ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
ตอนที่ ๑๖๗๔
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ ขณะนี้เป็นธรรม คงไม่ลืมว่าสิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจธรรมคือ รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะได้ยินได้ฟังนั้น สามารถที่จะเข้าใจและพิสูจน์ได้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ถ้าไม่ใช่สิ่งที่มีจริงๆ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะกล่าวถึง แต่ในเมื่อมีสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตายแล้วไม่รู้เลยว่า ทุกๆ วันหรือแม้แต่ขณะที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่ ความจริงก็คือธรรมนั่นเอง ส่วนใหญ่ได้ยินคำว่าธรรม แต่ว่าไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม
การที่จะเข้าใจธรรมได้ง่าย ตรงและสั้น คือไม่ต้องไปทำอะไรเลย ไม่ต้องไปหาที่ไหน ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ เพียงฟังแล้วพิจารณาว่า เคยคิด เคยเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่ปรากฏทุกวันมากน้อยเท่าไร หรือว่ายังไม่ได้เข้าใจเลย
เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจธรรมนั้นเป็นประโยชน์ คือสามารถที่จะทำให้มีความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริง มิฉะนั้นแล้วไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า เกิดมาและมีสิ่งที่ปรากฏในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายเป็นอะไร เพราะเหตุว่าถ้าถามสักคนหนึ่งว่าธรรมคืออะไร ถ้าไม่ได้ศึกษาธรรมก็คงจะตอบยาก
ขณะนี้ทุกคนมีจิต ถ้าถามว่าแล้วจิตเป็นอย่างไร ก็ตอบยากอีกเหมือนกัน ขณะนี้ก็กำลังเห็น เเล้วเห็นเป็นอย่างไรก็ตอบยากอีกเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ทั้งหมดนี้มีจริง ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้งโดยตลอด โดยประการทั้งปวง และทรงพระมหากรุณา ทรงเทศนาให้บุคคลอื่นเห็นประโยชน์ของการที่จะรู้จักธรรมที่กำลังปรากฏ เพื่อที่จะได้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า กว่าจะรู้ธรรมที่มีจริงๆ ต้องเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของการศึกษา และรู้ว่าตั้งแต่เกิดจนตาย บางคนมีความสุข บางคนมีความทุกข์ แต่ทั้งหมดก็ไม่มีสิ่งใดที่ยั่งยืนเลย ความสุขชั่วขณะ เห็นชั่วขณะ ได้ยินชั่วขณะ ทุกๆ ขณะเป็นไปอย่างชั่วคราว สั้นแสนสั้น แล้วก็ถึงเวลาที่จะจากโลกนี้ไป ขณะนั้นสิ่งที่เคยมีตั้งแต่เกิดจนตายก็ไม่เหลือเลย ความจริงแม้ในขณะนี้เองก็เป็นอย่างนั้นทุกขณะและทุกวัน
ดังนั้น ศึกษาธรรมด้วยความเคารพในพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า เป็นสิ่งที่ยากที่พระองค์จะได้ทรงตรัสรู้ และเมื่อทรงตรัสรู้แล้วด้วยพระมหากรุณาจึงได้แสดงให้บุคคลอื่นฟัง เมื่อผู้ฟังมีความเคารพในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ และในพระมหากรุณาคุณ ก็จะศึกษาด้วยความละเอียด ด้วยความนอบน้อมที่จะไม่ประมาท แม้แต่คำที่ได้ยินได้ฟังซึ่งเป็นความลึกซึ้งทุกคำ ไม่ใช่ข้าม หรือเผินว่าธรรมรู้จักแล้ว แต่ความจริงมีความลึกซึ้งซึ่งทรงแสดงไว้ถึง ๓ ปิฎกใน ๔๕ พรรษา ซึ่งผู้ที่เริ่มจะศึกษาก็คงจะต้องเริ่มต้นฟัง แล้วรู้ด้วยตัวเองว่ามีความเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งเป็นธรรมที่กำลังจะได้ฟังต่อไปเรื่อยๆ มากน้อยอย่างไร ขอให้ทุกคนไม่ประมาทในพระธรรม
ผู้ฟัง เริ่มต้นว่าปกติของปุถุชนที่อยู่ในโลกนี้ แม่เปรียบเหมือนพรหมเป็นอย่างไร จนกระทั่งไปถึงสภาวธรรม
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีมารดาก็ไม่มีใครเกิดแน่ เมื่อเกิดมาแล้วก็ยังต้องได้รับการเลี้ยงดู ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รับก็ด้วยความกรุณา ด้วยความรักของมารดาที่มีต่อบุตร สามารถที่จะเสียสละทุกอย่างให้บุตรได้ เพราะฉะนั้น บุตรที่รู้คุณของมารดาบิดาก็ประพฤติในสิ่งที่มารดาบิดาจะไม่เสียใจ การที่เกิดมาเเล้วจะตอบแทนคุณของผู้ที่มีคุณก็คือเป็นคนดี แต่ดีเท่าไหร่ก็ไม่พอ ซึ่งถ้าทุกคนประมาทคิดว่าดีแล้วพอแล้วก็ไม่ต้องทำอะไรอีกเลย แต่ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดและรู้ว่าความดีมีตั้งแต่ขั้นทาน การให้ การสงเคราะห์ การช่วยเหลือทั้งกายทั้งวาจา สามารถที่จะเป็นสิ่งที่ดีได้เมื่อใจดี เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุดคือทุกอย่างมาจากจิต
ดังนั้น การที่แต่ละคนยังไม่รู้จักจิตก็ไม่สามารถที่จะเป็นคนดีได้เท่าที่ควรจะเป็น ใครก็ตามที่เคยเป็นคนไม่ดีแล้วไม่รู้จักตัวเอง แต่เวลาที่ฟังธรรมเริ่มรู้จักตัวเอง คือเริ่มเห็นความไม่ดีของตัวเองก็จะเป็นผู้ที่เริ่มทำความดีมากขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าไม่รู้จักความไม่ดีของตัวเองก่อนจะไม่สามารถละความไม่ดี ในวันหนึ่งๆ ก็มีความดีเพียงเล็กน้อย แต่ถ้ามีปัญญามากขึ้นและเห็นความไม่ดีของตัวเองมากขึ้น เมื่อเห็นโทษของความไม่ดีก็จะละความไม่ดีแล้วบำเพ็ญความดีได้ยิ่งขึ้น นี่เป็นการตอบแทนคุณของผู้ที่มีคุณ ซึ่งมารดาเป็นผู้ที่มีคุณต่อบุตรอย่างมาก
ผู้ฟัง สำหรับคำถามต่อไปนี้คือ จุติจิต ปฏิสนธิจิต และภวังคจิต จะเกิดได้อย่างไร และมาจากไหน สำหรับชีวิตที่ไม่มีการเกิดตามธรรมชาติ แต่เป็นชีวิตที่มีกำเนิดในห้องทดลอง หรือที่เรียกว่าชีวิตในหลอดแก้วทดลอง จะมีกรรมที่ต้องรับใช้ในภพชาตินี้หรือไม่ อย่างไร
ท่านอาจารย์ สำหรับคำถามทั้งหมดทุกข้อเป็นเพราะไม่รู้จักจิต และอยากจะรู้เรื่องจิตหลายแบบ เช่น ขณะที่ปฏิสนธิซึ่งไม่ใช่เป็นไปตามปกติของทุกคน แต่เป็นเรื่องของสิ่งที่เข้าใจว่าจะทำให้มีการเกิดขึ้นได้ จริงๆ แล้วถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจจิตจะตอบคำถามทุกอย่างได้ เพราะเหตุว่าขณะนี้ทุกคนมีจิต ยังไม่ต้องกล่าวถึงปฏิสนธิ หรือภวังค์ หรือจุติ เเต่ว่าขณะนี้ จิตเดี๋ยวนี้ที่เห็น มาจากไหน ส่วนใหญ่ทุกคนคิดว่ามีจิตอยู่แล้ว แต่ว่าความจริงขณะนี้แม้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิด ไม่ใช่มีอยู่แล้วและก็มาเกิด แต่ว่าเมื่อมีปัจจัยของสิ่งใดจะเกิด สิ่งนั้นจึงเกิดขึ้นได้ ถ้าพิจารณาถึงธรรม คือคำว่าธาตุหรือธา-ตุ จะเห็นได้ว่าไม่ใช่ของใครและไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของธรรมแล้วทรงแสดงธรรมว่า เป็นธรรม ไม่ได้เป็นของพระองค์ หรือว่าพระองค์ไม่สามารถที่จะไปดลบันดาลให้ธรรมใดๆ เกิดขึ้นได้ ธรรมคือสิ่งที่เป็นธาตุ ซึ่งใครก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งนั้นมี เช่น ไฟที่ร้อน หรืออ่อนหรือแข็ง ก็เป็นสิ่งที่มี แล้วใครไปทำให้เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าไม่มีใคร แต่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น ต้องมีปัจจัยอุปการะอาศัยกันและกันเกิดขึ้น
ดังนั้นถ้าคิดถึงธาตุ ก่อนที่จะมีโลกมีอะไรหรือไม่ หรือว่าอยู่ดีๆ ก็มีโลกทั้งโลกอย่างนี้ขึ้นมาทันที ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าก่อนที่จะเป็นโลกใหญ่ๆ แล้วมีประเทศต่างๆ มีคนมากมาย ก่อนนั้นเป็นอะไร ก็ต้องเป็นธาตุแต่ละธาตุ แล้วกว่าแต่ละธาตุซึ่งเกิดดับสืบต่อเจริญแล้วก็ต่างกันไป จนกระทั่งสามารถที่จะทำให้มีสิ่งต่างๆ วิจิตรต่างๆ เกิดขึ้น ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งสิ้น
ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคง เริ่มต้นจากสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดปรากฏในขณะนี้ สิ่งนั้นมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น ไม่ใช่จะเกิดขึ้นมาได้ลอยๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟ เป็นธาตุดิน เป็นเห็น เป็นจิต ไม่ว่าจะเป็นธรรมใดๆ ทั้งหมดต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ซึ่งเราไม่สามารถที่จะรู้ไปทั้งหมดได้ เช่น ดินหรือโลกก็ยังมีพืชพันธ์ุต่างๆ เกิดขึ้นหลากหลายมาก แล้วจะต้องไปนั่งคิดหรือว่าหญ้าชนิดนี้ กล้วยชนิดนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งๆ ที่อยู่ที่ดินด้วยกันทั้งหมด ดินก็เป็นดิน แต่มีอุณหภูมิที่ต่างกัน มีความอ่อนความแข็งที่ต่างกันหลากหลายเพิ่มขึ้นแต่ละวัน แต่ละขณะ จนกระทั่งสามารถทำให้สิ่งที่อาศัยสิ่งนั้นเกิดขึ้นต่างๆ กันไปมากมาย นี่คือเพียงรูปธรรม แม้แต่ในประเทศหนึ่งก็ยังมีผักผลไม้ต่างๆ กันไป มาจากไหน ก็มาจากโลกซึ่งเป็นธาตุดิน
เพราะฉะนั้น การปรุงแต่งของธาตุต่างๆ ตั้งแต่เริ่มแล้วพัฒนาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งปรากฏซึ่งสิ่งวิจิตรต่างๆ นี่คือเรื่องของธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นรูปธรรม ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่มีโดยอาศัยกันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปตลอดเวลา จนกระทั่งสามารถที่จะปรากฏเป็นสิ่งที่ต่างจากตอนแรกที่โลกเพิ่งเริ่มเกิด ฉันใด ซึ่งไม่ใช่มีเเต่เฉพาะรูปธาตุเท่านั้น ไม่มีใครสามารถที่จะไปจัดสรรธาตุต่างๆ ได้ว่าให้มีเฉพาะรูปธรรมอย่างเดียว เเต่ยังมีธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นสภาพหรือธาตุรู้ ทุกคนที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่ไม่ใช่เป็นโต๊ะ เก้าอี้ กระเป๋า แต่มีธาตุรู้ซึ่งเกิดโดยอาศัยเหตุปัจจัย ซึ่งถ้าใครจะอยากรู้ว่าแล้วธาตุรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร รูปธาตุก็เหมือนกัน เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก็เป็นเพียงธาตุ แต่ว่ามีธาตุหลากหลายคือ รูปธาตุก็มี นามธาตุก็มี
เมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ก็ทรงตรัสรู้ความจริงของนานาธาตุ ธาตุทุกอย่าง ธาตุทุกชนิดซึ่งอาศัยกันเกิดขึ้น และทรงแสดงด้วยว่าที่เข้าใจว่าเป็นเราก็คือเป็นธาตุทั้งหมด ที่จะพ้นจากธาตุเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าก็มีรูปธาตุ อ่อนหรือแข็งที่ตัวเหมือนกับอ่อนหรือแข็งภายนอก แต่มีความต่าง เนื่องจากปัจจัยที่ทำให้เกิดรูปที่ร่างกายของแต่ละคนกับรูปภายนอกต่างกัน นอกจากนั้นยังมีธาตุซึ่งเกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัยซึ่งเป็นธาตุรู้ ใครจะไปหยุดยั้งไม่ให้ธาตุรู้เกิดไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าเมื่อมีปัจจัยทำให้รูปธาตุเกิดก็มีปัจจัยที่ทำให้นามธาตุ ธาตุอีกชนิดหนึ่งเกิดด้วย
ถ้ามีปัจจัยที่ทำให้ธาตุไฟเกิดเป็นความร้อน เป็นลักษณะที่ร้อน แล้วมีปัจจัยที่ทำให้ธาตุเสียงเกิดขึ้นในขณะนี้ที่กำลังเป็นเสียง แล้วจะสงสัยอะไรกับนามธาตุ ก็เป็นธาตุหนึ่งในบรรดาธาตุทั้งหลาย เพียงแต่ว่าธาตุทั้งหลายมีความต่างกันเป็นนามธาตุกับรูปธาตุ นี่คือธรรม ถ้าใครสามารถที่จะเข้าใจธรรมโดยตลอด โดยถ่องแท้ ก็สามารถที่จะดับกิเลสความไม่รู้ได้หมดสิ้น ไม่มีปัจจัยที่จะต้องเป็นอกุศลหรือว่ามีการเกิด มีธาตุซึ่งเคยเกิด เช่น ธาตุรู้ต่างๆ ก็สามารถที่จะดับได้
ด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรม ยิ่งศึกษา ยิ่งเห็นว่าเป็นความละเอียด ซึ่งจะไม่รู้ถึงความละเอียดนี้ได้เลยถ้าไม่มีการศึกษาพระธรรมโดยที่เข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่กำลังมี กำลังปรากฏ เช่น ขณะนี้เป็นธาตุ เป็นธรรมแต่ละลักษณะหลากหลาย จะใช้คำว่าธรรมหรือใช้คำว่าธาตุก็ได้ เมื่อรู้จักคำว่าธรรมหรือธาตุแล้ว ลักษณะของธาตุที่มีในขณะนี้ก็ต่างกันเป็นสองอย่าง ธาตุชนิดหนึ่งเกิดเป็นลักษณะต่างๆ เป็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ เป็นเสียงที่สามารถปรากฏให้ได้ยินได้ หรือเป็นกลิ่นที่สามารถที่จะปรากฏให้ได้กลิ่นนั้นได้ ก็เป็นเรื่องของธาตุต่างๆ ซึ่งธาตุรู้ต่างจากรูปธาตุ
สำหรับธาตุรู้ในขณะนี้ เดี๋ยวนี้ก็มี ไม่ใช่มีแต่รูปธาตุเท่านั้น เพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นเรานั่นคือมีนามธาตุเกิดขึ้นกับรูปธาตุ ก็ยึดถือนามธาตุและรูปธาตุว่าเป็นเรา เป็นสัตว์ เป็นบุคคลต่างๆ ถ้าเป็นเพียงรูปธาตุอย่างเดียวคือไม่มีนามธาตุเลยก็มี เช่น ต้นไม้ใบหญ้าซึ่งเป็นแต่เพียงรูปธาตุ แต่สิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดไม่ได้มีแต่เฉพาะรูปธาตุเท่านั้น ต้องมีนามธาตุด้วย นี่คือการที่จะเข้าใจแม้แต่สิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้ว่าเป็นธาตุก่อน ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้แล้วจะหมดปัญหาทั้งหลาย เพราะเหตุว่ามีเหตุปัจจัยที่จะทำให้ความหลากหลายของธาตุต่างๆ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนั้นๆ
ผู้ฟัง ภวังคจิตในปัจจุบันภพที่ได้มาจากกรรมนิมิตอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์นั้นมีลักษณะอย่างไร ในชีวิตประจำวันเราพอจะรู้สึกถึงอารมณ์เหล่านั้นได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ ก็เป็นหลายคำอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ทีละคำ จะทำให้เข้าใจชัดเจน พูดถึงจิต แล้วก็พูดถึงภวังคจิต แต่ขอกล่าวถึงปฏิสนธิจิตก่อน เพราะเหตุว่าเป็นจิตขณะแรกของชาตินี้ ถ้าไม่มีการเกิดขึ้นของจิตขณะแรก จิตขณะหลังๆ ต่อมาก็มีไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ก่อนที่จะกล่าวถึงจิตประเภทอื่น ก็กล่าวถึงจิตขณะแรกซึ่งเกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน จุติจิตคือจิตขณะสุดท้ายของชีวิตแต่ละภพแต่ละชาติ เกิดขึ้นทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้น จะกลับเป็นบุคคลนั้นอีกไม่ได้เลย
ดังนั้นเมื่อมีปฏิสนธิจิตขณะแรก เกิดดับสืบต่อเป็นชีวิตแต่ละขณะตั้งแต่เกิด จนถึงขณะสุดท้ายก็คือจิตเกิดขึ้นทำจุติกิจ คือพ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้น จะกลับไปเป็นบุคคลนั้นอีกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นปฏิสนธิจิตของชาตินี้ เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน เหมือนขณะนี้ทุกคนเกิดแล้วต้องตาย แต่ถ้ายังไม่มีจุติจิตของชาติก่อน ยังไม่ถึงเวลาที่จะจากโลกนี้ไปจุติจิตก็ยังไม่เกิด เมื่อจุติจิตยังไม่เกิด ปฏิสนธิจิตจะเกิดต่อไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ จุติจิตเป็นขณะจิตสุดท้ายของชาตินี้ดับ พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ กรรมหนึ่งทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่นเลย นี่คือธาตุที่น่าอัศจรรย์ เป็นนามธาตุ ไม่มีรูปร่างลักษณะ ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้ เป็นจิตซึ่งเกิดทำหน้าที่ของจิตขณะนั้นแล้วก็ดับไป เร็วสุดที่จะประมาณได้
เพราะฉะนั้น ให้คิดถึงจิตหนึ่งขณะ ใครก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าเร็วสักเท่าไร ในเมื่อขณะนี้เห็นกับได้ยินเสมือนว่าพร้อมกัน แยกไม่ได้เลย แต่ความจริงระหว่างจิตเห็นกับจิตได้ยิน มีจิตเกิดดับสืบต่อเกิน ๑๗ ขณะจิตและมากกว่านั้นอีก ซึ่งไม่ต้องนับเพราะว่าไม่มีใครจะไปนับได้ แต่เริ่มที่จะเข้าใจความเป็นไปของจิตว่า เมื่อมีปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะเท่านั้นแล้วก็ดับ กรรมที่ทำให้ปฏิสนธิจิต กรรมเดียวกันนั้นเอง ไม่ได้ให้ผลเพียงทำให้ปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นผลของกรรมนั้นเกิดเพียงหนึ่งขณะ แต่จะทำให้ดำรงภพชาติต่อไปโดยความเป็นบุคคลนั้น ซึ่งปฏิสนธิจิตโดยกรรมหนึ่ง ไม่ใช่กรรมทั้งหมดที่ได้ทำมาแล้ว กรรมที่ได้ทำแล้วมีทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม บางกรรมก็หนักมาก แต่ว่ากรรมใดจะให้ผลนั้นไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย
ถ้าชาตินี้เรารู้ว่าได้ทำกรรมมามากและปรารถนาที่จะให้กรรมดีให้ผลก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าแล้วแต่กรรมใดทั้งหมดที่สามารถจะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดได้ ถึงกาล ถึงเวลาที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด กรรมนั้นก็ทำให้ปฏิสนธิซึ่งเป็นผลของกุศล หรือเป็นผลของอกุศลเกิดขึ้น และยังประมวลมาซึ่งกรรมอื่นๆ ที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้น ในชีวิตของแต่ละคน ถึงแม้เกิดมาแล้วก็ยังมีการเปลี่ยนแปลง เป็นอุบัติเหตุบ้าง หรือฐานะ ชื่อเสียงเกียรติยศบ้าง โดยเปลี่ยนแปลงไปตามกรรมนั้นๆ
เพราะฉะนั้น เมื่อกรรมทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดแล้วดับ กรรมนั้นก็ยังทำให้จิตประเภทเดียวกับปฏิสนธินั้นเองเกิดสืบต่อ แต่ไม่ได้ทำกิจปฏิสนธิ คือไม่ได้เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน เพราะเหตุว่าจิตที่ทำกิจปฏิสนธิต้องเป็นเพียงขณะเดียว ที่เกิดหลังจากที่จุติจิตของชาติก่อนดับไปแล้ว เมื่อปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว กรรมทำให้จิตขณะต่อไปซึ่งเป็นผลของกรรมนั้นเองเกิด ไม่ได้ทำปฏิสนธิกิจแต่ทำภวังคกิจ ซึ่งต้องเข้าใจความหมายของคำว่าภวังค์ด้วย
ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น ใครรู้บ้างว่าขณะเกิดมีอารมณ์อะไร เพราะชื่อว่าจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ จะมีจิตเกิดขึ้นโดยไม่รู้อะไรไม่ได้เลย จิตเกิดขึ้นไม่ใช่รูป จิตเป็นธาตุที่รู้ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ขณะนี้เสียงปรากฏ เพราะจิตเกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้น ไม่ใช่เสียงอื่น
คำว่าอารมณ์ หรืออารัมมณะในภาษาบาลี หมายความถึงสิ่งที่จิตรู้ การศึกษาธรรมสะดวกไม่ลำบาก เพราะเหตุว่าสิ่งใดที่ได้ทรงแสดงแล้วตามความเป็นจริง ไม่เปลี่ยน เพราะว่าจากการตรัสรู้ความจริงของสิ่งนั้นจึงเปลี่ยนไม่ได้อีก เช่น เมื่อจิตเป็นสภาพรู้ต้องมีอารมณ์ คือสิ่งที่จิตกำลังรู้
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะกล่าวถึงจิตประเภทใดๆ ทั้งสิ้น จิตนั้นๆ ต้องมีอารมณ์ ซึ่งท่านผู้ฟังอยากจะรู้เรื่องอารมณ์ของภวังคจิตและปฏิสนธิจิต ก่อนอื่นจะต้องทราบว่า อารมณ์หมายความถึงสิ่งที่จิตรู้ ดังนั้นเมื่อปฏิสนธิจิตมีอารมณ์ใดดับไปแล้ว กรรมทำให้ภวังคจิตเกิดสืบต่อมีอารมณ์เดียวกับปฏิสนธิจิต
คำว่าภวังค์ หมายความถึงขณะที่จิตไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่ปรากฏทางกาย เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง และไม่คิดนึกด้วยขณะที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ไม่คิดนึก มีหรือไม่ ต้องมีแน่นอน ที่เห็นได้ชัดคือขณะที่หลับสนิท รู้หรือไม่ว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน ชื่ออะไร ทำงานอะไร มีทรัพย์สมบัติอะไร ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย เหมือนไม่มีโลกใดๆ ปรากฏเลย เพราะเหตุว่าขณะนั้นไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึกเพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังรู้ว่าอยู่ในโลก มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเป็นไปมากมาย วันแล้ววันเล่าก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เนื่องจากจิตเกิดดับสืบต่อรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วก็ยังนึกถึง จำและคิดถึงสิ่งนั้นๆ ได้
ขณะนี้ถ้าทุกคนจะคิดถึงสภาพของจิตจริงๆ คือไม่มีรูปร่างเลย ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่มีรส จึงใช้คำว่านามธาตุหรือนามธรรม ถ้าใช้คำว่ารูปธรรมคือแม้จะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นซึ่งเกิดแต่ไม่ใช่สภาพรู้ เช่น เสียง ใครเห็นเสียงบ้าง ไม่เห็นแต่รู้เสียง เสียงเบาๆ ก็มี เสียงดนตรีก็มี เสียงฝนก็มี ก็เป็นเสียงลักษณะต่างๆ ที่ยังสามารถที่จะรู้ได้ว่า เสียงเป็นธรรมที่มีลักษณะต่างกัน แต่เสียงจะปรากฏว่ามีเสียงไม่ได้ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นได้ยินเสียง
ด้วยเหตุนี้ทั้งหมดที่ปรากฏ จิตจึงเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ว่า ขณะนี้มีสิ่งใดปรากฏให้เห็นทางตา มีเสียงใดปรากฏให้ได้ยินทางหู มีกลิ่นใดปรากฏให้รู้ทางจมูก มีรสใดปรากฏให้รู้ทางลิ้น มีเย็นหรือร้อน หรืออ่อนหรือแข็ง หรือตึงหรือไหว ที่สัมผัสกายแล้วปรากฏให้รู้ว่าสิ่งนั้นมี เมื่อสิ่งนั้นเกิดกระทบและปรากฏกับจิต มิฉะนั้นเราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่ามีอะไรบ้าง แต่ว่าเมื่อจิตเป็นใหญ่เป็นประธานก็แสดงว่า ต้องมีสภาพธรรมอื่นซึ่งสามารถที่จะรู้อย่างจิตเกิดพร้อมจิต แต่ไม่เป็นใหญ่เป็นประธาน คือธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติว่าเป็นเจตสิกะ หรือคนไทยเรียกว่าเจตสิก หมายความถึงสภาพธรรมที่เกิดกับจิต รู้สิ่งที่จิตกำลังรู้ แต่ไม่ใช่จิต ไม่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ แต่เจตสิกแต่ละเจตสิกทำหน้าที่ของตนหลากหลายออกไป เช่น โลภะ ความต้องการ ความติดข้อง เป็นนามธรรมเกิดกับจิต แต่ไม่ใช่จิต โกรธเป็นนามธรรม เกิดกับจิต แต่ไม่ใช่โลภะและไม่ใช่จิต
เพราะฉะนั้น ทั้งหมดเป็นธาตุหรือเป็นธรรม ซึ่งถ้าเป็นนามธรรมแล้วก็คือจิตและเจตสิกเกิดพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกันและดับพร้อมกันด้วย ปฏิสนธิจิตก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย รู้อารมณ์เดียวกัน ไม่ใช่ว่าถามถึงอารมณ์ของจิตแล้วไม่มีอารมณ์ของเจตสิก แต่ว่าขณะใดก็ตามที่กล่าวถึงอารมณ์ของจิต ให้ทราบว่าขณะนั้นก็เป็นอารมณ์ของนามธรรมซึ่งเกิดพร้อมกันด้วย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
