ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662


    ตอนที่ ๑๖๖๒

    สนทนาธรรม ที่ บ้านไร่คุณนาย จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ มีคำหลายคำที่ได้ยินใช่ไหม ลืมไปหรือยังว่าได้ยินคำอะไรบ้าง คำที่สำคัญที่สุดคือคำว่าธรรม ได้ยินได้ฟังบ่อยแต่ก็ลืมใช่ไหมว่า เมื่อครู่นี้มีธรรมอะไรปรากฏบ้างหรือเปล่า

    ทั้งหมดเป็นธรรม สิ่งที่มีจริงๆ เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม คิดนึกเป็นธรรม แต่เมื่อไม่ฟังก็เป็นเรา ทั้งๆ ที่ได้ยินได้ฟังมา แล้วก็เริ่มเข้าใจว่าพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงในขณะนี้ สิ่งนี้ต้องเกิดขึ้นปรากฏให้เห็นว่ามีจริงๆ แล้วก็ดับไป เวลาฟังก็เข้าใจ แต่เมื่อไม่ได้ฟังเมื่อไหร่ก็ลืม เป็นของธรรมดา เพราะว่าเรื่องที่เราได้ยินได้ฟังก็มีมาก เดี๋ยวเรื่องนั้นเรื่องนี้ เดี๋ยวเรื่องอาหาร เดี๋ยวเรื่องการที่เราจะไปดูสัตว์ หรืออะไรอย่างนี้ก็เป็นเรื่องทั้งนั้น

    ความจริงทั้งหมดเป็นธรรม ซึ่งกว่าจะรู้ในความหมายของคำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง และกำลังมีจริงทุกขณะ ก็ต้องอาศัยฟังจนกระทั่งเข้าใจจรดเยื่อในกระดูกแล้วถึงจะไม่ลืม

    ก่อนอื่น การฟังธรรมนั้นก็มีหลายระดับ เพราะเหตุว่าปัญญาจะเกิดขึ้นมากมายทันที จนกระทั่งละความเป็นเราและกิเลสอื่นๆ ที่สะสมมาหนาแน่นไม่ได้เลย ต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป โดยความเป็นอนัตตาด้วย

    เเต่จะเห็นได้ว่า แม้ว่าจะมีการฟังแล้วมีความเข้าใจว่าธรรมมีจริงๆ เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ปรากฏสั้นมากและหมดไป ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่เพราะการเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว ก็ยังคงเหมือนเห็นสิ่งที่ไม่ได้ดับไปเลย อย่างเช่นเห็น รู้ว่ามีจริงๆ แล้วเห็นดับหรือยัง ไม่ดับ กำลังเห็นอยู่เรื่อยๆ แต่เพราะเหตุว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดและดับไปอย่างรวดเร็วสืบต่อกัน ปรากฏเสมือนว่าสิ่งนั้นไม่ดับเลยเพราะเหมือนเดิม ใช่ไหม เห็นก็เป็นเห็นเหมือนเดิม เพราะฉะนั้น ไม่ปรากฏว่าเห็นดับ

    จากการฟังจะรู้ได้ว่า ขณะนี้ไม่ได้มีแต่เห็นอย่างเดียวที่เป็นธรรมที่มีจริง สิ่งอื่นที่มีจริงก็มีด้วย เช่น ได้ยิน เสียงมีจริงปรากฏเมื่อจิตเกิดขึ้น และกำลังได้ยินเสียงเป็นธรรมประเภทที่เป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่างลักษณะ เกิดเมื่อไหร่ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ กว่าจะฟังแต่ละคำๆ จนกระทั่งขณะนี้เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น ขณะนี้มีเห็นจึงมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ถ้าเห็นไม่เกิดขึ้น เช่น ขณะที่หลับสนิท ไม่มีอะไรเกิดปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็ไม่ได้คิด ไม่ได้ฝัน แต่ยังไม่ได้ตายจากโลกนี้ ยังไม่สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้

    เพราะฉะนั้น มีธาตุรู้ซึ่งเป็นนามธรรม ขณะนั้นไม่ได้ทำกิจเหมือนอย่างเวลาที่ไม่หลับที่เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน ขณะที่เห็นไม่ได้หลับ หลับแล้วจะเห็นไหม ไม่เห็น แต่ขณะที่ตื่นเห็นไหม เมื่อมีปัจจัยที่จะให้เห็น เห็นก็เกิดขึ้น แต่ว่าไม่ได้เห็นตลอดไป มีได้ยินด้วย ได้ยินก็เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง

    ดังนั้น ก่อนอื่นคือไม่ลืมคำว่าธรรม และรู้ว่าธรรมไม่ใช่ของใคร ไม่มีใครสามารถที่จะเป็นเจ้าของได้เลยสักอย่างเดียว เพราะเหตุว่าธรรมมีปัจจัยเกิด ไม่ยั่งยืนเลย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดแล้วก็ดับไป แล้วแต่ว่าขณะนี้ เดี๋ยวนี้ สิ่งที่ปรากฏเป็นสภาพธรรมที่มีปัจจัยเกิดในขณะนี้ ไม่ใช่ขณะก่อน ขณะก่อนเกิดแล้วดับแล้วด้วย และขณะต่อไปก็จะเกิดแล้วจะดับด้วย ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืนเลย

    เพราะฉะนั้น ที่เคยเข้าใจว่าเป็นเราทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย คือเป็นธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งมีลักษณะหลากหลายต่างกันมาก แม้ว่าสภาพธรรมกำลังเกิดปรากฏ ไม่เรียกชื่อสภาพธรรมนั้นก็มี อย่างเช่น เห็น กำลังเห็น ไม่ต้องเรียกอะไรเลย เห็นก็ยังคงเป็นเห็น ไม่ใช่ได้ยิน คิดนึกเกิดขึ้น ไม่ต้องเรียกว่าคิดนึกจิตนั้นก็กำลังคิดแล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเรียกชื่อ สภาพธรรมนั้นก็มีจริงๆ อย่างนั้น เป็นอย่างนั้น ใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ที่มีชื่อเเละเรียกชื่อเพราะมีสภาพธรรมหลากหลาย ที่จะต้องรู้ว่ากล่าวถึงสภาพธรรมใด เช่น เมื่อพูดว่าเห็น มีใครคิดถึงได้ยินบ้างไหม กำลังรู้ว่าเห็นคือเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ เมื่อพูดถึงได้ยิน ขณะนั้นก็ไม่ได้ไปคิดถึงแข็ง แต่กำลังคิดถึงที่กำลังได้ยินเดี๋ยวนี้

    ด้วยเหตุนี้กว่าจะฟังให้เข้าใจว่า ทุกอย่างในชีวิตเป็นธรรมแต่ละอย่าง เมื่อไหร่เกิดขึ้นเมื่อนั้นจึงรู้ว่ามี เช่นเสียง ถ้าเสียงไม่เกิด ไม่ปรากฏเป็นเสียงต่างๆ ขณะนั้นก็ไม่มีเสียง แต่ว่าเมื่อมีเสียง เวลานี้หลายเสียงหรือเสียงเดียว หลายเสียง เสียงหนึ่งต้องเกิดแล้วดับไป อีกเสียงหนึ่งจึงปรากฏได้

    บางคนก็สงสัย อย่างเช่นเวลาที่ฟังดนตรี มีเครื่องดนตรีหลายอย่าง นักดนตรีก็เล่นดนตรีทุกอย่าง แต่ว่าเวลาได้ยิน ได้ยินทีละเสียง แต่เร็วมากจนกระทั่งไม่แยกออกไปเลย ก็คิดว่าทุกเสียงนั้นพร้อมกัน เป็นไปได้ไหมที่ทุกเสียงจะปรากฏพร้อมกัน แต่ความเร็วของเสียงจนกระทั่งทำให้ปรากฏเป็นดนตรีที่ประกอบด้วยเสียงต่างๆ เพราะว่าดนตรีเดี่ยวที่มีเสียงเดียวก็มี ใช่ไหม และดนตรีที่ผสมกันหลายๆ เสียงก็มี แต่หลายๆ เสียง ต้องปรากฏทีละเสียงแต่เร็วมาก เพราะฉะนั้น เราก็สามารถที่จะรู้ว่าไม่ได้มีเสียงเดียว ซึ่งธรรมเป็นเรื่องจริง เป็นชีวิตประจำวัน ถ้าไม่มีสภาพธรรมก็ไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อมีธรรมแต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ก็กลายเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดรวมๆ กันไป โดยที่ไม่ได้รู้ความจริง

    เมื่อเช้านี้พูดเรื่องธรรมอย่างนี้ เข้าใจถูกต้องอย่างนี้หรือเปล่า หรือว่ายังสงสัย แข็งเป็นธรรมหรือเปล่า เป็น ก่อนฟังธรรมแข็งเป็นอะไร เป็นเก้าอี้ เป็นโต๊ะ เป็นรองเท้า เป็นคน เป็นอะไรหลายๆ อย่าง แต่เมื่อฟังแล้วรู้เลยว่า สภาพที่แข็งมีจริงๆ เมื่อปรากฏ ปรากฏเมื่อไหร่ เมื่อกระทบกับกาย

    ถ้าไม่กระทบกับกาย แข็งจะปรากฏไหม เสาแข็งไหม เสาแข็งหรือ แข็งไม่กระทบให้รู้ว่าเป็นแข็งเลย แต่จำ จำตั้งแต่ได้ยินคำว่าเสา เพราะว่าจริงๆ แล้วขณะที่เห็นไม่ใช่เสา เป็นสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท รูปที่พิเศษรูปหนึ่งมีจริงๆ อยู่กลางตา ใครก็มองไม่เห็น ซึ่งรูปนี้เป็นรูปพิเศษ เพราะเหตุว่าไม่ใช่แข็งธรรมดา แข็งเป็นแข็ง กระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตาได้ไหม ไม่ได้เลย แต่ที่กายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า มีสภาพที่แข็งเมื่อกระทบสัมผัส แต่ว่าสภาพธรรมที่กายไม่ได้มีแต่แข็งอย่างเดียว กลางตามีรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นแล้วสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ปรากฏไม่ได้เลย จะมีการเห็นไม่ได้ จะรู้ว่าสิ่งนี้มีลักษณะอย่างนี้ เดี๋ยวเขียว เดี๋ยวดำ เดี๋ยวขาว เดี๋ยวเป็นสีต่างๆ ที่ทำให้จำได้ว่า รูปร่างสัณฐานของสิ่งแต่ละสิ่งนั้นเป็นอะไร

    ถ้ามีแต่สีดำปรากฏให้เห็น จะมีคน จะมีวัตถุ จะมีสิ่งต่างๆ ได้ไหม ดำอย่างเดียว ไม่มีรูปร่างสัณฐานเลยก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าเป็นอะไร ถ้าเป็นขาวอย่างเดียวไม่ดำ สามารถที่จะรู้ได้ไหมว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นสีขาวนั้นคืออะไร มองออกไปข้างนอก เห็นฟ้าเห็นเมฆ เห็นต้นไม้หลายสี แต่ว่าต้องเห็น ถ้าไม่เห็นจะไม่รู้เลยว่าที่เราว่าเป็นเมฆนั้น เป็นสีอย่างหนึ่งไม่ใช่สีอย่างต้นไม้

    เพราะฉะนั้น สีหลายๆ สีที่ปรากฏ ความจริงคือเกิดปรากฏเล็กน้อยมาก สั้นมากแล้วดับไป แต่ว่าความรวดเร็วทำให้เหมือนยังอยู่ และเป็นสิ่งที่ทำให้เราคิดนึกไกลออกไป จนกระทั่งสามารถที่จะจำลักษณะว่า ถึงแม้เป็นเมฆก็เป็นเมฆสีขาว ฟ้าก็เป็นสีฟ้า ซึ่งต่างกับเมฆ นี่คือสิ่งที่เป็นไปด้วยสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งจำ

    พระผู้มีพระภาคไม่ได้ทรงประดิษฐ์เรื่องขึ้นมาให้เราคิด แต่รู้ได้ พิสูจน์ได้เพราะว่ามีแล้ว และเคยยึดถือว่าเป็นเราเพราะไม่รู้ ก็จะได้รู้ตามความเป็นจริงว่า แม้แต่คำว่าธรรมที่ทรงแสดงหรือตรัสรู้ธรรม คือรู้ความจริงของสิ่งที่มี จนกระทั่งประจักษ์แจ้งถึงสภาพที่ไม่เที่ยง เกิดขึ้นและดับไป

    ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม ใครก็คิดธรรมเองไม่ได้ ไม่สามารถที่จะรู้ความจริง จึงยังหลงยึดถือสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่ออย่างเร็วว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เคยเห็นหรือได้ยินได้ฟังเรื่องมายากลใช่ไหม น่าอัศจรรย์ ที่นี่ใครทำได้ มีหมวกใบหนึ่ง เเตะนิดเดียวนกบินออกมาแล้ว หรือว่าดึงผ้าออกมาได้ไม่จบ หรือมีอะไรอีกตั้งหลายอย่าง ซึ่งถ้าเป็นกลตื้นๆ เพียงมีคนบอกให้รู้เคล็ดนิดเดียว เราก็สามารถที่จะทำได้ แต่ถ้ากลลึกๆ เเล้วก็ต้องอาศัยการฝึกหัดอย่างรวดเร็วซึ่งน่าอัศจรรย์

    ที่ประเทศจีนมีการแสดงเปลี่ยนหน้ากากอย่างเร็วแสนเร็ว แค่สบัดพัดนิดเดียวเปลี่ยนมาเป็นอีกหน้าหนึ่งแล้ว เร็วมาก ทำไมทำได้ กว่าเราจะทำได้แล้วก็คงช้า เขาคงจะจับได้ว่าแท้ที่จริงแล้วมีหน้ากากซ้อนๆ กันหลายอัน คือเวลาที่เพียงสะบัดนิดหนึ่ง ดึงหน้ากากอันแรกออกก็เป็นหน้ากากอันที่ ๒ อีกครั้งหนึ่งก็เป็นหน้ากากอันที่ ๓ แต่เขาทำเร็วจนกระทั่งเห็นได้ว่าทำไมถึงเร็วและเปลี่ยนได้อย่างนั้น แต่ถ้าเราทำก็คือคนดูจับได้แน่ๆ รู้เลยว่าเป็นอะไร

    นี่คือเพียงสิ่งที่เราสามารถจะคิดและพิสูจน์ได้ ถ้าตื้นๆ ง่ายๆ ก็มีคนบอกเราได้ แต่ธรรมซึ่งกำลังเกิดดับอย่างเร็ว จนกระทั่งสามารถทำให้เราหลงอยู่ในความคิดว่า มีสิ่งที่เที่ยงตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่เคยแสดงลักษณะที่ดับไปเลยสักอย่างหนึ่ง แต่ว่าอาศัยการฟังพระธรรมจึงเริ่มมีความเข้าใจถูกต้องว่าความจริงแล้วขณะนี้ทุกอย่างไม่ได้ยั่งยืนเลย

    ขณะนี้มีเห็นและได้ยินเสียงด้วย เหมือนพร้อมกัน แต่ว่าเห็นกับได้ยินไม่ใช่ลักษณะที่จะเกิดพร้อมกันได้เลย เพราะเหตุว่าเห็นต้องอาศัยตา คนที่ไม่มีตาเห็นได้ไหม ไม่ได้ คนที่หูหนวกหรือว่าโสตปสาทรูปเมื่อถึงเวลาก็ไม่เกิด ขณะนั้นเสียงก็ปรากฏไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้ ชีวิตแต่ละขณะตั้งแต่เกิดจนตาย เราไม่สามารถที่จะรู้ว่ามาจากไหน เกิดแล้วต้องเป็นไปอย่างไรบ้างในแต่ละวัน รู้ไหมพรุ่งนี้อะไรจะเกิดขึ้น ใครสามารถที่จะรู้ได้ ไม่มีเลย แต่ว่ามีปัจจัยพร้อมที่จะเกิด นี่คือแสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่มีการฟังจะไม่รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แต่เป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง ทั้งหมดจึงต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ไม่ใช่ว่าฟังวันนี้แล้วหวังว่า ใครจะมาชี้หนทางทำให้เราหมดกิเลส รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเกิดดับ นั่นคือไม่จริง เพราะไม่ใช่ปัญญาความรู้ของเราเลยสักอย่าง เพียงแต่จะมาบอกให้เราทำ แต่เราไม่ได้เข้าใจ ไม่ได้รู้อะไรเลย ก็ยังคงเป็นเรา แล้วจะไปคิดว่าเราได้หมดกิเลสแล้วก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าจริงๆ แล้ว กิเลสที่ทุกคนไม่รู้จักก็คืออวิชชา ความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ง่ายมากที่จะได้ยินชื่อ วิชชาแปลว่าความรู้ถูก อะแปลว่าไม่

    เพราะฉะนั้น อวิชชาไม่ได้เห็นสภาพธรรม ไม่ได้เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง ใครไม่มีอวิชชา คนโน้นคนนี้หรือเปล่า หรือว่าเราเองไม่มีอวิชชา แสดงให้เห็นว่าต้องเป็นผู้ที่ตรง และรู้ว่าอวิชชาไม่รู้อะไร ไปโรงเรียนเรียนหนังสือ ครูก็สอนอย่างนั้น วิชาอาชีพต่างๆ ทำได้หมด หุงต้ม สร้างบ้าน อะไรต่ออะไรก็ได้ เป็นวิชชาหรือเปล่า

    สำหรับในพระพุทธศาสนา ถ้าไม่ใช่ความเห็นถูกต้องในสภาพธรรมที่ปรากฏว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ว่ามีลักษณะของสภาพธรรมใดเกิดขึ้น ปรากฏให้เห็นความจริงว่า สภาพธรรมนั้นเป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับไป ถ้ารู้อย่างนี้เป็นวิชชา เพราะว่าขณะนี้สภาพธรรมคือเห็น เป็นเราหรือเปล่า ถ้าถามให้ตอบก็ตอบได้ว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรม เพราะว่าได้ยินได้ฟังว่า ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม ไม่ใช่ว่าเราต้องไปหาธรรมที่อื่นที่ไหนเลย แต่ว่าเดี๋ยวนี้สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเป็นธรรม เกิดแล้วดับด้วย ไม่ใช่ของใคร ไม่มีใครมีอำนาจบังคับบัญชาให้เปลี่ยนเป็นอย่างนั้น หรือให้เปลี่ยนเป็นอย่างนี้เลย

    นี่คือเรา ซึ่งปกติธรรมดาจะไม่คิดถึงสิ่งที่ปรากฏ แต่จะคิดถึงเรื่องที่ปรากฏ คือข้ามไปทันทีเลย เห็นอะไร เห็นคน ลืมว่าเห็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง เสียงสามารถปรากฏให้เห็นหรือเปล่า ไม่ กลิ่นมีจริงๆ หรือเปล่า เป็นธรรมหรือเปล่า สามารถปรากฏให้เห็นได้หรือเปล่า ไม่ นี่คือความเป็นผู้ตรง

    เพราะฉะนั้น ในบรรดาธรรมทั้งหมด ไม่ว่าโลกนี้หรือโลกไหนในแสนโกฏิจักรวาลก็ตามแต่ สิ่งที่สามารถจะปรากฏให้เห็น เหมือนเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏให้เห็นได้มีอย่างเดียวเท่านั้น คือธาตุชนิดหนึ่ง ใช้คำว่าธาตุหรือธา-ตุ ความหมายเหมือนกับธรรม คือสิ่งที่มีจริง ที่ใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะนั้นให้เป็นอย่างอื่นได้เลย

    ถ้าเข้าใจอย่างนี้ โลกนี้เป็นโลกธาตุแต่ละโลก หรือแต่ละธาตุ เสียงเป็นธาตุ กลิ่นเป็นธาตุ คิดเป็นธาตุ สุขเป็นธาตุ ชอบเป็นธาตุ โกรธก็เป็นธาตุ ไม่ว่าอะไรทั้งหมด เปลี่ยนจากคำว่าธรรมมาเป็นคำว่าธาตุหรือธา-ตุได้ เป็นเรื่องของภาษาเท่านั้นเอง เเล้วเเต่ว่าฟังคำไหนแล้วจะทำให้เข้าใจขึ้น เช่นคำว่าธรรม บางคนอาจจะพูดตามๆ ไปว่า ทุกอย่างเป็นธรรม แต่ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้ง แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นคำว่าธาตุ ไฟเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ธาตุไฟร้อนไหม ดิน ธาตุดินเป็นธาตุชนิดหนึ่ง แข็งหรืออ่อนไหม

    เรารู้เลยว่าเมื่อพูดถึงธาตุ ไม่ใช่ของใครใช่ไหม ไฟร้อนในป่าเป็นของใคร ใครเป็นเจ้าของไฟที่ร้อนๆ อยู่ในป่าบ้าง ไฟก็มีจริงๆ แล้วเปลี่ยนไฟไม่ให้ร้อนได้ไหม ถ้าไฟนั้นเกิดขึ้นร้อน เพราะลักษณะของธาตุไฟมีสองอย่าง ร้อนหรือเย็น ไม่ใช่อ่อนหรือแข็ง เพราะอ่อนหรือเเข็งคือธาตุดิน ที่เราใช้คำว่าดิน ไม่ได้หมายความถึงดินที่ปลูกต้นไม้ดอกไม้ สร้างบ้านหรืออะไร แต่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีลักษณะที่แข็ง เปลี่ยนแข็งไม่ได้ จะหลับตา ลืมตา กระทบเมื่อไหร่ก็เป็นลักษณะที่แข็ง เราบอกว่าพัดลม เมื่อกระทบอะไรปรากฏ สัมผัสแล้วอะไรปรากฏ แข็งปรากฏ เพราะฉะนั้นแข็งมีจริง แต่ว่ารูปร่างสัณฐานต่างๆ และการทรงจำเรื่องราวของสิ่งนั้น เมื่อเราเห็นก็บอกว่าเห็นพัดลม แต่ความจริงเห็นแข็งได้ไหม เห็นพัดลมได้ไหม แต่เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็นได้

    นี่คือความละเอียดของธรรม ซึ่งเมื่อฟังแล้วเข้าใจขึ้นก็คือไม่มีความสงสัย ละความสงสัยในคำว่าธาตุและในคำว่าธรรม มีใครสงสัยบ้างไหม จะได้พูดถึงเรื่องนี้อีก แต่ถ้าไม่มีใครสงสัยจะได้ผ่านไป เพราะว่าทุกคนต้องกลับไปที่ไหนก็ตาม พรุ่งนี้หรือวันไหนก็มีการคิด เรื่องที่คิดก็คือสิ่งที่ได้ฟังแล้ว เรามักจะคิดถึงสิ่งที่ได้ฟังที่เป็นเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องธรรม ใช่ไหม อ่านหนังสือพิมพ์สักครู่เดียว คิดเรื่องหนังสือพิมพ์แล้ว

    วันนี้เราฟังธรรมตอนเช้าตอนบ่าย พรุ่งนี้จะคิดถึงธรรม หรือว่าจะคิดถึงเรื่องในหนังสือพิมพ์ เห็นไหมว่านี่เป็นความที่ต่างกันว่า กว่าเราจะชินกับการที่เห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจสิ่งที่ยังไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวอะไรเลยทั้งสิ้น เพียงแต่เป็นลักษณะที่มีปัจจัยเกิดและดับ แต่สืบต่อจนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิต เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นเรื่องราวของสิ่งนั้นนานแสนนานจนไม่ลืม แต่ที่จะให้เข้าใจว่าเป็นธรรม ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้นเกิดและดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย มีอะไรที่เกิดในชีวิตที่กลับมาบ้าง เห็นไหมว่าไม่มีเลย ตอนเป็นเด็กสนุกสนาน เห็นตอนนั้นกลับมาเป็นเดี๋ยวนี้หรือเปล่า ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย

    ผู้ฟัง มีสิ่งหนึ่งที่ช่วยความเข้าใจ เมื่อไหร่เราดูทีวี สิ่งที่ปรากฏในทีวีก็มีพิกเซล (จุด) มากมาย แล้วเราก็คิด มีเห็นเป็นอิมเมจ (รูป) ในทีวี แต่จริงๆ คือไม่มีอิมเมจ (รูป) มีเเต่พิกเซล (จุด) มากมายเป็นสีใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เวลาที่เราเข้าใจธรรมแล้ว เราจะเปรียบกับทีวี แต่ถ้าเรายังไม่เข้าใจธรรม เราจะเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่มีจุดแสงสว่างแล้วมารวมกันเป็นรูปภาพ เป็นนิมิต แล้วก็คิดว่าเราเข้าใจธรรม ไม่ได้

    ที่หม่อมพูดหมายความว่าต้องเข้าใจเรื่องธรรมแล้ว จึงสามารถที่จะเปรียบได้ว่าสิ่งที่เราเห็นทางโทรทัศน์ไม่ต่างกับขณะนี้เลย แต่ว่าข้อสำคัญที่สุดคือความเป็นผู้ละเอียด การที่จะเข้าใจธรรมได้นั้นต้องไม่ข้ามแต่ละคำ คำว่านิมิตตะ เวลาที่คนทั่วไปได้ยินคำว่านิมิต หมายความถึงสิ่งนั้นมีจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าเป็นแต่เพียงนิมิตให้เห็นว่าเป็นอย่างนั้น ใช่ไหม

    ดังนั้นแต่ละคำ เราจะต้องมีความเข้าใจในความจริงของความหมายด้วย เพราะว่าแม้แต่คำว่านิมิตตะมีหลายอย่าง ฝันก็เป็นนิมิตใช่ไหม ใครว่าฝันจริงบ้าง คิดจริง แต่ฝันเห็นอะไร ฝันเห็นรถยนต์คันหนึ่งกำลังแล่นไปตามถนน แล้วจริงๆ รถยนต์กำลังแล่นตามถนนจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าเพียงแต่ใช้คำว่าฝัน เพราะคิดถึงเรื่องราวจากสิ่งที่เห็นแล้วจำได้ว่า เป็นรถยนต์ เป็นถนน เป็นกำลังแล่นไป ความจริงแท้ๆ คือในขณะนั้นนอนหลับ ซึ่งถ้าหลับสนิทจริงๆ จะไม่มีการคิด เพราะว่าทางที่จิตจะเกิดขึ้นสามารถที่จะมีสิ่งใดปรากฏกับจิต เช่น เห็นเป็นจิตชนิดหนึ่งซึ่งต้องอาศัยตา เเต่ถ้าไม่มีจักขุปสาทก็ยังคิดนึกได้สารพัด เช่นกำลังฝัน แต่ไม่ใช่เห็นจริงๆ

    ทางหูก็เหมือนกัน เคยคุยกับคนที่พบในฝันบ้างไหม อาจจะไม่ยาวเเค่คำสองคำ โดยไม่มีเสียง ไม่ได้ยินจริงๆ เเต่จำได้ว่าเสียงนี้เป็นคนนั้น และยังจำได้พูดว่าอะไร ซึ่งความจริงเสียงเป็นเสียง ถ้าไม่มีการคิดถึงความสูงๆ ต่ำๆ ของเสียง จะเข้าใจความหมายไหม อย่างเช่น ลมพัดมีเสียงสูงๆ ต่ำๆ ลมกำลังร้องเพลงหรือเปล่า ไม่มีใครไปคิดอย่างนั้นได้เลย เพียงแต่ว่าเป็นเสียงลม แล้วลมพูดภาษาอะไรก็ไม่มีใครรู้ เพราะว่าแต่ละเสียงที่กำลังได้ยินขณะนั้นไม่ได้มีความหมาย

    ถ้าเป็นนิมิตตะ หมายความว่าเสียงที่ได้ยินสั้นมาก เล็กน้อยมาก แต่ว่าเกิดซ้ำ แสดงลักษณะที่สูงต่ำ จนกระทั่งทันทีที่ได้ยิน ความคุ้นเคยจากเด็กที่เพิ่งเกิด เด็กเล็กมากๆ ได้ยินเสียงแล้วพูดตามเลยได้ไหม ไม่ได้ แต่ถ้าได้ยินบ่อยๆ เด็กก็เข้าใจแล้วว่าเสียงนั้นหมายความถึงอะไร แต่ยังพูดตามไม่ได้

    เมื่อบอกเด็กเขาก็เริ่มที่จะรู้ว่าเสียงสูงๆ ต่ำๆ เช่นแม่ หรือพ่อ หมายความถึงคนไหน หรืออะไรก็ตามแต่ ค่อยๆ รู้ คือว่าเป็นเเต่เสียงเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย แต่มีสภาพของธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นสภาพจำ เริ่มจำ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ว่าเสียงนั้นๆ ด้วย เสียงสูงๆ ต่ำๆ เหมือนกับเสียงลม แต่ว่าทำไมยังจำจนกระทั่งลมไม่ได้มีความหมายอะไรเลย แม้แต่ที่กำลังพัด แต่เสียงอื่นที่ไม่ใช่เสียงลมสามารถที่จะทำให้คนเข้าใจได้ว่าหมายความถึงอะไร

    นี่คือความละเอียดอย่างมาก อย่างวิจิตรของธรรม ซึ่งวันหนึ่งๆ อวิชชาหรือวิชชา? ไม่รู้ความจริงเมื่อไหร่จะเป็นวิชชาไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น จะเห็นความต่างกันมากระหว่างความไม่รู้ซึ่งเป็นอวิชชา กับวิชชาซึ่งเกิดจากการฟังพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ทุกสิ่งทุกประการ โดยละเอียด โดยแทงตลอด โดยประการทั้งปวง ทั้งหมดทรงแสดงไว้ ๔๕ พรรษา เป็นเรื่องของสิ่งที่มีจริงเพื่อที่จะให้คนฟังได้เข้าใจคำว่าธรรม

    ถ้าใช้คำว่าธรรม ไม่ใช่ใครเลย แต่มีจริงๆ เป็นธาตุ ซึ่งไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่ของใคร บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องคู่กับคำว่าอนัตตา ถ้าเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็คือเป็นอัตตา เก้าอี้เป็นอัตตาหรือเป็นอนัตตา

    ผู้ฟัง อัตตา

    ท่านอาจารย์ อัตตา เพราะว่าความจริงสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ใช่เก้าอี้ เป็นธาตุที่สามารถกระทบจักขุปสาท แล้วจิตเห็นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ทั้งสิ่งที่ปรากฏทางตาและจิตเห็น เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏทางตามีจริงๆ เป็นธรรม แต่ธรรมทั้งหลายก็เป็นอนัตตาด้วย ดังนั้นจึงใช้คำได้ เเต่ที่จะเปลี่ยนไม่ได้เลยคือทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น เช่นเก้าอี้ ขณะนั้นจริงๆ เราไม่ได้คิดถึงธาตุที่ปรากฏให้เห็น แต่เราไปคิดถึงความจำว่า เก้าอี้มีลักษณะอย่างนี้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    25 ธ.ค. 2568