ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
ตอนที่ ๑๖๕๘
สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี
วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ผู้ฟัง ขอให้ท่านอาจารย์อธิบายเรื่องกรรม กิเลส วิบาก สร้างสังสารวัฏฏ์
ท่านอาจารย์ พูดคำว่ากิเลส ต้องรู้จักกิเลสใช่ไหม กิเลสมีจริงๆ ไหม
ผู้ฟัง มีทุกวัน
ท่านอาจารย์ เป็นธรรม หรือเป็นเรา
ผู้ฟัง บางครั้งก็เป็นเรา บางครั้งก็เป็นธรรม ถ้าสติเกิดก็เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เป็นสิ่งที่คาดคะเนทั้งหมดเลย ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้น ต้องมีความเข้าใจจริงๆ ว่าทุกอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ใครยึดถือกิเลสว่าเป็นเรา ขณะนั้นไม่ถูกต้อง เมื่อกิเลสเป็นสิ่งที่มีจริงและเป็นธรรม เกิดเพราะมีเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ถ้าเข้าใจอย่างนี้ วันหนึ่งๆ จะค่อยๆ น้อมไปสู่การเข้าใจธรรมยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลใดๆ แต่ถ้ายังมีความคิดว่าเป็นเราอยู่เรื่อยๆ แม้ว่าจะได้ฟังธรรมแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าเพราะฟังไม่พอ พิจารณาไม่พอ เข้าใจไม่พอ จึงไม่สามารถที่จะเห็นว่ากิเลสเป็นธรรมได้ แต่ว่ากิเลสเป็นสิ่งที่มีจริง เกิดเมื่อมีปัจจัย ถ้าไม่มีปัจจัยกิเลสก็เกิดไม่ได้เลย ไม่ว่าเป็นธรรมอะไร ฝ่ายไหนทั้งสิ้น ฝ่ายดี ฝ่ายไม่ดี อะไรก็ตามแต่ รูปธรรม นามธรรม ต้องมีปัจจัยจึงจะเกิดขึ้นได้
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ให้เราไปละกิเลสโดยไม่รู้ว่าเป็นธรรม และกิเลสก็มีหลายอย่าง ความไม่รู้สิ่งที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้ ความไม่รู้กับความรู้นั้นต่างกัน ความไม่รู้ มืด ไม่เห็นสิ่งที่เกิดดับตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรม เมื่อมีความไม่รู้ก็มีความติดข้องในสิ่งซึ่งปรากฏที่เหมือนไม่ดับเลย เป็นโลภะ เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เพราะว่าติดข้องอยากจะได้สิ่งนั้นแล้วไม่ได้ ก็เป็นความขุ่นเคืองใจ คือโทสะ ทั้งหมดเป็นธรรม เวลาที่กิเลสอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ปรากฏ เราก็นึกว่าเราเข้าใจว่ากิเลสเป็นธรรม แต่ขณะที่กิเลสกำลังเกิดขึ้น รู้ไหมว่าขณะนั้นเป็นธรรม
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ ไม่รู้ เพราะว่าอกุศลทั้งหลายมืด ไม่สามารถที่จะเห็นความจริงได้ แต่เมื่อมีการฟังแล้วมีความเข้าใจขึ้นก็มีการระลึกได้ว่า ขณะนั้นเป็นธรรมที่มีลักษณะอย่างนั้น ซึ่งใครเปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้เลย แต่นั่นก็ยังเป็นความคิดนึก จนกว่าปัญญาจะอบรม จนกระทั่งทันทีที่สภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดเกิด ก็รู้ว่าเป็นลักษณะแต่ละอย่างของธรรมแต่ละชนิด โดยไม่เลือกที่จะไปรู้เฉพาะกิเลส แม้แต่เสียง แม้แต่สิ่งที่มีจริงทั้งหมดก็เป็นธรรม เสมอกันในสามัญลักษณะทั่วไป กับสภาพธรรมทั้งหลายซึ่งเกิดคือต้องดับ ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน
ผู้ฟัง เหมือนกับว่าถ้าเราทำกรรม อย่างเช่น ฆ่าสัตว์ แล้วมีเจตนาฆ่าสำเร็จไปแล้ว คือกรรมนั้นก็จะให้ผล อาจจะทำให้เกิดในนรกได้ อย่างนั้นถูกไหม
ท่านอาจารย์ นี่เป็นเหตุที่เราต้องฟังพระธรรม เพราะว่าทรงแสดงพระธรรมความจริงโดยละเอียด เวลาที่เราเกิดมาแล้ว เราคงจะต้องเข้าใจสิ่งที่มีในชาตินี้ แทนที่จะไปนึกถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว หรือสิ่งที่ยังไม่มาถึงซึ่งยังเข้าใจไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดจะเห็นได้ว่า ทุกคนเกิดมาต่างกันโดยมีเหตุ หรือว่าอยู่ดีๆ ก็เกิดมาต่างๆ กันไป
ความจริงต้องมีเหตุ เพราะว่าไม่ใช่เราหรือใคร แต่เป็นสภาพของจิต แม้แต่ในขณะที่เกิดก็เป็นจิตแต่ละจิตซึ่งต่างๆ กันไปตามการสะสม เมื่อเกิดมาต่างกัน ถ้าจะเข้าใจจริงๆ ถึงเหตุที่ทำให้ต่างกัน คือแล้วแต่ว่าเกิดเป็นอะไร ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็ต่างกับสัตว์เดรัจฉานแล้ว ใช่ไหม เพราะฉะนั้น เหตุต้องต่างกัน เกิดมาเป็นมนุษย์ยังมีโอกาสที่จะได้ฟังธรรม ได้เกิดความคิดต่างๆ ความเข้าใจภาษา อะไรต่างๆ ได้ แต่ถ้าเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานที่เรามองเห็น เราก็ต้องรู้ว่าต่างกันโดยเหตุที่ทำให้เกิด เกิดเป็นมนุษย์ดี หรือว่าเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานดี
ผู้ฟัง เป็นมนุษย์ดีกว่า
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เกิดเป็นมนุษย์ทุกคน ให้ทราบว่าเป็นผลของกุศลกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้ว แต่เวลาที่เราทำกุศลครั้งหนึ่งๆ แต่ละคนจิตต่างกันมาก บางคนทำด้วยจิตที่ผ่องใส ปลาบปลื้มและยินดี บางคนก็ทำไปเพียงแต่ว่าให้ๆ ไป หรือช่วยๆ ไปอะไรอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อเหตุต่างกัน ผลก็ต่างกัน และอีกประการหนึ่งคือ ไม่ใช่เฉพาะเพียงกรรมเดียวที่ทำให้เกิดมาต่างกัน
จิตที่ทำกิจเกิดสืบต่อจากจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน ซึ่งเราใช้คำว่าตาย ไม่สามารถที่จะเลือกได้ว่าให้กรรมใดที่ได้ทำแล้วให้ผล เพราะว่าการเกิดเป็นผลของกรรมหนึ่ง แต่กรรมนั้นประมวลมาซึ่งกรรมอื่นๆ ในสังสารวัฏฏ์ที่ได้สะสมมาด้วย เกิดเป็นมนุษย์ก็น่าจะเหมือนกันใช่ไหม แต่ว่ามนุษย์ก็ต่างกันไป ตั้งแต่รูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ จนกระทั่งถึงจิตใจ แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของธรรมซึ่งไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
เมื่อเกิดแล้ว ผลของกรรมไม่ใช่เพียงแต่ทำให้เกิด ถ้าเกิดแล้วไม่ต้องรู้เห็นอะไรเลยก็ไม่ต้องเดือดร้อน ใช่ไหม ขณะที่เกิดไม่มีใครรู้สึกตัวเลย เพราะว่าเป็นวิบากจิตขณะแรก ซึ่งกรรมทำให้เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อนแล้วดับเลยทันที เพราะฉะนั้น แต่ละคนจะมีปฏิสนธิจิตเพียงหนึ่งขณะ ในชาตินี้ตลอดชาติจะไม่มีปฏิสนธิจิตอีกเลย
ปฏิสนธิจิตใดเกิดขึ้นทำให้ดำรงความเป็นบุคคลนั้น จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำให้เป็นบุคคลนั้น ซึ่งแต่ละคนก็มีอายุสั้นบ้าง ยาวบ้าง ต่างๆ กันไปตามกำลังของกรรมที่ทำให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เวลาที่จะศึกษาธรรม ต้องศึกษาความละเอียดถึงจิตทีละหนึ่งขณะ เพราะเหตุว่าแต่ละหนึ่งนั้นไม่ซ้ำกัน และไม่ใช่จิตเก่าด้วย เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยที่ละเอียดมาก เช่น ปฏิสนธิจิตเกิดแล้วดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด ซึ่งธาตุรู้หรือสภาพของจิตน่าอัศจรรย์ เพราะเหตุว่าทันทีที่จิตนั้นดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด
ดังนั้น ตั้งแต่เกิดจนตายหรือว่าจนถึงขณะนี้ ไม่ได้ขาดจิตเลยสักขณะเดียว เพราะทันทีที่จิตก่อนดับก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด จิตที่เกิดต่อจากขณะก่อนก็เหมือนจิตนั้นเลย เป็นประเภทเดียวกันเลย สะสมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสะสมมาในจิตขณะนั้น สืบต่อๆ กันไป อยู่ในครรภ์ขณะแรกไม่มีรูปร่างที่จะมองเห็นได้เลย แต่กรรมก็ทำให้รูปเกิดพร้อมกับประเภทของจิตซึ่งเป็นผลของกรรม
เพราะฉะนั้น ทันทีที่เกิดจะรู้ไหมว่า รูปที่เกิดพร้อมจิตขณะนั้นจะเป็นนก หรือจะเป็นช้าง หรือจะเป็นงู ไม่มีการที่จะรู้ได้เลย แต่กรรมนั่นเองที่เป็นปัจจัยให้รูปที่เกิดเพราะกรรม ทยอยกันเกิดดับสืบต่อ ตามประเภทของปัจจัยที่ทำให้จิตประเภทนั้นเกิดขึ้น เกิดเป็นงู จะเปลี่ยนให้เป็นไก่ก็ไม่ได้ ใช่ไหม สะสมมา รูปนั้นก็จะต้องเกิดดับสืบต่อ โดยกรรมที่จะทำให้เป็นอย่างนั้นจนกว่าจะตาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าทุกอย่างไม่พ้นจากคำว่า กิเลส กรรม วิบาก แต่เมื่อเกิดมาขณะแรก เราจะพูดถึงจิตเพียงขณะแรกขณะเดียวที่เกิดก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่าเลือกไม่ได้ เป็นอนัตตา เป็นผลของกรรม
ชาตินี้ทุกคนก็มีทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม วันหนึ่งต้องจากโลกนี้ไป ทันทีที่จิตขณะสุดท้ายดับ ใช้คำว่าจุติ หมายความว่า เคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ กรรมหนึ่งทำให้ปฏิสนธิจิต คือจิตที่เกิดสืบต่อจากจุติจิต ชื่อว่าปฏิสนธิ เกิดขึ้นโดยไม่มีใครสามารถที่จะเลือกได้เลย เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นว่าอนัตตาทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะพิจารณาโดยสถานะใดก็เป็นอนัตตา เมื่อจิตปฏิสนธิขณะแรกที่เกิดในชาตินี้ดับแล้ว เป็นปัจจัยให้ขณะต่อไปเกิด ไม่ให้มีจิตเกิดต่อได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะว่าจิตเป็นอนันตรปัจจัย ใช้คำภาษาบาลีซึ่งไม่ยากสำหรับคนไทย คนไทยชื่ออนันต์ มีไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ และปัจจัยก็มี เราก็เคยได้ยินใช่ไหม แต่ว่าปัจจัยที่เราได้ยิน ไม่ใช่ปัจจัยที่เป็นความหมายเดิมครบถ้วน เป็นแต่เพียงบางความหมายเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น เวลาที่กล่าวถึงอนันตรปัจจัย อนันตระหมายความถึงอะไร คุณคำปั่น
อ.คำปั่น คำว่า อนันตระ คือไม่มีระหว่างคั่น มาจากคำสองคำคือ นะ ซึ่งเป็นบทปฏิเสธ แล้วบวกอันตระ นะแปลว่าไม่ หรือไม่มี อันตระคือระหว่าง เมื่อสำเร็จรูปแล้วจึงเป็นอนันตระคือ ไม่มีระหว่างคั่น แล้วบวกกับปัจจัย จึงเป็นอนันตรปัจจัย ซึ่งหมายถึง ความเป็นปัจจัยของสภาพธรรมที่เกิดขึ้นสืบต่อกัน โดยไม่มีระหว่างคั่น นั่นเอง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จิตหนึ่งขณะดับไป เป็นอนันตรปัจจัยคือ ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ ไม่มีใครสามารถจะยับยั้งได้ นี่คืออนัตตาและความเป็นธรรม ที่เราได้ยินคำว่าภวังค์ หมายความว่าดำรงภพชาติ มาจากคำว่า ภพ หรือ ภวะ กับอังคะ หมายความว่า ให้การเกิดเป็นบุคคลนั้น ดำรงอยู่จนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายที่จะไม่ทำภวังคกิจ แต่ทำจุติกิจ ทำให้พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ โดยจะกลับมาเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น เวลาที่จุติจิตดับ ขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิด ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้อารมณ์ใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าจิตทุกขณะต้องเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้คืออารัมมณะหรืออารมณ์ จะมีจิตรู้โดยไม่มีอารมณ์คือสิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้
ดังนั้น ปฏิสนธิจิต มีอารมณ์เดียวกับจิตใกล้จะจุติของชาติก่อน จิตใกล้จะตายซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่ามีอารมณ์อะไร เพราะเหตุว่าจิตเกิดดับเร็วมาก แม้ขณะนี้จิตก็เกิดดับเร็วอย่างนั้น แล้วเมื่อครู่นี้จิตมีอารมณ์อะไรก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้น ก่อนจุติจริงๆ มีอารมณ์อะไรก็แล้วแต่กรรมหนึ่งจะทำให้อารมณ์นั้นปรากฏ แล้วจิตจะเศร้าหมองหรือผ่องใส เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ก็เพราะการสะสมมา ที่กรรมนั้นจะให้ผล
ถ้าเป็นกุศลกรรมให้ผล กุศลจิตเกิดก่อนจุติ ก่อนตาย ถ้าอกุศลกรรมให้ผล อกุศลจิตเกิดก่อนตาย ทำให้จิตที่เกิดต่อจากจุติ จิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน มีอารมณ์เดียวกับจิตใกล้จะตายของชาติก่อน ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ไม่ปรากฏในโลกนี้เลย
ขณะที่อารมณ์ในโลกนี้ปรากฏ คือเมื่อมีตาเห็น มีหูได้ยิน จึงรู้ว่าเสียงนี้อยู่ในโลก เป็นโลกนี้ เกิดที่นี่ ดับที่นี่ มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย สำหรับที่จะรู้สิ่งที่เป็นรูปที่ปรากฏทางตาอย่างหนึ่ง ทางหูอย่างหนึ่ง จมูกอย่างหนึ่ง ลิ้นอย่างหนึ่ง กายอย่างหนึ่ง แม้แต่จิตเห็นก็เป็นผลของกรรม เพราะว่าถ้ากรรมทำให้เกิดแล้วเป็นภวังค์โดยไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยตลอดไป จะมีประโยชน์ไหม ทำอกุศลกรรมมาตั้งมากมาย ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ต้องเดือดร้อนอะไรเลยทั้งสิ้นก็เป็นไปไม่ได้ หรือว่ากุศลกรรมที่ทำมาแล้วจะไม่ให้เห็นสิ่งที่ดี ได้รับเสียงที่ดี กลิ่นที่ดี รสที่ดี ก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้น การให้ผลของกรรมระหว่างที่ยังไม่ตายคือ ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เลือกไม่ได้เลย ทุกคนรู้ได้ เช่น ถ้ามีเสียงฟ้าร้อง เลือกได้ไหม ให้เป็นเสียงเพลงก็ไม่ได้
แสดงให้เห็นว่า ทุกขณะ มีปัจจัยที่จะให้สภาพธรรมเกิดขึ้นเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น หมายความว่าถ้าเป็นผลของอกุศล เห็นสิ่งที่ไม่น่าดู ได้ยินเสียงที่ไม่ไพเราะ ไม่น่าฟัง ได้กลิ่นที่แย่มากเลย ไม่หอม เหม็น แล้วก็ลิ้มรสที่ไม่กลมกล่อม ที่เราใช้คำว่าไม่อร่อย กายกระทบสัมผัสเมื่อไหร่ ถ้าเป็นผลของกุศลไม่เป็นทุกข์ แต่ถ้าเป็นผลของอกุศลเมื่อไหร่ขณะนั้นเลือกไม่ได้เลย กระทบแล้วความรู้สึกทุกข์กายเกิดขึ้น คันบ้าง เจ็บบ้าง ปวดบ้าง เมื่อยบ้าง ก็แล้วแต่
ดังนั้นการเกิดมาคือ การรับผลของกรรมทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ว่าทุกคนมีกิเลส คือความยินดี โลภะติดข้อง ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะปรากฏ ถ้าพอใจในสิ่งนั้นเมื่อไหร่ก็ไม่ใช่เรา เป็นธรรม ซึ่งเกิดติดข้องพอใจในสิ่งนั้น ทำให้ต้องแสวงหา ต้องขวนขวาย จนกระทั่งถึงกระทำทุจริตกรรมเพื่อที่จะได้สิ่งนั้นมา หรืออกุศลอีกประเภทหนึ่งคือโทสะ ได้เห็นแล้วก็โกรธ ไม่ชอบ จนถึงกับสามารถประทุษร้ายเบียดเบียนได้
ทั้งหมดมาจากโมหะ การไม่รู้ความจริงว่าไม่มีเรา หรือไม่มีใครเลยทั้งสิ้น เป็นการเกิดขึ้นเป็นไปของธาตุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ขณะนี้เป็นธาตุทั้งหมด แม้ที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่ก็เป็นนามธาตุกับรูปธาตุ ถ้านามธาตุก็คือธาตุรู้ เห็น คิด จำ สุขทุกข์ เหล่านี้ แต่รูปธาตุไม่รู้อะไรเลย ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่คิดไม่นึก เพียงแต่ลักษณะของรูปธาตุนั้น บางรูปก็แข็ง เกิดเป็นแข็ง บางรูปก็เกิดเป็นกลิ่น บางรูปก็แล้วแต่จะปรากฏ
แสดงให้เห็นว่า ชีวิตที่เกิดมารับผลของกรรมตั้งแต่ขณะแรกที่เกิด แล้วระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังรับผลของกรรมโดยการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แล้วแต่ว่าสิ่งนั้นจะน่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ ซึ่งเป็นไปตามกรรม แต่ว่ามีกิเลส เห็นแล้วชอบหรือไม่ชอบ ชอบหรือไม่ชอบไม่ใช่ผลของกรรม ผลของกรรมคือเพียงเห็น หมดแล้ว ทุกคนเห็นเหมือนกันแต่คิดไม่เหมือนกัน บางคนกุศลจิตเกิด บางคนอกุศลจิตเกิด ทั้งๆ ที่เห็นสิ่งเดียวกัน บางคนเห็นแล้วสงสาร บางคนเห็นแล้วรังเกียจ ต่างกันแล้วใช่ไหม แม้ว่าจะเห็นสิ่งเดียวกัน บางคนเห็นแล้วชอบสีนี้ สีชมพู อีกคนหนึ่งไม่ชอบสีนี้เลยก็เป็นโทสะ
ดังนั้น หลังจากที่วิบากทำให้เห็นแล้วดับไป กิเลสก็เกิดสืบต่อทันที ทั้งๆ ที่รูปนั้นยังไม่ดับ แม้ว่ารูปนั้นจะมีอายุที่สั้นมากเพียงเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ รูปๆ หนึ่งที่เกิดก็ดับ ที่เป็นสภาวรูปจริงๆ น้อยมากสั้นมาก เร็วมาก เพราะขณะนี้แยกไม่ออกระหว่างสิ่งที่ปรากฏทางตากับเสียง เหมือนพร้อมกันใช่ไหม แต่ความจริงไม่พร้อมกันเลย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรจะกระทบตา กิเลสเกิดมาจากความไม่รู้ ทำให้รักหรือชังในสิ่งนั้น ไม่ว่าอะไรจะกระทบหู กิเลสที่มีมามากสามารถที่จะเป็นปัจจัยที่มีกำลัง ทำให้อกุศลเกิดได้ทันที ระงับไม่ได้เลย ยับยั้งไม่ได้เลย เป็นศัตรูภายใน ศัตรูภายนอก ไกลแล้วค่อยๆ เข้ามาใกล้ยังป้องกันได้ แต่ศัตรูภายในไม่มีทางที่จะป้องกันเลย
เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังไม่เห็นว่า อกุศลความไม่ดีทั้งหลายเป็นศัตรูที่มองไม่เห็น ก็จะไม่คิดที่จะละ หรือว่าที่จะไม่เป็นทาส หรือทำตามศัตรูนั้นๆ ซึ่งบางอย่างเหมือนกับผู้ที่หวังดี เหมือนเพื่อน แต่ความจริงไม่ใช่เพื่อนเลย
โลภะทำให้เราอยากได้อะไรหรือเปล่า ติดข้องอะไรหรือเปล่า แสวงหาอะไรหรือเปล่า ได้มาแล้วชื่นชมพอใจเป็นสุขหรือเปล่า ถ้าไม่มีสิ่งนั้นเมื่อไหร่ก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น ดังนั้นจึงเป็น ๓ ศัตรู ที่เป็นต้นเหตุที่จะให้ศัตรูอื่นๆ เกิดติดตามมาด้วย ซึ่งอกุศลเป็นศัตรูที่มองไม่เห็น กล้าพอที่จะชนะศัตรูไหม หรือยอมแพ้ดีกว่า แล้วแต่ศัตรูจะพาไปไหน
ผู้ฟัง ถ้าเรายอมแพ้ก็ไม่จบ ไม่ได้ ก็ต้องฟังไปเรื่อยๆ เพราะว่าไม่อย่างนั้นเราก็จะเกิดมา เพียงแค่เพื่อรับผลของกรรมแล้วก็ทำกรรมใหม่ กรรมดีบ้าง กรรมไม่ดีบ้าง แบบไม่รู้แล้วไปเกิดก็ไม่จบ
ท่านอาจารย์ ไม่จบสิ้น ไม่จบสิ้นเลย
ผู้ฟัง ก็เลยต้องหาทางจบ
ท่านอาจารย์ แล้วไม่จบ เลือกได้ไหม ชาตินี้เป็นคนนี้ มีทรัพย์สินเงินทอง มีเกียรติยศชื่อเสียง ชาติก่อนเป็นอย่างไร ชาติหน้าเป็นอย่างไร ไม่มีทางที่จะเลือกได้เลย ชาติก่อนหมดไปแล้วโดยไม่รู้ เหมือนกับขณะนี้กำลังใกล้ที่จะเป็นชาติก่อนของชาติหน้า ซึ่งเมื่อถึงชาติหน้าก็ไม่รู้เลยว่าชาตินี้ทำกรรมอะไรมาแล้วบ้าง แต่กรรมทุกกรรมเป็นเหตุที่จะให้เกิดผลคือ จิตประเภทที่เป็นวิบาก เป็นผลของกรรมเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น การศึกษาเรื่องจิตซึ่งมีจริง ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้ ต้องเป็นเรื่องที่ละเอียดที่จะเห็นว่าเป็นธรรม ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แต่ไม่อิสระ เพราะว่าต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย สะสมมาที่จะชอบรสหวาน เมื่อมีรสหวานจะไม่ให้ชอบได้ไหม เกิดแล้ว ไม่เป็นอิสระคือต้องเป็นไปตามการสะสม คนที่ขี้โกรธมีไหม คนที่โลภมากมีไหม
ผู้ฟัง ก็มีทุกอย่าง
ท่านอาจารย์ มีทุกอย่างเลย ยังไม่ได้หมดไปเลย ตราบใดที่ยังไม่ถึงความเป็นพระอริยบุคคล เพราะรู้ว่าสภาพธรรมเป็นอย่างนี้ เพียงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเท่านั้นเอง นี่คือกิเลส ไม่สงสัยในกิเลสแล้วใช่ไหม ถ้ามีมากเป็นเหตุให้กระทำทุจริตกรรม เวลาที่เราพอใจสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพียงอยู่ในใจ ใครรู้ ไม่มีใครรู้ใช่ไหม
ผู้ฟัง แต่เรารู้
ท่านอาจารย์ เกิดแล้วโดยที่คนอื่นไม่รู้ เพราะไม่ปรากฏทางกาย ทางวาจา เวลาโกรธ ขุ่นใจนิดเดียวคนอื่นรู้ไหม
ผู้ฟัง ถ้าไม่แสดงออกก็ไม่รู้
ท่านอาจารย์ ไม่มีทางเลยใช่ไหม แต่ว่าถ้ามีมากๆ คำพูดเป็นอย่างไร
ผู้ฟัง ถ้ามากกว่านั้นก็จะพูดไม่ดี ด่า ว่า หรือตี
ท่านอาจารย์ บังคับบัญชาได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้
ผู้ฟัง เหมือนจะได้ แต่ไม่ได้
ท่านอาจารย์ มีใครอยากจะตี อยากจะฆ่า อยากจะทำร้ายใครไหม ตัวเองก็เหนื่อยที่ต้องกระทำอย่างนั้น แต่บังคับบัญชาไม่ได้ เมื่อปัจจัยถึงขณะที่จะยับยั้งไม่ได้ การกระทำนั้นๆ ก็เป็นไปตามสภาพของจิต เพราะฉะนั้น จะเห็นกำลังของอกุศลซึ่งเป็นกิเลส สามารถที่จะกระทำทุกอย่างที่ไม่ดี ทั้งกาย ทั้งวาจา และใจด้วย ใจที่ผูกพยาบาทอาฆาต ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นหมดไปแล้วก็ยังไม่ลืม ใครเป็นทุกข์
ผู้ฟัง ก็เรา
ท่านอาจารย์ โกรธเป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง แต่ก็บังคับไม่ให้โกรธไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ให้บังคับ ใครให้บังคับ ไม่มีใครบอกให้บังคับ อนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ แล้วจะไปบังคับอย่างไร
ผู้ฟัง แต่ว่าโกรธไม่ดี ถ้าโกรธก็สะสมไปเรื่อยๆ
ท่านอาจารย์ ถ้ารู้ว่าไม่ดีจริงๆ ถึงจะไม่โกรธ แต่ขณะใดที่โกรธ ให้ทราบว่ามีธรรมชนิดหนึ่ง คือฉันทเจตสิก เป็นสภาพที่พอใจที่จะโกรธ ฉันทะในอกุศลก็มี ฉันทะในกุศลก็มี
ผู้ฟัง หมายความว่าเราสะสมฉันทะมา
ท่านอาจารย์ แน่นอน เจตสิกมี ๕๒ ประเภท ฉันทะเป็นหนึ่งประเภทใน ๕๒
ผู้ฟัง แต่เราต้องสะสมมา เราถึงจะเป็นอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเป็นไปตามปัจจัย ไม่มีเราเลย ถ้าจะเข้าใจธรรมขณะนี้คือ เป็นสภาพธรรมทั้งหมด เป็นจิตซึ่งเกิดดับสืบต่อมา แต่ละขณะของแต่ละดวง แต่ละประเภท แสนโกฏิกัปป์ จึงทำให้เป็นแต่ละคนที่นั่งอยู่ที่นี่ แต่ความจริงก็คือไม่มีคน แต่มีธรรมคือ จิต เจตสิก รูป เจตสิกก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต เกิดพร้อมจิต แต่ไม่ใช่จิต จิตที่ดีก็มีสภาพธรรมคือเจตสิกที่ดีเกิดร่วมด้วย จึงกล่าวว่าจิตนั้นเป็นจิตที่ดี เวลาที่สภาพธรรมที่ไม่ดีเกิดกับจิต ก็กล่าวว่าจิตนั้นเป็นจิตที่ไม่ดี แต่คือไม่ใช่ใครเลย เป็นจิต
เพราะฉะนั้น ถ้าศึกษาเรื่องจิตแล้วเข้าใจว่าเป็นจิต ก็จะเห็นจิตตามความเป็นจริง จิตนั้นสะสมมามากแค่ไหนที่จะเลวแค่ไหน หรือว่าที่จะดีแค่ไหน หรือว่าที่จะเข้าใจธรรมแค่ไหน ก็คือเป็นสภาพของจิตที่สะสมมา
ฟังจนกว่าจะไม่มีเราแล้วเป็นธรรมทั้งหมดเมื่อไหร่ ก็เพียงความรอบรู้ ขั้นปริยัติ ขั้นฟัง ซึ่งจะเป็นปัจจัยทำให้สามารถเกิดการเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ที่กำลังเป็นอย่างนี้ในขณะนี้ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะหมดการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ทำ แต่เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น
ผู้ฟัง เข้าใจขึ้นแล้ว
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น กิเลสเป็นปัจจัยให้เกิดกรรม กรรมเป็นปัจจัยให้เกิดวิบาก เมื่อมีวิบากยังไม่หมดกิเลสก็ต้องมีกิเลสอีก แล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดกรรม แล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิบาก
ผู้ฟัง แต่ก็ขัดเกลาได้
ท่านอาจารย์ ใครขัดเกลา
ผู้ฟัง ความเข้าใจ ปัญญา
ท่านอาจารย์ ปัญญาอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรเลยที่จะละอกุศลได้นอกจากปัญญา
ผู้ฟัง ก็เลยต้องฟังไปเรื่อยๆ เพื่อจะเกิดปัญญา
ท่านอาจารย์ จนเข้าใจขึ้น จนเป็นจิตที่ประกอบด้วยปัญญา มีการสะสมของปัญญา
ผู้ฟัง ซึ่งก็จะได้มีกำลัง ละกิเลสได้
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเป็นเรื่องของจิต เจตสิก ไม่ใช่เรา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
