ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660


    ตอนที่ ๑๖๖๐

    สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี

    วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ความจริงอย่างนี้ จะหมดกิเลส จะดับการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขาได้ไหม ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะไม่รู้ตั้งแต่ต้นที่สภาพธรรมกำลังปรากฏก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ก็สะสมความไม่รู้ต่อไปอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะเริ่มเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

    มีใครคิดไหมว่าแล้วจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเมื่อไหร่ คิดไกลมาก แต่ว่าขณะนี้เป็นธรรมซึ่งจะเป็นอริยสัจจะเมื่อปัญญารู้จริงๆ ถ้าปัญญายังไม่เกิดขึ้นที่จะรู้จริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรมขณะนี้แล้วจะพูดถึงอริยสัจจะ พูดด้วยความต้องการ พูดด้วยความไม่รู้ หรือว่าพูดเพราะว่าได้ยินได้ฟังมา เพียงแค่คำว่าอริยะก็พอใจ อริยสัจจะถึงความเป็นพระอริยบุคคล ก็อยากจะเป็นอย่างนั้น แต่ไม่ใช่มีใครจะเป็นได้เลย ต้องเป็นธรรมคือปัญญาที่อบรมแล้ว จนกระทั่งสามารถที่จะเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้น แต่ละภพแต่ละชาติ ถ้าไม่มีปัญญาเกิดเลยก็จะไม่มีการรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ถ้ามีการได้ยินได้ฟัง มีการไตร่ตรอง มีความเข้าใจขึ้นก็เริ่มที่จะค่อยๆ รู้จักธรรม แต่รู้จักขั้นฟังเรื่องราว หรือรู้จักตัวธรรมซึ่งกำลังเป็นธรรมเดี๋ยวนี้อย่างนั้นจริงๆ เป็นปัญญาที่ต่างขั้น โดยต้องมาจากการฟังที่เห็นประโยชน์แล้วเริ่มเข้าใจจริงๆ

    ผู้ฟัง ถ้าเราลืมตา จิตเป็นสภาพที่น้อมไปสู่อารมณ์ เราก็เห็นสีหรือแสงต่างๆ แต่ท่านอาจารย์บอกว่าถ้าจิตที่เห็นจะต้องมืด

    ท่านอาจารย์ เวลานี้เห็นจิตไหม

    ผู้ฟัง ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไร

    ผู้ฟัง เพราะว่าไม่มีลักษณะของสีแสง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น มืดไหม

    ผู้ฟัง มืด

    ท่านอาจารย์ แล้วสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็นขณะนี้ มืดหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ ไม่มืด เพราะฉะนั้น จิตสามารถที่จะเห็นสิ่งที่ปรากฏซึ่งสว่าง เป็นสีสันวัณณะต่างๆ ได้ แต่สภาพรู้หรือธาตุรู้มืดสนิทตลอดไป เพราะว่าไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น ซึ่งขณะที่เห็นไม่ใช่เรา แต่เป็นธาตุที่มืด ตัวธาตุเองนั้นไม่มีสีสันเลย เกิดเมื่อไหร่ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด และสิ่งนั้นคือสิ่งที่กำลังปรากฏ โดยเราไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ปรากฏเพราะจิตเกิดขึ้นแล้วรู้สิ่งนั้น

    ตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่มีจิตก็จะไม่มีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้ การคิดนึกใดๆ ซึ่งต้องเป็นรูปเพราะเหตุว่ารูปไม่รู้อะไร แต่จิตเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลยเเม้สักเล็กน้อย และไม่สว่าง เพราะถ้าสว่างก็สามารถที่จะกระทบกับจักขุปสาท จิตเป็นธาตุซึ่งสามารถรู้โดยที่ธาตุนั้นไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น

    ผู้ฟัง ในบางสภาพเรามีความรู้สึกว่า เราเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาก่อน แล้วก็มีการคิดถึงรูปพรรณสัณฐาน เข้าใจว่าขณะที่เราคิดรูปพรรณสัณฐานนี้เป็นความคิดแล้ว

    ท่านอาจารย์ กำลังเป็นอย่างนี้เดี๋ยวนี้หรือเปล่า ธรรมไม่ใช่ให้เราทำอะไรขึ้นเลย สิ่งที่มีตามปกติขณะนี้ ฟังแล้วเข้าใจความจริงที่กำลังมีในขณะนี้ว่า มีเห็น แน่นอนใช่ไหม แต่เรายังไม่มีความละเอียดพอที่จะรู้ว่าสภาพธรรมที่เห็น เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ ทำอะไรไม่ได้เลย คิดอะไรก็ไม่ได้ มีอย่างเดียวคือสามารถที่จะรู้ว่า สิ่งที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้แล้วก็ดับไป นั่นคือเห็น

    เวลาที่เสียงปรากฏ เสียงมีจริงๆ ขณะนั้นธาตุรู้เกิดขึ้นกำลังได้ยินเสียง ไม่ใช่เราเลย เสียงกำลังปรากฏ เพราะมีสภาพที่เราใช้คำว่าได้ยิน แต่ได้ยิน รูปร่างเป็นอย่างไร ไม่มีรูปร่างใดๆ เลย แต่เป็นธาตุที่สามารถได้ยินและกำลังได้ยินด้วย ธาตุนั้นกำลังได้ยิน เกิดขึ้นได้ยินแล้วก็ดับไป

    ถ้าเราจะแยกธรรมโดยละเอียดยิ่ง อภิธรรมคือละเอียดยิ่ง เพื่อที่จะให้เข้าใจความจริงของธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไปเท่านั้นเอง สั้นมากและเร็วมาก เพราะฉะนั้น ขณะนี้จะไม่รู้ลักษณะที่เห็น ทั้งๆ ที่กำลังเห็น เพราะว่าเห็นเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งสิ่งที่ปรากฏ เพราะจิตเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป เห็นแล้วดับไป ทำให้เกิดความจำในรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่กำลังปรากฏ มิฉะนั้นแล้วจะไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร จะไม่รู้ว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ แต่เพราะสัณฐานที่ปรากฏ ทำให้สามารถที่จะรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นอะไร เพราะจำได้ ตอนที่เกิดมาเป็นเด็กเล็กมากๆ เกิดมาได้ไม่กี่วัน เด็กเห็นไหม

    ผู้ฟัง เห็น

    ท่านอาจารย์ เกิดแล้วเห็น แล้วรู้ไหมว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร

    ผู้ฟัง ยังไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ แต่ถึงอย่างนั้นหลังเห็นก็คิด แล้วใครจะรู้ เพียงแต่ว่ายังไม่ได้คิดถึงรูปร่างสัณฐานที่ปรากฏ แล้วยังไม่สามารถที่จะจำได้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร จนกว่าจะค่อยๆ โตขึ้นๆ เห็นอีก ได้ยินอีก ก็สามารถที่จะจำเสียงต่างๆ จำสีต่างๆ ที่ปรากฏ แล้วก็จำไว้มั่นคงว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงเพราะไม่ปรากฏว่าดับไป

    นี่คือสิ่งที่เป็นจริง ตั้งแต่เกิดจนตายเป็นอย่างนี้ เกิดมาใหม่ๆ ไม่รู้ มีเห็น ขณะนี้ไม่ใช่เด็กขณะนั้น หลังจากเห็นแล้วก็จำได้ว่าเห็นอะไร แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ แค่นี้เอง เกิดมาก็จำสิ่งที่ปรากฏ คิดถึงสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นทางไหน

    ถ้ายังไม่มีความเข้าใจที่มั่นคง สติปัฏฐานเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราจะพูดถึงสภาพธรรมที่ยังเกิดไม่ได้เลยไม่ได้ เพราะเหตุว่ายังไม่มีความเข้าใจที่มั่นคงจริงๆ ต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ จนกระทั่งเมื่อเห็นก็ระลึกได้ นั่นคือสติปัฏฐาน เเต่ขณะนี้กำลังเห็นแล้วระลึกไม่ได้ว่า สิ่งที่ปรากฏเป็นธรรมอย่างหนึ่ง

    สติปัฏฐาน จะไม่ใส่ใจในนิมิตอนุพยัญชนะ เพราะปัญญาที่รู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น ความต่างกันของขณะที่สติสัมปชัญญะไม่เกิด คือเราจะไม่รู้สึกตัวเลยว่า ทันทีที่เห็น เราติดข้องแล้ว เพราะไม่รู้ แต่เวลาที่ฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจ เมื่อเห็น จากการฟังเข้าใจเกิดการระลึกได้ว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเท่านั้นเอง ขณะนั้นจะไม่มีความเข้าใจจริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรมโดยการประจักษ์ แต่จากการสะสมความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ทำไมเราไม่คิดเรื่องอื่นเเต่กลับระลึกได้ว่า ขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้นเอง นี่คือเริ่มเจริญปัญญาอีกระดับหนึ่งซึ่งกำลังรู้ตัวธรรมที่ปรากฏ

    เวลานี้มีธรรมปรากฏจริง แต่เราไม่รู้จักธรรมนั้นเลย เพราะว่าอวิชชา ความไม่รู้ หุ้มห่อมิดชิดสนิทเลย ไม่สามารถที่จะเห็นว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น เพราะฉะนั้น เวลาที่ได้ยินคำว่าอวิชชา เราเริ่มรู้จักตัวอวิชชา เมื่อไหร่ที่สภาพธรรมปรากฏแล้วไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมนั้น ไม่สามารถจะรู้ได้ด้วย ฟังแล้วอาจจะเริ่มเข้าใจ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะรู้ตัวธรรมที่เป็นธรรมเพราะขณะนี้เป็นธรรม จะรู้ตัวธรรมต่อเมื่อเข้าใจจริงๆ ในความจริงของสิ่งที่ปรากฏและมีปัจจัยที่จะเกิด อาจจะเกิดเป็นคิดที่ระลึก ใช้คำว่าคิดก็ได้ คิดขึ้นมาว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะว่าเรายับยั้งความคิดได้ไหม เราคิดถึงสิ่งที่เราเห็น ถ้าเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นเลย เราจะคิดถึงสิ่งนั้นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เวลาที่เรายังไม่ได้ยินคำว่าธรรม ขณะนี้เป็นธรรม ขณะนี้เป็นสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็น ถ้ายังไม่ได้ยินคำนี้เลย เราจะคิดอย่างนี้ได้ไหม แม้เพียงจะคิดเป็นคำอย่างนี้ คิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ก็คิดไม่ได้ จะเห็นได้ว่าความคิดก็ยับยั้งไม่ได้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีปัจจัยก็เกิดขึ้น เราจะคิดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะขณะนั้นมีปัจจัยที่จะคิดถึงสิ่งนั้น คุณหมอจะไม่คิดถึงคนที่ไม่รู้จักเลยใช่ไหม แต่จะคิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อน คิดถึงอะไรก็ได้ที่เคยเห็น มีความผูกพันสิ่งใดก็จะคิดถึงสิ่งนั้นบ่อยๆ

    เวลาที่เกิดมาแล้วได้ยินคำว่าธรรมไม่กี่ครั้ง ถ้าเทียบกับการได้ยินเรื่องอื่นมากมาย เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ เราก็คิดแต่เรื่องอื่น ไม่ได้คิดว่าขณะนี้เป็นธรรม แม้แต่จะคิดว่าขณะนี้เป็นธรรมก็ยังไม่รู้จักตัวธรรม เพราะมีธรรมปรากฏจริง แต่เริ่มที่จะคิดอย่างนี้โดยที่ไม่คิดอย่างอื่น สภาพธรรมปรากฎ เราก็คิดเรื่องอาหาร เรื่องเพื่อน เรื่องโต๊ะ เรื่องอะไรต่างๆ ไป แต่แทนที่จะเป็นอย่างนั้น สภาพธรรมก็ปรากฏเหมือนที่เคยคิดเรื่องอื่น แต่ขณะนั้นมีปัจจัยที่จะคิดคำว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ยังมีการคิดถึงคำนี้ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ได้รู้จักตัวธรรม จนกว่าจะรู้ว่า ขณะที่คิดไม่ใช่เข้าใจลักษณะที่เพียงปรากฏให้เห็น ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงเพียงปรากฏให้เห็น

    เพราะฉะนั้น ขณะที่ยังไม่คิดเลยและสิ่งนี้กำลังปรากฏ แม้ว่าจะสั้นมาก หรือจะไม่ปรากฏความสั้นเลยก็ตาม แต่สิ่งนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าจริงอย่างนั้นหรือเปล่า เพียงปรากฏให้เห็นจริงๆ หรือเปล่า นี่คือเริ่มคุ้นกับลักษณะของสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่กว่าจะคุ้นเคยจนกระทั่งไม่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทันทีที่เห็นแล้วเข้าใจทันที แล้วก็มีสภาพธรรมอื่นเกิดสืบต่อทันที การที่จะรู้ว่าปัญญามั่นคงคือ รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เกิดต่อได้ มิฉะนั้นอะไรเกิดต่อก็ไม่รู้อีก เต็มไปด้วยความไม่รู้ เพราะเพียงเริ่มจะรู้ทีละเล็กทีละน้อยในลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ

    ในขณะนี้ที่กำลังเห็น ถ้าเป็นการที่เข้าใจจริงๆ จะมีการเข้าใจลักษณะที่เห็น ซึ่งต่างกับขณะที่กำลังจำและคิดว่าเป็นอะไร ไม่ได้รวมกันเลย แยกกันก็ไม่ได้ เพราะว่ายังไม่มีปัญญาถึงขั้นที่จะประจักษ์การที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแล้วดับไป และอีกสิ่งหนึ่งจึงเกิดปรากฏ

    ทุกอย่างนี้จริง สภาพธรรมเกิดดับเร็วมาก แต่ไม่ใช่หมายความว่า เพียงฟังแล้วเราจะเข้าถึงความจริงที่เกิดดับ แต่เรากำลังเริ่มเข้าใจว่า ขณะที่เห็นแล้วเหมือนกับรู้ทันทีเลย ทันทีที่ทุกคนเห็นก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร เพราะเหตุว่าปัญญายังไม่ได้มีความเข้าใจสภาพที่ปรากฏให้เห็น ซึ่งต่างกับสภาพที่คิดนึก เราเพียงแต่เริ่มเข้าใจว่าต้องต่าง แต่ยังไม่เห็นความต่างด้วยการเข้าใจในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏเเท้ๆ จนกระทั่งคลายความไม่รู้ และสภาพธรรมนั้นจึงจะปรากฏตามความเป็นจริงได้ ในความต่างของสภาพที่ปรากฏและสภาพที่คิดนึก เพราะขณะนี้แทบจะไม่รู้เลย เห็นอะไร ตอบได้ทันทีว่าเห็นดอกไม้ แต่ความจริงเห็น ไม่ใช่ขณะที่จำว่าเป็นดอกไม้

    ผู้ฟัง ตรงนี้เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เข้าใจ แต่ว่าถ้าประจักษ์ต้องรู้ความต่างของสองขณะนี้

    ผู้ฟัง อย่างที่จับไมโครโฟนแข็ง แล้วก็มีสภาพรู้ว่า ขณะนี้รู้แข็งอยู่

    ท่านอาจารย์ รู้แข็ง รู้ตรงไหน

    ผู้ฟัง รู้ตรงที่สัมผัส ที่แตะแข็งตรงนั้นอยู่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ขณะนั้นจะมีนิ้วของเราไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ มีธาตุรู้ที่ปรากฏว่า ขณะนั้นอย่างอื่นไม่มีเลยทั้งสิ้น โลกทั้งโลกไม่เหลือเลย เพราะว่าถ้ารู้ลักษณะของสภาพรู้หรือธาตุรู้ ซึ่งไม่ใช่รูปธรรม ขณะนั้นจะไม่มีรูปธรรมใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น จะเป็นโลกซึ่งต่างกับโลกที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเกิดดับสืบต่อเร็วมากเพราะไม่รู้ แต่ที่โลกนั้นจะประจักษ์เป็นความจริงได้ว่าเป็นแต่ละขณะ หรือแต่ละอย่าง ก็ต้องเมื่อปัญญาสมบูรณ์ มีการคลายความไม่รู้ในสิ่งที่ปรากฏ แล้วสามารถที่จะรู้ความต่างของขณะที่สติสัมปชัญญะเกิด กับขณะที่สติสัมปชัญญะไม่เกิด ซึ่งต้องเป็นไปอย่างเนียนสนิทคือ เป็นปกติ และปัญญาสามารถที่จะแทงตลอดลักษณะของสภาพธรรม ซึ่งเป็นนามธรรมและรูปธรรม นั่นคือการประจักษ์ธาตุซึ่งเป็นนามธาตุและรูปธาตุ

    อ.ธิดารัตน์ ปัญญาในขั้นที่เราพิจารณาตามการศึกษา กับขณะที่เป็นสติปัฏฐาน ที่ระลึกรู้ลักษณะของปรมัตถธรรมจริงๆ จะมีความต่างกันโดยละเอียดมากน้อยแค่ไหน

    ท่านอาจารย์ คือต้องเป็นผู้ที่ตรงแล้วรู้ว่าขณะที่ฟังธรรม เรากำลังฟังเรื่องราวของธรรม แม้ว่าจะกล่าวโดยละเอียดสักเท่าไหร่ก็ยังคงเป็นเรื่องราวของธรรม ซึ่งขณะนี้จริงๆ ธรรมทุกอย่างเกิดขึ้นและดับไป ไม่เหลือเลย แล้วก็เกิดอีก แล้วก็ดับอีก โดยที่เราไม่สามารถที่จะเข้าถึงสภาพธรรมที่เกิดดับ เพียงขั้นการฟังแล้วก็เข้าใจ แต่ว่าจากการฟังเข้าใจจะทำให้เราเป็นผู้ที่ละเอียดขึ้น และสามารถที่จะรู้ความต่างซึ่งละเอียดเวลาที่สติสัมปชัญญะเกิด

    เพราะเหตุว่าขั้นฟัง เรามีความรู้ละเอียดว่า สิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังเป็นความจริงแค่ไหน เช่น สิ่งที่ปรากฏทางตากำลังปรากฏ และความจริงของสิ่งที่ปรากฏทางตาอยู่ที่ไหน กำลังปรากฏให้เห็นจริง แต่สิ่งนี้ถ้าไม่มีมหาภูตรูป ๔ จะมีสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท แต่ไม่ปรากฏเป็นมหาภูตรูปเลย จะไม่ปรากฏว่าแข็ง หรือเย็น หรืออ่อน เพราะเหตุว่ารูปที่สามารถกระทบกับจักขุปสาท ไม่ได้แยกออกจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม แต่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่สามารถกระทบจักขุปสาท แต่มีรูปๆ หนึ่งซึ่งเกิดร่วมกับมหาภูตรูป คือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทุกครั้ง แยกจากกันไม่ได้เลย คือรูปที่สามารถกระทบจักขุปสาท และกำลังปรากฏให้เห็น

    เพราะฉะนั้น กว่าเราจะรู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา ถ้าเพียงฟังว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตา โดยที่ไม่รู้ว่าแล้วจริงๆ สิ่งนี้มีอยู่ที่ไหน เราก็ยังไม่ละคลาย ขณะที่เราเห็นโต๊ะ ถ้าไม่มีสิ่งที่ปรากฏกับธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เราจำได้ว่าเป็นโต๊ะ จะมีสีสันวัณณะนี้มาปรากฏได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะว่ารูปเกิดดับอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งปรากฏให้จำได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้น ในหนึ่งขณะที่เห็นก็มีธรรมหลายอย่างที่จะปรากฏ ให้ค่อยๆ เข้าใจความเป็นธรรมได้ จะระลึกถึงสภาพซึ่งเป็นธาตุที่กำลังเห็น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏเลย

    ธาตุนี้มีจริง เพียงแค่ว่ามีจริงก็หายากแล้วใช่ไหม ไม่มีรูปร่างอะไรจะมาปรากฏให้จับต้อง ให้เห็น ให้จำเลย แต่เพราะธาตุนี้ไม่มีรูปร่างนั่นเอง จึงเป็นเพียงสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นแล้วก็เห็น นี่คือธาตุรู้ ซึ่งกว่าจะเข้าใจในความเป็นธาตุรู้ได้ก็ต้องฟัง แล้วเริ่มมีการเข้าใจในขณะที่ธาตุนั้นๆ กำลังปรากฏ แต่จะเข้าใจได้เพียงทีละเล็กทีละน้อย เหมือนอย่างกำลังเห็นขณะนี้ ฟังแล้วไม่สงสัยเลย ต้องมีธาตุชนิดหนึ่งไม่มีรูปร่างเลย ที่ใช้คำว่านามธาตุ เพราะเหตุว่าเป็นธาตุที่เกิดขึ้นแล้วรู้ แต่รู้ในขณะนี้คือเห็น

    เพราะฉะนั้น รู้ขณะนี้คือเห็นสิ่งที่ปรากฏว่า สิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น นี่คือลักษณะของธรรม ซึ่งกว่าเราจะไถ่ถอนว่าเป็นเราเห็นได้นั้น ต้องมีการระลึก ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ จะเข้าใจสภาพที่เป็นรูปธรรมที่ปรากฏให้เห็น หรือว่าจะเข้าใจสภาพที่กำลังเห็น เพื่อที่จะรู้ว่าไม่มีเรา ไม่ว่าจะขณะใดก็ตาม เห็นก็ไม่ใช่เรา เป็นธาตุที่เกิดขึ้นแล้วเห็นเท่านั้นเอง จนกว่าธาตุทั้งหลายจะปรากฏเป็นธาตุแต่ละอย่าง เช่น ขณะที่ได้ยินไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา แต่เสียงมี เสียงก็อยู่ในมหาภูตรูป

    ถ้าไม่มีมหาภูตรูป ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เสียงจะมาจากไหน เสียงจะปรากฏเกิดขึ้นเองตามลำพังลอยๆ ไม่ได้เลย แต่เราไม่สามารถที่จะรู้ว่าเสียงเกิดอยู่ที่ไหน และกระทบโสตปสาทที่กำลังปรากฏได้อย่างไร เราเพียงแต่เริ่มรู้ว่าเสียงมีจริง แล้วก็มีสภาพที่ได้ยินเสียงด้วย เพื่อที่จะละคลายขณะที่กำลังได้ยินว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธาตุที่เกิดขึ้นแล้วก็หมดไป

    เพราะฉะนั้น แต่ละขณะแยกขาดจากกันจริงๆ แต่ว่าต่อกันโดยความไม่รู้ เดี๋ยวเห็นก็เป็นเรา เดี๋ยวได้ยินก็เป็นเรา เพราะไม่รู้ความจริงก็รวมทุกอย่างต่อกันเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล แต่ถ้ารู้ความจริง ไม่มีอะไรที่จะต่อกันแบบคนละทางแล้วให้เป็นทางเดียวกันได้เลย อย่างเช่น สิ่งที่ปรากฏทางตา เพียงปรากฏแล้วหมด ไม่เกี่ยวข้องกับได้ยินเลย ไม่เกี่ยวข้องกับเสียงเลย

    ดังนั้นเวลาที่ขณะนี้เสียงเกิดขึ้น เป็นธาตุที่กำลังได้ยินเสียง แต่ธาตุนี้ต้องเกิด ถ้าธาตุนี้ไม่เกิดขึ้น เสียงก็ไม่ปรากฏ ในขณะนี้ที่เสียงปรากฏ เพราะธาตุได้ยินเกิดได้ยินเสียงแล้วก็ดับไป ไปเกี่ยวข้องกับทางตาไหม คนละขณะจิต คนละทวาร เป็นการเป็นไปของธาตุ ซึ่งเมื่อเกิดแล้วจะต้องเป็นไปอย่างนี้ เป็นไปเรื่อยๆ สมมติว่าเกิด สมมติว่าตาย แต่ความเป็นธาตุก็สืบต่อไปไม่สิ้นสุด เพราะเหตุว่าแต่ละลักษณะก็เป็นธรรมแต่ละอย่าง

    ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงอย่างนี้มากขึ้น ค่อยๆ ถอนความเป็นเรา แต่ไม่ใช่ด้วยตัวเราไปเห็นอย่างนั้น ไปเห็นอย่างนี้ แต่ด้วยความเข้าใจในความจริงของสภาพธรรม เริ่มจากขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏแล้วก็ฟังเรื่องสิ่งที่ปรากฏ จนกว่าจะรู้ว่ากำลังมีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏด้วย ทีละเล็กทีละน้อย หรือว่ามีความเข้าใจลักษณะของธาตุที่กำลังเห็น ซึ่งเห็นทั้งวัน เดี๋ยวนี้ก็เห็น เห็นอยู่ตลอด แต่เราเข้าใจขณะไหนว่าเป็นนามธรรม ต้องเป็นขณะที่สภาพนี้กำลังเห็น แล้วเข้าใจในขณะที่เห็นกำลังเห็นว่า ขณะนั้นเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ก็เป็นความละเอียดซึ่งอาศัยความเข้าใจขึ้นๆ จะทำให้รู้ความต่างของขณะที่เริ่มเข้าใจตัวจริงของธรรม กับเพียงฟังเรื่องของธรรม เพราะว่าตัวจริงของธรรมมีอยู่ตลอด แต่ถ้าไม่มีการฟังเลยก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ตัวจริงของธรรมได้

    ผู้ฟัง คือตอนนี้ เวลาเห็นภูเขาก็คิดว่าเป็นการเห็น เป็นสภาพธรรม แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น คิดอย่างนี้บ่อยๆ ๆ ๆ คิดอย่างนี้ถูกไหม

    ท่านอาจารย์ คิดมีจริงๆ

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ รู้ไหมว่าคิดไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง ทราบ

    ท่านอาจารย์ ตรงที่รู้ว่าไม่ใช่เรา ถูก แต่ถ้าถามว่าคิดอย่างนี้ถูกไหม ตรงนั้นไม่ถูก

    ผู้ฟัง แล้วถ้าจะให้ถูก

    ท่านอาจารย์ เพียงต้องการให้ถูก หรือว่าเข้าใจธรรม

    ผู้ฟัง เหมือนกับเป็นแนวทาง ก็อยากจะเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจคือ กำลังฟังแล้วก็เข้าใจสิ่งที่กำลังได้ฟัง ตรงนั้นคือเข้าใจ อย่าไปพยายามตอบให้ถูกเพราะไม่มีประโยชน์เลย ตอบถูกแต่ไม่เข้าใจก็ได้ ธรรมต้องเป็นเรื่องตรงจริงๆ ต้องตรงกับสภาพธรรมว่า ขณะที่ฟังมีความเข้าใจแค่ไหน ขั้นไหน เพียงแค่ว่าขณะนี้เป็นธรรม จรดเยื่อในกระดูกหรือยัง ถ้าทุกอย่างเป็นธรรมไม่เปลี่ยนแปลงเลยสามารถถึงความเป็นพระอรหันต์ได้

    ความจริงทั้งหมดเป็นธรรม มีจริงทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม มีก็มี แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม เห็นก็เห็น แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา มีใครบ้างไม่รู้แข็ง ถามตอบกันมากี่วัน กี่เดือน กี่ปี ตั้งแต่เล็กจนโต อะไรแข็งก็รู้ทั้งนั้น แต่ที่ไม่รู้คือ ไม่รู้ว่า แข็งเป็นธรรม

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ไปสงสัยว่าเคยรู้มาหรือเปล่าว่าแข็ง อย่างนี้ไม่ถูก ไม่ตรง เพราะจริงๆ ตราบใดที่มีกายจะไม่รู้แข็งได้หรือ เพราะทั่วทั้งกายจะมีกายปสาทซึมซาบ ที่รู้ว่าแข็งเพราะมีรูปที่สามารถกระทบแข็ง แล้วจิตจึงเกิดขึ้นรู้แข็ง แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม เพราะว่ารู้แข็งไม่ใช่ปัญญา เพียงแต่รู้ว่าสิ่งนั้นแข็ง แต่ถ้าปัญญาสามารถที่จะเข้าใจถูกในสภาพที่แข็งว่า เป็นแต่เพียงลักษณะของสิ่งหนึ่ง ซึ่งใช้คำว่าเป็นธรรม แน่นอน เมื่อเป็นสิ่งที่มีจริงก็เป็นลักษณะธรรมชนิดหนึ่งซึ่งแข็ง ไม่ใช่ธรรมที่เป็นเสียง ไม่ใช่ธรรมที่เป็นหวาน ไม่ใช่ธรรมที่เป็นหิว ไม่ใช่สภาพธรรมที่เป็นอิ่ม ทุกอย่างเป็นธรรมทั้งหมด

    เคยฟังธรรมมาแล้วกี่ชาติก็ลืม แต่ที่จะไม่ลืมก็คือเป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา สะสมความเข้าใจนี้ไปตลอด พระสูตรอ่านมาแล้วกี่สูตร พระวินัยอ่านมาแล้วกี่เล่ม พระอภิธรรมอ่านมาแล้วกี่คัมภีร์ แต่ทั้งหมดเพื่อรู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา

    ประโยชน์สูงสุดคือรู้ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่จำว่าเป็นธรรม แต่รู้จริงๆ ว่าเป็นธรรมเพราะเกิดแล้ว ใครไปทำให้เกิด เกิดแล้ว เปลี่ยนสภาพที่เกิดให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ เมื่อรู้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดแล้วก็รู้เลยใช่ไหม ใครก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่เกิดมีปัจจัยที่จะเกิดจึงเกิดได้ ถ้าไม่มีปัจจัยจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

    ดังนั้น ไม่ต้องไปคิดถึงอื่นใดเลยทั้งสิ้น นอกจากสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ว่าเกิดแล้ว ไม่มีใครไปทำให้เกิด เกิดแล้วดับแล้วด้วย นี่คือความจริง รู้อย่างนี้ไม่ว่าอะไร แล้วก็มีลักษณะที่ปรากฏ ให้ค่อยๆ ชินกับลักษณะที่เป็นธรรม ไม่ใช่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราเคยจำไว้ว่าเที่ยงแล้วก็ยังคงมีอยู่ เหมือนโต๊ะ เก้าอี้ บ้านช่องที่เข้าใจว่ายังมีอยู่ แต่เพียงจิตดับไปไม่เกิดขึ้นคิด ไม่เกิดขึ้นรู้ ก็ไม่มีสิ่งนั้นเลยในความคิด ในการรู้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    25 ธ.ค. 2568