ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636


    ตอนที่ ๑๖๓๖

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ ต้องมีสภาพนามธรรมที่เกิดกับจิตจึงใช้คำว่าเจตสิตภาษาบาลีก็เป็นเจตสิกะ เจตสิกกัง ก็แล้วแต่รูปของภาษาแต่หมายถึงนามธรรมที่ไม่ใช่จิตแต่เกิดพร้อมจิตดับพร้อมจิตๆ รู้อะไรเห็นอะไรสภาพของนามธรรมคือเจตสิกก็มีสิ่งนั้นแหละไม่เปลี่ยนแปลงให้เป็นสิ่งอื่นเป็นอารมณ์เช่นเดียวกับจิต ในขณะนี้ก็ให้รู้ความเป็นสังขารธรรมของธรรมซึ่งมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดปรากฏเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้แล้วก็ดับไป จริงหรือเปล่าคือการฟังธรรมไม่ใช่ว่าใครพูดแต่ว่าสภาพธรรมคือสิ่งที่มีจริงที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงซึ่งผู้ฟังสามารถจะพิจารณาแล้วก็เริ่มเห็นพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่มีคำสอนอย่างนี้เพียงแต่บอกว่าเป็นอนัตตาๆ เป็นธรรมไม่ใช่เราแต่ไม่ได้มีความเข้าใจที่ละเอียดว่าไม่ใช่เราจริงๆ นั้นคืออย่างไร เพียงชั่วขณะที่เกิดทางตาก็เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏพอได้ยินเสียงก็เป็นธาตุที่สามารถได้ยินเสียงจึงปรากฏได้ โดยมากเราก็จะรู้จักธาตุที่กำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยที่ลักษณะนั้นแม้มีนามธรรมอื่นคือเจตสิกเกิดร่วมด้วยก็ไม่ได้ปรากฏ ก็แสดงเห็นถึงความละเอียดว่าถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจธรรมแล้วก็จะถึงสภาพความเป็นธรรมว่าเป็นธรรมได้อย่างไรเพราะว่าปฏิ ปัตติ ปฏิไม่ความถึงเฉพาะ ปัตติหมายความถึงถึงขณะนี้สภาพธรรมจริงแต่จะถึงความเป็นธรรมโดยปราศจาก ปฏิ ปัตติ คือสภาพธรรมที่ถึงเฉพาะคือตัวสติ และปัญญาที่สามารถจะถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมไม่ได้ถ้าไม่มีความเข้าใจที่เป็นสัจจญาณเป็นเบื้องต้น

    เวลาที่พูดถึงอริยสัจ ๔ ไม่มีใครกล่าวถึงอาการ ๓ รอบของอริยสัจซึ่งจะต้องเป็นไปตามลำดับคือ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณทั้งหมดเป็นปัญญาไม่ใช่เราหรือไม่ใช่ใครแต่เป็นสภาพที่สามารถอบรมเจริญจนกระทั่งมีความเห็นถูก และประจักษ์แจ้งความจริงของสภาพธรรมได้โดยไม่เข้าใจผิดว่า ปฏิ ปัตติ คือทำนั่นผิดเลยเพราะเหตุว่าใครทำได้ใครทำเห็นไดใครทำได้ยินได้ใครทำคิดนึกได้ใครทำปัญญาได้ แม้แต่คำที่ใช้ก็ไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจจริงๆ ถึงความหมายจริงๆ ของคำที่ใช้ในภาษาบาลีว่า ปฏิ ปัตติ ธรรมมีจริงแต่รู้ว่าเป็นธรรมจริงๆ ก็ต่อเมื่อมีสภาพธรรมที่ระลึกตรงธรรม และปัญญาถึงความเป็นธรรมด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง การศึกษาธรรมต้องเป็นไปตามลำดับถ้าไม่ศึกษาเป็นแต่เพียงฟังจะรู้ได้ยังไงว่าใครพูดถูกหรือใครพูดผิด และก็เมื่อฟังแล้วเป็นความเข้าใจของเราจริงๆ ในสิ่งที่มีจริงๆ หรือเปล่าหรือว่าฟังไปก็ไม่เห็นเข้าใจอะไรขึ้นว่าเป็นธรรมยังไงไม่ใช่ตัวตนอย่างไร ถ้าไม่มีการศึกษาธรรมซึ่งเป็นปริยัติก็จะไม่มีปฏิ ปัตติที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมจะไม่มีปฏิเวธคือแทงตลอดความจริงซึ่งเป็นสัจจะ ทุกขอริยสัจจหมายความถึงสภาพธรรมที่ไม่เที่ยงเกิดแล้วก็ดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลยเราอยู่ที่ไหน ถ้ามีความเข้าใจในความเป็นธาตุหรือความเป็นธรรมว่าไม่ใช่เรามีประโยชน์อะไรกับการที่เกิดดับๆ ๆ เกิดเห็นดับเกิดได้ยินดับเกิดคิดนึกดับก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ความจริงแล้วก็ยึดถือว่าเป็นเราซึ่งเราอยู่ที่ไหนถ้าเข้าใจว่าเป็นธรรมทั้งหมดก็ไม่มีเรา แต่ตราบใดที่ยังไม่เข้าใจว่าเป็นธรรมก็ยึดถือสภาพที่ไม่รู้นั่นแหละว่าเป็นเรา การฟังธรรมทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตก็ไม่เผินคือขณะนี้มีจิตฟังเรื่องจิตกี่ครั้งแล้ว ผู้ที่เป็นสาวกในพระไตรปิฎกที่แสดงไว้ฟังธรรมมาเท่าไหร่ และธรรมนั้นจะพ้นจากตาหูจมูกลิ้นกายใจได้ไหม ไม่พ้นเลยเพราะฉะนั้นในพระไตรปิฏกไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่มีจริงแต่กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ขณะนี้ให้เข้าถึงความเข้าใจความเป็นอนัตตาความเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่ของเราหรือของใครเลยทั้งสิ้น

    ผู้ฟัง อาจารย์พูดคำว่าทุกขอริยสัจทิ้งไว้ เลยทำให้เกิดคำถามครับเรื่องทุกข์ครับ มีข้อความว่าสุขโสมนัสใดอันเกิดจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่น่าใคร่น่าพอใจนั่นคือคุณของกาม

    ท่านอาจารย์ เท่านี้ก่อน อยากได้อะไรบ้างไหมคะ

    ผู้ฟัง ไม่อยากได้อะไรครับ

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่มีโสมนัสไม่มีสุขจากสิ่งที่น่าพอใจที่เป็นที่ต้องการถ้ากล่าวอย่างนั้น แต่ลึกๆ จริงๆ ติดข้องต้องการอะไรหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ก็มีครับในชีวิตประจำวันครับ

    ท่านอาจารย์ เพราะสิ่งนั้นเป็นที่น่าพอใจเพราะสิ่งนั้นนำความสุขมาให้เพียงชั่วคราวเพราะบอกแล้วว่ากามสุขแต่ก็แสดงไว้ด้วยว่าไม่เที่ยง แม้ว่าสิ่งที่ทำให้เราเกิดความสุขโสมนัสได้ก็เพียงชั่วขณะถูกต้องไหมที่ข้อความที่กล่าว

    ผู้ฟัง ถูกต้องครับ

    ท่านอาจารย์ ทบทวนอีกทีค่ะ

    ผู้ฟัง สุขโสมนัสใดอันเกิดจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่น่าใคร่น่าพอใจนั่นคือคุณของกาม

    ท่านอาจารย์ ที่จริงน่าจะเป็นรูปเสียงตาหูจมูกลิ้นกายใจแต่ส่วนใหญ่คนที่ยังไม่ได้ศึกษาธรรมจะยกหูขึ้นมาก่อนก็ได้ เสียงหรือว่ารูปหรืออะไรอย่างนั้นก็เป็นเรื่องของภาษาซึ่งก็ไม่มีความสำคัญเพราะว่าที่จริงก็เป็นธรรมทั้งหมดแต่ให้เห็นความจริงสิ่งที่เป็นจริง และพระพุทธเจ้าจะไม่ทรงแสดงความจริงของสิ่งนั้นถูกไหม ในเมื่อทุกคนมีความสุขโสมนัสจากรูปจากเสียงจากกลิ่นจากรสจากสัมผัสหรือโผฐฐัพพะที่น่าพอใจขณะนั้นเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็แสดงความจริงว่านี่คือกามะสุขะหรือว่ากามสุขเพราะคำว่ากามหมายความถึงน่าใคร่น่าพอใจ สิ่งที่น่าใคร่น่าพอใจในชีวิตทุกวันจะไม่พ้นจากสิ่งที่ปรากฏทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกาย เราก็หลงติดอยู่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นให้ได้ยินให้ได้กลิ่นให้ลิ้นรสให้รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เมื่อกี้คงจะมีความสุขกันบ้างรับประทานอาหารอร่อยไหมคะ

    ผู้ฟัง อร่อยครับ

    ท่านอาจารย์ รสนำมาซึ่งสุขโสมนัสชั่วคราวเดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง หมดแล้วครับดับแล้ว

    ท่านอาจารย์ เท่านั้นเองใช่ไหมน้อยมากชั่วขณะแล้วก็หมดแล้วก็ไม่กลับมาอีกหลงจำหลงติดข้องลงต้องการเป็นฉันทะเป็นความพอใจซึ่งทั้งวันเป็นไปตามความพอใจในสิ่งที่เคยพอใจมาแล้ว และก็แสวงหาแต่สิ่งที่ได้พอใจ ฟังธรรมต้องละเอียด กามสุขคือสุขที่เกิดจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฐทัพพะที่น่าพอใจแต่ไม่เที่ยงหรือกล่าวว่าเที่ยง

    ผู้ฟัง เวทนาไม่เที่ยงครับ

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเป็นธรรมที่ไม่เที่ยงอะไรเป็นทุกข์จริงๆ ที่เป็นอริยสัจจความจริงของผู้ที่สามารถถึงความหลุดพ้นจากกิเลสเป็นอริยะบุคคลต้องเป็นการประจักษ์ความไม่เที่ยงแม้สุขเวทนาเกิดขึ้นก็ดับแล้วหมดแล้วความจริงเป็นทุกข์แต่ไม่รู้ใช่ไหมคะ

    ผู้ฟัง โทษของกามหรือว่าทุกข์ที่เจือปนอยู่นี่ท่านอาจารย์พยายามจะบอกว่าสุขเวทนาหรือธรรมๆ คือมีการเกิดดับใช่ไหมครับ แต่ว่าไม่สามารถที่จะเห็นการเกิดดับได้จริงๆ

    ท่านอาจารย์ ที่ว่าเป็นสุขก็คือเกิดดับแน่นอนจึงเป็นทุกข์ไม่ใช่สุขจริงๆ แต่จะเปลี่ยนลักษณะสุขให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้เกิดแล้วเป็นโสมนัสเป็นความพอใจเป็นความปลาบปลื้มยินดีเกิดแล้วก็ดับ แต่ไม่รู้ความดับก็เห็นแต่เพียงความสุขโสมนัสจากสิ่งที่น่าพอใจ

    ผู้ฟัง ก็แสดงว่านั่นคือโทษใช่ไหมครับอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ฟังแล้วเห็นไหมฟังแล้วเข้าใจได้ไหมว่าความจริงชั่วขณะแสนสั้นแล้วก็หมดเป็นอย่างนี้ไม่จีรังไม่เที่ยง ทุกสิ่งทุกอย่าง และไม่ใช่แต่สิ่งซึ่งเป็นภายนอกที่นำมาซึ่งความโสมนัส แม้ที่เคยยึดถือว่าเป็นเราก็ไม่มีเราเลยสักขณะเดียวหรือว่าสักอย่างเดียวเห็นเกิดแล้วดับจะเป็นใครหมดแล้วได้ยินเกิดแล้วก็ดับจะเป็นใครหมดแล้วคิดนึกสุขทุกข์ต่างๆ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปจึงเป็นธรรมไม่ใช่ของใคร และไม่ใช่ใครด้วย

    ผู้ฟัง กราบขอบพระคุณครับ

    ผู้ฟัง คือได้ฟังธรรมจากท่านอาจารย์ตอนหนึ่งที่ท่านอาจารย์แสดงธรรมว่าผู้ที่จะเป็นคนดีได้ก็ต้องมีปัญญาที่รู้ว่าตนไม่ดีแค่ไหน คือผมมีความเห็นส่วนตัวว่าตอนนี้เราเป็นคนพาลแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนพาล แต่ว่าเราเป็นคนพาลที่ศึกษาธรรมเพื่อที่จะรู้ว่ามีความไม่ดีในตัวเองอีกแค่ไหน ขอท่านอาจารย์ช่วยเกื้อกูลตรงนี้ด้วยครับ

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องแยกโดยละเอียดเป็นขณะจิต ขณะที่ไม่รู้จะเป็นความรู้ไม่ได้ ขณะที่เป็นโลภะก็จะเป็นอโลภะไม่ได้ ขณะที่เป็นโทสะก็จะเป็นอโทสะไม่ได้ พาลคือเมื่อไหร่

    ผู้ฟัง ขณะที่ไม่เป็นกุศล และขณะที่เป็นอกุศล

    ท่านอาจารย์ ขณะที่เข้าใจธรรมจะกล่าวว่าเป็นพาลได้ไหมคะ

    ผู้ฟัง โดยสภาพธรรมไม่ได้ครับ อย่างขณะที่ฟังนี้ความเป็นพาลก็เกิดแทรกสลับบ่อยมากเลยครับ

    ท่านอาจารย์ แต่ปัญญาไม่ใช่พาลจะมีแค่ไหนก็คือเล็กน้อยก็ไม่ใช่พาล เหมือนไฟที่ร้อนเล็กน้อยนิดเดียวก็ร้อน สิ่งที่มีกลิ่นเหม็นแม้เพียงเล็กน้อยก็เหม็นมีมากๆ ก็ปรากฏให้รู้ได้ แต่ถ้าเพียงเล็กน้อยไฟเล็กนิดเดียวก็ไม่เดือดร้อนเพราะว่าน้อยมาก ก็ไม่เห็นอกุศลว่าเป็นโทษเพราะคิดว่าเพียงเล็กน้อยแต่ความจริงอกุศลเล็กน้อยวันหนึ่งก็จะใหญ่ขึ้นจนกระทั่งสามารถทำทุจริตกรรมได้

    ผู้ฟัง อย่างเมื่อกี้คุณวรพลก็กล่าวถึงโทษของกามพอเห็นดอกไม้สวยๆ ก็ฟูใจขึ้นมารู้สึกว่ายังมีความเป็นคนพาลอยู่มากทีเดียวครับ

    ท่านอาจารย์ ตามความเป็นจริงไม่ใช่เราเป็นธรรมที่เป็นอกุศล

    ผู้ฟัง เรื่องการติดในนิมิต และอนุพยัญชนะที่ท่านอาจารย์ได้บรรยายตอนเช้า ถ้าเป็นกุศลไม่ติดหรือเปล่าครับในนิมิตอนุพยัญชนะ

    ท่านอาจารย์ กุศลคืออะไรคะ

    ผู้ฟัง กุศลคือสภาพที่ชำระความไม่ดีครับ

    ท่านอาจารย์ ขณะนั้นไม่มีโลภะไม่มีโทสะไม่มีโมหะ ถ้ายังมีโมหะเป็นกุศลได้ไหมในขณะนั้น

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าโทสะเกิดเป็นกุศลได้ไหม

    ผู้ฟัง ก็ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ โลภะเกิด

    ผู้ฟัง ไม่ได้เช่นกันครับ

    ท่านอาจารย์ ขณะใดที่ไม่มีโลภะโทสะโมหะเกิดขณะนั้นก็เป็นกุศล

    ผู้ฟัง แสดงว่าขณะที่กุศลจิตเกิดแม้ว่าจะเห็นเป็นสัตว์บุคคลก็ไม่ถือว่าติดในนิมิตอนุพยัญชนะ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ไม่ถือ

    ผู้ฟัง ก็ไม่ติดเลยใช่ไหมครับก็ไม่ใช่การติดในนิมิตอนุพยัญชนะอย่างอกุศล

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าต่างขณะกัน เวลาที่กุศลจิตเกิดเป็นไปในการให้ถ้ายังคงพอใจติดข้องในสิ่งนั้นทั้งนิมิตอนุพยัญชนะก็ให้ไม่ได้

    ผู้ฟัง การติดในนิมิตนุพยัญชนะก็ละเอียดตามการสะสมของจิตด้วยใช่ไหมครับอย่างการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ นี่ก็มาจากความติดในนิมิตอนุพยัญชนะด้วย แต่ว่าในการติดนั้นก็จะเป็นประโยชน์บ้างไหมครับ อย่างผู้ที่จัดดอกไม้มาเพื่อที่จะบูชาพระรัตนตรัยด้วยความที่มีศรัทธา แต่ว่ามีความสะสมการติดมาที่เป็นปัจจัยให้สามารถจัดได้อย่างวิจิตร

    ท่านอาจารย์ แล้วใครไม่ติดในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฐทัพพะ

    ผู้ฟัง พระอนาคามีบุคคล

    ท่านอาจารย์ แล้วท่านเป็นใครกันแต่ละคน

    ผู้ฟัง เป็นปุถุชนครับ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นรู้ตามความเป็นจริง

    ผู้ฟัง ทุกวันนี้สติปัฐานขณะที่สติปัฐานไม่เกิด บางขณะเป็นกุศลบ้างเป็นอกุศลบ้าง แต่ว่าเหมือนกับว่าเห็นเป็นสัตว์บุคคลตลอดทั้งๆ ที่บางขณะก็ได้กระทำกุศลบ้างท่านอาจารย์ช่วยเกื้อกูลตรงนี้ด้วยครับ

    ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้าเห็นท่านพระอานนท์ไหมคะ

    ผู้ฟัง เห็นครับ

    ท่านอาจารย์ รู้ไหมว่าเป็นท่านพระอานนท์

    ผู้ฟัง ต้องทรงทราบครับ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นหลังจากเห็นแล้วก็คิดนึกจำรูปร่างสัณฐานแต่จิตขณะนั้นเป็นกุศลหรือว่าเป็นอกุศลหรือเป็นกิริยาจิต แต่ที่จะไม่ให้รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรเป็นไปไม่ได้เลยเพราะสัญญาจำจึงสามารถที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร แต่แม้กระนั้นจะเห็นได้ปกติของคนที่ไม่มีปัญญาเวลาที่จำแล้วขณะนั้นเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลส่วนใหญ่

    ผู้ฟัง ส่วนใหญ่เป็นอกุศลจิตครับ

    ท่านอาจารย์ พอมีความเข้าใจก็มีกุศลเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจากปกติเป็นผู้มากด้วยอกุศล ธรรมที่ได้ยินได้ฟังเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งไม่ใช่เราไปพยายามทำให้ปกติเป็นกุศลเพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง จากปกติที่ติดในอนุพยัญชนะ และนิมิตมากก็กลายเป็นติดน้อยลงด้วยปัญญาที่เพิ่มขึ้น

    ท่านอาจารย์ แน่นอนตามมีตามได้หรือเปล่าคะ

    ผู้ฟัง ถูกต้องครับถ้าปัญญาเพียงแค่นี้ก็ติดต่อไปแต่ว่าค่อยๆ เพิ่มความเข้าใจขึ้นด้วยการฟังพระธรรม

    ท่านอาจารย์ ปุถุชนที่เป็นอันธะคือมืด อันธปุถุชนสู่ความเป็นกัลยาณปุถุชนเพราะว่าได้ยินได้ฟังแล้วมีความเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง ได้ฟังคำถามนี้ก็ทำให้เห็นว่าหนทางระหว่างการที่จะยกจากกัลยาณปุถุชนเป็นพระอริยเจ้านี่ไกลมากเลยครับเพราะว่าทุกวันนี้ติดๆ เกือบทุกอย่างเลยครับ

    ท่านอาจารย์ ยิ่งฟังยิ่งรู้ยิ่งละเอียดเพราะว่าเป็นความจริง

    ผู้ฟัง ที่ติดก็ต้องรู้ด้วยใช่ไหมครับอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ควรรู้ไหมคะ

    ผู้ฟัง ควรรู้ยิ่งครับ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้แล้วละได้ไหม

    ผู้ฟัง ถ้าไม่รู้ไม่มีปัญญาก็ละไม่ได้

    ท่านอาจารย์ คิดว่าสงบแต่ไม่ใช่สงบ เพราะฉะนั้นก็ไม่สงบโดยเข้าใจว่าสงบไปเรื่อยๆ

    ผู้ฟัง ความสงบที่ทุกคนอยากได้จะต้องมีปัญญาด้วยหรือเปล่าคะถึงจะสามารถสงบได้

    ท่านอาจารย์ แค่สงบก็คืออะไรก่อน

    ผู้ฟัง สงบนี้ก็คือปราศจากโลภะโทสะโมหะใช่ไหมคะ

    ท่านอาจารย์ แล้วถ้าไม่มีปัญญาจะรู้ไหมว่าขณะนั้นไม่มีโลภะโทสะโมหะหรือมีโลภะโทสะโมหะ

    ผู้ฟัง ถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่ทราบค่ะ แต่อาจารย์ท่านในชีวิตประจำวันถ้าไม่ใช่ขณะที่เป็นไปในทานเป็นไปในศีล ขณะที่เมตตาเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันก็แค่ ๑ ขณะจิตเท่านั้นเองขณะนั้นก็ไม่ได้มีความคิดอะไร จะกล่าวได้ไหมคะว่าเมตตา ๑ ขณะจิตตรงนั้นไม่มีปัญญาประกอบด้วย

    ท่านอาจารย์ ใครในที่นี้ที่ไม่เมตตาบ้าง

    ผู้ฟัง คิดว่าทุกคนก็คงเคยมีเมตตาจิต แต่ว่าเคยฟังมาเสมอว่าถ้าพูดถึงความสงบปราศจากปัญญาไม่ได้เลยค่ะ

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจให้ละเอียดแค่การอบรมเจริญความสงบปราศจากปัญญาไม่ได้แต่ขณะใดก็ตามที่กุศลจิตเกิดไม่ว่าขณะใดทั้งสิ้นขณะนั้นสงบ

    ผู้ฟัง ก็หมายความว่าถ้ามีกุสลจิต ๑ ขณะจิตแต่ว่าอบรมให้มีเพิ่มขึ้นก็ต้องมีปัญญาใช่ไหมคะ กุศลทุกประเภทสามารถกล่าวได้ว่าเป็นความสงบเพราะปราศจากโลภะโทสะโมหะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่าสงบที่นี่สงบจากกิเลส พูดถึงเรื่องจิตอยากรู้จิตหรือว่าเข้าใจจิตในขณะที่ฟังเรื่องจิต

    ผู้ฟัง ฟังให้เข้าใจจิต

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นประโยชน์ของการฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังฟังไม่ใช่อยากรู้สิ่งที่กำลังฟัง พูดถึงความรู้สึกมีเครื่องล่อหรือไม่มีเครื่องล่อมีอามิสหรือไม่มีอามิส เข้าใจว่าหมายความถึงขณะไหนหรือว่าอยากจะรู้ว่าขณะนั้นเป็นยังไงซึ่งกำลังเป็นอยู่แล้ว แต่ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจจึงอยากรู้แต่ถ้าเข้าใจขณะนั้นสามารถที่จะรู้ และเข้าใจได้ว่าความพอใจที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้พอใจในอะไร ในสิ่งที่ปรากฏล่อเพราะไม่รู้ความจริงสิ่งที่ปรากฏสวยงามมากทางตา มีใครบ้างไม่ชอบดอกไม้ที่สวยๆ ตรงนี้ทำไมเกิดชอบ สิ่งนั้นไม่ได้ชักชวนเลยแต่สภาพที่น่าใคร่น่าพอใจเป็นเครื่องล่อให้ชอบ ตรงกันข้ามถ้าเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจจะเกิดความติดข้องต้องการไหม ไม่เด็ดทิ้งไปเลยใช่ไหมแห้งแล้วเสียแล้วก็ไม่ต้องการไม่ว่าจะเป็นในครัวได้ที่ไหนก็ตามแต่ ก็แสดงให้เห็นว่าตราบใดที่เป็นสิ่งที่ปรากฏให้ติดข้องก็ใช้คำว่าเหมือนกับล่อหรือว่ายังคงเป็นสิ่งที่ทำให้หลงติดข้องนั่นเอง ก็เป็นคำธรรมดาเป็นขณะปกติแต่พอได้ยินคำนี้สงสัยยังไม่พออยากเข้าใจทั้งๆ ที่กำลังเป็นอย่างนั้น และกำลังพูดถึงอย่างนั้นก็ยังไม่พอยังอยากรู้ตรงนั้นด้วยว่าเป็นยังไง ก็แสดงให้เห็นว่าการฟังธรรมล่อหลอกให้คิดว่าจะรู้จะเข้าใจได้เมื่อเพียงได้ยินคำที่กล่าวถึงคำนั้นทั้งๆ ตัวจริงสภาพธรรมกำลังเป็นอย่างนั้นพูดถึงสิ่งนั้นเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่มีในขณะนั้นว่าเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าจะได้เข้าใจโดยที่ว่าไม่ต้องไปท่องหรือว่าไม่ต้องไปเสียเวลาที่จะต้องไปทบทวน เพราะว่าความจริงก็คือเครื่องล่อมีตลอดทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ คิดถึงอะไรเวลาเห็นแล้วคิดถึงสิ่งที่เคยเห็น และต้องการจะเห็นสิ่งนั้นแม้เห็นแล้วก็ยังจำ และยังล่อที่จะให้คิดถึงให้สามารถที่จะเห็นบ้างได้ยินบ้างในสิ่งนั้นอีก ก็แสดงให้เห็นชีวิตตามความเป็นจริงว่าการเข้าใจธรรมก็คือเห็นว่าไม่ใช่เราแล้วก็เป็นธรรมแต่ละลักษณะ เพียงคำก็ไปหาแล้วแต่ว่าขณะนี้ล่อหรือเปล่าทันทีที่เกิดความพอใจในสิ่งที่ปรากฏ

    สนทนาธรรมที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

    วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์พุทธศักราช ๒๕๕๒

    หัวข้อสนทนา สนทนาภาษาธรรมก็เป็นอีกภาษาหนึ่งซึ่งจะได้รู้ความจริงว่าภาษาธรรมลึกซึ้งกว่าภาษาใดๆ เพราะว่าต้องเข้าใจทุกคำอย่างละเอียดไม่ว่าจะศึกษาเรื่องอะไรก็ตามถ้ารู้ไม่จริงเป็นโทษแน่นอนถ้ารู้จริงจะเป็นประโยชน์มาก โดยเฉพาะสำหรับพระพุทธศาสนาคือคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้ความจริงซึ่งเป็นความจริงทุกกาลสมัย แม้แต่ก่อนที่จะมีการตรัสรู้ธรรมก็มีขณะนี้ก็มีต่อไปก็มีเพียงแต่ว่าเรายังไม่ได้ศึกษาโดยละเอียดว่าแม้แต่คำว่าธรรมคำเดียวเรามีความเข้าใจจริงๆ หรือเปล่า เพราะว่าหลายท่านบอกว่าแต่ก่อนพอได้ยินคำว่าธรรมก็เข้าใจว่าหมายความถึงธรรมฝ่ายดีเท่านั้น แต่ว่าเมื่อได้ศึกษาธรรมแล้วก็มีความเข้าใจมากขึ้นคือสิ่งใดก็ตามทั้งหมดที่มีจริงๆ เป็นธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงโดยถ่องแท้โดยสิ้นเชิงโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้นที่ทรงแสดงธรรมก็คือแสดงสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ว่าความจริงทุกขณะในชีวิตเป็นธรรม ก็เป็นสิ่งใหม่ซึ่งเราอาจจะเป็นอีกแง่หนึ่งมุมหนึ่งซึ่งเราอาจจะไม่เคยคิดมาก่อนว่าธรรมก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงๆ สิ่งที่มีจริงจะบอกว่าไม่จริงไม่ได้เพราะเหตุว่ามีแล้ว และก็เป็นจริงอย่างนั้นซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความจริงนั้นให้เป็นอย่างอื่นได้เพียงแต่ว่าไม่สนใจที่จะรู้ความจริงนั้นให้ยิ่งขึ้น เช่นขณะนี้เหมือนกับว่าทุกคนมีชีวิตตั้งแต่เกิดมานจนกระทั่งถึง ณ บัดนี้รู้จักความจริงอะไรบ้าง เกิดมาเห็นรู้จักความจริงของเห็นหรือเปล่า เกิดมาได้ยินรู้จักความจริงของได้ยินหรือเปล่า เกิดมาคิดนึกเป็นสุขเป็นทุกข์ต่างๆ ตั้งแต่เกิดจนตายรู้จักความจริงอะไรในชีวิตบ้าง ถ้าไม่ได้ศึกษาธรรมโดยละเอียดเราก็จะคิดธรรมตามที่เราได้ยินได้ฟังบางส่วนของธรรมเพราะว่าธรรมก็คือการที่จะต้องศึกษาโดยละเอียด วิชาการใดๆ ก็ตามไม่มีใครสามารถที่จะรู้ตอนปลายมาหาตอนต้นแต่ต้องจากตอนต้นแล้วก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นจนกระทั่งถึงที่สุด ธรรมก็เช่นเดียวกันเราจะพูดถึงอริยสัจจธรรมโดยเราไม่รู้ว่าธรรมคืออะไรจะได้ยินได้ฟังเรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตาอาจจะได้ยินบ่อยๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นการที่จะตั้งต้นที่จะเข้าใจธรรมก็คือว่าไม่เผินมีความเข้าใจแม้แต่ว่าธรรมคืออะไร ขณะนี้ก็พอทราบว่าธรรมคือทุกอย่างที่มีจริงแล้วแต่ว่าเราจะพิจารณาว่าความจริงที่มีจริงในขณะนี้เป็นอะไรบ้างในเมื่อกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงเป็นของใคร


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    3 ธ.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ