ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665


    ตอนที่ ๑๖๖๕

    สนทนาธรรม ที่ เขาเขียว จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒


    อ.คำปั่น มีประเด็นเรื่องโลกในวินัยของพระอริยะ โลกะหรือโลก ความหมายคือสภาพธรรมที่แตกดับ สภาพธรรมใดก็ตามที่เกิดแล้วดับ สภาพธรรมนั้นชื่อว่าโลก ซึ่งโลกนี้ก็ไม่พ้นไปจากโลกทั้ง ๖ โลก ไม่ว่าจะเป็นโลกทางตา โลกทางหู โลกทางจมูก โลกทางลิ้น โลกทางกาย โลกทางใจ

    สำหรับผู้ที่เป็นพระอริยบุคคล ท่านรู้โลกตามความเป็นจริง ซึ่งจะตรงกันข้ามกับปุถุชน ปุถุชนไม่รู้โลกตามความเป็นจริง จึงยึดถือโลกว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลอยู่ นี่คือความแตกต่างกัน กราบเรียนขอท่านอาจารย์ได้ขยายความต่อในเรื่องโลกในวินัยของพระอริยะด้วย

    ท่านอาจารย์ พบกันอีกตอนบ่าย โลกตอนเช้าหายไปหมดแล้วใช่ไหม เหลือโลกแต่ละขณะตอนนี้ ถ้าใครกำลังหลับอยู่ก็คนละโลกแล้วใช่ไหม คือไม่มีโลกทางตาปรากฏ ไม่มีโลกทางหู ไม่มีโลกทางจมูก ไม่มีโลกทางลิ้น ไม่มีโลกทางกาย ไม่มีโลกทางใจปรากฏ แต่ยังไม่ตาย เพราะฉะนั้น โลกนั้นก็เป็นโลกที่เกิดดับโดยไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ นี่เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า คือธรรมต้องรู้ว่าเป็นชีวิตจริงๆ แต่ละขณะ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้เข้าใจสิ่งที่มีเลย เราก็บอกว่าเราหลับ และตอนหลับโลกอะไรปรากฏ มีไหม ไม่มี แต่ยังไม่ตาย

    เพราะฉะนั้น โลกนั้น เเม้มีก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ แต่ว่าในขณะนี้ความละเอียดก็คือเราไม่ได้เคยรู้เลยว่า ชั่วหนึ่งขณะที่สภาพธรรมปรากฏมีอะไรบ้าง เกินวิสัยที่จะรู้ได้แต่ก็เป็นอย่างนั้น เช่น ในขณะนี้มีโลกเห็นแน่ๆ โลกหนึ่ง เกิดแล้วเห็นอะไร เห็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง แค่นี้ก็ไม่รู้ความจริง กลายเป็นเห็นแล้วคิดนึกทันที โดยที่ไม่แยกว่าโลกทางตาเป็นโลกหนึ่งซึ่งต่างกับโลกทางใจ ซึ่งต่อกัน เพราะเหตุว่าเมื่อมีเห็น ก็จะต้องมีคิดนึกถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แล้วก็จำว่าเป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ เวลาที่ได้ยินชั่วขณะนิดเดียวดับแล้ว ก็ยังจำเป็นเรื่องเป็นราว สนทนากันมากมายเลย

    เมื่อสักครู่นี้กี่โลก นับโลกไม่ถ้วนแต่ไม่รู้เลยว่าเป็นแต่ละโลกด้วย เหมือนกับว่าเป็นเรื่องเดียวเลย ตั้งแต่เวลานั้นถึงเวลานี้คุยกันเรื่องอะไรบ้าง แต่ถ้านับหนึ่งขณะจิต และในหนึ่งขณะจิตมีอะไรบ้าง อย่างขณะนี้มีเห็น เมื่อครู่นี้ก็มีเห็น แล้วฟังเรื่องเดียวกันหรือเปล่า เมื่อครู่นี้คุยกันเรื่องนี้หรือเปล่า ก็เป็นเสียงใช่ไหม แต่เมื่อคิดก็คนละโลก โลกเมื่อครู่นี้เป็นโลกของตัวตน เป็นโลกของเรื่องราว เป็นโลกของการที่จะไม่ฟังให้เข้าใจความจริงว่า แม้เมื่อครู่นี้ก็มีเสียงปรากฏแล้วก็มีคิดนึก แต่คนละเรื่อง เดี๋ยวนี้ก็มีเสียง แล้วก็มีได้ยิน แล้วก็มีคิดนึก แต่คนละเรื่อง

    เพราะฉะนั้น เรื่องแต่ละเรื่องตามความคิดนึกนี้ไม่เคยรู้ความจริงอย่างละเอียดเลย แต่ถ้ารู้ก็ดีกว่าไม่รู้มากมาย เพราะเหตุว่าสามารถที่จะเข้าใจความจริงได้ว่า โลกยังต่างกันตามความคิด โลกของพระอริยเจ้ากับโลกของผู้ที่ไม่รู้อะไรเลยไกลกันมาก แล้วทำไมเราต้องเข้าใจอย่างนี้ คนที่รู้ความจริงมีปัญญามีความเข้าใจถูก หรือว่าไม่มีปัญญา ไม่เข้าใจถูก

    เห็นไหมว่าอยู่ในโลกของความมืด ของความงมงาย ของความไม่รู้ความจริง กับค่อยๆ ออกจากโลกมืดมาสู่โลกที่สว่าง แต่สว่างจนกระทั่งสามารถจะเห็นถูก เข้าใจถูก ในสิ่งที่กำลังปรากฏนี้หรือยังว่า เป็นโลกหนึ่งๆ ๆ แต่ละขณะเป็นแต่ละโลกๆ ๆ และโลกที่เกิดก็ดับไป โลกที่เกิดก็ดับไป

    ถ้าจะใช้คำว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งพระพุทธเจ้ายังทรงพระมหากรุณาแสดงความจริงของธรรมว่า เป็นแต่เพียงสิ่งที่เกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้นที่ว่าโลกมีก็เมื่อมีสิ่งที่เกิดแล้วดับ ถ้าไม่มีสิ่งที่เกิดแล้วดับจะมีโลกไหม นี่คือเราอาจจะพูดตามพระธรรมได้หมดทุกอย่าง แต่ถ้าเราไตร่ตรองมากขึ้น ความเข้าใจของเราก็ค่อยๆ เป็นแสงสว่างทีละน้อยๆ ที่จะเห็นว่า แม้พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นคำธรรมดา แต่ว่าความจริงของสิ่งนั้นมากมายมหาศาล แล้วยังแสดงให้เห็นว่า การที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดสามารถที่จะเข้าใจพระธรรมได้จริงๆ จนกระทั่งเป็นแสงสว่างเป็นที่พึ่งจะช้าหรือจะเร็ว จะมากหรือจะน้อย แม้แต่เพียงโลกทางตาโลกเดียว

    ในพระไตรปิฎกมีหลายโลก ทุกโลกทั้งหมดที่ทรงแสดงทั้ง ๓ ปิฎก แต่ถ้ากล่าวถึงทางตาเพียงโลกเดียว กล่าวไว้ที่สามารถจะทำให้คนฟังเริ่มเข้าใจโลกนี้ว่า โลกนี้เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาได้ไหม สิ่งเดียวแต่เพิ่มให้เราฟังแล้วก็คิดไตร่ตรองและเข้าใจ จนกระทั่งสามารถที่จะเห็นว่า กว่าจะรู้ความจริงของโลกอีกนานไหม และคำถามที่ว่าเมื่อไหร่ๆ จะตอบอย่างไร ตอบแทนคนอื่นได้ไหม และถ้าไม่ตอบแทนคนอื่น ตอบเองว่าอีกนานเท่าไหร่ นานจนกระทั่งจนกว่าจะไม่ถามเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็เริ่มเข้าใจถูกต้องว่าถามแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เพราะว่าไม่มีความรู้อะไรเลยในสิ่งที่กำลังเกิดดับขณะนี้ ยังไม่คลายความไม่รู้เลย แล้วจะไปประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้น จากการศึกษาธรรม จะเริ่มเห็นความต่างของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กับผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังเลย เขาจะกราบไหว้บูชาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสักเท่าไหร่ก็ไม่เห็นพระคุณ คือยังไม่รู้จักอยู่นั่นเอง เพราะว่ายังไม่ได้เข้าใจธรรม หรือว่าบางคนอาจจะยังไม่ได้ฟัง บางคนไม่มีแม้อัธยาศัยที่จะฟัง ถ้าฟังวิทยุแล้วมีธรรมเขาก็หมุนไปหารายการอื่นทันที หลายท่านเคยเป็นมาแล้ว ไม่ใช่ไม่เคยเป็น แต่ยังมีการสะสมที่ทำให้อาจจะเป็นโอกาส หรืออาจจะเป็นปัจจัยใดๆ ก็ไม่ทราบ แต่ละคนก็แต่ละหนึ่งจริงๆ จะซ้ำกันไม่ได้เลย ทำให้เขาจำเป็นต้องได้ยิน ก็มาตั้งแต่จำเป็นต้องได้ยินก่อน จำเป็นต้องได้ยินบ่อยๆ เข้าก็เริ่มสนใจทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งเปิดวิทยุฟังเอง หรือว่าถึงเวลาแล้วคนอื่นไม่เปิดก็เตือนให้เปิด นี่เป็นเรื่องของธรรมทั้งหมดจริงๆ ค่อยๆ ปรับปรุง ค่อยๆ สะสม ที่ใช้คำว่าภาวนา หมายความถึงค่อยๆ เกิดขึ้น เจริญขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แม้แต่การฟัง

    เมื่อสักครู่นี้เราพูดเรื่องเห็น เมื่อวันก่อนเราก็พูดเรื่องเห็น พูดว่าเป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริง บังคับบัญชาไม่ได้ วันนี้จะเปลี่ยนคำพูดไหม มีใครเปลี่ยนบ้าง เมื่อรู้จักธรรมแล้วจะเปลี่ยนไหมว่าเห็นไม่ใช่ธรรม เป็นเราบังคับให้เห็นได้ ลืมตาขึ้นก็เห็น อาจจะคิดง่ายๆ อย่างนี้ นั่นคือผู้ที่ไม่ได้ไตร่ตรองพระธรรมว่า พระธรรมที่ได้ทรงแสดงแล้วแม้คำเดียวที่ตรัสก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นการตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมจนถึงที่สุด จะจริงยิ่งกว่านี้อีกไม่มี

    ดังนั้นเมื่อตรัสว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิด สิ่งนั้นต้องดับ ใครจะเปลี่ยนแปลงหรือใครจะปฏิเสธ แสดงให้เห็นว่าการเริ่มฟังธรรม เป็นการเริ่มรู้จักความจริง และเมื่อไตร่ตรองแล้วก็รู้ว่าความจริงเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น ความจริงเดี๋ยวนี้มีอะไรบ้าง มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นจริง เป็นธรรม เป็นโลก ถ้าเป็นโลกและปรากฏ หมายความว่าเกิดขึ้นและดับไป จะรู้หรือไม่รู้ก็เป็นความจริงอย่างนั้น แต่เมื่อเป็นคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงจากการที่ทรงตรัสรู้ วันหนึ่งก็สามารถที่จะรู้ได้จริงๆ ว่าสิ่งนี้เกิดแล้วดับ

    วันนั้นสำหรับท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมื่อได้ฟังพระปฐมเทศนา สามารถรู้ความจริงที่ทรงแสดงและกำลังปรากฏในขณะนั้น เป็นพระอริยสาวก ก่อนที่ท่านจะได้ฟังปฐมเทศนา ก่อนที่จะได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ชีวิตของท่านพระอัญญาโกณฑัญญะและคนอื่นๆ ถอยกลับไปแต่ละภพแต่ละชาติก็เหมือนแต่ละคนขณะนี้ มีเห็น มีได้ยิน แล้วมีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ แล้วก็ใส่ใจ เงี่ยโสตลงสดับพิจารณา เมื่อเป็นความจริงที่เข้าใจ ความจริงนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ไม่เปลี่ยน คือสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เอง

    พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตรัสรู้สิ่งที่ไม่มี และในขณะนั้นที่ทรงตรัสรู้ก็รู้ความจริงของธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนั้นด้วย ไม่ใช่ในขณะอื่น แต่ว่าพระบารมีที่ได้สะสมมา บารมีคือความดี ถ้าใช้คำว่าความดีต้องเป็นเรื่องละไม่ใช่เรื่องติด สามารถที่จะสละความสุขของตัวเอง สามารถที่จะสละทรัพย์สินเงินทอง สามารถที่จะสละความเป็นตัวตน อดกลั้นที่จะไม่โกรธเด็กที่ก้าวร้าวทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ดี หรือใครก็ตามทั้งหมดตลอดชีวิต เพื่อที่จะได้รู้ว่าสิ่งที่มีจริง แท้จริงแล้วความจริงของสิ่งที่มีจริงนั้นคืออย่างไร

    พวกเราก่อนฟังธรรมก็เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงใช่ไหม เกิดมาแล้วก็เปลี่ยนจากเด็กเล็กๆ ค่อยๆ เติบโตขึ้น ไม่ว่าจะมีเรื่องราวสุขทุกข์ต่างๆ ความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้นก็ต่างๆ กันไป ทำไมบางครั้งได้ยินบางอย่างก็โกรธ บางอย่างก็ไม่โกรธ ทุกอย่างไม่เที่ยง ไม่แน่นอน แต่ไม่เคยสังเกต

    พระโพธิสัตว์เห็นความเปลี่ยนแปลงความไม่เที่ยง และรู้ว่าต้องมีความจริงของสิ่งที่เป็นอย่างนี้ ด้วยเหตุนี้พระบารมีที่ได้ทรงบำเพ็ญมาแล้ว ถึงกาลพร้อมที่จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้ความจริงอย่างนี้ของสิ่งที่กำลังปรากฏอย่างนี้ด้วยพระองค์เอง แต่ว่ายิ่งใหญ่มหาศาลมาก เพราะพระบารมีของพระองค์ไม่มีใครเปรียบได้

    เพราะฉะนั้น พระปัญญาที่ได้ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระปัญญาของพระองค์ที่รู้ว่า สัตว์โลกสามารถที่จะเข้าใจได้แค่ไหนก็ทรงแสดงแค่นั้น สมกับที่ทรงอุปมาจากใบไม้ในพระหัตถ์ว่า ใบไม้ในพระหัตถ์กับใบไม้ในป่า ที่ไหนจะมากกว่ากัน ในพระหัตถ์มีไม่กี่ใบใช่ไหม แต่ในป่ามากกว่านั้นมาก ซึ่งเหมือนพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ แต่ว่าทรงแสดงเพียงพอกับปัญญาของคนที่สามารถจะเข้าใจได้ แล้วลองเทียบดูว่า เพียงพอกับคนที่สามารถจะเข้าใจได้นั้นมากมายแค่ไหน รวบรวมเป็น ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แต่ละบทๆ แล้วเราได้ฟังคำเดียว ถ้าคำนวณพระธรรมขันธ์ว่าธรรมขันธ์หนึ่งมีกี่คำก็มีมากมาย ไม่ใช่เพียงคำเดียว

    ดังนั้นพระธรรมที่ทรงพระมหากรุณาแสดง เราเข้าใจแค่ไหน ใครก็ตามที่อ่านพระไตรปิฎก มีหวังจะเข้าใจด้วยตัวเองไหม พระไตรปิฎกไม่ใช่สำหรับอ่าน แต่สำหรับศึกษาด้วยความเคารพสูงสุด ด้วยความนอบน้อม ไตร่ตรองในความเป็นจริงอย่างนั้นโดยไม่คิดเอง แต่คนยุคนี้สมัยนี้ประมาทและไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย มีข้อความบางตอนบางคำในพระไตรปิฎกที่พบที่ได้ยินก็คิดเองทั้งหมด เป็นการทำลายพระศาสนาโดยตรง เพราะเหตุว่าความหมายไม่ได้เป็นอย่างที่คนนั้นคิดเลย

    ถ้ามีใครจะพูดเรื่องจิต เขาก็เขียนตำรับตำรามากมาย พูดเรื่องโลกก็เขียนตำรับตำราหลากหลาย เเต่ไม่ตรงกับความจริงที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง นั่นคือหลักของนักปรัชญา นักจิตวิทยา ซึ่งไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เทียบกันไม่ได้เลย แล้วเราเชื่อใคร เราสนใจใคร เราอ่านหนังสือของใคร แล้วเราไม่แตะต้องพระไตรปิฎก ไม่ฟังแล้วไม่พิจารณาด้วยว่าถ้าเพียงฟังสักหน่อยหนึ่ง จะเรื่องอะไรก็ตามแต่ แล้วคิดตามข้อความที่ได้ฟัง ไม่เพิ่มเติม ไม่คิดเอง เราจะได้สาระได้ประโยชน์มาก เพราะว่าแม้แต่การที่เราจะสนทนากันก็ตามพระไตรปิฎก ตามข้อความที่ทรงแสดงไว้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้อความตอนใดในพระไตรปิฎก ถ้ามีความเข้าใจเเล้วก็ตรง

    เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ละเอียด ละเอียดคือแม้คำเดียวก็ไม่เผิน แม้แต่คำว่าธรรม แม้แต่คำว่าโลก ทุกคำต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ เป็นพื้นฐานมั่นคง ฟังต่อไปจะเปลี่ยนไหม ความเข้าใจของเราเปลี่ยนไม่ได้เลย ธรรมเป็นธรรม โลกเป็นโลก แต่เห็นไหมว่าความต่างของความละเอียดก็คือ ธรรมเป็นธรรม นี่คือแน่นอน คือทุกอย่างเป็นธรรมที่มีจริงและเป็นธรรมทั้งหมด แต่สิ่งที่ไม่ใช่โลก พ้นโลก เหนือโลกก็มี

    ถ้าเราไม่ได้ฟังต่อไปให้ละเอียดว่า ธรรมที่มีอยู่ทุกวันนี้เป็นโลกเพราะว่าเกิดแล้วดับ มีอะไรบ้างที่เกิดแล้วไม่ดับ เมื่อสักครู่นี้อาหารอร่อยไหม เดี๋ยวนี้อยู่ไหน ก็ไม่มีแล้ว เมื่อสักครู่นี้คิดเรื่องอาหาร เดี๋ยวนี้คิดเรื่องอะไร ก็ใหม่อีกแล้ว แล้วรู้ไหมว่าจากนั่นไปนั่น ไปนั่น ทีละช่วงขณะสั้นๆ ละเอียดแค่ไหนที่ไม่รู้ตัวเลยสักคนเดียวว่า ธรรมทั้งหมดเกิดแล้วดับ แล้วก็สืบต่อ ที่ใช้คำว่าแนบเนียนมาก จากเห็นเป็นคิดทันที เห็นสิ่งที่ปรากฏแล้วก็เป็นคน เป็นต้นไม้ เป็นเรื่องราวต่างๆ ไม่มีการประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรม

    เพราะฉะนั้นเป็นโลกซึ่งยังไม่ได้รู้จัก เพียงแต่กำลังฟังเรื่องโลก และโลกก็เป็นอย่างนี้เอง พรุ่งนี้โลกเป็นอย่างนี้หรือเปล่า โลกพรุ่งนี้ไม่เป็นอย่างนี้เลย เที่ยง ยั่งยืน เห็นก็เห็นไปตลอด ไม่มีการได้ยินเลย เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ก็ไม่เป็น

    ธรรมใดที่เข้าใจแล้วมีความเข้าใจอย่างมั่นคงขึ้น และเมื่อฟังเพิ่มเติมก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกว่าจะคลายความไม่รู้ แม้แต่ทางตาที่กำลังปรากฏ และก็สามารถที่จะเริ่มเข้าใจถูกเห็นถูก เพียงเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เพราะฉะนั้นเป็นใคร? เป็นใครไม่ได้เลย เป็นธาตุหรือธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเพียงปรากฏให้เห็นได้

    สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้เป็นโลกหรือเปล่า เป็นไหม หรือใครว่ายังไม่เป็น แน่นอน ไม่ต้องไปหาโลกที่ไหนเลย อะไรที่ปรากฏนั่นเองเป็นโลกแล้ว แต่ว่ายังไม่รู้จักโลกนั้นตามความเป็นจริง และสภาพที่กำลังเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ต้องมีใช่ไหม ต้องเกิด ไม่เกิดจะมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้อย่างไร เพราะมีสภาพที่กำลังเห็น สิ่งนี้จึงปรากฏได้ เพราะฉะนั้นสภาพที่เกิดขึ้นแล้วเห็น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ปรากฏ แต่เป็นสภาพที่เกิดขึ้นแล้วเห็นว่า มีสิ่งที่ปรากฏอย่างนี้ให้เห็นได้ สภาพเห็นเป็นโลกหรือเปล่า ก็เป็นโลก ตอนนี้รู้จักโลกในวินัยของพระอริยะแล้วใช่ไหม ไม่เปลี่ยน ไม่ต้องไปหาที่ไหน อยู่ที่เดี๋ยวนี้ทั้งหมด เพียงแต่ว่าไม่ได้รู้ความจริง แต่เริ่มเข้าใจ

    ดังนั้น คนที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมนั้นอีกไกลไหม จะมาถามไหมว่าเมื่อไหร่ ยังไม่มีความเข้าใจอะไรเลยแล้วถามว่าเมื่อไหร่จะรู้ แสดงว่าไม่ได้รู้ตามความเป็นจริงเลย ฟังแล้วคิดเองก็เลยถาม แล้วเมื่อไหร่จะรู้ ใช่ไหม แต่ถ้าไม่คิดเองจะไม่มีคำถามนี้เลย เพราะเดี๋ยวนี้เป็นโลกแท้ๆ โลกจริงๆ ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นโลกซึ่งเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้นฟังเมื่อวานนี้ ฟังวันนี้ และฟังต่อไปอีกกี่วัน ก็คือฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงและความเข้าใจค่อยๆ เพิ่มขึ้น แล้วรู้ว่าตราบใดที่ยังไม่ประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมเพราะเข้าใจขึ้น บางคนไม่พูดถึงเรื่องการเข้าใจเลย ไปนั่งๆ หลับตาเดี๋ยวก็ประจักษ์การเกิดดับ แต่ความรู้ไม่มีเลย

    เพราะฉะนั้น จึงสงสัยและถามว่าวุบๆ วับๆ นั่นคืออะไร ถามทำไม มีประโยชน์อะไร ตอบให้ก็คือว่าคนนั้นยังไม่รู้จักโลก ยังไม่ใช่ปัญญาของตัวเอง ดังนั้นมรดกที่ล้ำค่าที่สุดเหนือทรัพย์สินใดๆ ทั้งสิ้นที่สามารถจะติดตามไป ก็คือพระธรรมที่ทรงแสดงให้คนที่ได้ฟัง พิจารณาเข้าใจเป็นปัญญาโดยความเห็นถูกต้องของตัวเอง ตราบใดที่ฟังแล้วยังไม่ใช่ความเข้าใจของเราเอง ก็ฟังอีก พิจารณาอีก เมื่อเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นอย่างนั้น นั่นคือความเข้าใจแล้ว นั่นคือปัญญาขั้นต้นซึ่งจะเจริญขึ้นๆ เป็นภาวนา หมายความว่าจากที่ไม่มีก็มีขึ้น มีน้อยก็เพิ่มขึ้น มากขึ้น จนกระทั่งรู้ความหมายของพระอริยบุคคล ไม่ใช่ผู้ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ได้แต่หวังว่าเมื่อไหร่จะรู้ นั่นไม่ใช่หนทางและเป็นไปไม่ได้ด้วย

    วันนี้ก็คงจะไม่สงสัยเรื่องโลก รู้จักโลกว่าอย่างไรบ้าง รู้ว่ามีจริงๆ แต่ยังไม่เห็นโลกตามความเป็นจริง จนกว่าจะเข้าใจขึ้น ไม่ใช่จนกว่าจะไปทำอะไรให้ประจักษ์โลกเกิดดับ แต่จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีจริงยิ่งขึ้น แม้ว่าทีละน้อยมาก แต่อย่างน้อยก็ไม่ลืมว่าขณะนี้เป็นธรรมชั่วคราว ชั่วคราวคือสั้นมาก ไม่ใช่ของใครเลย แต่ละโลกคือแต่ละทาง ไม่ว่าจะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กำลังกระทบ หรือคิดนึก ต่อกันเร็วสุดที่จะประมาณได้ จนไม่เห็นการเกิดดับ ต่อเมื่อไหร่มีความเข้าใจขึ้นๆ ค่อยๆ คลายความไม่รู้ เพราะว่าพระธรรมทั้งหมดเพื่อละ ถ้าไม่ลืมคำนี้จะมีประโยชน์มาก เพราะว่าถ้าจะติดก็รู้ว่าหลงทาง อะไรทำให้หลง ความไม่รู้และความติดข้อง

    ดังนั้นเวลาที่ทรงตรัสรู้แล้วเปล่งอุทานว่า ได้พบนายช่างผู้สร้างเรือน เรือนคือภพชาติของสังสารวัฏฏ์แต่ละชาติๆ เป็นที่อยู่ เหมือนกับว่าเราอยู่ในโลกกว้างใหญ่ แต่ความจริงคือแต่ละสิ่งที่มีจริงที่เราเข้าใจว่าเป็นเรานั่นเอง คือเรือนที่อยู่ของเรา ใช่ไหม อย่างเช่นเวลาเห็นอย่างนี้ เห็นมีที่อยู่ไหม เห็นอยู่ในบ้าน หรืออยู่ในป่า หรืออยู่ในน้ำ หรืออยู่ในอากาศ แต่เห็นอยู่ที่ขณะนั้นที่เห็นเป็นขันธ์ ขันธะ หมายความถึงสิ่งที่มีเกิดดับ แต่ละอย่างไม่มีเหมือนกันเลยแสนโกฏิกัปป์มาแล้ว จนกระทั่งถึงเมื่อครู่นี้ เห็นเป็นเห็น สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่เป็นของเก่าหรือเปล่า เหมือนของเก่าหรือเปล่า ทั้งๆ ที่เห็น ทรงแสดงความละเอียดให้เพิ่มขึ้นอีก ที่จะรู้ว่าเป็นธรรมซึ่งเกิดเองเปล่าๆ ขึ้นมาไม่ได้เลย ต้องมีสภาพที่เป็นปัจจัยปรุงแต่ง เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน

    ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ไม่มีทางที่ใครจะพูดให้เข้าใจได้ทั้งหมดในเวลาสั้นๆ เพราะยิ่งพูดก็ยิ่งมาก ยิ่งพูดก็ยิ่งยาว ยิ่งพูดก็ยิ่งลึก ยิ่งพูดก็ยิ่งละเอียด เพราะฉะนั้น จะรู้ได้เลยว่าการพูดหรือการฟังแต่ละครั้ง เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ทีละเล็กทีละน้อย ในความเป็นธรรมที่ไม่ใช่ของตน

    เพราะฉะนั้น เห็นขณะนี้กับขณะก่อน ต่างกันหรือเหมือนกัน เป็นธรรมแน่นอน ถูกต้องไหม ทุกอย่างเป็นธรรม แล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏแน่นอน แต่เป็นธาตุที่ไม่มีรูปร่างเลย ลองคิดดู ในความมืดสนิทมีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นสิ่งที่สว่าง

    สิ่งที่ปรากฏเวลานี้มองเห็นเป็นรูปร่างต่างๆ แต่ว่าตัวธาตุรู้ที่เกิดขึ้นเห็นนั้นมืดสนิทเพราะไม่ใช่รูปธาตุ ธาตุเห็นขณะนี้เกิดได้เพราะนามธาตุคือเจตสิก ธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ๗ ประเภท ไม่ว่าจะเป็นจิตเห็นของเทวดา ของนก ของงู ของช้าง ของเปรต ของเทพ ของพรหม เห็นเป็นเห็น เพราะฉะนั้น เห็นที่เกิดขึ้นเป็นธรรมแน่นอน เป็นธาตุแน่นอน มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ประเภท แน่นอน แต่เห็นขณะนี้ไม่ใช่เห็นขณะก่อน ไม่มีทางที่เห็นขณะก่อนจะกลับมาเป็นเห็นขณะนี้ได้เลย เพราะเหตุว่าธรรมใดที่เกิด ธรรมนั้นดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย

    เพราะฉะนั้นความต่างคือ แม้เป็นประเภทเดียวกันแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน นี่คือความเข้าใจของธรรม ถ้าเรามีความเข้าใจจริงๆ เราจะตอบคำถามได้ทุกคำถามไหม ไม่ว่าจะถามว่า เห็นเดี๋ยวนี้กับเห็นขณะก่อนต่างกันหรือเหมือนกัน ถ้าเรามีความเข้าใจจริงๆ เราก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าความจริงเป็นอย่างนั้น จะให้ตอบเป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความเข้าใจธรรมซึ่งขณะนี้กำลังสะสม เพื่อที่จะเข้าใจแต่ละหนึ่งขณะของชาตินี้และของสังสารวัฏฏ์ ซึ่งไม่ได้กลับมาอีกเลย แล้วเราจะอยู่ที่ไหน นอกจากเพราะไม่รู้ความจริงก็เลยทึกทักเข้าใจเองว่า ทุกอย่างเป็นเราทั้งหมด เมื่อวานนี้ก็เราเห็น หายไปหมด ไม่กลับมาอีกเลยก็ยังเป็นเรา แต่ไม่รู้ จะเป็นเราได้อย่างไรในสิ่งที่หมดแล้ว ไม่เหลือแล้ว ไม่มีแล้ว ไม่มีอีกเลย ถึงเดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนั้น

    ดังนั้นจึงทรงแสดงว่าไม่มีเรา ไม่มีสัตว์บุคคล แต่มีธรรมซึ่งเกิดแล้วดับไป เป็นมรดกที่ล้ำค่าไหม สำหรับคนที่ได้ยินได้ฟังจะเกิดความเห็นถูกของตัวเอง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    1 ม.ค. 2569