ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
ตอนที่ ๑๖๕๓
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมคลาร์ก เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย
วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ ถ้าสามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ไม่ใช่เรา เป็นธรรม นั่นคือสามารถที่จะเข้าใจลักษณะที่กำลังปรากฏแต่ละลักษณะซึ่งต่างๆ กันไป ทุกคนมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง มีพระสงฆ์คือพระอริยะ สังฆรัตนะเป็นที่พึ่งจริงๆ หรือเปล่า หรือเพียงแต่พูดว่าเป็นที่พึ่ง แต่ถ้าเป็นที่พึ่งจริงๆ หมายความว่า เข้าใจธรรมที่ทรงแสดงที่จะไม่ถูกคนอื่นหลอก
ถ้าไม่มีความเข้าใจสภาพธรรมขณะนี้ แล้วมีคนบอกว่ามาเจริญสติปัฏฐานไปเลย เพราะได้ยินคำว่าสติปัฏฐานก็คิดว่าจะเจริญได้นั้นมีธรรมเป็นที่พึ่งหรือเปล่า หรือว่าให้เจริญอินทรีย์ อิทธิบาท โพชฌงค์ อะไรต่างๆ มาเลย มาเจริญกันเดี๋ยวก็ได้ แล้วมีชื่อต่างๆ ให้ ขณะนั้นถูกหลอกหรือเปล่าเพราะว่าไม่มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง แต่เพียงขณะนี้ถ้าได้ฟังธรรมแล้วรู้ว่ายังไม่ได้เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น จะให้ไปทำอะไร จะให้สติปัฏฐานเกิดเเต่ไม่รู้จักว่าสติปัฏฐานคืออะไร จงใจ ตั้งใจที่จะจดจ้องที่อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด แล้วพยายามที่จะคิดว่า นี่เป็นรูป นั่นเป็นนาม ขณะนั้นคือไม่มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง เพราะเหตุว่าจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ในเมื่อไม่รู้สภาพธรรมเดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานคืออะไร ขณะที่กำลังฟัง เข้าใจเมื่อไหร่เป็นกุศลเมื่อนั้น มีสติเจตสิกแล้วก็มีโสภณเจตสิกอื่นเกิด ไม่ใช่เรา เพื่อให้รู้ว่าขณะนั้นเป็นธรรม ขณะที่เข้าใจเป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา ดังนั้นการที่จะให้คนอื่นมาบอกให้เราเจริญสติปัฏฐาน เป็นไปได้ไหม เพราะรู้ว่าสติปัฏฐาน ใครบอกก็เกิดไม่ได้ นอกจากความเข้าใจของเรา พร้อมที่จะละ ไม่ใช่ต้องการจะได้ เมื่อมีการรู้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ก็ละการที่จะพยายามด้วยความเป็นตัวตนที่จะไปรู้ธรรม แล้วถ้าไม่มีปัจจัยพอ ขณะนี้แม้ธรรมปรากฏ สติปัฏฐานก็ไม่เกิด เพราะยังเป็นเพียงขั้นฟังเรื่องราวของสภาพธรรมที่กำลังมีจริงๆ
ดังนั้น การที่มีความเข้าใจธรรมตามลำดับขั้นก็จะมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง เวลาที่ใครพูดในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล หรือชักชวนให้ไปทำ คิดว่ามาทำอย่างนี้แล้วจะได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เราก็รู้ว่าคนนั้นไม่ได้เข้าใจธรรมเลย ทำอย่างไรแล้วจะไปรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เพราะว่าการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นปัญญา ไม่ใช่เป็นการทำให้รู้ ทำอย่างไรก็ให้รู้ไม่ได้
ใครจะเจริญสติปัฏฐานบ้าง แค่จะ ก็ผิดแล้ว แต่เมื่อมีความเข้าใจเป็นปัจจัย สติเกิดเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อนั้นจะรู้ความต่างของสติซึ่งเป็นอนัตตา เพราะเหตุว่าเกิดแล้วเพราะมีปัจจัย จึงมีการระลึกและรู้ลักษณะที่กำลังปรากฏด้วยความเข้าใจว่า ขณะนั้นไม่ใช่หลงลืมสติ เพราะในพระไตรปิฎกจะมีคำว่าหลงลืมสติ กับมีสติ ไปทิ้งคำว่าหลงลืมสติไว้ที่ไหน จะมีแต่สติโดยที่ไม่รู้เลยว่าหลงลืมสตินั้นคืออย่างไร
ดังนั้นก็เป็นเรื่องละเอียดที่แต่ละคนสะสมเหตุปัจจัย ที่จะทำให้สามารถเข้าใจธรรมที่ถูกต้องยิ่งขึ้น หรือว่าสะสมโลภะกับอวิชชา พร้อมที่จะต้องการเวลาที่มีใครชักชวนให้ทำอะไรก็ทำเพราะเข้าใจว่าขณะนั้นสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย มาเจริญสติปัฏฐานกันดีไหม ไม่เข้าใจอะไรพอที่สติสัมปชัญญะจะเกิด ก็บอกว่ามาเจริญสติปัฏฐานกัน มาเจริญอินทรีย์กันดีไหม ไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร และอินทรีย์คืออะไร ได้ยินแต่ชื่อ มีความหมายตั้งหลายอย่างเพราะว่าอินทรีย์มีถึง ๒๒ ประเภท
การที่จะเข้าใจธรรมคือให้เข้าใจจริงๆ เพราะว่าเป็นสิ่งที่มีแล้วยังไม่สามารถที่จะเข้าใจทั้งหมดได้ก็จริง เพราะมากถึง ๒๒ อินทรีย์ แต่ว่าเข้าใจทีละอินทรีย์ก็ได้ใช่ไหม ขณะนี้ที่กำลังเห็นต้องมีจักขุปสาทรูป ถ้าไม่มีจักขุปสาทรูป จิตเห็นขณะนี้เกิดไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ จักขุปสาทจึงเป็นอินทรีย์หนึ่ง คือจักขุนทรีย์ จริงหรือเปล่า คือเข้าใจความจริงขณะนี้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นในความเป็นอนัตตาว่า แม้ธรรมเดี๋ยวนี้เองก็ยังต้องอาศัยปัจจัย และปัจจัยที่สำคัญคืออินทริยปัจจัย คือจักขุนทรีย์
แสดงให้เราเริ่มรู้ว่าที่ตัวของเราขาดไม่ได้คือ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา แต่ถึงกระนั้นธาตุทั้ง ๔ คือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ไม่ได้เป็นอินทรีย์ แต่เป็นใหญ่เป็นประธาน คือต้องเข้าใจธรรมโดยละเอียดเป็นแต่ละอย่าง เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีโอชา เเน่นอน แต่แม้กระนั้นก็ยังมีอีกรูปหนึ่งด้วย ในกลาปหนึ่งมีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาทในธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อาศัยเกิดอยู่ด้วย คือสี และก็มีกลิ่น มีรส มีโอชาคือรูปที่สามารถจะทำให้รูปอื่นเกิดได้ แต่ไม่สามารถจะทำให้จิตเห็นเกิด
ดังนั้นจึงต้องมีจักขุปสาท เป็นรูปที่เป็นใหญ่ในขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้น ถ้ารูปนี้ไม่มี จิตเห็นเกิดไม่ได้เลย ทุกคนก็อยากเห็น แต่จะเห็นหรือไม่เห็นต้องแล้วแต่ว่ามีจักขุปสาทหรือไม่มี เพราะเหตุว่าจักขุปสาทเป็นใหญ่ในการที่สามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตา ทำให้จิตเห็นเกิดขึ้น เมื่อรู้ ๑ ไปถึง ๕ ได้ไหม จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์คือหู ฆานินทรีย์คือจมูก ชิวหินทรีย์คือลิ้น กายินทรีย์คือกายปสาทที่ซึมซาบอยู่ทั่วตัว เวลาสุขกายเกิดขึ้น ทุกข์กายเกิดขึ้น ก็ไม่รู้ว่าต้องมีรูปที่เป็นอินทรีย์ ที่จะทำให้สุขเวทนาหรือทุกขเวทนาเกิดได้ที่กาย
ฟังอย่างนี้เพื่อที่จะเห็นความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ให้ไปรู้กายินทรีย์ หรือว่าขณะที่เห็นก็ไม่ใช่ให้ไปรู้จักขุนทรีย์ จะรู้ได้อย่างไรในเมื่อสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นธรรม ซึ่งเป็นธรรมจริงๆ ไม่ใช่สัตว์บุคคลก็ยังไม่รู้ แล้วจะไปรู้จักขุนทรีย์ ก็ไม่ต้องไปเลือก ไม่ต้องไปคิดว่าจะมีจักขุนทรีย์ปรากฏให้รู้เมื่อไหร่ เป็นอนัตตาเลือกไม่ได้ แล้วแต่ขณะนั้นมีปัจจัยที่ให้สติเกิดสามารถที่จะระลึกรู้อะไร
อินทรีย์ ๕ ที่เป็นรูปไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับ แต่ให้เข้าใจว่าธรรมอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นอินทรีย์ก็คือความรู้สึก มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจ เพื่ออะไร เพื่อความรู้สึกจะเกิดขึ้นทุกขณะที่มีสิ่งที่ปรากฏให้จิตรู้
เวลาที่จิตรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดจะต้องมีเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพที่รู้สึกในสิ่งที่จิตและเจตสิกกำลังรู้ ความรู้สึกก็มี ๕ อย่าง สุขเวทนา ๑ ทางกาย ทุกขเวทนา ๑ ทางกาย ขณะนี้เป็นอะไร สุขหรือทุกข์ ต้องคิดหรือว่ามีแล้วก็ไม่รู้ว่าขณะนั้นเป็นความรู้สึกอย่างนั้น และความรู้สึกที่เป็นโสมนัสเป็นโสมนัสสินทรีย์ ดีใจมาก เมื่อวันก่อนก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ปีติดีใจ ได้พบกับสหายธรรมชาวเขมรใช่ไหม ขณะนั้นก็เป็นความรู้สึก หรือว่าเสียใจ ความรู้สึกที่ไม่มีใครอยากมีเลยแต่ก็มีตามเหตุตามปัจจัย อีกอินทรีย์หนึ่งก็คืออุเบกขินทรีย์ คือขณะนั้นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต ไม่สุขไม่ทุกข์ จะไปเปลี่ยนแปลงให้สุขก็ไม่ได้ จะเปลี่ยนแปลงให้ทุกข์ก็ไม่ได้ เพราะเวทนาขณะนั้นเป็นอินทรีย์ที่จะทำให้สภาพธรรมขณะนั้นอทุกขมสุข ไม่สุขไม่ทุกข์
เพราะฉะนั้น เกิดมาแล้ว ที่สภาพธรรมที่เป็นรูปขันธ์ก็ได้แก่รูปทั้งหมด เวทนา ความรู้สึกเป็นเวทนาขันธ์เพราะว่าเป็นที่ปรารถนาต้องการ เมื่อมีความรู้สึกเป็นสุขในสภาพธรรมใดก็อยากจะมีการเห็น หรือการได้ยินสภาพธรรมที่ทำให้เป็นสุขนั้นอีก
ด้วยเหตุนี้ นอกจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ แล้ว ก็ยังมีความรู้สึกอีก ๕ เป็นเท่าไหร่ เกือบครบ แล้วก็รูปที่ตัวของทุกคน ทำไมรู้ว่านี่เป็นผู้หญิง นั่นเป็นผู้ชาย ถ้าไม่มีรูปซึ่งเป็นภาวรูป ถ้าเป็นหญิงก็คืออิตถินทรีย์ ทำให้รูปนั้นที่เกิดเพราะกรรมซึมซาบอยู่ทั่วตัว ทำให้กิริยาอาการ หรือการเดิน หรือรูปร่างก็ต่างกันเพราะอิตถินทรีย์ซึ่งปรากฏ ทำให้สามารถที่จะรู้ได้ว่าเป็นหญิง จึงเป็นใหญ่ในการที่จะให้รู้ว่าเป็นหญิงก็เป็นอิตถินทรีย์ ถ้าเป็นชายก็เป็นปุริสินทรีย์ เป็นรูปไม่ใช่นามธรรม สามารถที่จะซึมซาบแล้วแสดงอาการของชาย อาจจะองอาจกล้าหาญ ซึ่งผู้หญิงคงจะไม่เป็นอย่างนั้นเท่า บางคนอาจจะเป็นได้แต่ก็คงไม่เหมือน ก็เป็นปุริสินทรีย์
เท่าไหร่แล้ว ๑๓ เริ่มจากตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ๖ แล้วก็เวทนา ๕ เป็น ๑๑ ภาวรูปอีก ๒ และสำหรับรูปที่เกิดจากกรรมต้องมีชีวิตินทริยรูป เป็นรูปที่ทำให้กลุ่มของรูปซึ่งเกิดจากกรรม ต่างจากกลุ่มของรูปซึ่งไม่ได้เกิดจากกรรม
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตินทริยะเป็นรูปๆ หนึ่งที่กรรมทำให้เกิดขึ้น ทำให้กลาปหรือกลุ่มนั้นเป็นรูปที่มีชีวิตต่างกับรูปที่ไม่มีชีวิต เวลาที่เห็นหุ่นตามห้างสรรพสินค้าหรือหุ่นขี้ผึ้ง ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นชีวิตินทริยรูป เพราะเหตุว่าถึงแม้มีรูปตาที่ดูคล้ายจริงแต่ไม่มีชีวิตินทริยรูป นี่เป็นเหตุที่ทำให้ต่างกันระหว่างสิ่งที่ไม่มีชีวิตกับสิ่งที่มีชีวิตเพราะชีวิตินทริยรูป ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ หมายความว่า อยากจะให้ครบหรือจะไม่ครบก็ตาม แต่ว่าจำได้โดยที่เข้าใจไม่ใช่เพราะจำ
จักขุนทรีย์ก็คือ ในขณะนี้ทำให้เกิดจิตเห็น เวทนินทรีย์ก็เวทนาทั้งหลายซึ่งเป็นใหญ่ แล้วภาวรูปและชีวิตินทริยะ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เพราะเหตุว่าเวลาที่ศรัทธาเป็นอินทรีย์ก็จะมีการที่เข้าใจหรือว่าพิจารณา ฟังธรรมแล้วก็ไตร่ตรองธรรม ถ้าไม่มีศรัทธาจะทำอย่างนี้ไหม ขณะนี้มีสัทธินทรีย์ แล้วมีวิริยเจตสิกเกิดแล้วด้วย ไม่ต้องมีใครไปทำวิริยะเลย ไม่ต้องมีใครทำสภาพธรรมสักอย่างเดียวเพราะทำไม่ได้ มีแล้ว แล้วก็เข้าใจขึ้นว่าเป็นสภาพธรรม
เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามซึ่งแสดงให้เห็นว่า วิริยเจตสิกเกิดกับจิตประเภทไหน และไม่เกิดกับจิตประเภทไหน นั่นคือตำราที่แสดงให้เห็นว่า จิตละเอียดมาก แม้แต่เพียงจิตประเภทนี้จะมีวิริยะเกิดร่วมด้วย หรือไม่มีวิริยะเกิดร่วมด้วยเพราะอะไร เรื่องนี้ก็ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ แต่จุดประสงค์ทั้งหมดคือเพื่อให้เห็นว่า เป็นธรรมซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้
ในขณะที่มีปัญญามีทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา ซึ่งสามารถจะเจริญขึ้นจนถึงอินทรีย์ที่เป็นพระอริยบุคคลต่างกันตามลำดับขั้น เพราะฉะนั้น อินทรีย์ของพระโสดาบันไม่ใช่อินทรีย์ของพระอรหันต์
ตอนนี้เป็นอย่างไร ต้องมานั่งจำหรือเปล่า ซึ่งความจริงแล้วเป็นเรื่องของความเข้าใจ ธรรมกับธาตุไม่ต่างกันเลย เพราะเหตุว่าความหมายของธรรมกับธาตุคืออย่างเดียวกัน ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นสิ่งที่มีจริงๆ และสิ่งที่มีจริงนั้นก็มีลักษณะเฉพาะของตนของตน
ด้วยเหตุนี้กล่าวได้เลยว่า ทั้งหมดเป็นธาตุ ผิดไหม ไม่ผิด จะจำนวนเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร แต่ทั้งหมดเป็นธาตุไม่เว้นเลย แต่การที่จัดประเภทของธาตุต่างๆ ก็ตามการที่สามารถจะเห็นความเป็นธาตุในชีวิตประจำวัน เช่นในขณะนี้เห็นมี รู้ว่าเป็นธรรม แล้วรู้ว่าเป็นธาตุด้วยหรือเปล่า คือต้องตรงกัน ธรรมกับธาตุเหมือนกันเลย เพราะฉะนั้น เห็นเป็นธาตุเหมือนไฟเป็นธาตุ ลมเป็นธาตุ เห็นก็เป็นธาตุ คือเป็นสิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้น เห็นนี่เองเป็นจักขุวิญญาณธาตุ ซึ่งจะต้องมีรูปกระทบ ถ้าไม่มีรูปเป็นอารมณ์กระทบ จิตเห็นเกิดไม่ได้ รูปเป็นธาตุหรือเปล่า รูปก็เป็นธาตุ จักขุปสาทเป็นธาตุหรือเปล่า จักขุปสาทเป็นรูปหรือเป็นนามธรรม เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้น เพียงขณะเห็นหนึ่งขณะมี ๓ ธาตุ ที่สามารถพอที่จะเข้าใจได้คือต้องมีรูปธาตุ ต้องมีจักขุธาตุ และก็ต้องมีจักขุวิญญาณธาตุ คือชีวิตประจำวัน
ฟังเพื่อให้เข้าใจว่าเป็นธาตุ ไม่ใช่เรา เมื่อถึงทางหู จมูก ลิ้น กาย รวมแล้วเป็นกี่ธาตุ ๑๕ ธาตุ ก็ธรรมดา ไม่ได้สับสนหรือว่าไม่ได้เป็นอย่างอื่นที่ต้องไปไขว่คว้าหามา แต่ให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้ว่า เมื่อทั้งหมดเป็นธาตุ และในชีวิตประจำวันก็มีเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง ทั้งหมดนี้เป็นธาตุทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ๑๕ ธาตุ แต่ถ้าไม่มีใจได้ไหม เพราะเหตุว่าจะมีแค่จิตเห็น จักขุวิญญาณธาตุเท่านั้นได้ไหม ไม่ได้
เพราะฉะนั้น นามธรรมอื่นก็เป็นวิญญาณธาตุ เช่น มโนธาตุ ได้แก่ สภาพธรรมที่สามารถจะรู้อารมณ์ได้ทั้ง ๕ เพราะเหตุว่าจักขุวิญญาณเห็นเท่านั้น โสตวิญญาณได้ยินเท่านั้น แต่ยังมีจิตที่สามารถที่จะรู้อารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตากระทบจักขุปสาท จิตประเภทนี้เกิดขึ้นก่อนจักขุวิญญาณ มีจิตที่สามารถจะรู้อารมณ์ได้ ๕ ทาง ก็มีสัมปฏิจฉันนะจิตอีก ๒ คือกุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ รู้ได้ไหม รู้ไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าเป็นธาตุแน่นอน
เมื่อเป็นธาตุที่ไม่ใช่รูปธาตุก็ต้องเป็นนามธาตุ มโนธาตุสามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ ๕ อารมณ์ แล้วก็มโนวิญญาณธาตุ จิตอื่นที่รู้อารมณ์อื่นได้หมดเลย สามารถที่จะรู้อารมณ์ที่ปรากฏทางใจได้ ไม่ใช่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เพราะฉะนั้น จิตนั้นก็เป็นมโนวิญญาณธาตุ
ด้วยเหตุนี้ ๑๕ ธาตุ ก็มีอีก ๓ ธาตุคือ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ คือประมวลจิตทั้งหมดว่าจะพ้นจากนี้ไม่ได้เลย และธรรมธาตุ คือนอกจากนี้แล้วคือธรรมธาตุทั้งหมด ได้แก่ เจตสิกและรูป ซึ่งไม่ใช่รูปที่กล่าวมาแล้ว ทั้งหมดเป็นธาตุ เมื่อเข้าใจว่าทั้งหมดเป็นธาตุก็แสดงให้เห็นว่า เราสามารถที่จะกล่าวถึงแยกออกไปเป็นแต่ละทางได้ เพื่อให้เห็นว่าเป็นธาตุเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะรู้อารมณ์ได้ ๕ อารมณ์ หรือว่ารู้อารมณ์ทางใจได้ก็เป็นนามธาตุ
ฟังเพื่อให้รู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ซึ่งคนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ ถ้าไม่มีการฟังธรรมเราก็มีตัวเรา มีคนนั้น มีคนนี้ใช่ไหม เดี๋ยวดีเดี๋ยวชั่ว เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ แต่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่า ทุกอย่างเป็นธรรม เป็นธาตุแต่ละอย่างต้องมีปัจจัยจึงเกิดขึ้น ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นธรรมที่เป็นรูปธรรม นามธรรมใดๆ ก็ต้องมีปัจจัยเกิดขึ้น ตรงกันข้ามกับธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งไม่มีปัจจัยให้เกิด อะไรที่เกิดโดยไม่มีปัจจัยบ้าง ไม่มี แล้วรู้ปัจจัยหรือเปล่าว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าไม่ทรงแสดงก็ไม่รู้ใช่ไหม อย่างเช่น จิต เกิดแล้วมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย อาศัยกันและกันเกิดขึ้น จิต เจตสิก เป็นเราหรือเปล่า
นี่คือจุดประสงค์ของการฟังให้รู้ว่าไม่ใช่เราแน่นอน เป็นธรรมแต่ละลักษณะ เมื่อไหร่จะเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ก็คือปัญญาสามารถที่จะเข้าใจลักษณะแต่ละลักษณะ จนหมดความสงสัยและหมดการยึดถือว่าเป็นเรา
คงจะได้ฟังธรรมมาหลายครั้ง ขอทราบว่าเข้าใจอะไรบ้าง
ผู้ฟัง เข้าใจว่าไม่มีตั้งแต่ต้น
ท่านอาจารย์ ไม่มีอะไร
ผู้ฟัง ที่เข้าใจคือว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุว่าทำไมต้องเกิด แต่เมื่อใดก็ตามที่ไม่มีเหตุที่จะต้องเกิดก็จะหายไป
ท่านอาจารย์ ดูเป็นคำพูดลอยๆ อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ตรงนั้น แล้วก็ไม่อยู่ตรงนั้น แล้วก็มีปัจจัยเกิดแล้วก็หมดไป แต่เวลานี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตาหรือเปล่า
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ แล้วจะรู้ความจริงไหมว่ามีปัจจัยเกิด ธรรมไม่เลื่อนลอย จะต้องมีสภาพธรรมที่ปรากฏให้เข้าใจขึ้น เช่นขณะนี้เห็นมีแน่นอน เห็นเป็นธรรม แต่ไม่เคยรู้ว่าเป็นธรรม คิดว่าเป็นเราเห็น และเห็นขณะนี้เกิดด้วย แล้วดับด้วย ก็ไม่รู้ความจริงของเห็น ฟังจนกว่าจะไม่ใช่เรา เพราะว่าเป็นธรรมแต่ละลักษณะ ซึ่งอาศัยเหตุปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป ปรากฏได้ทีละอย่าง
พูดถึงสิ่งที่มีจริง แต่ไม่เคยรู้ความจริงว่าสิ่งนี้เกิดแล้วจึงปรากฏ แต่ไม่รู้ความจริงของขณะที่สภาพธรรมนั้นปรากฏ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเกิดแล้วจึงปรากฏ ปรากฏแล้วก็หมดไป จึงมีคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เสียง ไม่มี แล้วมี แล้วหามีไม่ สภาพธรรมทั้งหมดเป็นอย่างนี้ มีเมื่อเกิด มีปัจจัยเกิดแล้วก็หมดไป
ผู้ฟัง แล้วถ้าเผื่อไม่มีปัจจัยให้เกิด
ท่านอาจารย์ เกิดได้ไหม คนตาบอดจะมองเห็นได้ไหม เห็นเป็นธรรม ซึ่งกำลังรู้ว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอย่างนี้ ถ้าออกไปนอกห้อง สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เป็นอย่างนั้น อยู่ที่กรุงเทพสิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนั้นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น มีการเห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น หลากหลายมากตามเหตุตามปัจจัย เห็นก็ดับ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ดับ นี่คือการตรัสรู้ว่าธรรมที่เกิดดับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ แล้วก็เป็นไปอย่างรวดเร็วด้วย ต้องค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ซึ่งไม่เคยรู้แล้วเคยยึดถือว่าเป็นเรา จนกระทั่งเห็นจริงๆ ว่าเป็นธรรมแต่ละอย่าง
ขณะนี้มีเห็นแล้วก็มีได้ยิน จิตที่เกิดขึ้นเห็นรู้ไหมว่าจะมีจิตได้ยินเกิดต่อ เพราะจิตเห็นเกิดเห็นเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดอะไร ถ้าเป็นจิตที่คิดแม้ไม่เห็นก็คิดได้ เพราะฉะนั้น ก็เป็นจิตลักษณะต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ไม่มี แล้วมี แล้วหามีไม่ ชาติก่อนก็เป็นอย่างนี้ ชาตินี้ก็กำลังเป็นอย่างนี้ ชาติหน้าต่อๆ ไปก็อย่างนี้เอง อะไรเป็นของเราบ้าง
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี นี่คือการเริ่มเข้าใจความหมายของอนัตตา
ผู้ฟัง เวลาเราอุทิศส่วนกุศล เปรตอนุโมทนารับส่วนกุศลได้ ถ้าพวกสัตว์เดรัจฉาน อสูรกาย รับไม่ได้ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ คุณหมอทราบไหมว่าคนที่จากไปแล้วเขาเกิดที่ไหน เมื่อไม่ทราบ ถ้าเขาเกิดเป็นเปรตหรือเป็นเทพ หรืออะไรก็ตามแต่ที่สามารถจะอนุโมทนาในกุศลที่คุณหมอทำ ขณะนั้นก็เป็นกุศลของเขา โดยเฉพาะถ้าเราอุทิศเจาะจงให้ เขาก็คงจะปลาบปลื้มยินดีในการที่เราไม่ลืม การที่เคยเป็นมิตรสหาย ได้เคยกระทำดีต่อกัน มีการระลึกถึงกัน แม้ว่าจากไปแล้วก็ยังทำกุศลและอุทิศส่วนกุศลให้ แต่จะได้รับหรือไม่ได้รับก็แล้วแต่ว่าจะเกิดที่ไหน ถ้าเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ไม่มีทางที่จะรู้ ใช่ไหม เกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่รู้เหมือนกัน
นอกจากนั้นก็ยังอนุโมทนา เกิดกุศลจิตหรือเปล่า เพราะว่าไม่ใช่ต้องตายก่อน แม้ขณะนี้เองบางคนเวลาที่เห็นใครทำกุศล อนุโมทนาหรือเปล่า ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับเรา แต่ว่าขณะนั้นจะอนุโมทนาในกุศลของคนอื่นหรือเปล่า ซึ่งก็เป็นเรื่องของเขา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
