเรื่อยๆ ทุกภพชาติ จนกว่าจะเข้าใจธรรมตามความเป็นจริง
ฟังธรรมอย่างนี้ เป็นการที่จะให้ทุกคนหมดความต้องการ ความติดข้อง หรือเปล่า ยังไม่ถึงระดับนั้น ความจริงก็คือเพียงให้มีความเห็นถูกว่า ธรรมมีจริงๆ เพราะเกิดแล้ว โดยที่ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นมาได้เลย คิดที่จะไปทำธรรมให้เกิดก็ไม่มีทางสำเร็จ เพราะขณะนั้นคิดเกิดแล้ว ไม่ว่าจะคิดอะไรก็ตามแต่ คิดเกิดแล้ว แต่ไม่รู้ว่าขณะที่คิดก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ถ้าไม่รู้ความจริงอย่างนี้ จะหมดกิเลส จะดับการยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขา ได้ไหม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
