ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
ตอนที่ ๑๖๗๗
สนทนาธรรม ที่ กรมการทหารเรือ
วันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรมในยุคนี้รู้สึกว่าจะน้อยกว่าในยุคก่อน เท่าที่ได้ศึกษามากกว่า ๕๐ ปีเเล้วได้เห็นความลึกซึ้งของพระธรรม ยิ่งศึกษายิ่งเห็นความลึกซึ้งว่าพระธรรมนั้นไม่ใช่เพียงเพื่ออ่าน หรือว่าเพื่อฟังเพียงผิวเผิน เพราะเหตุว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี นานแสนนานกว่าจะตรัสรู้ความจริง และทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา
ในสมัยก่อนผู้ที่มีปัญญาเพียงฟังข้อความสั้นๆ ก็สามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ แต่สำหรับคนในยุคนี้หวังว่าจะเป็นอย่างบุคคลในครั้งก่อนก็ยาก และคิดว่าไม่มีวันที่จะถึงอย่างนั้นได้
จากในครั้ง ๒,๕๐๐ กว่าปี ท่านอุบาสิกาขุชชุตตรา ท่านสูงในคุณธรรมและยังได้เป็นพระอริยบุคคลผู้เป็นเอตทัคคะด้วย เมื่อถึงกาลสมัยนี้ความรู้ของคนยุคนี้ รวมทั้งดิฉันด้วยก็น้อยมาก เปรียบกับท่านไม่ได้เลย เพราะพระธรรมยิ่งศึกษายิ่งเห็นความจริงว่าเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก
ดังนั้นการศึกษาพระธรรม ถ้าเริ่มต้นด้วยความจริงใจที่จะเข้าใจพระธรรม ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่นเลยทั้งสิ้น ที่เข้าใจพระธรรมคือ ถ้าไม่มีการศึกษาเลยก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจพระธรรมได้เลย เพราะว่าไม่มีใครที่สามารถจะคิดเองได้ว่าพระธรรมคืออย่างไร ขณะนี้เป็นธรรมหรือไม่ ถ้าไม่อาศัยการศึกษาก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้
ด้วยเหตุนี้ ถ้าเริ่มจากความจริงใจที่จะศึกษาด้วยความเคารพในพระธรรม เพราะว่าทุกคำที่ทรงแสดงมาจากการตรัสรู้ และก่อนการตรัสรู้ไม่ใช่เพียงแค่ ๒,๕๐๐ ปี กว่าจะได้ตรัสรู้ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านานแสนนาน หลังจากที่ได้ทรงได้รับคำพยากรณ์จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์อบรมบารมีคือ คุณธรรมความดีทั้งหลายซึ่งยากที่ใครจะกระทำได้ถ้าไม่มีความจริงใจ ไม่มีความมั่นคงจริงๆ ที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรม และเพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลกให้รู้ความจริงนั้นด้วย พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาก และเมื่อได้ตรัสรู้แล้ว พระธรรมทุกคำมาจากการบำเพ็ญพระบารมี
เพราะฉะนั้น ถ้าศึกษาพระธรรมด้วยความเคารพ ไม่ประมาท เพียงคำเดียวจะทำให้เข้าใจธรรมที่พระองค์ทรงแสดงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นความลึกซึ้งว่า แม้ว่าจะศึกษาเท่าไรก็ไม่อาจที่จะเข้าใจทั้ง ๓ ปิฎกได้โดยถ่องแท้ แต่สามารถที่จะอบรมปัญญาที่จะรู้จักธรรมและเข้าใจธรรมยิ่งขึ้นได้ ซึ่งขอเรียนให้ทราบว่าจะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรม
เพราะว่ามีแต่เรา มีแต่โต๊ะ มีแต่เก้าอี้ มีบุคคลนั้นบุคคลนี้ แต่ว่าพระผู้มีพระภาคตรัสรู้ความจริงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น ขณะนี้ความจริงที่กำลังปรากฏนี้ไม่ว่าที่ไหนมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ สิ่งที่ปรากฏมากมายเหลือที่จะคณานับ ทางตาก็มีการเห็นสิ่งต่างๆ ทางหูก็ได้ยินเสียงต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นธรรม สิ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรม
พระผู้มีพระภาคตรัสรู้สิ่งที่มีจริง ไม่ได้ตรัสรู้สิ่งที่ไม่มี ถ้าสิ่งนั้นไม่มีจะรู้ได้อย่างไร แล้วจะรู้ไปเพื่ออะไร แต่ว่าเมื่อมีสิ่งที่กำลังปรากฏ ความต่างของผู้ที่มีปัญญากับผู้ที่ไม่มีปัญญาก็คือ ผู้ที่มีปัญญารู้ความลึกซึ้งของธรรมที่ปรากฏทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทุกขณะตามความเป็นจริง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ความรู้ของพระองค์เหนือบุคคลใด สามารถที่จะรู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ความจริงของสิ่งนี้เกิดขึ้นจึงได้ปรากฏ ไม่ว่าเป็นอะไรทั้งสิ้นที่กำลังปรากฏ นี่คือธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้ ไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหนเลย ถ้าฟังและมีความเข้าใจแล้วจะทราบว่าทั้งหมดอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา
เพราะฉะนั้น ก่อนอื่น เข้าใจคำแรกคือ ธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม และธรรมที่ปรากฏขณะนี้ ลองพิจารณาเพื่อที่จะได้เป็นความเข้าใจของเราว่า จะปฏิเสธได้หรือไม่ว่าขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏต้องเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดจะปรากฎได้หรือไม่ และอีกอย่างหนึ่งมีใครรู้บ้างว่า สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้เป็นอะไร เป็นเราหรือไม่ หรือว่าเป็นธรรม หรือเป็นธาตุ หรือเป็นอะไร ก็ยังไม่ได้รู้ว่าแท้ที่จริงทั้งๆ ที่เห็นมี สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็มี แต่ไม่รู้จักความจริงของสิ่งที่ปรากฏให้เห็นและสภาพธรรมที่เห็น แล้วก็ไปหาธรรมตามที่ต่างๆ บางคนก็ไปถึงจรดเหนือจรดใต้ ตะวันออกตะวันตก แต่เมื่อรู้จักธรรมไม่ต้องไปไหนเลย มีธรรมซึ่งถ้าเข้าใจแล้วก็สามารถที่จะรู้ได้ว่านี่เองคือธรรมที่ทรงแสดงถึง ๔๕ พรรษา
ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจในการฟังแต่ละครั้ง ที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง เพราะว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ไม่ใช่ใครคนหนึ่งคนใดคิด ไม่ใช่นักปราชญ์ หรือนักวิทยาศาสตร์ที่จะคิดเองตามทฤษฎีต่างๆ แต่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บุคคลผู้เลิศในทุกจักรวาล ไม่มีใครเลิศกว่าพระองค์ เพราะเหตุว่าทรงแสดงความจริงของธรรมทุกอย่างโดยละเอียด เพื่อที่จะให้เห็นว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นแต่ละคำที่ได้ยิน ผู้ที่ไม่ประมาทในพระธรรมก็ใคร่ที่จะได้เข้าใจความจริงนั้นอย่างถูกต้อง
เมื่อเวลาไปงานสวดศพจะได้ยินคำว่า กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา ถ้าเป็นคนที่ไม่สนใจเลยไม่รู้ว่าเป็นพระธรรมจากพระไตรปิฎก ได้ยินแต่เพียงชื่อว่าสวดพระอภิธรรม แต่เพราะเหตุใดจึงสวดพระอภิธรรม ไม่สวดพระวินัยและไม่สวดพระสูตร นี่ก็เป็นปัญหาที่แสดงให้เห็นว่า ความลึกซึ้งของธรรมทั้งหมดประมวลไว้ในคัมภีร์สุดท้ายคือพระอภิธรรมปิฎก
เพราะเหตุว่าทั้ง ๓ ปิฎกเป็นสัจจธรรม เป็นความจริง แต่ว่าจริงแท้ก็คือเป็นธรรมทั้งหมด แล้วแต่ว่าจะแยกเป็นเรื่องของพระวินัย เกี่ยวกับการประพฤติทางกายทางวาจาที่เหมาะสมแก่เพศบรรพชิตเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพระสูตรก็เป็นข้อความธรรมอย่างที่มีปรากฏตามที่ต่างๆ เมื่อเสด็จไปพบใคร มีใครมาเฝ้าสนทนาธรรมกันเรื่องอะไร ทรงแสดงธรรมเรื่องนั้นก็เป็นธรรมที่มีจริงในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายทั้งหมด ถ้าฟังพระธรรมเข้าใจก็คือ เข้าใจสิ่งที่มีจริงในชีวิตของแต่ละคนตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ
สำหรับพระอภิธรรม บางคนได้ยินชื่อก็ตกใจ ไม่อยากฟัง ไม่อยากเรียน แค่ชื่อก็ยากแล้ว ธรรมก็ยาก แล้วยังมีอภิธรรมอีก แต่ความจริงธรรมเป็นสิ่งซึ่งไม่สามารถที่จะมีใครเปลี่ยนแปลงได้เลย มีใครจะเปลี่ยนแปลงเสียงที่กำลังเกิดแล้วดับในขณะนี้ให้เป็นอย่างอื่นได้ ไม่มีใครทำได้เลย ใครทำให้เสียงเกิดได้ ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะให้เสียงเกิด เสียงก็เกิดไม่ได้ เมื่อเสียงเกิดแล้ว เสียงก็ดับไป เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นชีวิตประจำวัน ซึ่งก่อนที่จะถึงธรรมที่สูงมากคือ การอบรมเจริญปัญญาคือ รู้แจ้งอริยสัจจธรรมซึ่งเป็นสติปัฏฐาน ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมขณะนี้ ไม่มีหนทางที่จะเข้าใจสติปัฏฐานได้เลย
ดังนั้นก่อนอื่น การศึกษาทุกอย่างต้องตามลำดับขั้น ที่โรงเรียนทุกคนก็ต้องผ่านชั้นอนุบาล แล้วก็ค่อยๆ มีความรู้ ค่อยๆ มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่จะให้เด็กเล็กๆ ไปเรียนชั้นสูงอย่างผู้ใหญ่ก็เป็นไปไม่ได้ การศึกษาทุกอย่างเป็นอย่างนี้แม้แต่ธรรมก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีความเข้าใจแม้แต่คำว่าธรรมก็ไม่มีโอกาสที่จะได้เข้าใจธรรมเลย เพราะว่าเผินคิดว่าตื้นและง่าย ใครๆ ก็รู้แล้ว แต่ความจริง เมื่อศึกษาแล้วก็จะรู้ว่า แม้แต่คำเดียว ถ้าไม่ประมาทถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ ก็เป็นเรื่องที่ยาวมาก ถ้ามีคำถามก็ขอเชิญ
ผู้ฟัง คำถามคือ คนที่มีสติปัฏฐานในชีวิตประจำวันกับคนที่ไม่มี ผลจะแตกต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ สติปัฏฐาน ถ้าได้ยินคำว่าสติ แล้วไม่รู้ว่าสติคืออะไร ได้ยินคำว่าปัฏฐาน แต่ไม่รู้ว่าปัฏฐานคืออะไร ก็ไม่สามารถที่จะมีสติปัฏฐานได้ เพราะเหตุว่าทั้งหมดเป็นเรื่องของการอบรมเจริญปัญญา ปัญญาไม่ใช่สิ่งซึ่งจะเกิดได้เมื่อเราต้องการ เราอยากจะมีปัญญาเมื่อไรเเล้วจะให้ปัญญาเกิด เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่ปัญญานั้นเงินซื้อไม่ได้ ความพากเพียรใดๆ ที่ไม่ตรงกับเหตุ ผลนั้นก็เกิดไม่ได้ คือไม่ใช่ปัญญาแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ในครั้งพุทธกาลก็มีลัทธิมากมาย ซึ่งต่างคนก็เข้าใจว่ามีความเห็นถูกต้อง จนกระทั่งบางคนแม้ได้ทราบว่าพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ที่ใด ความสำคัญตนว่ามีความเห็นถูก ทำให้ไม่ไปเฝ้าและไม่ได้ฟังพระธรรมซึ่งยากแสนยากที่จะได้ฟัง เพราะเหตุว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ประสูติ หรือว่าทรงแสดงธรรมบ่อยๆ นอกจากคนที่มีปัจจัยที่มีโอกาสที่จะได้ฟัง จึงสามารถที่จะเห็นคุณค่าแล้วก็ฟัง เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องละเอียด
ก่อนอื่น ถ้ามีใครสักคนหนึ่งพูดเรื่องสติปัฏฐาน แต่ถ้าเราไม่ถามเขาว่าสติปัฏฐานคืออะไร แล้วจะให้เรามีสติปัฏฐานเป็นไปได้หรือไม่ ทุกอย่างต้องตรงตามเหตุผล และคนที่เข้าใจว่ารู้สติปัฏฐานหรือว่ามีสติปัฏฐาน มีสติปัฏฐานเพื่ออะไร เหตุใดต้องมีสติปัฏฐาน มีสติปัฏฐานแล้วเป็นอย่างไร เรื่องนี้ก็น่าสนใจ ซึ่งทุกอย่างมีคำตอบในพระธรรม คือการที่จะใช้คำว่าสติ ต้องรู้ว่าสติเป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะพูดถึงอะไรทั้งหมดเป็นธรรม สติก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง คนไทยได้ยินคำว่าสติ โดยนำคำนี้มาจากภาษาบาลีแต่ไม่ได้เข้าใจว่าสติเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าสติเป็นธรรมด้วย คิดว่าเราจะมีสติ เราทำสติ แต่นั่นไม่ใช่เลย
เพราะฉะนั้น ต้องทราบว่าธรรมที่มีหลากหลายมาก ธรรมฝ่ายดีก็มี ธรรมฝ่ายไม่ดีก็มี กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา
กุสลา ธัมมา หมายความถึงธรรมที่เป็นกุศล เป็นเราหรือไม่ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าใครเป็นกุศล หรือว่าธรรมที่เป็นกุศลมี ธรรมที่เป็นอกุศลมี และธรรมที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศลก็มีด้วย
ดังนั้นการศึกษาธรรมสูงที่สุดคือ เมื่อเข้าใจแล้วเป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิด สติเป็นสภาพที่ระลึกได้ถ้าพูดเป็นภาษาไทย แต่ถ้าไม่พูดก็สามารถที่จะเข้าใจได้โดยที่ว่า เมื่อมีความเข้าใจพื้นฐานแล้วก็สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของสติ แต่ถ้ายังไม่มีความรู้ใดๆ เลย เพียงแต่คำแปลก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าคำแปลนี้หมายความถึงอะไร เช่น บอกว่าสติเป็นสภาพที่ระลึกได้ บางคนบอกว่าแล้วเมื่อวานนี้ทำอะไรระลึกได้นั่นเป็นสติหรือไม่ ซึ่งก็เผินไปอีก เพราะว่าสติเป็นธรรมฝ่ายดี เกิดเฉพาะกับกุศลจิตหรือจิตอื่นๆ ซึ่งเป็นโสภณเป็นธรรมฝ่ายดีทั้งหมด ถ้าเป็นอกุศลจิต สติเกิดไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น ถ้าขณะนั้นไม่รู้จักสติแล้วคิดว่าจะทำสติ สติเกิดไม่ได้เลย เพราะว่าขณะที่ไม่รู้เป็นอกุศล ด้วยเหตุนี้สติปัฏฐานเป็นเรื่องใหญ่ เป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับผู้ที่อบรมปัญญารู้และเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ในขั้นฟังที่ใช้คำว่าปริยัติ หมายความว่ารอบรู้ในสิ่งที่ฟัง ดังนั้นจึงฟังเผินไม่ได้เลย รอบรู้ไม่ใช่รู้นิดๆ หน่อยๆ เล็กๆ น้อยๆ แต่รอบรู้จนไม่ผิด ไม่มีความเข้าใจผิด แล้วเป็นสัจจญาณคือเป็นปัญญาที่มั่นคงในสัจจะในความจริงที่ได้ฟัง จึงจะสามารถเป็นปัจจัยให้มีการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้
ผู้ที่เป็นพระอริยสาวกในอดีต เช่น ท่านพระสารีบุตรได้ฟังท่านพระอัสสชิไม่มากเลย ท่านก็เป็นพระโสดาบัน ไม่ได้หมายความว่าเป็นพระโสดาบันโดยไม่รู้ โดยไม่เข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนั้น เพราะเหตุว่าถ้าไม่เข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนั้น จะเข้าใจอะไร มีอะไรที่จะให้เข้าใจได้ เพราะฉะนั้นขณะนี้เป็นธรรมที่ในพระไตรปิฎกแสดงว่า ควรรู้ยิ่ง สิ่งที่ปรากฏทางตามีแน่นอน ควรรู้ยิ่งว่าเป็นอะไร และเห็นมีจริงๆ ถ้าเห็นไม่มี สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ปรากฏไม่ได้เลย ใครที่ไม่มีจักขุปสาท ตาบอดแล้วจะให้เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้เป็นไปไม่ได้
ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ควรรู้ยิ่งก็คือ ชีวิตประจำวันทั้งหมดทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ถ้ายังไม่เข้าใจว่าเป็นธรรมที่มีจริงจะไม่มีสติปัฏฐานเกิด เพราะฉะนั้น คงจะไม่รีบร้อนที่จะให้สติปัฏฐานเกิด ทุกคนที่ฟังธรรม เมื่อฟังแล้วบางคนอยากจะเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ หรือบางคนบอกว่าไม่ต้องถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นแค่พระโสดาบันก็ได้ หรือบางคนบอกว่าน้อยกว่านั้นอีก คือให้ปัญญาที่เป็นวิปัสสนาญาณเกิดก็พอ นี่คือการไม่เข้าใจเลยว่าจะมีปัญญาเหล่านั้นได้อย่างไร เพราะเหตุว่าแม้ขณะนี้ก็ยังไม่รู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง เพราะว่าการที่จะเป็นวิปัสสนาญาณไม่ได้รู้อย่างอื่น แต่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ด้วยความเห็นที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นบางคนที่อยากถึงปัญญาระดับต่างๆ โดยไม่เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีในขณะนี้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ผู้ฟัง สติปัฏฐานมี ๔ ส่วน คือกาย เวทนา จิต และธรรม ส่วนที่เป็นจิตคือเรื่องของคิด เรื่องนามธรรม เรื่องของข้อที่ ๔ เรื่องธรรมก็คือนามธรรมอีก เรียนถามท่านอาจารย์เพื่อความกระจ่างชัดว่า ทั้ง ๒ ส่วนนี้มีรอยต่อกันอย่างไร เพราะว่าการที่เราคิดก็เป็นธรรม ส่วนธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานก็เป็นจิตที่ต้องคิด ขอเรียนถามในประเด็นนี้
ท่านอาจารย์ ได้ยินชื่อของสติปัฏฐาน ๔ เกี่ยวกับกายหนึ่งส่วนหรือหนึ่งบรรพ คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายความถึงขณะนั้นสติระลึกที่กาย รู้ความจริงที่กายว่าเป็นธรรมที่ไม่ใช่ตัวตน แล้วทุกคนก็มีความรู้สึก ความรู้สึกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ขณะนี้ก็มีความรู้สึก สบายใจหรือว่าไม่สบายใจ เป็นทุกข์ที่กายบ้างหรือไม่ ทั้งหมดนี้ก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นความรู้สึกแต่ละอย่างก็มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป
การที่สติสัมปชัญญะจะเกิด เพื่อรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นสติปัฏฐาน เพื่อรู้ความไม่เที่ยง คือการเกิดดับของสภาพธรรม เพื่อที่จะละคลายการยึดถือว่าเป็นเรา เพราะว่าถ้าไม่มีธรรมเกิดจะไม่มีเรา ไม่มีใครทั้งสิ้น แต่เมื่อมีธรรมเกิดและก็ดับ เกิดดับสืบต่อตั้งแต่ขณะเกิดมาจนกระทั่งถึงขณะนี้โดยไม่รู้
สติปัฏฐานคือ การอบรมปัญญาที่จะรู้ความจริงที่มีในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่กายหรือว่านอกกายก็เป็นธรรมที่มีจริง ไม่ว่าจะระลึกอย่างไรก็เป็นสติปัฏฐาน แต่ว่าที่ทรงแสดงเป็นบรรพต่างๆ แม้ว่าทั้งหมดเป็นธรรมก็เพราะเหตุว่า ถ้าส่วนใหญ่เรายึดถือร่างกายว่าเป็นเรา ไม่มีวันที่จะคลายการยึดถือว่าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นการฟังก็เพื่อให้มีความเห็นถูกว่า ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเป็นธรรม ซึ่งเมื่อมีกายและปัญญาเข้าใจความจริงที่กาย ขณะนั้นสามารถจะประจักษ์ลักษณะที่เกิดดับของธรรมที่กาย และคลายการยึดถือว่าเป็นตัวตน
เพราะฉะนั้นสำหรับความรู้สึกซึ่งหลากหลาย ถ้าสามารถจะรู้ในขณะที่ความรู้สึกชนิดหนึ่งชนิดใดเกิดขึ้นแล้วดับไป ขณะนั้นก็เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนาในภาษาบาลีหมายความถึงความรู้สึก ขณะนี้ใครรู้ความรู้สึกซึ่งเกิดดับบ้าง ยัง แต่ปัญญาที่อบรมแล้วสามารถที่จะรู้ได้ ประจักษ์ได้ มิฉะนั้นก็จะเพียงกล่าวตามได้ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ว่าปัญญาไม่ใช่เพียงแค่กล่าว แค่ฟัง ปัญญาสามารถที่จะอบรมจนถึงที่สุดถึงความเป็นอริยบุคคล เจริญยิ่ง เพราะเหตุว่าได้รู้แจ้งความจริงของสภาพธรรม โดยรู้ลักษณะของเวทนา
นอกจากนั้นยังมีจิต จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน ทุกคนมีจิต แต่ว่ายากหรือไม่ที่จะรู้ว่าขณะนี้จิตเกิด จิตทำอะไร และจิตนั้นดับแล้วด้วย แล้วก็มีจิตซึ่งเกิดสืบต่อจากจิตขณะก่อน นี่คือจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน รู้ลักษณะของสภาพธรรมซึ่งเป็นจิต ไม่ใช่ฟังแล้วก็รู้ว่าขณะนี้มีจิต แต่ไม่รู้ว่าจิตเป็นอย่างไร ถ้าอย่างนั้นหมายความว่าสติไม่ได้ระลึกที่ลักษณะของจิต เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถที่จะเห็นความจริงว่าจิตเป็นธาตุรู้ มีปัจจัยเกิดขึ้นรู้แล้วก็ดับไป ส่วนธรรมอื่นๆ ที่ไม่ได้แยกเป็นกาย เวทนา จิต ก็เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เรื่องนี้ดูเหมือนว่าถ้าจะใช้เวลามากกว่านี้ก็อาจจะพอทำให้เข้าใจได้ ระหว่างจิตตานุปัสนากับธัมมานุปัสสนา ถ้ากล่าวถึงธัมมานุปัสสนาคือธรรมทั้งหมด จิต เจตสิก รูป เป็นขันธ์ ขันธ์ ๕ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ โดยนัยของธัมมานุปัสสนา แม้จิตก็เป็นขันธ์ เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาที่รู้จิตจนเห็นว่าจิตเป็นธรรม ถ้ายังไม่รู้ว่าจิตเป็นธรรมจะไม่ใช่ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แต่ขณะใดก็ตาม เช่น ขณะนี้มีจิตแน่นอน ถ้ายังไม่เข้าใจเรื่องของจิตพอสมควร สามารถที่จะรู้จิตขณะนี้ได้หรือไม่ รู้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยขาดจิตเลยระหว่างที่ยังมีชีวิต เห็นเป็นจิตแน่นอน ได้ยินเป็นจิตแน่นอน เพราะว่ารูปเห็นไม่ได้ คิดไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้
ดังนั้นสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมคือจิต ทั้งเกิดขึ้นเห็นก็ได้ ได้ยินก็ได้ จิตหลากหลายมาก แต่จิตไม่ใช่เจตสิก คือต้องตามลำดับ ไม่ใช่เราจะนำชื่อจิตมาแล้วก็ตั้งเป็นข้อว่า จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน แต่ต้องมีความเข้าใจความต่างของจิตกับธรรมอื่นๆ
เมื่อมีความเข้าใจความต่างของจิตกับธรรมอื่นๆ เวลาที่สติเกิดซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้ เมื่อมีความรู้มีความเข้าใจแล้ว จะบังคับไม่ให้สติรู้ลักษณะของจิตก็ไม่ได้ แต่เวลาที่ยังไม่มีความเข้าใจ จะให้สติเกิดระลึกรู้ลักษณะของจิตก็ไม่ได้ด้วย
ด้วยเหตุนี้แม้มีจิตที่จะรู้ลักษณะของจิตได้นั้น ต้องเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่งซึ่งไม่ใช่ขั้นฟัง แต่สามารถที่จะรู้ตรงลักษณะ เฉพาะลักษณะของจิต จึงรู้ว่าจิตนั้นต่างกับสภาพธรรมอื่น เพราะเหตุว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ และจิตเป็นธาตุรู้ เป็นนามธาตุ เพราะฉะนั้นขณะใดที่สภาพของจิตปรากฏกับสติ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
