ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
ตอนที่ ๑๖๖๔
สนทนาธรรม ที่ บ้านไร่คุณนาย จ.นครราชสีมา
วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ เมื่อเช้านี้พูดถึงเรื่องรูปธรรมก่อน หมายความถึงสภาพที่มีจริงๆ แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่ถ้าไม่มีธาตุหรือธรรมอีกชนิดหนึ่งซึ่งก็มีจริง แต่ว่าต่างกับรูปธาตุ เพราะเหตุว่าเกิดเมื่อไหร่ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยอาศัยตาบ้าง ขณะนี้เกิดขึ้นเห็น เห็นไหม สิ่งที่เกิดขึ้นเห็นไม่ใช่สภาพที่ปรากฏทางตา แต่ว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเกิดทำหน้าที่เห็น กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรา และอย่าคิดว่าไม่ได้ทำอะไร เห็นก็เป็นการงานหน้าที่ชนิดหนึ่ง คิดเป็นหน้าที่ชนิดหนึ่งหรือเปล่า คิดก็เป็นหน้าที่ของสภาพธรรมที่คิด
สภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด คือนามธาตุ เป็นธาตุรู้ ใช้คำว่ารู้ หมายความว่าสามารถที่จะรู้ว่า ขณะนี้สิ่งนี้ที่ปรากฏทางกายแข็ง ไม่ใช่ไปรู้ว่าทางภาษาบาลีใช้คำว่าอะไร หรือว่าทางวิทยาศาสตร์จะว่าอะไร ไม่ใช่อย่างนั้น ตรงตัวคือลักษณะนั้นมี ใครก็เปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้ จะเรียกหรือไม่เรียก สภาพธรรมนั้นก็ปรากฏลักษณะที่แข็งต่อเมื่อมีธาตุที่กำลังรู้แข็ง
ที่สถานที่นี้ วังน้ำเขียว เย็นสบายใช่ไหม เห็นเย็นหรือเปล่า แต่รู้ได้ทางไหน ทางกาย ถ้าไม่มีกายจะไม่มีความรู้สึกเย็น ที่กายนี้ก็จะมีรูปหลายรูปที่มีลักษณะต่างๆ กัน เช่น ที่ตา ทำไมเราเรียกว่าตา ก็เพราะเหตุว่ามีรูปพิเศษ เราสร้างไม่ได้ เราทำไม่ได้ เราหวังไม่ได้ เราขอไม่ได้ แต่ธาตุนี้เกิดเพราะเหตุปัจจัย
คนที่มีกรรมคือ การกระทำด้วยความจงใจ ตั้งใจ เจตนา เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี วันนี้เห็นเจตนาเกิดขึ้นเป็นกุศลมากเลย แม้แต่ตัวเองหรือใครก็ตามที่กำลังเป็นกุศล กำลังสนทนาธรรมก็เป็นเจตนาที่เป็นกุศลฝ่ายดี ที่จะฟังสิ่งที่ไม่เคยฟังให้มีความรู้ความเข้าใจ ให้รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงแต่เห็นพระพุทธรูปแล้วก็กราบไหว้ ซึ่งไม่ใช่พระพุทธเจ้า เป็นรูปที่สมมติว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าจริงๆ คือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ
นี่คือสิ่งซึ่งเป็นความละเอียด ถ้าใครละเอียดฟังอะไรแล้วอย่าข้าม อย่าเผิน ถ้าได้สอบถามแล้วจะได้เข้าใจสิ่งนั้นขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ จากเตรียมอนุบาล จะอยู่นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้กว่าจะถึงชั้นอนุบาล แล้วจะอยู่ชั้นอนุบาลอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ อยากขึ้นชั้นเร็วๆ หรือเปล่า ทั้งๆ ที่ไม่รู้
เคยถามคนหนึ่งว่า ไม่รู้อย่างนี้แล้วให้ถึงนิพพานอยากได้ไหม เขาตอบว่าอยากได้ ได้อะไรก็ไม่รู้ แล้วจะได้ไปทำไมเพราะไม่รู้ และสิ่งที่ได้ไปเป็นนิพพานหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะว่าไม่รู้ทั้งนั้น แล้วจะได้อะไร ก็ได้ความไม่รู้จากชาตินี้ไปชาติต่อๆ ไป ได้ความไม่รู้อยู่เเล้วไม่ต้องไปขอใคร เห็นอะไรก็ไม่รู้ความจริงทั้งหมด
เพราะฉะนั้น ความต่างกันของผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กับผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไกลกันสุดที่จะประมาณได้ ฟ้ากับน้ำไกลกันไหม ไกลมากใช่ไหม ยังไม่เท่าปัญญาของผู้ที่ไม่รู้อะไรเลยกับผู้ที่รู้ ไม่สามารถจะเปรียบได้เลย ยิ่งฟัง ยิ่งเห็นความน่าอัศจรรย์ของธรรม ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย เป็นธรรมจริงๆ
ดังนั้นใครก็ตามที่บอกว่าฟังธรรม ต้องรู้ว่าฟังธรรมจริงๆ หรือเปล่า ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจธรรม ชื่อว่าฟังธรรมหรือเปล่า แม้แต่ฟังก็ต้องรู้ว่าฟังธรรมคือฟังอะไร แล้วเข้าใจหรือเปล่า ถ้าบอกว่าเข้าใจธรรม แต่ว่าไม่เข้าใจขณะนี้เลย เป็นการเข้าใจธรรมหรือเปล่า เพราะไม่รู้ว่าเป็นธรรมใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ละเอียดแต่ละคำ จึงได้ถามว่าเมื่อเช้านี้มีคำใหม่กี่คำ เมื่อเช้าได้คนละกี่คำ ๑ คือธรรม ๒ คือรูปธรรม รูปก็เป็นธรรม ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม ถ้ามีจริงๆ มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างแสดงความต่างของธรรม ตอนนี้ได้เข้าใจคำว่าธรรม เข้าใจรูปธรรม เข้าใจนามธรรมไหม
ถ้าจะตอบให้ตรงที่สุดซึ่งจะไม่ผิดจากข้อความใดๆ ในพระไตรปิฎกเลย คือสิ่งใดที่มีจริงแต่ไม่ใช่รูปธรรม สิ่งนั้นเป็นนามธรรมทั้งหมด เห็นไหมว่ามีเงื่อนไขแล้ว สังเกตหรือเปล่าว่ามีเงื่อนไข สิ่งใดก็ตามที่มีจริง ไม่ใช่รูปธรรม สิ่งนั้นๆ เป็นนามธรรมทั้งหมด แสดงว่านามธรรมต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งเรายังไม่ได้รู้ทั้งหมด เพียงแต่ได้ยินว่าสิ่งใดๆ ที่มีจริง แต่ไม่ใช่รูปธรรม สิ่งนั้นเป็นนามธรรม เท่าที่เราจะรู้ได้ก็คือ คิดนึกเป็นนามธรรม กำลังรู้เรื่องที่กำลังคิด
มีเงินที่ธนาคารเท่าไหร่ ถ้าไม่คิดก็ไม่มีใช่ไหม แต่เมื่อคิดก็มีมากมีน้อย หรืออะไรก็ตามแต่ คือ มีเมื่อคิดแล้วเข้าใจว่ามี แต่ความจริงถ้าไม่เห็น อาจจะถูกโจรปล้นไปหมดแล้วก็ได้ ล้มละลายไปหมดแล้วก็ได้ แต่ยังเข้าใจว่ายังมีอยู่ เหมือนอย่างคนที่เราเข้าใจว่าเป็นเพื่อนเรา เขายังเป็นเพื่อนเราอยู่ใช่ไหม เขาอยู่ที่ไหน เขาชื่ออะไร เขาทำอะไร แต่เขาตายไปเมื่อวันก่อนนี้เองแล้วเราไม่รู้ก็ได้ นี่คือเป็นเรื่องของความคิด ความคิดมีจริง แต่เรื่องที่คิดไม่จริง แล้วแต่ว่าจะจำอะไร คิดถึงอะไรก็เป็นสิ่งที่เพียงคิด
พรุ่งนี้มีจริงไหม ตอบอะไรก็ตาม ต้องเข้าใจในสิ่งที่ตอบพร้อมทั้งเหตุและผล พรุ่งนี้มีจริงไหม เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะเกิดก็เกิด ต่อจากนี้ไปจนกระทั่งถึงที่เราเข้าใจว่าคือพรุ่งนี้ แต่จริงๆ แล้วขณะนี้เองสภาพเห็นเกิดแล้วดับ เป็นธรรมดา เป็นปกติ ไม่สงสัย แต่ไม่รู้ความจริงว่าเกิดแล้วดับ แต่เพราะเห็นมีจริง และขณะที่กำลังเห็นขณะนั้นจะไม่ได้ยิน เพราะว่ามีสิ่งที่ปรากฏและมีจิตที่กำลังเห็นเท่านั้น ถูกต้องไหม แขนมี ขามี ตัวมีหรือเปล่า มองตัวกันใหญ่เลย กำลังเห็นอยู่ แขน ขา ตัวมีไหม มีนิ้วเท้าด้วยหรือเปล่า ถ้าไม่ถาม มีไหม ก็ไม่ได้คิดถึงนิ้วเท้าใช่ไหม เพราะว่าขณะนั้นมีแต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น
เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจความละเอียดยิ่งของธรรม ขณะที่เห็นไม่ใช่คิด นี่คือเริ่มที่จะเข้าใจความละเอียดว่าเพราะอะไร เพราะคิด ไม่ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็คิดได้ใช่ไหม แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นคิดไม่ได้ จะไปคิดให้เห็น คิดอย่างไรก็คิดไม่ได้ ถ้าไม่มีเห็นกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ถูกต้องไหม ในขณะที่เห็นปรากฏไม่ใช่ขณะที่คิด
ได้เห็นความละเอียดเพิ่มขึ้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละน้อยๆ จะขึ้นชั้นหรือยัง ยังไม่ขึ้น ถ้าขึ้นก็ตกแน่เลย ไปถึงชั้นนั้นแล้วไม่รู้อะไรเลยสักอย่างเลย งงไปหมด ขึ้นไปอย่างนั้นเองใช่ไหม แต่ว่าความจริงไม่มีใครไปยกใครให้ขึ้นชั้นได้เลย แต่ต้องเป็นความเข้าใจของคนนั้นเองที่จะต้องรู้ตัวว่าเข้าใจขึ้น ถึงแม้ว่ายังไม่มาก ยังไม่ละเอียด แต่ก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่ได้ยินจากการที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน เช่น คำว่าธรรม แต่ก่อนนี้ก็ไม่มีความเข้าใจถึงตัวธรรมจริงๆ ได้ยินแต่ชื่อ แต่เมื่อมีความเข้าใจแล้วคือสิ่งที่มีจริงนี่เอง อย่างไรๆ ก็เป็นสิ่งที่มีจริงภาษาไทย ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม หรือใช้คำว่าธาตุ เพื่อแสดงว่าสิ่งที่มีจริงนั้นไม่ใช่ของใคร เหมือนกับธาตุไฟไม่ใช่ของใครเลย เกิดขึ้นก็ร้อน จะเป็นเราหรือของเราได้อย่างไร
ดังนั้น เมื่อใช้คำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงแล้ว จึงใช้คำอีกคำหนึ่งว่า ธาตุ ให้รู้ว่าสิ่งที่มีจริงนั้น ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของใคร มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย ถ้าเป็นคนที่ละเอียดลองคิดดูว่า สิ่งที่เกิดเเล้วมีอะไรกลับมาบ้าง กำลังรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม หมดแล้ว มีรสหวาน หมดแล้ว มีรสเปรี้ยวก็หมดแล้ว เค็มเมื่อสักครู่นี้ที่กำลังลิ้มรส รู้รส กลับมาอีกหรือเปล่า แล้วหวานที่ลิ้มรสต่อนั้นกลับมาอีกหรือเปล่า แล้วเปรี้ยวกลับมาอีกหรือเปล่า ทุกขณะเป็นอย่างนี้ ไม่มีวันกลับมาอีกเลย
เพราะฉะนั้นที่เป็นเรา เดี๋ยวรักเดี๋ยวชัง เดี๋ยวทุกข์เดี๋ยวสุข เดี๋ยวโกรธ เป็นสภาพธรรมทั้งหมด ไม่อยากให้มีความทุกข์เลย ไม่อยากเสียใจ ไม่อยากร้องไห้ ไม่อยากโกรธ แต่เมื่อมีปัจจัยก็เกิด บังคับบัญชาไม่ได้ นี่คือแม้ว่าเป็นธรรมก็ต้องเป็นธาตุ ให้รู้ตามความจริงว่าเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้ว่าจะให้เป็นอย่างนี้ หรือให้เป็นอย่างนั้น หรือเกิดมาแล้วก็ไม่ให้หมดสิ้นไป บังคับบัญชาไม่ได้เลย
ทุกคนที่ไม่รู้ความจริงมีทุกข์ไหม สิ่งที่พอใจหมดแล้ว หายไปแล้ว เสื้อตัวสวยๆ ยากไหมที่จะสละความติดข้องซึ่งนำมาซึ่งความทุกข์ เพราะว่าตลอดชีวิตนี้ รักตัวนี้ที่สุด รักตัวไหนก็ไม่เท่าตัวนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า บำรุงบำเรอแต่ตัวนี้ อาบน้ำแต่งตัวบำรุงทุกอย่าง อาหารก็ต้องเลือกเฟ้นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวนี้จริงๆ ตัวนี้จะได้ไม่ป่วยไข้ได้เจ็บ ตัวนี้จะได้แข็งแรง รวมทั้งทำมาหากินทั้งหมด ได้เงินมามากมายเพื่อตัวไหน แค่นี้เอง แค่นี้เอง
นี่คือชีวิต แต่ในที่สุดก็ต้องจากตัวนี้ไปโดยที่ตัวนี้ตามไปไม่ได้เลย รักแสนรักชาตินี้อย่างไรก็ตามไปไม่ได้ นี่คือเพียงตัวอย่างที่ให้เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดและต้องหมดไปซึ่งเราคิดถึงระยะยาว แต่ความจริงสั้นกว่านั้นมาก ที่ใช้คำว่าทุกอย่างคือ มีลักษณะ ๓ อย่างที่เกิดมาแล้วต้องเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังคือไม่เที่ยง รู้หรือไม่รู้ ก็กำลังไม่เที่ยง เดี๋ยวนี้กำลังเกิดขึ้นเเละดับไป นี่คืออนุบาล
ฟังเข้าใจตรงนี้แต่ยังไม่ประจักษ์ตรงนี้ จะขึ้นชั้นไม่ได้ อยากจะขึ้นไหม ก็ต้องตามความเป็นจริง อยากไปทำไมด้วยความไม่รู้ รู้ขึ้นเมื่อไหร่จะต้องมีคนบอกไหมว่าเราอยู่ชั้นไหน ไม่ต้อง เพราะเป็นไปเพื่อละ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อเราอยากจะอยู่ชั้นสูงๆ เรารู้ชื่อมากๆ หรืออะไรอย่างนั้นเลยใช่ไหม แต่ต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ไม่รู้เลยว่า เรากำลังมีทุกข์เพราะความติดข้องหรือเปล่า เหตุใดพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลท่านไม่เดือดร้อนเลย ไม่มีกิเลสใดๆ เลยทั้งสิ้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าดับกิเลสหมด พระอรหันต์ทุกรูปดับกิเลสหมด ดังนั้นความต่างของพระอรหันต์กับปุถุชน คือปุถุชนยังมีกิเลสเต็มทุกวันแล้วเพิ่มขึ้นด้วย และไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่าเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ๆ แล้วจะหมดได้อย่างไรถ้าไม่มีการเข้าใจธรรม
ด้วยเหตุนี้การฟังพระธรรม การเข้าใจพระธรรมประเสริฐสุด ซึ่งเงินทองซื้อไม่ได้เลย ไปขอซื้อคนมีปัญญา ขอแบ่งมาหน่อยได้ไหม เขาให้มาได้ไหม ไม่ได้ ต้องเป็นสิ่งที่ผู้นั้นเองสะสม ตั้งแต่เห็นประโยชน์แล้วก็ฟัง ค่อยๆ พิจารณา และไม่ประมาทที่จะเข้าใจความละเอียดของธรรมแต่ละคำ
เมื่อเช้านี้มีคำใหม่กี่คำ จะได้รู้ว่าตกหล่นคำไหนบ้างอย่างไร จะได้เพิ่มเติมให้ ๓ คำใช่ไหม อะไรบ้าง ธรรม๑ นามธรรม รูปธรรมอีก ๒ เป็น ๓ และอะไรอีก อารมณ์ อารมณ์คืออะไร เมื่อเช้ารู้สึกว่าเราพูดไปนิดเดียว แต่ถ้าเราพูดมากขึ้นความเข้าใจของเราก็มั่นคง ต้องไปท่องไหม ถ้าเข้าใจไม่ต้องท่องเลย แล้วไปเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม ไม่ได้
เมื่อมีสภาพธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ เดี๋ยวนี้มีไหม เพราะไม่ใช่มีแต่รูปใช่ไหม ถ้ามีแต่รูปก็ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่คิดนึก ไม่สุขทุกข์อะไรทั้งสิ้น แต่ไม่ได้มีแต่เฉพาะรูปธรรม มีนามธรรมด้วย เพราะฉะนั้น ขณะนี้มีทั้งนามธรรมและรูปธรรม แต่ต่างกันโดยสิ้นเชิง รูปจะมีความรู้สักนิดหนึ่งก็ไม่ได้ จะจำสักนิดหนึ่ง จะสงสัยสักนิดหนึ่งก็ไม่ได้ ไม่รู้เลย แข็งเกิดเป็นแข็งแล้วก็ดับ ใครไปเปลี่ยนแข็งไม่ได้ เสียงไม่ใช่แข็ง เกิดเป็นเสียงแล้วก็ดับ
เพราะฉะนั้น สภาพที่ไม่รู้ทั้งหมดเป็นรูปธรรม แต่มีธาตุอีกชนิดหนึ่ง ใครจะไปบังคับไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ อย่ามารู้อะไรเลยเพราะลำบากใช่ไหม ต้องเห็น ต้องได้ยิน เบื่อ เดี๋ยวเห็นสิ่งที่น่าพอใจ เดี๋ยวเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เลือกก็ไม่ได้ว่าอยากจะเห็นอะไร ไม่เห็นเลยดีกว่า ก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นธาตุ เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นสิ่งที่มีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น ใครจะไปยับยั้งไม่ให้เกิดในเมื่อเป็นสิ่งที่มีเหมือนธาตุ เหมือนเย็น เหมือนร้อน เหมือนเปรี้ยว เหมือนหวาน แต่ว่าไม่ใช่มีแค่นั้นยังมีธาตุรู้อีก ซึ่งต่างกับรูปธาตุ และตัวธาตุรู้ลำบากมาก ยุ่งมาก ถ้าไม่มีเสียเลยสบายไหม สบายหรือไม่สบาย ไม่ต้องเห็น ไม่ต้องได้ยิน เมื่อเห็นแล้วก็ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง เดือดร้อนบ้าง
เมื่อมีร่างกายก็ต้องมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีตาก็ต้องเห็น มีตาไว้ทำไมถ้าไม่เห็น ลองตอบ จะมีตาไว้ทำไมถ้าไม่เห็น มีตาแล้วไม่อยากเห็นแต่ก็ต้องเห็นใช่ไหม หรือมีตาแล้วไม่อยากเห็นก็ไม่เห็นได้ ไม่ได้ นี่คือธรรม เริ่มเห็นความเป็นอนัตตา ความเป็นธาตุ ความเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล มีปัจจัยก็เกิดขึ้นและดับไปแล้วไม่กลับมาอีก ค่อยๆ น้อมไปสู่ความจริงไหมว่า ชีวิตก็คือชั่วคราว เราเรียกว่าชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย แต่แบ่งย่อยเป็นขณะที่สั้นที่สุด คือเดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวคิดนึก เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ ซึ่งทุกขณะก็หมดไปๆ ๆ ไม่ได้กลับมาอีกเลย จนถึงขณะสุดท้ายของชาตินี้
จากโลกนี้ไป จิตไม่ได้เกิดดับโดยอาศัยรูปนี้อีกเลย แต่กรรมทำให้จิตที่เป็นผลของกรรมหนึ่งเกิดสืบต่อจากจิตขณะสุดท้าย เป็นจิตขณะแรกของชาติต่อไป พร้อมกับกรรมนั้นก็ทำให้รูปเกิดขึ้นซึ่งเป็นผลของกรรมนั้น
รูปที่เกิดเพราะกรรมนั้นหลากหลาย รูปมนุษย์ก็มี เป็นหญิงตามกรรม เป็นชายตามกรรม พิการตามกรรม สวยงามตามกรรม ไม่งามตามกรรม นอกจากมนุษย์แล้วก็ยังมีสัตว์มากมายหลายชนิด สัตว์น้ำ สัตว์บก ทางอากาศก็มี หนอนก็มี มีขาก็มี ไม่มีขาก็มี ใครทำ? กรรม
เราทำได้ไหม ถ้าเราทำได้ทุกคนคงสวยมากอย่างที่ต้องการ แต่อย่าลืมว่าสวยเพราะกรรม โดยที่เราไม่ได้คิดเลยว่า ชาติก่อนเราอยากจะมีคิ้วอย่างนี้ มีตาอย่างนี้ มีปากอย่างนี้หรือเปล่า แต่ทุกคนชอบสิ่งที่น่าดู
เพราะฉะนั้น ชาติก่อนเราก็ชอบที่จะได้เห็นสิ่งที่ประณีตโดยเฉพาะ คิ้วอย่างนั้น ตาอย่างนี้ โดยไม่ต้องบอกใครแต่เป็นความพึงพอใจที่มีอยู่ เมื่อเป็นผลของกุศลกรรมก็ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเป็นไปอย่างนั้น ถ้าใครจะเกิดบนสวรรค์ หวังไหม ดีกว่านรก ที่เกิดมีมาก หรือว่าอย่างไรๆ พ้นจากนรกมาเป็นมนุษย์ก็ยังดี แล้วถ้าพิการ? เเต่ในนรกยิ่งกว่านี้ คิดดูว่าไฟไหม้ไม่จบ ถ้าเราเป็นมนุษย์ถูกไฟไหม้ก็ตาย ผลของกรรมทำให้มนุษย์มีอายุที่สั้นมาก แต่ว่าผลของกรรมที่ทำให้เกิดในนรก ร้อนอย่างไร ปวดเจ็บอย่างไรก็ยังไม่ตาย ตราบใดที่กรรมนั้นยังให้ผล ยังต้องอยู่ในนรกนั้นจนกว่าจะสิ้นกรรม
ดังนั้น เกิดเป็นคนพิการเทียบกับนรก จะเลือกอย่างไหน เลือกจะไปนรก หรือว่าจะเป็นคนพิการ คนที่เกิดเป็นคนพิการนั้นเป็นผลของกุศลอย่างอ่อน ทำให้ปฏิสนธิจิตมีอกุศลเบียดเบียนได้ แล้วแต่ว่าจะเป็นกรรมที่จะทำให้หูหนวก หรือตาบอด หรือพิการ หรือบ้าใบ้ อะไรก็ตามแต่ เป็นเรื่องของเหตุกับผลซึ่งต้องตรงกัน
จากการเข้าใจธรรม เราจะค่อยๆ เข้าใจแม้แต่เรื่องกรรมก็ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่ว่าพูดเรื่องกรรม เหตุและผลของกรรมอยู่ไหน เดี๋ยวนี้รู้ไหมว่าผลของกรรมอยู่ไหน เดี๋ยวนี้ อนุบาลรู้ไหม เตรียมอนุบาลไม่รู้ใช่ไหม
ผลของกรรมครั้งแรกในชีวิตคือขณะเกิด จิตที่เกิดขณะแรกของชาตินี้เป็นผลของกรรมหนึ่งซึ่งเลือกไม่ได้ ชาตินี้ทำกรรมเท่าไหร่ กี่กรรมนับไม่ได้ รวมกับชาติก่อนๆ นั้นอีก และกรรมหนึ่งเท่านั้นที่จะทำให้เกิด เราเลือกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเราจึงเกิดต่างกัน นกกับเราต่างกันที่ไหน นกก็เห็น เราก็เห็น เทวดาก็เห็น พรหมก็เห็น แล้วต่างกันตรงไหน ต่างกันที่ไหน
เห็น ไม่ต่างกัน ทรงแสดงไว้เลยว่าเห็นเป็นจิต ซึ่งมีเจตสิกสภาพธรรมที่ไม่ใช่จิต แต่ต้องเกิดพร้อมจิต รู้สิ่งเดียวกัน ไม่ว่าจิตรู้อะไรเจตสิกนั้นต้องรู้ด้วย แต่จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ และเจตสิกที่เกิดกับจิตแต่ละประเภทก็ทำกิจของเจตสิกนั้น ก้าวก่ายกันไม่ได้เลย เจตสิกไหนก็ต้องทำหน้าที่ของเจตสิกนั้น
จิตเห็น ทรงแสดงว่ามีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ประเภทเท่านั้นเอง น้อยที่สุด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นนกเห็น คนเห็น เทวดาเห็น ธรรมเป็นธรรม เปลี่ยนธรรมไม่ได้ เปลี่ยนเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นกเห็นมีเจตสิก ๗ เทวดาเห็นมีเจตสิก ๗ มนุษย์เห็นมีเจตสิก ๗ พรหมเห็นมีเจตสิก ๗ เพราะว่านามธรรมที่เห็นไม่ใช่รูปธรรม แต่เราบอกว่าช้างเห็น เพราะเรานำรูปช้างไปใส่ในขณะที่เห็นก็เลยเป็นช้างเห็น มดเห็นไหม นำรูปมดไปใส่ก็บอกว่ามดเห็น แต่เห็นเป็นเห็น ธรรมเป็นธรรม
นี่คือการศึกษาธรรมเพื่อรู้จักธรรมตามความเป็นจริง จะยังเป็นอนุบาลต่อไปหรือเปล่า หรือจะขึ้นชั้นแล้ว ก็คือตามความเป็นจริงที่เป็นผู้ตรงและเริ่มรู้จักตัวเอง และรู้ว่าปัญญากับอวิชชาต่างกันมาก ถ้ามีอะไรสงสัยก็ถามได้เลย เพราะว่าสงสัยแล้วทิ้งไว้ก็ยังสงสัยอยู่เรื่อยๆ แต่ว่าถ้าได้ฟังก็อาจจะหายสงสัย เมื่อไหร่หมดความสงสัย ไม่มีความสงสัยอีกเลย ทราบไหม
ผู้ฟัง หมดความสงสัย
ท่านอาจารย์ ไม่สงสัยอะไรอีกเลยในสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ผู้ฟัง ก็ยังสงสัยอยู่
ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้าสงสัยอะไรหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่สงสัยแล้ว
ท่านอาจารย์ พระอรหันต์สงสัยหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ พระอริยบุคคล พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี สงสัยอะไรหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะท่านบรรลุกันแล้ว
ท่านอาจารย์ เพราะปัญญาดับความสงสัยหมดสิ้นไม่เกิดอีกเลย จึงเป็นพระอริยบุคคล ถ้าตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอริยบุคคล ยังสงสัยไหม
ผู้ฟัง สงสัยมากเลย
ท่านอาจารย์ ใช่ ถูกต้อง ฟังต่อไปไหม
ผู้ฟัง ฟัง
ท่านอาจารย์ แล้วจะค่อยๆ หายความสงสัยในขั้นฟัง แต่ยังไม่ประจักษ์ความจริงเมื่อไหร่ก็ยังสงสัยว่า จิตเกิดดับจริงๆ หรือ เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น รูปนี้เกิดดับจริงๆ หรือ ในขณะนี้ที่กำลังมีลักษณะของรูปปรากฎ
เพราะฉะนั้นปัญญาเจริญได้ อบรมได้ ปัญญาที่ยังไม่เจริญจะต้องต่างกับปัญญาที่อบรมเจริญแล้ว แต่ทั้งหมดคือไม่ใช่เรา ปัญญาก็เป็นปัญญา จึงจะสามารถละการที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นตัวตน เพราะรู้ว่าธรรมเป็นธรรม ขณะนี้ฟังว่าธรรมเป็นธรรม แต่เห็นเป็นธรรมก็ยังไม่รู้ว่าเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่เรา ก็จะต้องมีการอบรมปัญญาจนกว่าจะเจริญขึ้นอีก ถ้าคิดว่ารู้แล้วจะฟังต่อไปไหม
ผู้ฟัง อยากฟัง
ท่านอาจารย์ ถ้ารู้แล้วก็ไม่ต้องฟัง แต่เพราะยังไม่รู้จึงฟังอีกใช่ไหม เพื่อที่จะได้รู้ถูกต้องขึ้นอีก
ผู้ฟัง เพราะมีข้อสงสัยมากเลย
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แต่ละคำๆ มีความละเอียดอีกมาก ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดงพระธรรมมากกว่าใคร ก่อนที่จะเสด็จบิณฑบาต เพียงแค่ตื่นบรรทมก็พิจารณาแล้วว่า ใครสามารถที่จะเข้าใจธรรมได้แม้เพียงเเค่คนเดียว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเสด็จไปหาเพื่อที่จะให้เขาได้ฟังธรรม พระมหากรุณาแค่ไหน เมื่อเสด็จไปบิณฑบาตแล้ว หลังจากที่เสวยก็มีการแสดงธรรมอีก ตอนเย็นก็แสดงธรรม ตอนค่ำก็แสดงธรรม ตอนดึกก็แสดงธรรม เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เราก็น้อยมากใช่ไหม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
