ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666


    ตอนที่ ๑๖๖๖

    สนทนาธรรม ที่ เขาเขียว จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ เป็นมรดกที่ล้ำค่าไหม สำหรับคนที่ได้ยินได้ฟังจะเกิดความเห็นถูกของตัวเอง และความเห็นถูกนี้สามารถที่จะพ้นจากความทุกข์ซึ่งเกิดจากกิเลส เพราะเหตุว่าทุกคนเป็นทุกข์เพราะกิเลสโดยไม่รู้ตัวเลย

    ใครปฏิเสธบ้างว่าไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ว่าเพราะกิเลสจึงเป็นทุกข์ ลองคิดถึงมีสิ่งที่ปรากฏแล้วไม่ติดข้องในสิ่งนั้นเลย รู้ว่าสิ่งนั้นชั่วคราว เพียงปรากฏแล้วก็หมดไป ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งสิ้น ทางตาปรากฏเป็นสีสันวัณณะ เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ทางหูก็เป็นเสียงต่างๆ เดี๋ยวเสียงดนตรี เดี๋ยวเสียงลม เดี๋ยวเสียงฝน ไม่มีความติดข้องใดๆ เลยในสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหอม กลิ่นไม่สะอาด กลิ่นเหม็น หรืออะไรก็ตามก็ไม่มีเยื่อใย ไม่มีความต้องการในสิ่งที่ปรากฏ รสต่างๆ เกิดจริง ปรากฏจริง เพราะมีธรรมที่ทำให้ธาตุที่กำลังลิ้มรสเกิดขึ้น รู้รสในขณะที่กำลังรับประทานอาหารแต่ก็ไม่ติดข้อง

    สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าชายศากยะทั้งหลายที่ปราสาทราชวัง กับแข็งในป่า บนหญ้า หรือที่ไหนก็ตามนั้นเหมือนกัน คือเป็นสิ่งที่เพียงปรากฏแล้วก็หมดไป ไม่ว่าอะไรทั้งโลกก็ไม่สามารถที่จะทำให้ติดข้องได้เลยสักอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้นจะเดือดร้อนอะไรไหม เห็นไหมว่าแค่นี้เราก็มองไม่เห็นเลยว่า ความเดือดร้อนหรือความทุกข์มาจากกิเลสเพราะอยากได้ เพราะต้องการ กว่าจะมาที่นี่ ไปหาอะไรกันมามากมายก่อนจะมาบ้าง บางคนหาเสื้อ หาผ้า หาหลายอย่างเลยด้วย เป็นทุกข์หรือเปล่า แต่ถ้าเรารู้ความจริงแล้วรู้ว่าเป็นผู้ที่ยังมีความติดข้องมาก ดีไหมที่จะรู้ความจริงว่า พระธรรมที่ทรงแสดงสามารถให้สิ่งที่สะสมไว้มากมายออกไปจนหมดไม่เหลือเลย เกลี้ยงเกลา สนิท ไม่มีแม้แต่เชื้อที่จะทำให้เกิดอีกได้

    นั่นคือพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเรารู้จักพระองค์หรือยัง และเราเข้าใจคำสอนบ้างไหม ถ้าเข้าใจคำสอนแค่ไหนก็คือรู้จักแค่นั้น ยิ่งสามารถที่จะเข้าใจขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเห็นพระมหากรุณาคุณของพระองค์

    เมื่อคืนนี้หลังจากที่ฟังธรรมแล้วก็คงจะมีการกราบพระ สวดมนต์ สวดสั้นๆ หรือสวดยาวๆ มีใครสวดยาวๆ ไหม สวดสั้นกับสวดยาว สั้น สั้นแค่ไหน ยาว ยาวแค่ไหน ต่อให้ยาวหรือสั้นแค่ไหน รู้พระคุณของพระองค์ในขณะที่กำลังกล่าวคำสวดมนต์หรือเปล่า นี่เห็นแล้วใช่ไหมว่า สวดได้ แต่รู้ไหมว่าคำสวดแต่ละคำสรรเสริญพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ ทุกครั้งที่สวด

    เพราะฉะนั้น เวลาที่เรากราบไหว้และสวดมนต์ ก่อนเข้าใจพระธรรมก็อย่างหนึ่ง แต่เมื่อคืนนี้เมื่อรู้ว่าทุกอย่างเป็นธรรม ที่ระลึกได้ในขณะที่ไม่ลืมว่าเป็นธรรม คำนี้ได้ยินเพราะได้ทรงพระมหากรุณาแสดงให้ผู้อื่นสามารถที่จะเข้าใจ แล้วเราก็ได้เข้าใจคำหนึ่ง ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม การกราบระลึกถึงพระคุณเพิ่มขึ้นหรือเปล่า เห็นไหมว่าน้อยจนรู้สึกหรือเปล่า หรือเกือบไม่รู้สึกเลย เหมือนเดิม เพราะที่ได้ฟังว่าเป็นธรรมก็หมดไปแล้ว แล้วขณะที่กราบก็ลืมไปด้วยว่าเป็นธรรม

    จะเห็นได้ว่ากว่าจะรู้ความจริงของพระธรรมได้ เพราะว่าสะสมมาที่จะหลงลืม สะสมมาที่จะเป็นเรา เป็นเรื่องราวต่างๆ เพราะฉะนั้นกว่าจะมั่นคงจนกระทั่งเป็นอุปนิสัย สมัยก่อนเวลาไปโรงเรียน ไม่ทราบว่าสมัยนี้มีหรือเปล่า ครูจะบอกว่านักเรียนคนนี้มีอุปนิสัยอย่างไร บางท่านก็อาจจะว่าดี บางท่านก็อาจจะชอบช่วยเหลือคนอื่นหรืออะไรอย่างนี้ แล้วแต่ว่าครูบาอาจารย์จะมองเห็นอะไร ก็กล่าวว่าสิ่งที่เห็นเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งที่เห็นที่เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นมาจากไหน มาจากการสะสมของแต่ละคนนั่นเอง ซึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง

    ใครได้ฟังเรื่องพระจักขุบาล ตาจะบอดแล้วก็ยังไม่ยอมนอนหยอดตา จะเป็นอย่างพระจักขุบาลไหม หรือว่าต้องเป็น หรือว่าใครบังคับให้เป็น หรือว่าเป็นไม่ได้ หรือว่าอยากจะเป็น คิดไป เพราะคิดก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ถึงเวลาจริงๆ ก็ต้องเป็นตามเหตุตามปัจจัย จะคิดว่าอยากจะเป็นอย่างท่านพระจักขุบาล หรือว่าจะพยายามทำอย่างท่านพระจักขุบาล ไว้ดูเวลาที่เกิดอะไรขึ้นมา ที่เคยคิดเคยตั้งใจไว้ดับแล้ว หมดแล้ว แล้วก็มีปัจจัยใหม่ที่จะทำให้ขณะนั้นเป็นอย่างไร

    เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมก็มีการที่จะอบรมความเป็นคนดีทางกาย ทางวาจา เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ดับกิเลส เพียงแต่เริ่มเข้าใจถูกว่าความทุกข์มาจากไหน ใครทำให้ คนอื่นทำให้หรือเปล่า หรือว่าเราทำเอง ตามการสะสมของแต่ละคน ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ก็ต้องฟังต่อไป

    ถ้าเห็นประโยชน์จนตายแล้วจะรู้เองว่าได้เข้าใจพระธรรมขึ้นแค่ไหน ตอนนี้มีใครอยากได้มากๆ ไหม อยากเข้าใจมากๆ ก่อนตายขอให้เข้าใจมากกว่านี้หน่อยหรือมากก็ได้ เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า หรือฟังแล้วรู้ความจริงว่าขณะฟังนั้นเข้าใจ และเข้าใจแค่ไหน หลังจากฟังแล้วเป็นอย่างไร ต่อไปจะได้ฟังอีกเท่าไหร่ แล้วจะเข้าใจเพิ่มขึ้นจากนี้หรือเปล่า เพิ่มขึ้นมากๆ หรือเพียงน้อยๆ เพียงแต่ว่าที่เข้าใจแล้วได้มีความเข้าใจคือไม่ลืม แต่ก็เพิ่มขึ้นเหมือนกับคนย่ำเท้า ยืนย่ำไป ใครรู้บ้างว่ากระเถิบไปทีละนิดหรือว่ายัง นั่นเป็นความจริงซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะตอบคำถามให้ได้ ที่ถามว่าถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ แต่ว่าเมื่อมีความเข้าใจคนนั้นรู้เอง และคำตอบที่ควรตอบคือ พูดเรื่องสิ่งที่มีจริงให้เขาคิดจนเขาตอบเอง ไม่ใช่ตอบไปแล้วเขาก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้อธิบาย หรือไม่ได้บอกอะไร เพียงแต่ให้ชื่อไปมากๆ แล้วไปคิดเอง อย่างไรก็คิดไม่ออก เพราะว่าแม้แต่ยังไม่ต้องมีชื่ออย่างนั้น เพียงแต่ฟังในภาษาซึ่งยังไม่ได้ใช้ภาษาบาลีมากมายแต่ละคำ แม้แต่ขันธ์ก็ยังเเค่เพียงนิดเดียว ถ้าได้ยินมาแล้วคือธรรมที่เกิดทั้งหมดนั่นเอง จึงหลากหลาย

    เพราะฉะนั้น ความหมายของขันธ์คือ เป็นธรรมซึ่งเกิดดับ ไม่กลับมาอีก ความหลากหลายของแต่ละสภาพธรรม แม้ว่าเป็นประเภทเดียวกันก็ต่างกัน จะเป็นอย่างเดียวกันไม่ได้ ซึ่งแต่ละอย่างเป็นขันธ์ทั้งหมด อย่างเช่น เสียงขณะนี้เกิดแล้วดับไป ไม่เหมือนเสียงต่อไปเเละไม่เหมือนเสียงก่อน เสียงก่อนก็เป็นเสียง เกิดดับเป็นขันธ์ หยาบหรือละเอียด ต่างกับขณะที่เสียงต่อไปเกิดขึ้นใช่ไหม อย่างคนที่เล่นดนตรี เล่นใหม่ๆ กับเล่นจนชำนาญ เครื่องมือชิ้นเดียวกันเลยเป็นอย่างไร เสียงเหมือนกันไหม คนที่เริ่มเล่นตีแรงไปบ้าง เสียงอย่างหนึ่ง ตีเร็วไปบ้าง เสียงอีกอย่างหนึ่ง และเมื่อมีความชำนาญขึ้น ใช้เครื่องดนตรีเดียวกันนั้นเอง เเต่เสียงที่ปรากฏก็เป็นแต่ละเสียงที่ต่างกันไป

    เสียงตั้งแต่เริ่ม เกิดเมื่อเริ่มเล่นก็เป็นขันธ์ เกิดดับ กับเสียงตอนที่ชำนาญแล้วก็เป็นเสียง เกิดดับ ทั้งสองเสียงเหมือนกันไหม ไม่เหมือน นี่คือขันธ์ ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เหมือนกันไม่ได้เลย

    การฟังธรรมอยู่ที่ความเข้าใจ ไม่ใช่ไปติดที่ภาษาหรือคำแปล ซึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งที่คนในยุคนั้นสมัยนั้นใช้ แม้พระผู้มีพระภาคตรัสคำว่าธรรม หรือคำว่าขันธ์ ชาวสาวัตถี ชาวโกสัมพี จะเข้าใจเหมือนกันหรือเท่ากันได้ไหม แม้เป็นภาษาที่เขาใช้อยู่เป็นประจำ ยังเข้าใจต่างกันเเล้วเเต่การสะสม เราใช้ภาษาไทย คนไทยฟังด้วยกัน ความเข้าใจน้อยมากก็ต่างกันไปตามการสะสม

    ดังนั้น ธรรม ไม่ว่าจะใช้คำภาษาไหนก็ตาม ส่องไปถึงความหมายและความจริงของธรรม โดยที่ไม่ได้หมายความว่า คนนั้นรู้ภาษานั้นแล้วจะต้องได้ความเข้าใจเท่าๆ กัน หรือว่าคนที่รู้ภาษาบาลีได้ยินคำว่าขันธ์ ได้ยินคำว่าอายตนะ เข้าใจได้ว่าหมายความถึงอะไร แต่รู้ถึงความเป็นธรรมนั้นหรือเปล่า หรือว่าเพียงแต่แปลได้ แต่ความหลากหลาย ความละเอียดของธรรม แม้แต่ทุกอย่างเป็นธรรมที่เกิดแล้วดับ ขันธ์ก็คือลักษณะที่เกิดดับนั้นต่างๆ กันไป เป็นอะไรบ้าง หยาบก็มี ละเอียดก็มี สิ่งที่นุ่มมากเป็นอาหารบางชนิด ก็ยังมีที่นุ่มกว่าจนกระทั่งต้องอุทานว่านุ่มจังเลย นิ่มมาก ทั้งๆ ที่เราเคยรับประทานของนิ่มๆ อย่างถั่วแปบก็นิ่มกว่าก้อนแข็งๆ ใช่ไหม เเต่อาหารญี่ปุ่นบางอย่างแค่แตะนิดเดียวก็นิ่มมากยิ่งกว่านั้นอีก

    เพราะฉะนั้น แม้แต่ความอ่อนความแข็ง ความนิ่มความนุ่ม ก็หลากหลายต่างกัน ทำให้จำแนกเป็นบางขณะที่เกิดหยาบ บางขณะที่เกิดขึ้นละเอียด แต่ว่าไม่ใช่อย่างเดียวกัน นี่คือให้เห็นความไม่เที่ยง และความหลากหลายของสภาพธรรม ซึ่งแม้เป็นประเภทเดียวกันก็ยังต่างกัน จำแนกเป็นภายในภายนอก หยาบละเอียด ไม่ต้องไปท่องจำ แต่มีความเข้าใจว่าเนื่องจากเป็นทีละอย่าง อย่างละหนึ่งแล้วไม่กลับมาอีก

    ดังนั้นสิ่งที่เป็นภายในก็เป็นภายในคือที่ตัวเอง สิ่งที่เป็นภายนอกก็ไม่ใช่ที่ตนเอง นี่ก็คือการเข้าใจธรรม โดยถ้าใครไปท่องว่าความหมายของขันธ์มี ๑๑ อย่าง ไกลใกล้ หยาบละเอียด เลวประณีตต่างๆ ท่องเเล้วมีประโยชน์อะไร กับการที่กำลังรู้ตรงลักษณะแต่ละอย่างซึ่งเกิดแล้วดับไป ซึ่งหลากหลายต่างกัน นี่คือการที่เข้าใจธรรมยิ่งขึ้น เพื่อละความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นเราและยังคงมีอยู่ ซึ่งความจริงแม้แต่เพียงนิดเดียวก็หมดไป ไม่ได้กลับมาอีกเลย

    เป็นไปได้ไหมที่หลังจากนี้ไม่นานใครจะจากโลกนี้ไปก็ได้ ใช่ไหม อะไรๆ ก็นำไปด้วยไม่ได้เลย แต่ความเข้าใจวันนี้ติดตามไปสะสมอยู่ในจิต ลองคิดถึงแต่ละคนที่จากโลกนี้ ไม่ใช่เฉพาะที่ประเทศไทย เมืองนี้ ตำบลนี้ เเต่ทุกคนทั่วโลกต้องจากโลกนี้ทั้งนั้น ไม่มีใครที่สามารถที่จะอยู่ต่อไปได้ สิ่งที่ติดตามไปคือจิตหนึ่งขณะที่เกิดแล้วดับ เป็นปัจจัยให้ขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่น

    เรารู้ว่าเรามีจิต แต่ไม่ได้รู้ความเป็นไปของจิตเลยว่าจิตเกิดและดับ แล้วอะไรเกิดขึ้น ก็คือจิตที่ดับไปนั่นเอง เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น จิตที่เกิดแล้วดับ และไม่เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดอีกได้ คือขณะจิตสุดท้ายของพระอรหันต์ ที่ใช้คำว่าปรินิพพาน ดับโดยรอบคือไม่มีการเกิดสืบต่ออีกเลย เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังคงมีกิเลสเป็นปัจจัยที่จะทำให้เมื่อจิตขณะหนึ่งดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด นี่เป็นเหตุที่จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะเท่านั้น จะเกิดซ้อนกัน ๒ ขณะไม่ได้เลย เพราะถ้าจิตขณะนี้ไม่ดับ จิตอื่นจะเกิดสืบต่อไม่ได้ จิตขณะนี้ต้องดับไปเป็นปัจจัยหนึ่ง ใช้คำว่า นัตถิปัจจัย การดับไปของจิต ไม่มีอะไรเหลือ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด

    จุติจิต คือจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปคือจิตขณะแรกของชาติต่อไปเกิดต่อทันที เหมือนเมื่อครู่นี้กับเดี๋ยวนี้ ไม่มีอะไรคั่นเลยในแสนโกฏิกัปป์ เพราะฉะนั้นก็สะสม แล้วแต่ว่าจะเห็นอะไรชาติไหน มีสุขมีทุกข์อย่างไรในแต่ละชาติ จนถึงชาตินี้มีทรัพย์สมบัติมากมาย ถ้าจิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับไป ทรัพย์ใดๆ ที่มีก็ตามไปไม่ได้เลย แต่ความเข้าใจธรรมวันนี้ ขณะนี้ หรือก่อนๆ นี้ที่สะสมมานั้นจะสะสมสืบต่อในจิตขณะต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะติดตามไปได้ นี่คือทางฝ่ายปัญญา

    แต่ลืมคิดทางฝ่ายอกุศลหรือเปล่า ติดตามไปด้วยมากไหม และที่เป็นปัญญาไปด้วยน้อยหรือมาก ดังนั้นก็รู้ตามความเป็นจริงว่า ปัญญาที่เกิดทีละน้อย แต่ว่าธรรมชนะอธรรมในที่สุด อะไรจะทำให้อธรรมหมดไปได้นั้นมีอย่างเดียวคือปัญญา ซึ่งเป็นธรรมที่ประเสริฐสุด

    เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าชาตินี้เราจะมีสิ่งที่เราติดข้องต้องการมากมาย แต่ถ้าเรารู้ความจริงว่าเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ยังไม่มีก็อยากมีใช่ไหม เมื่ออยากก็แสวงหา ตอนแสวงหา ทุกข์ไหมกว่าจะได้ บางทีก็หาไม่ได้ อยากจะได้อะไรสักอย่าง หาเท่าไหร่ก็ไม่ได้ก็มี ไม่ใช่ว่าหาแล้วได้ทุกครั้ง อยากได้ก็เป็นทุกข์ ทำให้ต้องหา การแสวงหานั้นลำบากและเป็นทุกข์ด้วย แสวงหาแล้วที่ได้ก็มี ที่ไม่ได้ก็มี ถ้าได้ก็ดีใจ บวกขึ้นมาอีกแล้ว เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว ติดข้องขึ้นมาอีกแล้ว ไม่ได้ก็เสียใจ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ในสังสารวัฏฏ์ อยากได้นั่น อยากได้นี่ เดี๋ยวมีนั่น เดี๋ยวมีนี่ เดี๋ยวก็สูญหาย แต่ทั้งหมดเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งทุกข์ เพราะเหตุว่าทำให้มีความติดข้องเพิ่มขึ้นด้วย

    เมื่อวานนี้เราต้องติดข้องมาแล้วแน่ๆ อยากได้อะไรบ้าง เราก็รู้เองตั้งเเต่ตื่นขึ้นมา วันนี้ก็ติดข้อง พรุ่งนี้ก็ติดข้องอีก เป็นอย่างนี้ไปตลอดชีวิต จนกว่าจะมีความเห็นถูกต้องว่า ถึงจะมีก็ชั่วคราว และไม่สามารถที่จะนำพาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นได้เลย เพราะฉะนั้น ชั่วคราวจริงๆ ถ้าเป็นคนมีอายุเท่าไหร่ก็คืออยู่ได้แค่นั้น ชั่วคราว แต่ถ้าคิดถึงขณะจิตเสมอกันหมดเลยไม่ว่าจิตใคร เกิดแล้วก็ดับ และทรงจำแนกละเอียดว่า หนึ่งขณะจิตที่เกิดแล้วดับเร็วมาก ขณะนี้เราไม่มีทางจะไปรู้เลย แม้กระนั้นจิตหนึ่งขณะยังสามารถที่จะกล่าวถึง ขณะที่เกิดเป็นขณะที่ดับหรือเปล่า เกิดก็เพิ่งเกิด ยังไม่ได้ดับใช่ไหม เพราะฉะนั้น ขณะที่เกิดไม่ใช่ขณะที่ดับ แล้วขณะที่เกิดแล้วยังไม่ดับก็มี ใช่ไหม

    จิตหนึ่งขณะจะมี ๓ อนุขณะ คือ อุปาทขณะ ~ ขณะเกิด ฐิติขณะ ~ ขณะที่ยังไม่ดับ และภังคขณะ ~ ขณะที่ดับ แล้วใครรู้ เร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่พระอริยบุคคลจะหมดกิเลสได้ต่อเมื่อไม่ใช่เพียงฟัง แต่เริ่มมีความเห็นถูก ใช้คำว่าเริ่มมีความเห็นถูกคือปัญญา เห็นถูกว่า ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่ใช่ใครหรืออะไรเลยทั้งสิ้น เป็นธรรมชนิดหนึ่ง เป็นธาตุที่มีจริงที่สามารถกระทบตา กระทบหูก็ไม่ได้ กระทบจมูก กระทบลิ้น กระทบกายก็ไม่ได้ ต้องกระทบรูปพิเศษ ซึ่งสามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ โดยที่ต้องมีจิตคือธาตุที่สามารถเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น และสิ่งนี้จึงปรากฏได้

    ถ้าเข้าใจอย่างนี้ทีละเล็กทีละน้อย เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ซึ่งความจริงจะกล่าวได้เลยว่า เหมือนกับทันทีที่เกิดก็ดับ เร็วถึงอย่างนั้น เกิดมาแล้วก็ดับ เกิดมาแล้วก็ดับ แต่ซ้ำกันจนกระทั่งทำให้มีการจำ ซึ่งเป็นอัตตสัญญา จำรูปร่างสัณฐานแล้วเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ตามความเป็นจริงดับแล้วอย่างเร็วมาก แม้ขณะที่ปรากฏก็เป็นแต่เพียงนิมิตตะของสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะว่าตัวจริงๆ ดับไปตลอด มีอายุแค่ ๑๗ ขณะ แล้ววันนี้ก็ลืมว่า นี่เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้นเอง ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น ถ้าไม่คิด เหมือนกับบางคนที่ตื่นขึ้นมางัวเงีย ลืมตานิดเดียวแล้วก็หลับไป ถามว่าเห็นอะไรเขาตอบได้ไหม แค่ลืมตาขึ้นมาหน่อยเดียวแล้วหลับต่อ จะบอกว่าเห็นอะไรก็ยังไม่ได้

    ดังนั้นธรรมเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้ ถ้าเรามีความเข้าใจอย่างนี้ คลายหรือยัง ในการที่จะติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตาเพียงแค่นี้ ไม่มีทางเลย แค่ได้ฟัง แค่เริ่มเข้าใจ แค่ค่อยๆ น้อมไปที่จะเห็นถูกว่าสิ่งนี้เพียงปรากฏให้เห็น

    เวลาที่จากโลกนี้ไป มีสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นก็ได้ หลังจากปรากฏให้เห็นแล้วก็ตาย ยังไม่ทันจะเป็นคน เป็นสัตว์เลย หรืออาจจะคิดนึกว่าสิ่งที่เห็นเป็นใครก็ได้แล้วตาย คือจุติจิต จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ มีกรรมเป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ใครก็ทำให้จิตนี้เกิดขึ้นไม่ได้ หรือจิตไหนๆ ก็ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นได้

    ดังนั้น เราจึงไม่รู้ว่าจุติจิตจะเกิดเมื่อไหร่ ที่ไหน หลังเห็น หลังได้ยิน หรือกำลังรับประทานอาหารก็ได้ เกิดได้หมดเลย กำลังหัวเราะเเล้วตายก็ได้ บางคนเดินไปนั่งที่เก้าอี้แล้วก็ตาย บางคนออกมานอกห้องบอกว่าร้อนแล้วตายก็มี ตายได้ทุกขณะ

    แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้ล่วงหน้าเลยว่า ตายไปพร้อมกับการไม่รู้ความจริงของธรรมที่ปรากฏ หรือตายไปหลังจากที่ได้เริ่มฟัง ได้เริ่มเข้าใจ แล้วเริ่มรู้ตามความเป็นจริงว่า แม้แต่เพียงวันนี้ได้ฟังว่า สิ่งที่กำลังปรากฏทางตามีจริงๆ เป็นธาตุหรือธรรม ซึ่งปรากฏแล้วว่ามี แต่ปรากฏแล้วก็ดับไป ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น แค่นี้ เริ่มหรือยัง

    เพราะฉะนั้น จะไปดับกิเลสกันเมื่อไหร่ จะไปละกิเลสกันเมื่อไหร่ โดยที่ไม่มีปัญญาเลยซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีแม้แต่ว่าความรู้ขั้นปริยัติ ที่เป็นความรอบรู้ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง คือฟังแล้วมีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเพิ่มขึ้นมากขึ้น จนกระทั่งไม่มีความสงสัยในสิ่งที่ได้ฟังว่าเป็นอย่างนี้

    ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงอย่างนี้ ลองคิดถึง ชั่วขณะที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏทางตา เดี๋ยวนี้เองกำลังปรากฏ ไม่สนใจอย่างอื่นทั้งสิ้น ไม่ได้นึกเรื่องอื่นเลย มีสิ่งที่ปรากฏให้เข้าใจ เริ่มจากการที่ได้ฟังว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ แค่นี้ น้อยแค่ไหนกว่าจะสามารถเข้าถึงการเกิดขึ้นและดับไปของสิ่งนี้ได้ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจถูกอย่างนี้เลยก็ไม่มีทางเลย มีแต่เพียงปริยัติ การฟังเรื่องราวของสิ่งที่มีจริง แต่ยังไม่มีสักขณะที่จะมั่นคง โดยการที่เริ่มคลายการติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ เพียงชั่วขณะบางครั้งที่ระลึกได้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ทีละเล็กทีละน้อย

    ผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลอย่างท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านได้ฟังมานานเท่าไหร่ จากปุถุชนผู้ไม่รู้เรื่องของสภาพธรรมเลย เหมือนอย่างคนที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังเลย ท่านได้ฟังเข้าใจขึ้นๆ ๆ แล้วละคลายการติดข้อง และสามารถเริ่มรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏแต่ละอย่างว่า เป็นธรรมหลากหลาย แต่ละอย่างต่างๆ กัน ไม่ซ้ำกันเลยและไม่กลับมาอีก แล้วจะไปติดข้องในสิ่งไหน ใช่ไหม และปัญญาสามารถที่จะรู้ความต่างกันของขั้นเข้าใจจากการฟัง กับขั้นที่เมื่อสภาพนั้นปรากฏจริงๆ แล้วเริ่มเข้าใจถูกในลักษณะนั้น นี่เป็นความต่างกัน

    เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ อย่างเช่น แข็ง มีใช่ไหม กระทบแข็งมาตั้งแต่เช้า มีเฉพาะแข็งเท่านั้นที่ปรากฏหรือยัง ยังใช่ไหม จับอะไร แก้ว จับอะไร ผ้าเช็ดตัว ก็เลยไม่ได้มีความเข้าใจเฉพาะลักษณะที่ปรากฏเมื่อกระทบเพียงแข็ง แล้วมีการรู้จริงๆ ว่าขณะนั้นอย่างอื่นไม่มี

    ฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจที่มั่นคงว่า แข็งมี เมื่อกระทบสัมผัสและปรากฏ และขณะที่แข็งปรากฏ อย่างอื่นไม่ได้ปรากฏเลย ขณะนั้นรู้เฉพาะแข็ง ภาษาบาลีใช้คำว่าปฏิปัตติ ถึงเฉพาะลักษณะที่แข็ง และเมื่อได้ยินคำว่าสติ จะเข้าใจไหมว่าขณะนั้นต่างกับขณะซึ่งไม่เคยรู้เลยใช่ไหม ไม่เคยระลึกได้ ไม่เคยมีการที่จะเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏว่า เป็นแต่เพียงลักษณะนั้นเท่านั้นที่ปรากฏเฉพาะในขณะนั้น

    ดังนั้น ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ไม่ว่าภาษาบาลีจะใช้คำว่าอะไร ก็สามารถที่จะรู้ถึงภาวะความเป็นจริงของสภาพนั้น แต่ถ้าเราจะแปลศัพท์ สติเป็นสภาพที่ระลึกได้ แล้วอย่างไร ระลึกอะไร ใช่ไหม คำถามมาแล้ว แค่ฟังว่า สติเป็นสภาพที่ระลึกได้ ระลึกอะไร ระลึกรู้ รู้อะไรอีกใช่ไหม แล้วเวลาที่เราคิด เรานึกเป็นการระลึก หรือเป็นการจำได้หรือเปล่า อย่างเช่น คิดถึงเมื่อวานนี้ ใครก็คิดถึงได้ใช่ไหม เป็นการระลึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งหรือเปล่า แต่ไม่ใช่สติ เพราะไม่มีความเห็นถูก ไม่มีปัญญา ไม่มีความเข้าใจถูก

    เราเริ่มเห็นความหลากหลายของสภาพธรรม ไม่ว่าจะเป็นสภาพธรรมใด จะใช้คำอะไรหรือไม่ใช้คำอะไร ทั้งหมดก็เป็นลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่างจริงๆ เกิดแล้วก็ดับไปๆ ๆ ไม่ได้กลับมาอีกเลย แต่ไม่ว่าจะเกิดแล้วดับไปอย่างไรก็ตาม ก็ยังสามารถที่จะเข้าใจว่า ทั้งหมดเป็นธรรมที่ต่างกัน คือสภาพหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่อีกสภาพหนึ่งนั้นไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น เกิดเมื่อไหร่ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    1 ม.ค. 2569