ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670


    ตอนที่ ๑๖๗๐

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ปัญญาสูงสุดของการฟังก็คือความเข้าใจถูก หรือปัญญานั่นเอง ปัญญาทีละเล็กทีละน้อยจากที่ไม่ได้เข้าใจคำว่าธรรม ไม่เข้าใจความหมายของคำว่าจิต หรือเจตสิก หรือรูป หรือสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ก็เริ่มเป็นความเข้าใจว่าเป็นธรรมทั้งหมด รูปไหนเป็นเรา ไม่มีเลย เพราะว่าเกิดแล้วดับไป เสียงไหน กลิ่นไหน รสไหน เห็นไหน ได้ยินไหน ทั้งหมดเกิดแล้วก็ดับไปหมด

    ดังนั้นเราจะอยู่ที่ไหน หรือจะมีเราที่เที่ยงได้อย่างไร เพราะว่าจริงๆ แล้วเกิดแล้วต้องตาย เห็นความไม่เที่ยง แค่นี้เอง คือเห็นความไม่เที่ยง เกิดแล้วตาย ไม่ให้ตายไม่ได้ และก่อนจะตายก็เกิดแล้ว เดี๋ยวเจ็บป่วย เดี๋ยวสนุก เดี๋ยวเป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้อีก แล้วก็หมด แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือ เข้าใจเพียงเท่านี้ แต่ถ้าลึกซึ้งกว่านี้ก็คือ ทุกขณะเป็นอย่างนี้เพราะเหตุว่าเป็นธรรมชั่วคราว มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไปเร็วจนเหมือนมายากล ไม่มีใครเห็นการเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรมในขณะนี้เลยสักขณะเดียว นั่นคือขณะนั้นไม่ใช่ปัญญา เเต่เวลาที่มีความเข้าใจความไม่เที่ยงละเอียดขึ้น สั้นขึ้น จนกระทั่งขณะที่เห็นเป็นหนึ่งขณะ ไม่ใช่ขณะที่ได้ยิน ไม่ใช่ขณะที่คิด

    แสดงให้เห็นว่า ปัญญายังไม่พอที่จะเห็นการเกิดดับของสภาพธรรม ซึ่งจากขณะหนึ่งที่เห็นดับแล้วเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อๆ ไปเกิดขึ้น ความจริงที่พูดนี้ก็เป็นอย่างย่อมาก คือเท่าที่พอจะรู้ได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่สภาพธรรมจริงๆ ละเอียดลึกซึ้งและเป็นเหตุผลยิ่งกว่านี้มาก ที่สามารถจะทำให้เห็นถูกตามความเป็นจริงว่า ทุกคำที่พระผู้มีพระภาคทรงพระมหากรุณาแสดงเป็นความจริง ซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยสักคำเดียว เพราะฉะนั้นขณะใดที่มีความเข้าใจอย่างนี้ ขณะนั้นคือปัญญา

    บางคนไม่รู้ว่าปัญญารู้อะไร ได้ยินคำว่าปฏิปัตติธรรม หรือภาษาไทยใช้คำว่าปฏิบัติธรรม ภาษาไทยเข้าใจว่าปฏิบัติคือทำ แต่ว่าภาษาบาลีคือ ปฏิคำหนึ่ง ปัตติคำหนึ่ง ธรรมคำหนึ่ง ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง และธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้น ปฏิปัตติธรรมหรือปฏิบัติธรรมก็คือ ธรรมที่สามารถที่จะถึงความจริงของธรรมแต่ละอย่างตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้นๆ ไม่ได้ปล่อยให้มีความไม่รู้เพิ่มขึ้นๆ วันหนึ่งก็ทั้งเห็น ทั้งได้ยิน ทั้งได้กลิ่น ลิ้มรส คิดนึก ก็เพิ่มความไม่รู้ในสิ่งต่างๆ ที่มีจริงๆ เหล่านั้นไป ขณะนั้นก็ไม่ใช่ทั้งปริยัติ ไม่ใช่ทั้งปฏิบัติ ในภาษาไทย เเละไม่ใช่ทั้งปฏิเวธ

    ถ้าภาษาบาลีก็เป็นปริยัติ ปฏิปัตติ และปฏิเวธ ปริยัติคือการรู้รอบ รอบรู้ในสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟัง รู้นิดเดียวแค่คำว่าจิต ยังไม่ใช่การรอบรู้ในความเป็นจิตหรือเจตสิก ได้ยินชื่อ เป็นธรรมที่มีจริง โกรธไม่ได้เกิดทุกครั้งที่จิตเกิด บางครั้งก็เกิด บางครั้งก็ไม่เกิด เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต รู้สิ่งเดียวกับจิตซึ่งเป็นสภาพรู้แล้วดับพร้อมจิตด้วย และก็ไม่กลับมาอีกเลย ทุกอย่างทั้งหมดที่เกิดดับจะไม่กลับมาอีกแล้ว นี่คือขณะที่กำลังเข้าใจธรรมที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ขั้นปริยัติหรือยัง นี่คือเริ่ม จนกว่าความเข้าใจจริงๆ มั่นคงขึ้นว่า ขณะนี้เป็นธรรมแต่ละอย่าง แล้วก็มีการฟังมากขึ้น เพิ่มความเห็นถูกต้องขึ้นว่าเป็นธรรมแต่ละอย่างจริงๆ เกิดต่างกาลถ้าเป็นสภาพธรรมที่ต่างกัน ไม่ใช่เกิดพร้อมกันเลย เช่น โลภะกับโทสะ จะเกิดพร้อมกันไม่ได้

    นี่คือการเริ่มเข้าใจธรรม ฟังอะไร ฟังธรรมว่าคืออะไร คือสิ่งที่มีจริงๆ เข้าใจอะไร ก็เข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ที่มีจริงๆ อย่างนี้ ซึ่งเป็นขั้นปริยัติ คือฟังเรื่องราวของสิ่งที่มีจริง ทั้งๆ ที่ตัวธรรมจริงๆ คือจิต เจตสิก รูป กำลังเกิดดับอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าขั้นการฟังไม่สามารถที่จะประจักษ์ความจริงในขณะนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเกิดจริงๆ ดับจริงๆ ด้วยเหตุนี้พระธรรมที่ทรงแสดงงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด เพราะว่าเป็นความจริงโดยตลอด แม้ในขั้นฟัง แม้ในขั้นที่กำลังเริ่มเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏให้เข้าใจได้ และขั้นที่ประจักษ์แจ้งแทงตลอดการเกิดดับของสภาพธรรมซึ่งกำลังเป็นขณะนี้

    ด้วยเหตุนี้ ถ้าถามถึงประโยชน์ของการฟังคือความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ซึ่งเป็นปัญญาในภาษาบาลี และประโยชน์สูงสุดคือปัญญาที่ถึงความเป็นโลกุตตรปัญญา การฟังก็มีตั้งหลายคำ แต่ที่เราคุ้นเคยมาคือคุ้นเคยกับการคิดธรรมเอง คิดว่าฟังแล้วเข้าใจเพราะคุ้นหูมาตั้งแต่เด็ก แต่ว่าความจริงไม่ใช่เป็นความเข้าใจลักษณะที่เป็นจริงของธรรม ที่ทรงใช้พยัญชนะนั้นในภาษาบาลี ซึ่งคนไทยนำคำภาษาบาลีมาใช้ในภาษาไทย แต่ไม่ได้เข้าใจความหมายตรงตามความหมายในภาษาบาลี ซึ่งตรงกับลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง

    ด้วยเหตุนี้ ถ้ามีความเข้าใจเพียงเล็กน้อยในขณะนี้ แล้วฟังต่อๆ ไปก็จะเป็นผู้ที่รู้ด้วยตัวเอง เข้าใจด้วยตัวเองว่าขณะใดเป็นกุศล และขณะใดเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา และขณะใดไม่ใช่กุศลก็เป็นอกุศล และเป็นถึงกุศลจิต หรือกุศลกรรม นี่คือแสดงให้เห็นว่าแต่ละคำจะต้องมีความเข้าใจ เพราะแค่กุศลคำเดียว หรืออกุศลคำเดียว ยังไม่ได้พูดถึงความละเอียดของแต่ละอย่าง เพราะว่ากุศลก็มีหลายประเภท

    ทาน การสละวัตถุเพื่อประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น มีความเห็นใจต้องการที่จะให้คนอื่นพ้นจากความทุกข์ ไม่มีใครต้องการทุกข์ แต่ว่าเมื่อทุกข์เกิดขึ้น เเล้วเราสามารถที่จะช่วยให้คนนั้นได้พ้นทุกข์ ขณะนั้นเป็นจิตที่ดีงาม หรือแม้แต่ความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อน ความหวังดี ขณะนั้นไม่ได้ให้โทษกับใครเลยทั้งสิ้นแม้แต่กับตนเอง ขณะที่เกิดความเป็นมิตรกับบุคคลใด เมื่อเป็นมิตรแล้วจะไม่มีกายวาจาที่ประทุษร้าย จะไม่มีความคิดที่หวังร้ายต่อบุคคลนั้นด้วย

    ดังนั้น พระธรรมทั้งหมดเกื้อกูลให้มีความเห็นที่ถูกต้อง ให้พ้นจากทุกข์ซึ่งเบียดเบียนจิตใจของตนเอง เพราะเหตุว่าความทุกข์เกิดที่ไหน จะไปทำให้คนอื่นเป็นทุกข์ได้ไหม หรือว่าขณะที่คิดที่จะให้คนอื่นเป็นทุกข์ ตนเองเป็นทุกข์เอง คนอื่นยังไม่ได้เป็นทุกข์เลย เพราะฉะนั้นความเข้าใจถูก ความเห็นถูกตามความเป็นจริงของสภาพธรรม นอกจากจะเห็นพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังรู้ว่าการที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือด้วยการฟังพระธรรมและเข้าใจ

    ก่อนที่จะถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงพรั่งพร้อมทุกอย่าง พระรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ยศบริวาร แต่ก็สละสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด เพราะว่าผู้ที่ยังมีความติดข้องอยู่นั้นมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ มีใครพอบ้าง

    แสดงให้เห็นว่าไม่มีเรา แต่มีสภาพธรรมที่เป็นโลภะ เป็นความติดข้องมากมายด้วยความไม่รู้และไม่รู้จบสิ้น ถ้ายังมีโลภะมากเท่าไหร่ ทุกข์ก็ต้องมีมากเท่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้าตราบใดที่ยังไม่เห็นโทษของความเป็นทุกข์ใจ เพราะเหตุว่าวันนี้บางคนทุกข์กายไม่มีเลย ทุกข์ใจมีบ้างหรือเปล่า ทุกข์ใจทำไม กายก็ไม่ได้เดือดร้อนแล้วทำไมทุกข์ใจ แสดงให้เห็นว่าห้ามไม่ให้ทุกข์ใจก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม ซึ่งคนที่ไม่มีทุกข์กายนั้นมีทุกข์ใจเพราะกิเลส แต่คนที่ไม่มีกิเลส ไม่มีความทุกข์ใจใดๆ เลยก็ยังมีทุกข์กาย เพราะเป็นธรรมซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามที่มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังธรรม เริ่มเห็นประโยชน์ของสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนทั้งๆ ที่มีอยู่ เริ่มเห็นความที่เป็นประโยชน์จริงๆ ในการที่จะรู้ว่า แท้ที่จริงแล้วชีวิตแต่ละขณะที่ผ่านไปๆ และไม่กลับมาอีกเลย มีสาระหรือว่าไร้สาระหรือไม่ หรือว่าควรจะมีสิ่งที่เป็นประโยชน์ยิ่งกว่านั้น ซึ่งถ้ามีความสนใจและศรัทธาก็จะศึกษาต่อไป ฟังต่อไปแล้วจะเห็นความต่างของปัญญา คือความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งขณะใดก็ตามที่มีความเห็นถูกเกิดขึ้นจะไม่เป็นทุกข์เลย

    ผู้ฟัง สัญญาเป็นธรรมก็จำได้ เวลาท่านอาจารย์ถามก็ตอบได้ว่าไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้มีสัญญาหรือไม่

    ผู้ฟัง มีสัญญา

    ท่านอาจารย์ สัญญาคืออะไร

    ผู้ฟัง สัญญาคือสภาพที่จำ

    ท่านอาจารย์ ขณะใดไม่มีสัญญา

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ นี่คือผู้ที่ศึกษาแล้ว พอที่จะตอบได้ว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีสภาพจำ แม้ขณะที่กำลังหลับสนิท แต่ขณะนั้นสัญญาไม่ปรากฏ เพราะเหตุว่าปรากฏเฉพาะสัญญาขณะที่เห็นสิ่งใดก็จำสิ่งที่เห็น ได้ยินเสียงอะไรก็จำเสียงที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นเพียงได้ยินคำว่าธรรม ทุกคนได้ยินเหมือนกันเเต่เข้าใจเเค่ไหน ปัญญาที่เข้าใจนั้นเกิดเมื่อไหร่ สัญญาก็จำสิ่งที่ปัญญารู้ในขณะนั้นด้วย

    ผู้ฟัง จะสังเกตการเจริญขึ้นของสัญญาไม่ได้เลยหรือ

    ท่านอาจารย์ สัญญาไหนไม่เจริญ คุณวรศักดิ์สามารถที่จะถ่ายวิดีโอเทปได้

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แล้วทำอย่างอื่นอีกได้อีกหลายอย่างด้วย เป็นสัญญาหรือเป็นปัญญา

    ผู้ฟัง เป็นสัญญา จำแต่ละอย่างๆ

    ท่านอาจารย์ ขณะใดเป็นปัญญา

    ผู้ฟัง ขณะที่เข้าใจสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นธรรม เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏระดับไหน

    ผู้ฟัง ระดับขั้นการฟัง

    ท่านอาจารย์ ขั้นการฟัง แต่ยังไม่รู้จักธรรมเลย

    ผู้ฟัง ยัง

    ท่านอาจารย์ เหมือนกับเรากำลังพูดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดแต่ยังไม่เคยเห็นสิ่งนั้นเลย ถ้าเป็นคนต่างชาติอยู่ที่อื่น แล้วเราพูดถึงทุเรียนซึ่งเขาไม่เคยเห็นเลย เขาสามารถที่จะจำลักษณะรูปร่างของทุเรียนได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้แน่นอน

    ท่านอาจารย์ และตรงกันข้าม ถ้าเราอยู่ประเทศไทยแล้วพูดถึงผลไม้ต่างถิ่นซึ่งเราไม่เคยเห็นเลย เราจะจำได้หรือไม่ ถ้าไม่เคยเห็นก็จำได้แต่ชื่อกับเรื่อง เพราะฉะนั้นขณะนี้แม้เป็นธรรม แม้เห็นมีจริงเป็นธรรม รู้จักเห็นที่กำลังเห็น หรือว่าเห็นกำลังเห็น ก็ไม่รู้ความเป็นเห็น ซึ่งเป็นธาตุที่เกิดขึ้น แล้วกำลังรู้คือเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเท่านั้น สัญญาจำแค่ไหนว่า ขณะนี้เห็นมีจริงเพราะเกิดแล้วก็ดับ ทำอย่างอื่นไม่ได้เลย เห็นจะไปได้ยิน เห็นจะไปเป็นคิด เห็นจะไปเป็นความหวังดีหรือหวังร้ายต่อใคร ไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าเห็นเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เกิดแล้ว มีจริงในขณะนี้ ปรากฏความเป็นเห็นสิ่งใดที่กำลังปรากฏ ก็เข้าใจในความเป็นธาตุหรือความเป็นธรรมของสิ่งนั้นว่า เป็นสิ่งที่มีจริงๆ ใครทำให้เห็นเกิดได้ ใครทำให้สิ่งที่ปรากฏทางตาเกิดได้

    ผู้ฟัง ทำไม่ได้เลย

    ท่านอาจารย์ ทำไม่ได้เลย เกิดแล้วเพราะปัจจัย เข้าใจเห็นในขณะนี้อย่างที่กำลังได้ฟังนี้หรือไม่ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ สัญญาก็จำอย่างนี้ ถ้าเข้าใจเพียงคำ เพียงชื่อ เพียงเรื่อง สัญญาก็จำเพียงชื่อ เพียงคำ เพียงเรื่อง

    เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจสภาพธรรม ไม่ใช่เพียงฟังเรื่องราวของสภาพธรรมแล้วก็คิดว่าเข้าใจแล้ว หรือไม่ใช่ฟังว่าเป็นธรรมที่เกิดดับแล้วก็อยากจะประจักษ์การเกิดดับ รีบที่จะไปประจักษ์การเกิดดับ ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อที่จะเห็นการเกิดดับ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่ความเห็นถูก ไม่ใช่ความเข้าใจถูกซึ่งค่อยๆ ละคลายความไม่รู้จากสิ่งที่ปรากฏก่อน เพราะแม้ขณะนี้สภาพธรรมจะเกิดดับอย่างนี้ เป็นจริงอย่างนี้ แต่ธรรมที่เป็นอวิชชาไม่สามารถที่จะเห็นความจริงอย่างนี้ได้เลย

    ตราบใดที่ยังมีอวิชชาอยู่ ตราบนั้นก็ยังคงมีสภาพธรรมที่เป็นอกุศลธรรม เพราะอวิชชาไม่รู้ วิชชารู้ ตราบใดที่ยังไม่หมดอวิชชา ตราบนั้นจิตนั้นก็ยังไม่ถึงความผ่องใสบริสุทธิ์ที่ปราศจากกิเลสทั้งมวลซึ่งได้ดับแล้ว ซึ่งขณะนี้มากมายอยู่ในจิต จะดับหรือจะไม่เกิดอีกเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าไม่มีความเห็นถูก ไม่มีความเข้าใจถูก แม้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แต่กำลังเริ่มที่จะเข้าใจซึ่งต้องมีความเข้าใจที่ตรงด้วยว่า ความเข้าใจขั้นนี้ไม่ใช่เข้าใจลักษณะของเห็น แต่กำลังเข้าใจว่าเห็นมีจริง เป็นสภาพธรรม ไม่ใช่ใคร เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป สัญญาขณะนี้จะจำเป็นอนัตตสัญญาได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ แต่จำคำว่า อนัตตสัญญา เพียงจำคำนี้ แต่ยังไม่ประจักษ์ในความเกิดดับในความไม่ใช่ตัวตน ขณะนี้เห็นไม่ใช่ได้ยิน เห็นต้องดับก่อนใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ จะพร้อมกับได้ยินไม่ได้ แต่ปัญญาไม่ถึงระดับที่จะคลายความติดข้องแล้วประจักษ์สภาพธรรมซึ่งต่างกัน ต่างขณะด้วย ขณะที่กำลังเห็นกับได้ยินเหมือนพร้อมกัน แต่ความจริงไม่พร้อมเลย เป็นไปไม่ได้เลย การเกิดดับสืบต่อของจิตละเอียดมาก เพราะฉะนั้น ในระหว่างนั้นมีปัญญารู้ความจริงขณะนี้ไหมว่า ระหว่างเห็นกับได้ยินมีสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อหลายขณะที่เป็นจิต

    ผู้ฟัง สามารถมีได้ ถ้าอบรมเจริญใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ สามารถมีได้ขั้นไหน

    ผู้ฟัง ขั้นที่รู้ว่า เห็นไม่ใช่ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ เวลานี้มีหรือยัง

    ผู้ฟัง ขณะนี้ไม่มี แต่จากการฟัง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นที่สามารถจะรู้ได้เป็นเพียงความคาดคะเน หรือว่าเป็นจริง ธรรมเป็นเรื่องจริง ดังนั้นต้องมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นตามลำดับขั้นจริงๆ เพียงแค่คำหนึ่งที่บอกว่า ขณะนี้มีสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น มีคำว่า เท่านั้น ด้วย ขณะเห็นหรือเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น เห็นสิ่งที่เพียงสามารถปรากฏให้เห็นได้ คลายความเป็นตัวตน ความเป็นสัตว์บุคคล การยึดมั่นในสิ่งที่เคยยึดถือรูปร่างสัณฐานต่างๆ ที่ปรากฏในขณะที่เห็นว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่ได้ดับไปตามความเป็นจริงเป็นอย่างนี้เลย

    เพราะฉะนั้น กว่าจะถึงการที่สามารถเห็นการเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรมโดยไม่รู้ความจริงอย่างนี้ เพียงขั้นฟังเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย แม้ฟังอย่างนี้เดี๋ยวก็ลืม กำลังฟังอย่างนี้ก็ลืม หรือว่ากำลังฟังอย่างนี้ก็ยังไม่ถึงการเข้าใจจริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรมที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ เป็นสิ่งเดียวของธรรมทั้งหลายที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ และเพียงปรากฏให้เห็นได้แล้วดับไปตามความเป็นจริง แล้วทำไมถึงติดข้องมากมายในสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้

    ดังนั้น กว่าจะมีความเข้าใจละเอียดและลึกซึ้งในธรรมที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน ต้องอาศัยการที่ฟังและรู้ว่าเป็นความจริงแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น ถ้าใช้คำว่าปัญญา ไม่ใช่อยากมีปัญญา อยากได้ปัญญา อยากให้ปัญญาเกิดขณะที่ใส่บาตรหรือว่าจะทำอะไรก็ตาม นั่นคือความไม่รู้ แต่ความรู้คือขณะที่ฟัง ขณะใดเข้าใจเป็นปัญญาที่ไม่ใช่เรา และเมื่อเริ่มฟัง ขณะนี้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นบ้างไหม ถ้าเพิ่มขึ้นก็คือปัญญาค่อยๆ เกิดจากการค่อยๆ ฟังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น

    ผู้ฟัง การศึกษาพระวินัยปิฎกแบบผิดๆ หรือแบบไม่แยบคาย ย่อมเป็นเหตุให้ทุศีล

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นก็ต้องทราบว่า พระธรรมคำสอนคือพระธรรมวินัย ทั้งหมดเพื่อกำจัดกิเลสหรือกำจัดอกุศล นำออกซึ่งอกุศลทั้งปวง แต่ว่าในครั้งพุทธกาลก็เป็นแต่เพียงคำสอน และตามที่มีพระวินัยต่างๆ เมื่อเกิดการกระทำของพระภิกษุที่ไม่สมควร จึงมีการที่จะให้มีการประชุมสงฆ์ และขอความเห็นของสงฆ์พร้อมเพรียงกันว่า สิ่งนั้นไม่เหมาะไม่ควรแก่เพศบรรพชิต เพราะว่าในครั้งนั้นพุทธบริษัทมี ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งทั้ง ๔ บริษัทสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ แต่ที่ต่างกันเป็น ๒ เพศ ก็เพราะเหตุว่าผู้ที่สะสมอัธยาศัยที่จะไม่ครองเรือน แล้วต้องการที่จะขัดเกลากิเลสอย่างยิ่งดุจสังข์ขัด ทั้งกาย วาจา ใจ ตลอดไปตั้งแต่ตื่นจนหลับนั้น ต้องเป็นอีกเพศหนึ่งซึ่งไม่ใช่คฤหัสถ์

    เมื่อมีผู้ที่มีศรัทธาเห็นว่า พระธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งซึ่งยากและต้องอบรม และมีอัธยาศัยที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ก็มีศรัทธาซึ่งเป็นผู้ตรงที่จะประพฤติตามพระวินัยบัญญัติ เพราะฉะนั้นพระวินัยบัญญัติก็คือ สิ่งใดที่ควรแก่บรรพชิตที่มีเจตนาที่มั่นคงที่จะอบรมปัญญาในเพศนั้น จะต้องประพฤติปฏิบัติตาม จึงสมควรที่จะเป็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ แต่ถ้าบุคคลใดไม่มีอัธยาศัยอย่างนั้น ฟังธรรมแล้วเข้าใจธรรม ก็สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมในเพศของคฤหัสถ์ได้ ทั้งที่ครองเรือนและไม่ครองเรือน เพราะเหตุว่าสภาพธรรมตามความเป็นจริง เมื่อปัญญาอบรมเจริญแล้ว ไม่ว่าในเพศไหนก็สามารถที่จะรู้ความจริงนั้นได้

    ดังนั้น เมื่อมีศรัทธาถึงกับบรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุ จะต้องประพฤติตามพระวินัยโดยที่ต้องมีความเข้าใจว่า การที่พระผู้มีพระภาคและสงฆ์บัญญัติพระวินัย เพื่อประโยชน์ในการที่จะให้ภิกษุทั้งหลายอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก และมีการที่จะบำเพ็ญชีวิตในเพศที่บริสุทธิ์ทั้งกายวาจาด้วย

    ด้วยเหตุนี้ ต้องเป็นผู้ที่เห็นโทษของกิเลสแม้เพียงเล็กน้อย และรู้ว่าพระวินัยทั้งหมดทุกข้อนั้น เพื่อไม่ให้ล่วงกายทุจริตและวจีทุจริตซึ่งเป็นโทษแม้เพียงเล็กน้อย ยิ่งศึกษาพระวินัยโดยละเอียด ยิ่งเห็นความงามของพระวินัยที่เป็นไปทางกายทางวาจา ซึ่งถ้าผู้ที่ไม่ได้เข้าใจจริงๆ จะไม่สามารถแยกได้ว่าพระภิกษุผู้ประพฤติตามพระวินัยเป็นพระอรหันต์หรือไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะว่าไม่มีกายวาจาที่จะทำให้เห็นความเป็นผู้ที่มีกิเลสเลย

    ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีความประสงค์ที่จะอบรมเจริญปัญญาในเพศบรรพชิตก็ต้องประพฤติอย่างบรรพชิตด้วย ถ้าจะมีชีวิตเหมือนเดิมอย่างคฤหัสถ์ก็ไม่ใช่เพศบรรพชิต ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ก็เป็นโทษ เพราะเหตุว่าไม่ได้กำจัดอกุศล ไม่ได้ขัดเกลากิเลส แต่มีชีวิตอยู่ด้วยศรัทธาของชาวบ้าน ซึ่งถ้าไม่ประพฤติตามพระวินัย พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นโจร เป็นมหาโจรด้วย เพราะเหตุว่าใครๆ ก็รู้ว่าโจรเป็นผู้ที่เบียดเบียนผู้อื่น เอาของของคนอื่นมาเป็นของตน แต่ผู้ที่เป็นภิกษุที่ไม่ประพฤติตามพระวินัยเป็นมหาโจร เพราะว่าไม่ได้นุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ แสดงเพศของความเป็นบรรพชิต แต่ว่าไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย เพราะฉะนั้นก็เป็นโทษมากสำหรับบุคคลนั้นด้วย

    ผู้ฟัง การศึกษาพระสุตตันตปิฎกแบบไม่แยบคาย ย่อมเป็นเหตุให้มีมิจฉาทิฏฐิหรือความเห็นผิด

    ตุนี้ท่านอาจารย์ ความเห็นผิดง่ายหรือยาก ง่ายมาก ถ้าศึกษาเพียงเล็กน้อยทำให้ไม่สามารถที่จะรักษาพระธรรมคำสอน คำสอนของพระองค์ก็ไม่สามารถเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้นได้ เช่น ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ถ้าไม่ศึกษาจริงๆ บางท่านเข้าใจว่า ฟังแค่นี้ก็เป็นปัญญาระดับขั้นของการเข้าใจธรรม ที่เป็นนามรูปปริเฉทญาณ คือศึกษาแล้วอาจจะแปลคำแปลชื่อ แต่ไม่รู้ภาวะของสภาพธรรมนั้นๆ ว่าปัญญามีหลายขั้น และปัญญาแต่ละขั้นรู้สภาพธรรมต่างกันอย่างไร ลึกซึ้งอย่างไร เพราะเหตุว่าขณะนี้เวลาที่ฟังแล้วก็มีธรรมปรากฏ ผู้ที่ตรงจะรู้ได้ว่าแม้ธรรมกำลังเกิดดับ เป็นธรรมลักษณะต่างๆ แต่เพียงฟังเรื่องของสภาพธรรมนั้นเท่านั้น ยังไม่ใช่การที่รู้แจ้งสภาพธรรม

    เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ศึกษาตามลำดับจริงๆ ได้ยินคำว่าปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เเละคิดว่าเพียงเท่านี้พอแล้ว หรือว่าบางคนไม่มีการศึกษาธรรมเลยทั้งสิ้น ไม่เข้าใจเรื่องของพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม แต่จะปฏิบัติโดยอ้างว่ามีข้อความนี้ในพระไตรปิฎก เท่านั้นไม่พอ แม้จะอ้างว่าเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือเป็นมหาสติปัฏฐาน แต่ความละเอียดความลึกซึ้งของปัญญาที่จะต้องมีความเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรม ต่างกับการที่มีเพียงพยัญชนะที่กล่าวว่า ขณะที่นั่งก็รู้ว่านั่ง แค่นี้พอหรือ

    ผู้ฟัง ไม่พอ

    ท่านอาจารย์ นั่นคือศึกษาหรือ คิดว่าศึกษาแล้วหรือยัง เพราะฉะนั้นถ้าเพียงเล็กน้อยอย่างนี้ เเล้วคิดว่าสามารถที่จะทำให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้นั้น ไม่ถูกต้อง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    18 ม.ค. 2569