ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668


    ตอนที่ ๑๖๖๘

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒


    ผู้ฟัง คำถามแรกคือ เริ่มฟังบรรยายสนทนาธรรมจากท่านอาจารย์ ทำเช่นไรที่จะทำให้สนใจในธรรมบรรยายมากกว่าติดในตัวอาจารย์ เพราะทุกวันนี้คิดว่ายึดติดท่านอาจารย์ พอใจและรอคอยให้ท่านมา ครั้งใดที่ท่านไม่มาบรรยายที่มูลนิธิก็จะไม่ไปฟัง กลัวยึดติดท่านมากกว่าคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ กรุณาแนะนำด้วย

    ท่านอาจารย์ ถามว่าไปฟังหรือไปดู ถ้าดู เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง เห็นแล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็ไม่เห็นกันอีก ก็ยังสามารถที่จะจำได้ว่า เคยเห็นว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นอย่างไร ก็เพียงแค่เห็น เป็นเพียงสิ่งที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ แล้วก็คิดนึก แล้วก็จำ ไม่ว่าที่ไหน ไม่ได้มีแต่สิ่งเดียวที่ปรากฏ ไม่ใช่มีคนเดียวที่ปรากฏ จะต้องมีรูปร่างสัณฐานของสิ่งต่างๆ ปรากฏเป็นสิ่งต่างๆ เป็นบุคคลต่างๆ

    เพราะฉะนั้น การที่เราเพียงต้องการเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นก็ปรากฏให้เห็นได้ในขณะที่เห็นเท่านั้นเอง ถ้าขณะนั้นไม่เห็นแล้ว สิ่งนั้นก็ปรากฏไม่ได้ จริงๆ แล้วก็คือเราไม่ได้เข้าใจความจริงเลยว่า ที่เราเข้าใจว่าเป็นบุคคลนั้นบุคคลนี้ หรือสิ่งนั้นสิ่งนี้ในขณะที่กำลังเห็น เวลาที่ไม่เห็นแต่ได้ยินก็มีอีกอย่างหนึ่งแล้ว เป็นเสียงแล้ว เสียงไม่มีรูปร่างหน้าตาว่าจะเป็นคนนั้นหรือคนนี้ได้เลย แต่ว่าเสียงมีจริง และเสียงเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถจะปรากฏให้รู้ได้ว่ามีเสียงต่อเมื่อมีการได้ยินเกิดขึ้น

    ดังนั้น ธรรมคือสิ่งที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของและไม่ใช่ของใคร เป็นสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดและลึกซึ้งมากขึ้นอีก เพราะเพียงแค่เห็นก็ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นก็ยิ่งยากขึ้น

    ด้วยเหตุนี้ ต้องมีความเข้าใจจริงๆ ในคำว่าธรรม เคยเข้าใจว่าเป็นใคร เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ถ้าแตกย่อยแต่ละขณะของชีวิตให้ละเอียดจนถึงหนึ่งขณะ คือขณะที่เห็นไม่ใช่ในขณะที่ได้ยิน ถูกต้องไหม คือฟังธรรมต้องพิจารณาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของแต่ละท่านที่กำลังฟัง มีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่า เป็นสิ่งนั้นที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงแท้ของทุกสิ่ง เพราะฉะนั้นความจริงแท้ของสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นทางตา คือเป็นสิ่งที่มีจริง เหนือความคาดหวังของใครว่าจะมีสิ่งนี้ซึ่งไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ แต่เป็นสิ่งที่มีจริงจะเรียกว่าธาตุ ธา-ตุ หรือว่าธรรมก็ได้ เพราะเหตุว่าเหมือนลักษณะอื่นๆ เช่น แข็งมีลักษณะแข็ง ร้อนมีลักษณะร้อน แต่ละอย่างแต่ละอย่างมีลักษณะของความเป็นสิ่งนั้นๆ

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้เป็นสิ่งหนึ่ง มีจริง กำลังปรากฏให้เห็น แล้วใครจะรู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเกิดให้เห็น แล้วดับไปทันที เร็วมาก แต่ก็เกิดดับสืบต่อจนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิตสัณฐานต่างๆ และมีความจำว่าสิ่งที่ปรากฏแต่ละอย่าง แต่ละลักษณะนั้นเป็นอย่างไร ก็มีการเรียกชื่อ และมีความคิดและความจำในสิ่งนั้น เห็นอะไรก็จำ ได้ยินเสียงก็จำ ได้กลิ่นก็จำ ลิ้มรสก็จำ รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสก็จำ มีความจำเกิดทุกขณะที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏให้จำ จึงจำได้ว่าเป็นคนนี้ เคยเห็นแล้วก็อาจจะอยากเห็นอีก หรือเสียงที่ได้ยิน เสียงนั้นก็มีความหมายต่างๆ

    ขอให้ทราบความจริงว่า มีอีกคำหนึ่งนอกจากธรรม แม้ว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ทรงใช้คำที่จะขยายความจริงของธรรมนั้นให้ละเอียดขึ้น คนที่ไปวัดคงได้ยินคำที่คู่กับธรรมคือ ขันธ์ ๕ ขณะนี้ธรรมที่มีจริง เป็นขันธ์ เริ่มขยายความ สิ่งที่มีจริงขณะนี้กับสิ่งที่เราเคยได้ยินว่าขันธ์มี ๕ คือ รูปขันธ์๑ เวทนาขันธ์๑ สัญญาขันธ์๑ สังขารขันธ์๑ วิญญาณขันธ์๑ นี่สำหรับผู้ที่ไปวัด แต่เด็กรุ่นใหม่สมัยใหม่นี้ก็อาจจะไม่คุ้นเคยกับ ๕ คำ กับคำว่าขันธ์ ๕ เพราะฉะนั้นในขณะนี้สิ่งที่มีจริงเป็นขันธ์ และเราเพียงแต่จะผ่านไป แค่ได้ยินว่าสิ่งที่มีจริงเป็นขันธ์เท่านั้นไม่ใช่ความเข้าใจที่เพียงพอ แต่ใช้คำว่าขันธ์ในสิ่งที่กำลังมีจริงเพราะอะไร เพราะว่าสิ่งที่มีจริงขณะนี้พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่าเกิดปรากฏแล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีก

    สิ่งใดก็ตามซึ่งเกิดขึ้นดับไปแล้วไม่กลับมาอีก แต่ละอย่างๆ เป็นขันธ์ เฉพาะหนึ่งๆ ขันธ์คือหนึ่งๆ ๆ อย่างเช่น ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตาเกิดดับไม่กลับมาอีก ใครจะรู้ ถ้าไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อวิชชาความไม่รู้ ไม่สามารถจะเห็นความจริงของสภาพธรรมได้ จะมีสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็น โดยไม่มีจิตเห็น เป็นสภาพที่กำลังเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏได้ไหม ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราพูดว่าเห็น เกิดมาเห็นแล้วก็พูดว่าเห็น แต่ไม่รู้ว่าเห็นคืออะไร เกิดมาได้ยิน มีเสียง แล้วก็บอกว่าได้ยินเสียง แต่ไม่รู้ว่าได้ยินคืออะไร และเสียงคืออะไร จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ดังนั้นในขณะนี้ลืมว่า ไม่ได้มีแต่เฉพาะสิ่งที่ปรากฏให้เห็น มีเห็นด้วย ถ้าไม่มีเห็น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็มีไม่ได้ เพราะฉะนั้นเห็นเป็นธรรม เห็นต้องเกิดขึ้นเห็น แล้วเห็นในขณะที่เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย นี่คือความหมายของขันธ์

    วันนี้ตั้งแต่ตื่นจนถึง ณ บัดนี้ มีสภาพธรรมที่เกิดดับนับไม่ถ้วน หมายความว่ามีขันธ์แต่ละอย่าง แต่ละชนิด ที่เกิดขึ้นและดับไปนับไม่ถ้วนเลย เพราะฉะนั้น การศึกษาการที่จะเข้าใจพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ ในขณะที่กำลังได้ฟังพระธรรมและมีความเข้าใจจากการฟัง ซึ่งเป็นความเข้าใจของตนเอง ที่จะทำให้รู้ความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตั้งแต่เกิดมา ชาวพุทธทั้งหลายก็ได้รับการสั่งสอนให้กราบไหว้บูชา แต่ว่ายังไม่ได้ศึกษา

    เพราะฉะนั้น เพียงการกราบไหว้บูชา ไม่ใช่พระประสงค์ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระประสงค์ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะรู้แจ้งสภาพธรรม เพื่ออุปการะสัตว์โลกให้มีความเห็นถูก แม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ทีละนิดทีละหน่อยแต่ก็จริง มั่นคงและตรง

    วันนี้ก็คงจะเป็นความเข้าใจเรื่องธรรมคือสิ่งที่มีจริง และธรรมที่มีจริงเกิดดับแล้วไม่กลับมาอีก นั่นคือความหมายของคำว่าขันธ์ เพราะหลากหลายมาก เสียงที่ปรากฏดับแล้ว เสียงใหม่เกิดไม่ใช่เสียงเก่า แล้วก็หลากหลายด้วย

    ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ จะรู้ว่าแต่ละขณะที่ได้ยิน เสียงแต่ละเสียงหลากหลาย เพราะฉะนั้น แต่ละขันธ์ก็ไม่ใช่ขันธ์เดียวกัน แล้วก็เกิดดับ แล้วก็เกิดตามปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น เสียงดนตรี เสียงกลอง เสียงฉิ่ง เสียงอะไรก็แล้วแต่จะเรียก แต่ละเสียงนั้นก็ต่างๆ กันไปตามปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น ดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย

    ดังนั้น สำหรับการที่จะศึกษาธรรมคือเข้าใจธรรมที่มี เข้าใจความจริงของสิ่งที่มี และเข้าใจคำที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ เพื่อให้มีความเข้าใจที่ละเอียดขึ้นในธรรมที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นขณะนี้ก็คือการเข้าใจคำว่าธรรมว่า ไม่ใช่เป็นแต่เพียงคำ แต่มีธรรมจริงๆ ให้เข้าใจ โดยใช้คำนี้ว่า ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่วัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เป็นธรรมที่มีลักษณะเฉพาะอย่าง เกิดขึ้นและดับไป จึงเป็นขันธ์แต่ละขันธ์ นี่คือ ๑ ใน ๕

    ผู้ฟัง เมื่อธรรมมีจิต เจตสิก รูป ซึ่งทุกอย่างเกิดตามเหตุปัจจัย ดังนั้นเมื่อทำหรือเกิดอกุศลกรรม จะกล่าวได้หรือไม่ว่า ไม่ใช่เราเป็นผู้กระทำ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยซึ่งให้เกิดขึ้นไปตามธรรม ซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้

    ท่านอาจารย์ มีหลายคำ นับถ้วนไหมว่าเท่าที่พูดไปแล้วกี่คำ แต่ละคำมีความหมายที่ลึกซึ้ง แต่ว่าเรามักจะก้าวกระโดดแบบกบ เช่นคำว่ากรรม เกิดมาก็ได้ยินคำนี้ ในภาษาไทยเราเข้าใจว่าหมายความถึงการกระทำ แต่ถ้าเป็นสภาพธรรมที่มีจริงจะต้องเข้าใจถึงตัวธรรมด้วย ถ้าไม่มีธรรมใดๆ เลยเกิดขึ้นจะไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยทั้งสิ้น แต่ ณ บัดนี้มีทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นธรรมแต่ละอย่างๆ ๆ นั่นเอง เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงว่า ธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง เห็นมีจริง ได้ยินมีจริง การกระทำมีจริง แต่ว่าสิ่งที่มีจริงนั้นเป็นธรรมนี้ไม่ได้รู้ เป็นเราทำกรรม และเข้าใจว่ากรรมเป็นเรา แต่ว่าตามความเป็นจริง ถ้าเริ่มเข้าใจถูกต้องว่าทุกสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม อย่าเพิ่งไปไหนเลย อย่าเพิ่งไปเรื่องอื่นเลย ทุกสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้มีเราหรือมีธรรม เห็นไหมว่าถ้าเราไม่ได้ค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เราจะไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของธรรม เพราะเหตุว่าได้ทราบว่าทุกอย่างที่มีจริง ที่เป็นธรรมเพราะมีจริง ไม่พูดถึงสิ่งที่ไม่มีจริง สิ่งที่กำลังมีจริงขณะนี้แต่ละอย่างๆ แต่ละหนึ่งอย่างเป็นธรรมแต่ละอย่าง เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม มีเราหรือมีธรรม ถ้าเป็นผู้ตรง สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงเป็นเรา หรือเป็นธรรม?

    เสียงมีจริงไหม เป็นเรา หรือเป็นธรรม? เสียงเกิดแล้วดับ อยู่ที่ไหนเดี๋ยวนี้ เสียงที่ดับไปแล้วไม่มีเลย จะเป็นเราได้ไหม และถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ มีเสียงของเราไหม ก่อนที่จะฟังธรรมมีเสียงคนนั้น มีเสียงคนนี้ กำลังพูดอย่างนั้น กำลังพูดภาษานี้ แต่ละเสียงเท่านั้นเอง เสียงเป็นธรรมแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่มีเฉพาะเสียง ยังมีจิตที่ทำให้เกิดเสียงในขณะที่พูด

    ด้วยเหตุนี้ การศึกษาธรรมแทบจะกล่าวได้เลยว่า ยากที่เราจะมีความเข้าใจสิ่งที่เราอยากจะเข้าใจ โดยที่ไม่มีพื้นความรู้ตั้งแต่ต้นที่มั่นคง เพราะฉะนั้นที่เมื่อสักครู่นี้กล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริง ความจริงของสภาพธรรมต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๔ อย่าง ที่ใช้คำว่าปรมัตถธรรม หมายความว่าไม่ว่าจะเป็นธรรม สิ่งที่มีจริงใดๆ ทั้งนั้น ประมวลสรุปลงได้ว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น ใช้คำว่าจิต มีจริงๆ แต่ว่าไม่ใช่เพียงเรียกว่าจิต และไม่ใช่เพียงบอกว่าจิตมีจริง แต่ต้องลึกกว่านั้นอีก เมื่อจิตมีจริง จิตอยู่ที่ไหน ถ้าตอบไม่ได้ก็คือเราไม่สามารถที่จะรู้ว่าเป็นจิต เพราะไม่รู้ว่าอยู่ไหน เพียงแต่ได้ยินคำว่าจิตและรู้ว่ามีจิต ซึ่งจิตเป็นธรรมแน่นอนเพราะมีจริง

    จิต หมายความถึงธาตุชนิดหนึ่ง คำว่าธาตุกับคำว่าธรรม มีความหมายเหมือนกัน จะใช้คำว่าธรรมหรือจะใช้คำว่าธาตุ หมายความถึงสิ่งที่มีจริงที่มีลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้นซึ่งไม่เปลี่ยนแปลง เช่น เสียงมีจริง ใครเปลี่ยนเสียงให้เป็นกลิ่นได้ไหม เปลี่ยนเสียงให้เป็นสุขได้ไหม ไม่ได้ แต่ละอย่างก็เป็นแต่ละธรรมที่มีจริงๆ แต่ว่าในบรรดาธรรมที่มีทั้งหมดนั้น มีสภาพที่ต่างกันเป็นประเภทใหญ่ๆ สองอย่าง คือสภาพธรรมอย่างหนึ่ง แม้มีจริงแต่ก็ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย แข็งมีไหม แข็งรู้อะไรหรือเปล่า แข็งเจ็บไหม แข็งคิดไหม แข็งชอบหรือแข็งไม่ชอบ แข็งก็เป็นแข็ง สามารถที่จะรู้แข็งต่อเมื่อมีธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นรู้สภาพแข็ง แข็งจึงปรากฏได้

    สภาพธรรมใดๆ ก็ตาม เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นทางตา หรือว่าเสียง กลิ่น รส เย็นร้อน อ่อนแข็ง ทั้งหมดในชีวิตทุกวันๆ ที่ปรากฏ เป็นธรรมประเภทที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ภาษาบาลีใช้คำว่ารูปะ หมายความถึงธรรมที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่สภาพรู้ มีจริงแน่นอน แต่ว่าถ้ามีแต่เฉพาะรูปธรรม โดยไม่มีธาตุหรือธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นธาตุรู้ ตอนนี้จะมีคำว่าธาตุรู้ ไม่ใช่เรา แต่เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏให้รู้ ในขณะนี้เองมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้น เห็นคือธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ นี่คือธรรม

    ดังนั้นก่อนที่จะไปถึงคำว่ากรรม จะต้องรู้ก่อนว่าถ้าบอกไปง่ายๆ เรื่องกรรม แล้วไม่สามารถที่จะมีความเข้าใจลึกซึ้งว่ากรรมคืออะไร เป็นธรรมหรือเปล่า มีจริงหรือเปล่า ความรู้นั้นก็ผิวเผินมากและเป็นอันตรายด้วย เพราะเหตุว่าต่อไปก็จะคิดเองไปหมดเลยในเรื่องของธรรม แต่ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ประมาท แม้ว่าจะได้ยินคำต่างๆ ซึ่งมีจริงๆ แต่ต้องเริ่มจากความรู้ขั้นพื้นฐานว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดนี้ต่างกันเป็นสองประเภท คือประเภทหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย อีกประเภทหนึ่งสามารถที่จะรู้ สามารถที่จะจำ จะคิด จะสุข จะทุกข์

    เพราะฉะนั้น เวลาพูดถึงการกระทำ ถ้าไม่มีจิต ทำอะไรได้ไหม ขณะนี้ทุกคนนั่งอยู่ที่นี่ ลุกขึ้นเดินได้ เอื้อมมือไปได้ เคลื่อนไหวได้เพราะมีจิต แต่ขณะใดก็ตามที่จิตดับ ไม่เกิดอีกที่รูปนั้น รูปนั้นไม่ต่างกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต เหมือนโต๊ะเก้าอี้ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหว ไม่สามารถที่จะมีการกระทำใดๆ ได้เลย

    แสดงให้เห็นว่า ก่อนอื่นจะต้องรู้ความจริงว่าธรรมมีสองอย่าง คือธรรมประเภทหนึ่งไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่ถ้าไม่มีธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ สิ่งใดๆ ก็ปรากฏไม่ได้แม้ว่ามี เพราะฉะนั้น ขณะนี้เห็นมีจริงๆ เป็นจิตประเภทที่เกิดขึ้นทำหน้าที่เดียวคือ เกิดเห็นแล้วก็ดับไป ต่างกับจิตอีกประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นได้ยินแล้วก็ดับไป

    ขณะนี้เป็นธรรม ๒ อย่าง เป็นนามธรรมประเภทหนึ่ง กับรูปธรรมประเภทหนึ่ง สำหรับนามธรรมคือจิต เริ่มรู้จักจิตแล้วใช่ไหม จิตมีจริงๆ เกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด และจิตก็เกิดที่รูปในขณะที่เป็นสิ่งที่มีชีวิต มีทั้งนามและรูป จิตต้องเกิดที่รูป มีจิตของใครเกิดนอกรูปบ้างไหม ขณะเห็นเดี๋ยวนี้ จิตไม่ได้อยู่ข้างนอกเลย จิตอยู่ที่ตา เพราะว่าเกิดที่ตา เห็นที่ตาและก็ดับไปที่ตานั่นเอง ใครรู้ เมื่อจิตได้ยินเกิดขึ้น จิตได้ยินจะเกิดที่ตาได้ไหมเพราะไม่ได้เห็น แต่จิตได้ยินเกิดที่หู ได้ยินเสียงแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้น ๒ ขณะนี้ก็ต่างกันแล้ว

    ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้จะเข้าใจกรรมได้ไหม กรรมคือการกระทำในภาษาไทย แต่ภาษาบาลี กรรมคือ สภาพธรรมที่จงใจตั้งใจที่จะกระทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่จงใจตั้งใจ ไม่ใช่จิต แต่เกิดกับจิต จิตเป็นสภาพที่กำลังเห็น ไม่ได้จงใจ ไม่ได้ชอบหรือไม่ชอบในสิ่งที่เห็น เพราะเป็นธาตุที่เพียงเกิดขึ้นแล้วเห็น ในขณะหนึ่งขณะใดที่มีสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมเกิดขึ้น จะต้องมีนามธรรมประเภทอื่นเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติเรียกสภาพธรรมนั้นว่า เจตสิกะ หมายความถึงนามธรรมที่เกิดกับจิต

    ตอนนี้ไม่ทราบว่าจะเริ่มงง เริ่มสับสน หรือเริ่มจะรู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ การฟังธรรมคือ ให้ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีและไม่เคยรู้ ทั้งๆ ที่ความจงใจความตั้งใจก็เคยมี แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เข้าใจว่าเป็นเรา เห็นก็มี ก็เป็นเราเห็น ได้ยินก็มี ก็เป็นเราได้ยิน เป็นเราไปหมด โดยที่ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมจะไม่รู้เลยว่า เป็นธรรมทั้งสิ้น และเป็นธรรมที่มีจริงๆ เป็นธรรมที่ใครไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เช่น จิตจะเปลี่ยนให้เป็นเจตสิกไม่ได้ เจตสิกจะเปลี่ยนให้เป็นจิตก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นก่อนอื่น นามธรรมกับรูปธรรม นามธรรมมี ๒ อย่างคือ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนี้เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่ใช่หน้าที่ของใครเลยที่จะเห็น นอกจากจิตกำลังเกิดขึ้นเห็น แต่ว่าในขณะที่จิตเกิดขึ้นจะมีเจตสิก นามธรรมหลายประเภทที่เกิดร่วมกับจิตด้วย รวมทั้งสภาพที่จงใจตั้งใจด้วย แต่ว่าขณะที่กำลังเห็น ไม่ใช่เจตนาที่เป็นกุศล ความจงใจที่เป็นกุศล ไม่ใช่ความจงใจที่เป็นอกุศล แต่มีความจงใจเป็นเจตนาเจตสิกที่เกิดพร้อมจิต ทำกิจเห็นให้สำเร็จ เพราะว่า เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต เป็นสภาพธรรมที่จงใจตั้งใจ กระตุ้นเตือนสภาพธรรมที่เกิดร่วมกันให้กระทำกิจนั้นๆ ให้สำเร็จ ชั่วหนึ่งขณะจิต นี่คือการฟังธรรม

    บางคนฟังแล้วอาจจะเริ่มคิดว่ายากเกินไป มากมายนัก นี่เพียงแค่เริ่มต้น แต่ ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดงพระธรรมจะมากกว่านี้อีกเท่าไหร่ แล้วจะทำให้เกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้องในสิ่งที่มีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ถ้าได้มีความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น

    ดังนั้นการฟังพระธรรม ไม่ประมาท แต่ว่าเป็นผู้ที่เห็นความลึกซึ้ง เห็นปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเห็นอย่างนี้เเล้วมีศรัทธาที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงในชีวิต ที่พระองค์ทรงแสดงโดยละเอียดโดยประการทั้งปวงหรือยัง หรือว่าเริ่มท้อถอยคิดว่ายาก เกิดมาสนุกสนาน ทุกข์บ้างสุขบ้าง แล้วก็จากโลกนี้ไป แต่ไม่รู้ว่าไปไหน แต่ต้องไปแน่

    ผู้ฟัง การศึกษาและพิจารณาจิต ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ จึงขอถามว่าศึกษาและพิจารณาได้เพียงอาการและลักษณะเท่านั้น แต่ไม่สามารถศึกษาและพิจารณาตัวจิตโดยตรงได้ใช่ไหม ช่วยขยายความ

    ท่านอาจารย์ ท่านผู้ถามรู้สึกว่าอยากจะจับต้องจิตใช่ไหม แต่ให้ทราบว่าตลอดชีวิตสามารถที่จะจับต้องอะไรได้บ้าง คิด ไม่ต้องให้ใครบอกจึงจะเป็นปัญญาของเราเอง แม้แต่คำถามธรรมดา ซึ่งเริ่มจากว่าอยากจะจับต้องจิต ก็มีคำถามกลับไปว่าตลอดชีวิตจับต้องอะไรได้บ้าง ถ้าคิดไม่ออกก็ขอตอบนิดหนึ่งว่า ขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ จับต้องสิ่งที่ปรากฏให้เห็นหรือเปล่า สิ่งที่ปรากฏให้เห็นจับต้องได้ไหม ไม่ได้เลย เสียงที่กำลังได้ยิน ใครจะไปจับเสียงได้ไหม

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    18 ม.ค. 2569