ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
ตอนที่ ๑๖๗๙
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมศุภาลัย จ.สระบุรี
วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ ให้ทราบว่ามีความปีติโสมนัสมากที่ได้ทราบเรื่องความเป็นมาของท่านที่สนใจธรรม แล้วมีการฟังและศรัทธาที่จะได้เข้าใจพระธรรมอย่างแท้จริง เพราะว่าจริงๆ แล้ว การศึกษาธรรมคือ เพื่อเข้าใจพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงหลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายและไม่ธรรมดา ซึ่งคนอื่นที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่สามารถที่จะคิดเองหรือเข้าใจเองได้
ด้วยเหตุนี้เมื่อเป็นพระธรรมที่ลึกซึ้งแต่เป็นความจริง จึงต้องศึกษาด้วยการที่รู้ตามความเป็นจริงว่า ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดรอบคอบ ไม่ประมาทที่จะคิดธรรมเอง ส่วนใหญ่โดยมากชาวพุทธก็จะได้ฟังธรรมหรืออ่านธรรมบ้าง แต่ไม่ได้เข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่ได้ฟัง เพราะเหตุว่าแม้พระไตรปิฎกก็ไม่ใช่สำหรับเพียงอ่าน แต่ต้องเพื่อศึกษาโดยละเอียดเพื่อที่จะเข้าใจให้ถูกต้องตามความเป็นจริง
ทุกคนที่ฟังธรรม เมื่อเริ่มฟังจะรู้สึกว่าเป็นอีกโลกหนึ่ง ไม่ใช่โลกที่เราเคยอยู่ แต่เป็นโลกใหม่ซึ่งเป็นความจริงถึงแก่นที่สุดซึ่งจะไม่มีอะไรที่จริงกว่านั้น เพราะเหตุว่าเวลาที่ได้ยินคำว่าความจริง เราคิดถึงขณะใด ความจริงมีหลายอย่าง ความจริงที่สมมติกันเป็นโลก เป็นคน เป็นบุคคลนั้นบุคคลนี้ เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ นั่นคือจริงโดยสมมติ แต่ความจริงแท้ของสิ่งต่างๆ เหล่านั้นตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมเลย จะอยู่ไป พูดไป ทำไป คิดไป ทุกวันๆ เเล้วจากโลกนี้ไปโดยไม่รู้ความจริงเลยทั้งสิ้น
ถ้าไม่มีการได้ฟังพระธรรมเลยอาจจะคิดว่าคงจะไม่เป็นอย่างนี้ เพราะว่าทุกคนก็ได้ศึกษาหลายสิ่งกันมาแล้ว เหมือนกับว่ามีความรู้มากมายหลายเรื่อง แต่ว่าความรู้มากมายหลายเรื่องนั้นใครเป็นผู้สอน ไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เป็นคำสอนของบุคคลซึ่งคิดเรื่องราวต่างๆ จากสิ่งที่มีจริง จากการที่เป็นมนุษย์อยู่ในถ้ำไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า จนกระทั่งมามีไฟฟ้า วิทยุ โทรทัศน์ จรวด เครื่องบิน มีสารพัดอย่าง ก็เป็นการคิดเรื่องราวของสิ่งที่มี แต่ไม่ได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีเลย เพราะว่าบุคคลนั้นๆ ที่เราเห็นว่าเขามีความคิดมีความสามารถต่างๆ เขาไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
คนยุคนี้เวลาที่ได้ฟังเรื่องปาฏิหาริย์ต่างๆ เช่น เหาะเหินเดินอากาศ เดินบนน้ำ ดำดิน ก็สงสัยว่าใครจะทำได้ ไม่น่าจะเป็นจริงใช่หรือไม่ เเม้แต่คนที่มีกิเลสยุคนี้ยังสามารถที่จะจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งได้ทางอากาศโดยเครื่องบิน ใช่หรือไม่ แต่ว่าไม่ใช่วิธีเดียวกัน เพราะเหตุว่าเป็นบุคคลที่ยังมีกิเลสอยู่ แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและบุคคลในครั้งนั้นมีความสงบของจิต มีปัญญาที่สามารถที่จะทำสิ่งที่คนยุคนี้คิดว่าเป็นไปไม่ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ การฟังพระธรรมไม่ใช่ให้เราเชื่อโดยที่เชื่อเพราะมีในพระไตรปิฎก หรือเชื่อเพราะว่าคนนั้นบอกเรา คนนั้นเขาคงจะศึกษามานาน แต่เชื่อโดยการคิด โดยการไตร่ตรองว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเป็นความจริงมากน้อยอย่างไร แล้วถ้าเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงความจริงทุกกาลสมัย แม้ถึงในขณะนี้ก็เป็นความจริง
เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่อดทนแล้วเห็นคุณประโยชน์ของการที่จะได้รู้จักว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราสรรเสริญในพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ ซึ่งผ่านมา ๒,๕๐๐ กว่าปี หลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้ ท่านสอนอะไรถึง ๔๕ พรรษา จนถึงแม้ใกล้จะปรินิพพานก็ยังทรงแสดงพระธรรมเพื่ออนุเคราะห์บุคคลอื่น จะเห็นได้ว่าถ้าไม่มีคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เราไม่มีโอกาสจะได้ยินได้ฟังแล้วเกิดปัญญารู้ความจริงได้เลย
ด้วยเหตุนี้ทุกคนที่นั่งที่นี่ไม่ใช่การบังเอิญมา มีใครพบกันที่หน้าประตูแล้วบังเอิญเข้ามาฟัง หรือว่ามาสนทนาธรรมกัน ก็เป็นไปไม่ได้ แม้แต่ที่จะได้ยินแต่ละคำก็ต้องมีปัจจัย เหตุที่ได้สะสมมาแล้วในอดีตอาจจะนานแสนนานที่จะทำให้มาถึง ณ จุดนี้ได้ ที่จะมีการเห็นประโยชน์ของการได้ฟังพระธรรม เพราะเหตุว่าบางคนอาจจะคิดว่าตั้งเเต่เกิดมาก็สบายแล้วมีความสุข อาจจะป่วยไข้เล็กน้อย มีความลำบากไม่มากแล้วก็จากโลกนี้ไป ไม่เห็นต้องรู้อะไร นั่นคืออีกนานแสนนานกว่าที่จะมีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรม เพราะว่าไม่ได้สะสมการที่จะมีศรัทธาที่จะได้ยินคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วรู้ในคุณของคำนั้น เพราะเหตุว่าคำนี้จะไม่มีสำหรับคนอื่นเลย นอกจากคนที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงซึ่งสามารถจะอนุเคราะห์คนอื่นให้รู้ความจริงอย่างพระองค์ด้วย
เพราะฉะนั้นแต่ละคนที่ได้พบกันแล้วสนทนาธรรม เข้าใจธรรม จะรู้สึกได้เลยว่าคือความเป็นมิตรที่ยาวนาน เป็นมิตรที่นำประโยชน์มาให้ คือทำให้สามารถที่จะได้เข้าใจพระธรรม แล้วเป็นมิตรต่อไปอีกจนกว่าจะจากกัน
ดังนั้น เวลาที่พูดถึงการระลึกถึงพระพุทธคุณ ขณะใดที่เข้าใจธรรมเมื่อนั้นคือการระลึกถึงพระพุทธคุณว่า ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีการทรงแสดงพระธรรมที่เราสามารถจะได้ยินคำว่าธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย มีจริงๆ ที่จริงคือเกิดแล้ว เมื่อเกิดแล้วปรากฏแล้วก็ดับไป มีโอกาสจะได้ยินได้ฟังอย่างนี้หรือไม่ ซึ่งกำลังเป็นความจริงเเละกว่าจะรู้จริงๆ อย่างนี้ ไม่ใช่เพียงฟังเท่านี้แล้วสามารถที่จะรู้ได้ แต่จะต้องรู้ว่าขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏและกำลังเริ่มฟัง แต่ว่ายังไม่ได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ เลย
เพราะฉะนั้นยังไม่ถึงการที่จะไปถึงหนทางที่เป็นมรรค หรือว่าที่จะทำให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ต้องตามลำดับ เท่านี้ยังไม่ชื่อว่ารู้จริงๆ เลย มีใครรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้แล้วบ้าง หรือว่ากำลังฟังเรื่องธรรมซึ่งกำลังมีจริงๆ เพียงแต่เพิ่งจะรู้ว่า สิ่งที่มีจริงตลอดชีวิตคือแต่ละหนึ่งขณะซึ่งจริง เกิดและหมดไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ขณะนี้เป็นอย่างนี้ แต่กว่าจะรู้ได้ไม่ใช่โดยรวดเร็ว ดังนั้นยังไม่ต้องถึงหนทาง ซึ่งแม้ท่านพระสารีบุตร หนึ่งอสงไขยแสนกัปป์ที่ท่านไม่ได้มีนิพพานเป็นอารมณ์ จนกระทั่งถึงชาติสุดท้ายจึงมีนิพพานเป็นอารมณ์ จากการที่ได้ฟังเรื่องของสภาพธรรม และก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตามที่ได้สะสมความเข้าใจ ความเห็นในเรื่องธรรมมาหนึ่งอสงไขยแสนกัปป์
ข้อความในพระสูตรที่แสดงว่า สิ่งที่กำลังมีขณะนี้ เช่น เห็นเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เพราะกำลังมีแล้วไม่รู้เลย ขณะที่กำลังได้ยิน เดี๋ยวนี้ทุกคนกำลังได้ยิน เกิดแล้ว ได้ยินแล้ว หมดไปแล้ว เสียงเกิดขึ้นแล้วดับไป หมดไป
ทั้งเสียงและได้ยินเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ยังไม่ได้กล่าวถึงนิพพานเลย เพราะเหตุว่ายังไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ ไม่ใช่ปัญญา แต่ถ้ารู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้จริงๆ เป็นปัญญาที่จะอบรมเจริญขึ้นจนสามารถที่จะละคลายความไม่รู้ และความติดข้องที่ยึดถือสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่อละคลายเมื่อไร ปัญญาที่รู้แจ้งความจริงของสภาพธรรมตามปกติอย่างในขณะนี้ จะเกิดขึ้นตามลำดับจนกระทั่งเป็นการรู้แจ้งนิพพานได้
ดังนั้นทางที่จะไป ไม่ใช่ทางไปคิดถึงคำโดยไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ซึ่งเป็นจริงทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย เห็นจริงแน่นอน ได้ยินจริงแน่นอน คิดนึกจริงแน่นอน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่พ้นจากสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน เพราะว่าธรรมคือชีวิตประจำวัน ถ้าขณะนี้ไม่ใช่ธรรม แล้วพระผู้มีพระภาค พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไร จะทรงแสดงอะไรให้ใครเข้าใจ ในเมื่อขณะนี้ทุกคนก็มีเห็น มีได้ยิน เพราะฉะนั้นก็แสดงสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ให้เป็นความรู้จริงๆ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงการตรึกนึก ไตร่ตรอง เทียบเคียง โดยที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังเกิดดับ กำลังเป็นอย่างนี้
ผู้ฟัง ผมเห็นด้วยว่า นิพพานไม่สามารถที่จะรับทราบด้วยการตรึกไตร่ตรอง จำเป็นที่จะต้องเกิดจากการระลึกรู้จากความพากเพียร อย่างที่ผมพูดคือว่า ทางนั้นเป็นทางไปสู่นิโรธ เป็นทางไปสู่นิพพาน
ท่านอาจารย์ ทางนั้นคือทางไหน
ผู้ฟัง สติปัฏฐาน
ท่านอาจารย์ สติคืออะไร
ผู้ฟัง ตามระลึกรู้สภาพธรรม
ท่านอาจารย์ หมายความว่าเดี๋ยวนี้ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ถ้าสติเกิด สติจะระลึกอะไร
ผู้ฟัง สภาพใดปรากฏก็ระลึกสภาพนั้น
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ ถ้าสติเกิด สติจะระลึกอะไร
ผู้ฟัง ระลึกถึงสิ่งที่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ อะไร สิ่งที่ปรากฏ
ผู้ฟัง สำหรับผม เสียงท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ เสียง ระลึกอย่างไร
ผู้ฟัง ระลึกว่าเป็นสภาพธรรม
ท่านอาจารย์ ถ้าระลึกว่าคือคิด ไม่ใช่การรู้ลักษณะที่เป็นธรรมที่ต่างกับธรรมอื่น เพราะฉะนั้นแม้แต่เพียงได้ยินคำว่าธรรมคำเดียว ไม่ประมาทเลย ธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริงมีลักษณะหลากหลายมาก เห็นก็จริง ได้ยินก็จริง คิดนึกก็จริง เสียงก็จริง กลิ่นก็จริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงในชีวิตประจำวันเป็นธรรมที่ยังไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม เกิดดับก็ไม่รู้ ยึดถือว่านั่นเป็นเราหรือเป็นเขา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ต้องแยกสิ่งที่สามารถจะปรากฏแต่ละทางได้ เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเพราะมีตา ถ้าไม่มีตาก็จะมีเห็นไม่ได้เลย สิ่งที่แม้มีจริงขณะนี้ที่กำลังปรากฏให้เห็นก็ปรากฏไม่ได้เพราะไม่มีตา ซึ่งเป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องมีธาตุรู้ที่กำลังเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีการเข้าใจธรรมที่มีในขณะนี้แต่ละอย่างจริงๆ ก็รวมกันไปหมด และคิดว่าสติเกิดแล้ว รู้แล้ว ซึ่งเป็นแต่เพียงการฟังเรื่องของธรรม แต่ตัวจริงของธรรมทั้งจิตทั้งเจตสิกก็เกิดดับ โดยที่ไม่มีใครรู้ลักษณะเฉพาะอย่างๆ ที่จะเป็นความรู้จริงๆ ว่าแต่ละอย่างนั้นเป็นธรรมที่มีลักษณะต่างๆ กัน เช่น ทางตาขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น จะเป็นใคร นี่คือเรายังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏ ยังไม่ได้ละคลายความเป็นเรา ความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งผู้ที่ได้ประจักษ์แจ้งความจริงแล้ว ตรัสรู้แล้ว ทรงแสดงความจริงว่าเป็นเพียงสิ่งที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ มีปัจจัยที่ทำให้เกิดเห็นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วเป็นของใคร
ถ้ายังมีเราจะถึงนิพพาน ก็คือไม่รู้ความจริงว่า ไม่มีเรา ทั้งหมดเป็นธรรม นี่คือการที่ศึกษาธรรม ฟังธรรม เพื่อให้เข้าใจธรรมว่าเป็นธรรมจริงๆ ประโยชน์ของการที่จะฟังเรื่องของการเห็น การได้ยินต่างๆ เหล่านี้ ประโยชน์อยู่ตรงไหน พูดกันเรื่องจักขุทวารวิถีคือ จิตที่กำลังเห็นแล้วมีมโนทวารวิถี ซึ่งเห็นไม่ได้เที่ยง มั่นคง ยืนยาวนานอย่างที่เราคิดเลย สั้นมากเกิดแล้วดับไป แล้วมีมโนทวารวิถีเกิดสืบต่ออย่างรวดเร็วสุดที่จะประมาณได้
ดังนั้นประโยชน์ของการรู้อย่างนี้คืออะไร คือต้องเข้าใจว่าการที่เราฟังเรื่องธรรม ประโยชน์อยู่ตรงไหน มิฉะนั้นเราก็จะไปนึกถึงจักขุทวารวิถี มโนทวารวิถี จนกระทั่งวาระไหนที่ทำให้เกิดอกุศลกรรม เดี๋ยวนี้เองคือวาระไหน ใช่หรือไม่ ก็เป็นแต่เพียงเรื่องราวเท่านั้น เพราะฉะนั้นเกิดมามีโอกาสได้ฟังพระธรรมแล้วจะตายจากโลกนี้ไปเมื่อไรก็ไม่ทราบได้ ประโยชน์จริงๆ ที่ได้ฟังพระธรรมนี้คืออะไร ถ้าไม่รู้ก็คือไม่ได้สาระ ไม่ได้ประโยชน์จากพระธรรมที่เราฟังมานานอาจจะเป็นเดือนเป็นปีแล้วคิดถึงวาระ คิดถึงวิถี คิดถึงอะไรต่างๆ แต่ประโยชน์แท้จริงคืออะไร
ผู้ฟัง เพื่อการเข้าใจสภาวธรรมตรงตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์ เพื่อเข้าใจให้ถูกต้องว่าขณะนี้สภาพธรรมเป็นอย่างนี้ คือเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้เหมือนมายากล เพราะอะไร มีใครทราบบ้างว่าขณะนี้มีเห็น แต่ยังไม่ทันจะรู้เลยว่าเป็นอะไรก็ดับแล้ว ที่ทรงแสดงอายุของสภาพธรรม เช่น จิตเป็นสภาพธรรมที่เล็กน้อยสั้นมาก เกิดและดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งมีอายุมากกว่าจิตคือ รูป สิ่งที่เป็นเสียง เป็นกลิ่น หรือเป็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น จะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ คิดดูว่า ๑๗ ขณะนี้เร็วมากเท่าไร เพราะเหตุว่าเราไม่รู้เลยว่าดับไปสักขณะเดียว ต่อกันสนิทจนกระทั่งไม่ปรากฏเลยว่ากำลังเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว จนกระทั่งไม่มีใครเห็นการเกิดดับสืบต่อของจิตเลย แต่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความละเอียดของการที่จากหลับ ไม่มีอะไรปรากฏเลย หลับสนิทมีอะไรปรากฏหรือไม่ ไม่มี
ขณะหลับสนิท ชื่ออะไร เป็นใคร อยู่ที่ไหน สระบุรี กรุงเทพฯ หรือสวรรค์ หรือที่ไหน ไม่มีความคิดใดๆ เลยทั้งสิ้น มีพี่น้องหรือไม่ ชื่ออะไร มีบ้านอยู่ที่ไหน ไม่มีใครรู้อะไรใดๆ เลยเพราะว่าขณะนั้นหลับสนิท แต่มีจิตเกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติยังไม่ได้จากโลกนี้ไป เพราะเดี๋ยวก็ตื่นทำให้รู้ว่าเมื่อสักครู่นี้หลับ และหลับก็ต่างกับตื่น นี่คือความละเอียดของการที่อะไรเกิดก็ไม่รู้ อะไรตายก็ไม่รู้ ระหว่างที่เกิดแล้วยังไม่ตาย มีสภาพธรรมอะไรเกิดดับสืบต่ออย่างไร ก็ไม่รู้ทั้งหมดเลย เข้าใจว่าสิ่งที่มีคือเรา แต่ถ้าไม่มีธรรมคือ ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส คิดนึก ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย จะมีเราที่ไหน แต่เมื่อมีสิ่งที่เกิดแล้วไม่รู้ความจริงก็เข้าใจว่าสิ่งนั้นๆ เป็นเราบ้าง เป็นเขาบ้าง เป็นสิ่งนั้นบ้าง เป็นสิ่งนี้บ้าง เพราะไม่รู้ความจริงว่า ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นมีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป
มีใครเรียกร้องขณะเมื่อครู่นี้ให้กลับมาเป็นขณะนี้ได้หรือไม่ ตั้งแต่เกิดมาอยู่ในครรภ์เล็กนิดเดียวแล้วเจริญเติบโตมาจนถึง ณ บัดนี้ ย้อนกลับไปนำสิ่งที่เกิดมาแล้วให้กลับมาสักอย่างเดียวได้หรือไม่ ไม่ได้เลย มีแต่ไป เกิดแล้วก็ไป ตลอดจนกระทั่งถึงขณะสุดท้ายของชาตินี้ โดยที่พรุ่งนี้หรือขณะต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้
เพราะฉะนั้นประโยชน์ของการฟังคือ ให้เข้าใจความจริง ให้รู้ว่าเป็นธรรม และยังทรงแสดงความละเอียดยิ่งกว่านี้อีก คือแสดงความละเอียดว่าหนึ่งขณะจิตซึ่งแสนเร็ว มีเจตสิก สภาพธรรมนามธรรมที่เกิดร่วมกันกี่ประเภท แล้วแต่ละอย่างเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันต่างกันอย่างไรด้วย นี่คือแสดงความจริงให้เห็นว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรม และก็เป็นอนัตตา
ดังนั้นการฟังธรรม ฟังมาแล้วนานเท่าไรแล้วจะฟังต่อไปก็คือ ให้เข้าถึงความจริงว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา มีอะไรที่ตัวแข็งบ้างหรือไม่ มี ข้างนอกมีแข็งหรือไม่ โต๊ะ เก้าอี้ ดอกไม้ แก้ว แข็งหรือไม่ แข็งที่ตัวกับแข็งข้างนอกก็คือแข็ง ถ้าไม่เกิดเป็นแข็ง จะมีแข็งปรากฏให้รู้ว่าแข็งหรือไม่ ก็ไม่มี แต่เมื่อเกิดแล้วเป็นแข็ง เปลี่ยนลักษณะแข็งให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ และแข็งก็ไม่ได้อยากให้ใครไปรู้ว่าแข็งเป็นแข็งด้วย เพราะแข็งไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย
ด้วยเหตุนี้สิ่งที่มีจริงคือธรรม มีลักษณะที่หลากหลายต่างกันมาก จำแนกเป็นประเภทใหญ่ได้ ๒ อย่าง คือสภาพธรรมอย่างหนึ่งมีจริง แต่ว่าไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย เช่น กลิ่น รู้อะไรหรือไม่ เสียง รู้อะไรหรือไม่ รส รู้อะไรหรือไม่ คือเข้าใจธรรมว่าถ้าศึกษาธรรมก็คือ เข้าใจว่าสิ่งนี้เองที่มีจริง ที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่าเป็นสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป เพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงอย่างที่เราคิด
มีใครเคยคิดบ้างว่า ขณะนี้กำลังเห็นอะไรตามความเป็นจริง ถ้าความไม่จริงคือเห็นอะไร เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงใช่หรือไม่ เช่น เห็นแก้วน้ำ แต่ความเป็นจริงกว่านั้นคือ เห็นสิ่งที่เป็นจริงอย่างหนึ่ง เป็นธรรมอย่างหนึ่ง เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง แข็งปรากฏให้เห็นได้หรือไม่ แข็งมีจริงแต่ปรากฏให้เห็นไม่ได้ เสียงมีจริงปรากฏให้เห็นได้หรือไม่ ไม่ได้ จิตมีจริงปรากฏให้เห็นได้หรือไม่ ไม่ได้ ความคิดนึกมีจริง โกรธมีจริง ริษยามีจริง มานะมีจริง ไม่ได้ปรากฏให้เห็นว่าเป็นรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้เลย
ในบรรดาธรรมทั้งหมดไม่ว่าจะโลกไหน โลกนี้หรือว่าจักรวาลทั้งหมด สิ่งที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้มีเพียงอย่างเดียว คือสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ เพียงให้เห็นได้ เวลาไม่เห็นยังจำรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่เคยปรากฏได้ แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏไม่ได้ปรากฏจริงๆ เพราะว่าเพียงปรากฏให้เห็นเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น
ดังนั้นต้องทราบว่าการศึกษาธรรมคือ เดี๋ยวนี้เป็นธรรม ซึ่งก่อนที่เราจะสละความเห็นผิดยึดถือสภาพธรรม จนกระทั่งละคลาย จนกระทั่งประจักษ์ความจริง กว่าจะถึงนิพพานได้คือต้องมีความเข้าใจในขั้นฟังให้ถูกต้องว่า ขณะนี้มีใครบ้างหรือไม่ที่รู้ความจริง ที่ใช้คำว่าสติปัฏฐาน หรือสติสัมปชัญญะ อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นสติปัฏฐานหรือสติสัมปชัญญะจริงๆ นั่นเป็นเพียงชื่อ ตราบใดที่ยังไม่รู้ลักษณะของธรรมจริงๆ จะเป็นสติปัฏฐานไม่ได้
เพราะฉะนั้นทางตามีสิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้ายังไม่มีความเข้าใจว่าสิ่งนี้ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพียงเป็นสิ่งที่มีลักษณะอย่างที่กำลังเห็นอย่างนี้ เพียงปรากฏให้เห็นแล้วก็ดับไป นี่คือความจริงหรือไม่ เพราะว่ามีอายุ ๑๗ ขณะจิต ขณะนี้ดูเสมือนว่าทั้งเห็นด้วย ทั้งได้ยินด้วย ทั้งคิดนึกด้วย นี่คือความรวดเร็วอย่างยิ่งของจิตและเจตสิกซึ่งเกิดดับสืบต่อสุดที่จะประมาณได้
ดังนั้นเมื่อเห็นขณะใด การเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากของทั้งนามธรรมและรูปธรรม ทำให้สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้มาพร้อมกับนิมิต เหมือนกับพร้อมกันเลย คือเห็นก็รู้เลยว่าสีแดงเป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง สีเหลืองเป็นดอกไม้อีกชนิดหนึ่ง สามารถที่จะเห็นพร้อมกับรูปร่างสัณฐาน แต่ให้ทราบตามความเป็นจริงว่า การเกิดดับของสภาพธรรมที่ลวงให้คนไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ เพราะเร็วมาก
ถ้าสภาพธรรมเกิดดับช้าๆ ทีละอย่าง จะมีใครสงสัยหรือไม่ว่าสภาพธรรมเกิดดับ ก็ไม่สงสัยเลย แต่เพราะต่อกันสนิทเนียนมากจนไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นการเกิดดับอย่างเร็ว เพราะฉะนั้นการฟังธรรมเพื่อให้เข้าใจเรื่องราวของธรรม จนกว่าจะรู้ลักษณะของสภาพธรรม โดยการที่ต้องเข้าใจจริงๆ อย่าไปใช้คำว่าสติปัฏฐานโดยที่ไม่ใช่สติปัฏฐาน และก็ชอบใช้คำว่าสติปัฏฐานกันมาก หรือแม้แต่จะใช้คำว่าเป็นผู้มีปกติเจริญสติปัฏฐาน หรือจะกล่าวว่าเป็นผู้มีปกติ หรือปกติแล้วสติปัฏฐานเกิด ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ ถ้าไม่มีความเข้าใจเลย สติจะเกิดได้หรือไม่ จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏได้หรือไม่ ก็ไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นแม้แต่เพียงสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ ถ้ามีการฟังเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นสิ่งที่เป็นธาตุ ธรรมทั้งหมดเป็นธาตุแต่ละชนิด เวลาที่พูดถึงธาตุไฟ ความร้อนไม่ใช่ของใคร มีลักษณะร้อน เข้าใจกันได้ ธาตุไฟเป็นธาตุร้อนไม่ใช่ของใคร ลักษณะนั้นร้อน ธาตุดินที่ใช้คำว่าดินคือ แข็ง สภาพที่แข็งก็เปลี่ยนลักษณะแข็งไม่ได้ ให้แข็งเป็นธาตุร้อนก็ไม่ได้ ร้อนก็เป็นร้อน แข็งก็เป็นแข็ง
ทั้งหมดเป็นธาตุแต่ละชนิดซึ่งมีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง ไม่ปะปนกันเลย แม้ว่าจะอาศัยกันและกันเกิด และเกิดโดยไม่แยกจากกันก็จริง เป็นสิ่งที่มีลักษณะเฉพาะอย่างๆ เพราะฉะนั้นถ้าใครสามารถที่จะฟังเข้าใจว่า ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้เท่านี้ ยังไม่ต้องไปถึงไหนเลย แค่เริ่มคิดให้ถูกต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าสิ่งนี้มีจริง เพราะปรากฏ เมื่อจิตเห็นเกิด ถ้าจิตเห็นไม่เกิด แม้สิ่งนี้มีจริงก็ปรากฏไม่ได้ว่ามีจริงๆ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
