ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
ตอนที่ ๑๖๖๙
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นจับต้องได้หรือไม่ได้ ไม่ได้เลย เสียงที่กำลังได้ยิน ใครจะไปจับเสียงก็ไม่ได้ ไม่ใช่เฉพาะจิตที่จับต้องไม่ได้ แม้แต่สิ่งที่มีจริงอย่างสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา จับต้องไม่ได้แน่นอน กระทบสัมผัสเมื่อไหร่รู้ได้ทางกายว่าแข็ง แต่ไม่ได้จับต้องสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้นแม้แต่ธรรมก็มีอยู่ที่ตัว และเป็นความลึกซึ้งจริงๆ ที่จะรู้ว่าเป็นธรรมต่อเมื่อได้ฟัง แล้วเมื่อเกิดการอยากจะจับต้องจิตก็จะได้รู้ว่า ไม่มีอะไรที่สามารถที่จะปรากฏให้จับต้องได้เลยนอกจากสภาพที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว เท่านั้น
ขณะที่รับประทานอาหารกำลังลิ้มรสเค็ม จับต้องเค็มได้หรือไม่ หรือรสเท่านั้นที่ปรากฏให้รู้ว่าเป็นรสที่เค็ม ขณะที่กระทบลิ้น ลิ้นแข็งหรือลิ้นเค็ม สงสัยแล้วใช่ไหม กำลังกระทบลิ้น อะไรกระทบ ถ้ารสกระทบลิ้น รสแข็งหรือว่ารสเค็มแสดงให้เห็นว่าขณะที่รสปรากฏ ไม่ได้กระทบกายปสาทที่ซึมซาบอยู่ทั่วตัว ทุกแห่งที่สามารถที่จะกระทบกับสภาพที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหวได้เท่านั้นเองที่สามารถจะจับต้องได้ ที่ใช้คำว่าจับต้อง เพราะเหตุว่ากระทบกายปสาทแล้วปรากฏว่าแข็ง เราก็บอกว่าเราจับสิ่งที่แข็ง ถ้าสิ่งนั้นอ่อนนิ่มเราก็บอกว่าเราจับสิ่งที่อ่อนนิ่ม แต่ความจริงมีสิ่งที่สามารถจะปรากฏเมื่อกระทบกาย ที่เราใช้คำว่าจับต้องก็จะต้องจับต้องด้วยกาย แต่ว่าสภาพธรรมอื่นทั้งหมดไม่สามารถที่จะกระทบกายได้เลย
ผู้ฟัง การที่มาฟังธรรมหรือฟังพระสัทธรรม บางครั้งเหมือนฟังไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง เหตุที่ไม่เข้าใจอาจจะเพราะว่าฟุ้งซ่านไป
ท่านอาจารย์ ถ้าเราต้องการจะรู้มากๆ ฟังครั้งเดียวรู้ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แล้วจะรู้เรื่องของแต่ละสิ่งแต่ละอย่างชัดเจนได้หรือไม่ แต่ถ้าเราได้ฟังเรื่องใดแล้วพิจารณาให้เข้าใจเรื่องนั้นจริงๆ แต่ละเรื่องจะไม่สับสนแล้วจะเข้าใจได้ เช่น ถ้าได้ยินคำว่าธรรม แล้วเราไปคิดเรื่องอื่น เราจะเข้าใจไหมว่าธรรมคืออะไร แต่ถ้าเรารู้ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ถ้าพิจารณาแล้ว สิ่งใดที่มีจริงก็ต้องจริง จะบอกว่าไม่มีก็ไม่ได้ และสิ่งที่มีจริงจะเรียกหรือไม่เรียกอะไรก็เปลี่ยนแปลงความจริงนั้นไม่ได้ด้วย นี่คือความหมายของธรรม ธรรมคือสิ่งที่มีจริง มีลักษณะเฉพาะอย่าง และเปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ด้วย นี่คือความมั่นคงของคำหนึ่งที่ได้ยินก่อนที่จะได้ยินอีกหลายๆ คำ ซึ่งเป็นธรรมที่หลากหลายมาก เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจเเต่ละคำชัดเจนอย่างนี้ไม่ว่าเป็นอะไร แข็งมีจริงๆ หรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ เป็นธรรม หรือเป็นเรา
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เป็นโต๊ะ หรือเป็นเก้าอี้ หรือเป็นธรรม
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ ก็เริ่มมีความเข้าใจที่ถูกต้องในความหมายของธรรมว่า ธรรมเป็นธรรม ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ แต่มีลักษณะที่แท้จริง อย่างเช่น ลักษณะของโต๊ะ ทำไมรู้ว่าเป็นโต๊ะ
ผู้ฟัง จำสัณฐานได้
ท่านอาจารย์ จำรูปร่าง ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ขณะนั้นเพราะเห็น ถูกต้องไหม ไม่ใช่เพราะกระทบสัมผัส เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏมีสีต่างๆ ไม่ใช่สีเดียว ทำให้ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ เริ่มจำแล้ว
ผู้ฟัง จำแล้ว
ท่านอาจารย์ จำสีต่างๆ ยังไม่พอ ยังปรากฏลักษณะของสีต่างๆ เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ นี่เป็นสภาพที่มีจริงคือจำ แต่ลืมหรือเปล่าว่า แม้สิ่งที่ปรากฏเป็นสีต่างๆ ก็เป็นธรรม ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้แต่ขณะที่จำ จำก็เป็นธรรม เพราะว่าจำจริงๆ ไม่ใช่สภาพธรรมอื่น แต่เป็นสภาพที่กำลังจำ ลักษณะที่จำเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ก็เริ่มรู้จักธรรมเพิ่มขึ้นในวันหนึ่งๆ ไม่ใช่เป็นคำที่เลื่อนลอย สับสน แล้วสงสัยว่าเป็นธรรมหรือเปล่า เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้เป็นอะไร เป็นโต๊ะ หรือว่าเป็นธรรม
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เป็นธรรม ทางไหนที่ปรากฏ
ผู้ฟัง ทางตา
ท่านอาจารย์ ทางตา เพราะฉะนั้นก็เป็นเหมือนสิ่งใดๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ทั้งสิ้น คือเป็นสภาพที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ว่ามีจริงๆ และเพราะการปรากฏของสิ่งที่ปรากฏเกิดดับอย่างเร็วทำให้สืบต่อเป็นนิมิตสีสัน ปรากฏเป็นรูปร่างต่างๆ แล้วจำว่าเป็นโต๊ะ จำว่าเป็นคน เพราะฉะนั้น ธรรมจริงๆ คือสิ่งที่มีจริงที่ปรากฏให้รู้ได้แต่ละทาง
ผู้ฟัง อย่างนี้ต้องมั่นคงเลยใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรมเพื่อความเข้าใจจริงๆ
ผู้ฟัง ฟังพระธรรมแล้วยังไม่เข้าใจก็อยู่ร่วมกันด้วยความคลุกคลี ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ จะอบรมให้เป็นเมตตาอย่างไร
ท่านอาจารย์ โทสะเกิดแล้ว เปลี่ยนเป็นเมตตาได้ไหม เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาอะไรได้เลยทั้งสิ้น ต้องเข้าใจความหมายของธรรมว่าคู่กับอนัตตา ถ้าเป็นธรรมแล้วจะเป็นเรา หรือจะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ รู้สึกว่าทุกคนไม่อยากจะมีโทสะ แล้วทำอย่างไร มีแต่คำถามว่าแล้วทำอย่างไร ทำอย่างไรไม่ได้เลยนอกจากเข้าใจความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วสภาพธรรมมีหลากหลายมากมาย ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย ความจริงต้องเป็นความจริง ความจริงของแต่ละคนวันนี้มีโลภะเท่าไหร่ มีโทสะเท่าไหร่ นั่นคือสิ่งที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องได้อย่างไร เพราะว่าโดยมากคิดถึงง่ายๆ ไม่อยากที่จะมีโทสะเลยเพราะเป็นสภาพธรรมที่ไม่สบายใจ ขุ่นใจ เดือดร้อน แต่โทสะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าไม่ดับเหตุที่จะให้เกิดโทสะ โทสะก็ยังต้องเกิดต่อไปเรื่อยๆ
ด้วยเหตุนี้ การศึกษาธรรมไม่ใช่เพียงชั่วคราวแล้วหวังว่ามีเราที่สามารถจะบังคับบัญชา หรือทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นได้ จะเป็นอย่างนั้นไม่ได้เลย เพราะว่าขณะนี้สิ่งที่มีจริงที่ปรากฏเกิดแล้ว ใครทำ ใครทำเห็น ขณะนี้เห็นแล้ว ได้ยิน ใครทำได้ยิน ไม่มีใครสามารถที่จะทำได้ยินให้เกิดขึ้นได้เลย โกรธเกิดจะทำอย่างไร เกิดแล้ว เหมือนเห็นแล้ว เหมือนได้ยินแล้ว เพราะฉะนั้น จึงไม่สามารถที่จะไปบังคับบัญชาไม่ให้โกรธเกิดขึ้นเพราะว่าโกรธเกิดแล้ว และตราบใดที่ยังมีเหตุของการที่จะโกรธหรือขุ่นเคืองไม่พอใจ ใครจะไปยับยั้งไม่ให้ความโกรธเกิดไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริงคือ ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ และหวังแต่ว่าอยากจะให้ได้สิ่งที่ดี ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสคิดนึก ให้เป็นเรื่องราวที่ดีๆ ทั้งหมดเลย แต่ชีวิตตามความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาหรือว่าบงการได้ แต่สามารถที่จะค่อยๆ อบรมความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสิ่งที่มี และความรู้ต้องเจริญขึ้นตามลำดับด้วย คนที่จะไม่โกรธเลย ไม่ขุ่นใจเลยแม้เพียงเล็กน้อย ต้องมีปัญญาดับกิเลสถึงความเป็นพระอนาคามีบุคคล เพราะการรู้แจ้งสภาพธรรมเท่านั้นที่จะทำให้ดับกิเลสได้
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่จะดับกิเลสโดยการไม่อยากจะมีโทสะนั้นไม่สามารถที่จะเป็นไปได้เลย จะพยายามมีเมตตาแต่ว่ามีเราแล้วก็มีเขา และมีคนที่เราไม่ชอบ แล้วเราจะเมตตาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องตามลำดับขั้น เรื่องการที่จะมีเมตตามากๆ กุศลมากๆ ธรรมฝ่ายดีมากๆ และมีกิเลสอกุศลลดน้อยลงไปมากๆ ให้ไม่เหลือเลย ก็เป็นแต่เพียงความคิดนึกซึ่งเป็นจริงไม่ได้เลย ต้องรู้เหตุผลตามความเป็นจริงว่าคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และสิ่งนั้นจะไม่มีได้ก็ต่อเมื่อดับเหตุที่จะให้เกิดสิ่งนั้นเสียก่อน
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กรุณาเพิ่มเติมด้วยว่า ตัวตนคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร จะทำให้หมดไปได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ จะหมดตัวตนเร็วมากเลย เพียงแค่ฟังเล็กน้อยคงจะเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้ขอเก็บเล็กเก็บน้อยจากที่ได้ฟังคำถามก่อน ที่ถามว่า ประโยชน์สูงสุดของการฟังธรรมคืออะไร ขณะนี้ทุกคนกำลังฟัง เพราะฉะนั้น จะเป็นผู้ที่รู้คำตอบแล้วจะได้ประโยชน์ด้วย ประโยชน์ของการฟังก็คือความเข้าใจสิ่งที่กำลังฟังสำคัญที่สุด และประโยชน์สูงสุดจากการฟังจะพ้นจากการที่เข้าใจขึ้นๆ ในสิ่งที่กำลังฟัง จากการที่ไม่รู้เลย เป็นปุถุชนผู้หนาแน่นด้วยกิเลส ไม่มีการได้ยินได้ฟังเรื่องที่มีจริงๆ สิ่งที่มีจริงๆ ในชีวิตเลย และกว่าจะค่อยๆ มีศรัทธาเพิ่มขึ้น จนมีความสนใจที่จะได้ยินได้ฟังเพื่อที่จะให้มีความเข้าใจว่ามีผู้ที่รู้จริงในสภาพธรรมที่มีจริงๆ ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ทรงแสดงพระธรรมไว้ด้วย
เมื่อมีศรัทธาอย่างนี้คือประโยชน์ ถึงแม้ว่าไม่ได้เฝ้าเพราะว่าเหตุการณ์ก็ผ่านมาตั้ง ๒,๕๐๐ กว่าปี ซึ่งในอดีตอาจจะเคยได้พบ ได้เฝ้า ได้ฟังพระธรรมมาแล้ว แต่ว่าในยุคนี้สมัยนี้ ใครก็ตามที่ไม่ได้เข้าใจธรรม จะสามารถเห็นความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หรือ เป็นไปไม่ได้เลย ไม่ว่าในครั้งไหนกาลไหน ได้เห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พวกที่มีความเห็นอื่น พวกเดียรถีย์ไม่สนใจที่จะฟังธรรมเลย เพราะว่าไม่ได้เห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ คิดว่าเกิดมาก็ไม่เห็นมีใครสอนเรื่องสิ่งที่มีจริงๆ แล้วทำไมเราจะต้องมาเข้าใจเรื่องสิ่งที่มีจริงๆ แต่ว่าสิ่งที่มีจริงแล้วไม่รู้ตั้งแต่เกิดจนตาย กับการที่สามารถที่จะเข้าใจถูกว่าเกิดมาวันหนึ่งๆ มีอะไรบ้าง
วันนี้ หรือเมื่อวานนี้ หรือพรุ่งนี้ ก็จะมีการเห็นแล้วคิดนึกเรื่องสิ่งที่เห็น มีการได้ยิน มีการได้กลิ่น มีการลิ้มรส มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส มีการคิดนึกตลอดวันแล้วก็หลับไม่รู้อะไรเลย หายไปหมดเลยทั้งวันที่เคยเห็น เคยได้ยินมาแล้ว เมื่อตื่นขึ้นก็ต้องเหมือนเดิม เห็นอีก ได้ยินอีก ได้กลิ่นอีก มีเรื่องราวต่างๆ คิดนึกไป ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นไม่มีให้เห็นก็ยังคิดถึงได้ แสดงให้เห็นว่าจะเป็นอย่างนี้ไปตลอดทุกภพชาติ คือเกิดมาก็เป็นอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา ซ้ำมาซ้ำไป แล้วก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริง บางคนถามว่าแล้วเกิดมาทำไม ไม่อยากจะเกิดได้หรือ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าไม่มีใครเกิด แต่เป็นธรรมซึ่งเมื่อมีปัจจัยจึงเกิด ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะเกิดก็เกิดไม่ได้เลย
ดังนั้นจึงมีผู้ที่ตรัสรู้ถึงการที่จะดับการเกิดคือ ดับกิเลสเป็นพระอรหันต์แล้วไม่เกิดอีก เพราะฉะนั้นกว่าจะมีความเข้าใจจริงๆ ว่าประโยชน์ของการเกิด หรือประโยชน์ของการไม่เกิด อะไรคือประโยชน์ที่แท้จริง เพราะว่าเกิดมาเห็นแล้วก็หมดไป ได้ยินก็หมดไป ทุกวันเป็นอย่างนี้ไม่เหลืออะไรเลย
ประโยชน์ของการฟังธรรมคือเพื่อมีความเข้าใจถูก มีความเห็นถูก ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญา โดยมากคนจะข้าม ได้ยินคำว่าปัญญาก็อยากมีปัญญา แต่ไม่รู้ว่าปัญญาคือความเห็นถูก ความเข้าใจถูก จึงมีคำถามว่า ทำอย่างไรขณะที่ใส่บาตรจึงจะเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา ปัญญารู้อะไรก็ไม่รู้ เเละไม่รู้ด้วยว่าปัญญาคืออะไร เดี๋ยวนี้ที่กำลังเข้าใจที่เริ่มมีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก เป็นปัญญาหรือเป็นเรา
บางคนเพียงได้ยินชื่อก็หวัง ได้ยินคำว่านิพพาน ยังไม่ทันรู้โดยละเอียดว่าคืออะไร แต่คำนี้ไม่เหมือนคำอื่นที่เคยได้ยินก็อยากจะถึงนิพพาน อยากจะไปนิพพาน หรืออยากจะรู้นิพพาน แต่ถ้าถามว่านิพพานคืออะไรก็ตอบไม่ได้
ในขณะนี้ไม่ใช่ขณะที่กำลังใส่บาตร แต่เป็นขณะที่กำลังฟังพระธรรม ผู้ฟังสามารถที่จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าขณะที่ฟังประกอบด้วยปัญญา หมายความว่าเป็นขณะที่จิตที่ดีงามเกิดขึ้น ไม่ไปฟังอย่างอื่น ไม่ไปสนใจอย่างอื่น ไม่มีความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส แต่มีความศรัทธาที่จะได้เข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง มิฉะนั้นการฟังจะเสียประโยชน์ เสียเวลาและไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของการฟังคือความเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง แม้เพียงเล็กน้อย เพราะต้องเป็นสิ่งที่ยากมาก เป็นสิ่งที่แม้มีจริง แต่ทำไมไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏที่กำลังเผชิญหน้า เพราะเหตุว่าความไม่รู้มีจริงๆ ซึ่งความไม่รู้จะเปลี่ยนเป็นความรู้วามเข้าใจถูกไม่ได้ ความไม่รู้คือความไม่รู้ ซึ่งภาษาไทยใช้คำว่าไม่รู้ ภาษาบาลีคืออวิชชา ไม่ใช่วิชชา ไม่รู้ หรือโมหะ ความหลงเข้าใจผิดในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ที่ใช้คำว่าเป็นตัวตน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือว่ามีเรา มีตัวตนของเรา นั่นคือความหมายที่ถามว่า แล้วเมื่อไหร่จะหมดความเป็นตัวตนหรือความเป็นเราได้ จะหมดไปไม่ได้ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าขณะนี้ แม้ขณะที่ถามก็ไม่มีตัวตนก็ยังไม่รู้ว่าไม่มีตัวตน แม้ไม่ใช่ตัวตนเป็นธรรมก็ยังไม่รู้ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่ตัวตน เพราะฉะนั้น จะหมดความเป็นตัวตนด้วยความไม่รู้จึงเป็นไปไม่ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ มีผู้ที่เพียงฟังแล้วอยากจะปฏิบัติ โดยที่รู้ไหมว่าขณะนี้ที่กำลังฟังอย่างนี้มีความเข้าใจซึ่งเป็นปัญญา เดี๋ยวนี้เอง ไม่ต้องรอจนถึงใส่บาตร หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่หวังว่าจะเป็นกุศล ขอให้เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา
ขณะนี้เป็นกุศลคือมีศรัทธาแล้วที่ฟังธรรม แต่ว่าประกอบด้วยปัญญาหรือเปล่า ขณะใดที่มีความเข้าใจขณะนั้นเป็นปัญญา เพราะฉะนั้นในขณะที่ใส่บาตร ถ้ามีปัญญาอย่างที่กำลังฟังคือเป็นธรรม ทุกอย่างที่มีจริงในขณะนั้นเป็นธรรม ขณะที่กำลังใส่บาตรต้องไม่ใช่ขณะที่กำลังเพลิดเพลินทำอย่างอื่นแน่นอน
ดังนั้นแม้สภาพธรรมที่ต่างกัน เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วหมดไป เดี๋ยวศรัทธา เดี๋ยวไม่ศรัทธา เดี๋ยวเข้าใจ เดี๋ยวไม่เข้าใจ ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ เป็นธรรม ต้องไม่ลืมว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร เป็นธรรมแต่ละอย่าง มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างจริงๆ ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ ประโยชน์ของการฟังขณะนี้มีแล้วประกอบด้วยปัญญา ไม่ต้องคอยถึงขณะที่ใส่บาตร หรือขณะที่ทำอย่างอื่นเลย
ด้วยเหตุนี้ ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า ปัญญาเจตสิก ใช้คำว่าเจตสิกซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต ถ้าไม่มีจิตจะมีปัญญา หรือมีเจตสิกซึ่งเป็นสภาพธรรมใดๆ ที่เกิดกับจิต เช่น ความโกรธ ความสุข ความทุกข์ต่างๆ ไม่ได้เลย แต่เมื่อมีจิตก็มีสภาพธรรมที่เกิดกับจิต เป็นเจตสิกหลากหลายต่างกัน ปัญญาเป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ
ถ้าจิตเกิดเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ในขณะนี้ทุกคนบอกได้ว่ามีเห็น เพราะว่ามีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่โดยสภาพตามความเป็นจริงก็คือ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นธรรมที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ ในเมื่อมีธรรมอีกมากมายหลายอย่างซึ่งไม่ปรากฏให้เห็นเลย เช่น เสียง แม้มีจริงก็ไม่ได้ปรากฏให้เห็นเสียง กลิ่นก็มีจริง ไม่ได้ปรากฏให้เห็นกลิ่น จิตก็มีจริง แต่ไม่ได้ปรากฏให้เห็นเป็นรูปร่างของจิต เพราะเหตุว่าเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นธรรมที่มีจริงไม่สามารถจะรู้อะไรเลย
ที่ใดก็ตามที่มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม จะมีกลิ่น จะมีรสรวมอยู่ด้วย แล้วจะมีสิ่งที่สามารถกระทบกับจักขุปสาทแล้วปรากฏให้เห็นว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ คือในขณะนี้ ซึ่งเป็นธรรมทั้งหมดเลย แม้แต่จักขุปสาทก็เป็นธรรม ใครทำให้เกิดขึ้น บางคนตาบอดตั้งแต่เกิดมาเลย บางคนเกิดมาแล้วภายหลังก็ตาบอด ใครทำ
ใครสามารถจะทำให้จักขุปสาทหรือโสตปสาทเกิดขึ้นได้หรือไม่ เป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย แต่ถ้ามีความเข้าใจว่าเป็นธรรม ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย และเกิดต่อเมื่อมีเหตุปัจจัยเท่านั้น แต่เหตุปัจจัยที่จะทำให้สภาพธรรมแต่ละอย่างเกิดขึ้นเพียงหนึ่งขณะนั้น ละเอียดลึกซึ้งเกินกว่าที่จะเข้าใจได้โดยทันที ต้องอาศัยการฟังและเริ่มเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ก่อน ซึ่งความเข้าใจว่าสิ่งที่มีจริงนี้เองที่หลากหลายต่างกัน แต่ละอย่างเกิดขึ้นเพราะปัจจัยที่ทำให้สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้น หลากหลายต่างๆ กันด้วย เพราะฉะนั้นจะเหมือนกันไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมคือเพื่อเข้าใจถูกซึ่งเป็นปัญญา ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของใครด้วย เพราะเหตุว่าเข้าใจเกิดแล้วก็ดับ ไม่เข้าใจอีกแล้ว เพราะมีปัจจัยของความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ ซึ่งสะสมมานานมาก การฟังธรรมแต่ละครั้งคือการสะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริง ไม่เหมือนกับคนตาบอดซึ่งมองไม่เห็นอะไร
ทุกคนเกิดมาแล้ว ถ้าไม่รู้ว่าเป็นธรรมเหมือนคนตาบอดหรือไม่ เกิดแล้วต้องเป็นไป เกิดแล้วจะไม่เป็นไปไม่ได้ จิตเป็นธาตุที่เกิดขึ้นจริง มีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป แต่สภาพหรือภาวะของจิตน่าอัศจรรย์ ไม่มีรูปร่างใดๆ เลย เกิดขึ้นรู้ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง แต่เมื่อเวลาที่จิตหนึ่งดับ จิตที่ดับแล้ว ตัวจิตแต่ละจิตสามารถ หรือสัตติ ในภาษาบาลี ทำให้สภาพธรรมที่เป็นนามธรรมคือจิตและเจตสิก เกิดสืบต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น ที่นั่งอยู่ที่นี่ตอนนี้ ผ่านมาแล้วนับไม่ถ้วนเลย ตั้งแต่เริ่มฟังธรรมจนกระทั่งถึงขณะนี้ จิตเกิดดับนับไม่ถ้วน
ดังนั้นถ้าต้องการปัญญา อยากให้เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา คือต้องรู้ว่าปัญญารู้อะไร ปัญญาเข้าใจอะไร ไม่ใช่ว่าอยากจะมีปัญญาแต่ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นอะไร ขณะนั้นจะไม่ใช่ปัญญาเลย แต่ถ้าสามารถที่จะเข้าใจได้ว่า สิ่งที่มีจริงขณะนี้เป็นอะไรถ้าไม่ใช่เรา แต่มี เกิดมาได้อย่างไร มีได้อย่างไร ใครทำให้เกิดขึ้น ที่พอจะเห็นได้ก็คือทุกคนนอนหลับ มีใครบ้างไหมที่เกิดมาแล้วไม่หลับ ขณะหลับรู้ไหมว่าเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน นอนอยู่ที่ไหน ที่บ้านหรือโรงแรม หรือว่าที่พักอาศัยแห่งหนึ่งแห่งใด มีเพื่อนกี่คน มีทรัพย์สมบัติมากมายเท่าไหร่ ก็ไม่มีอะไรที่จะปรากฏได้เลย แต่ว่าต่างกับคนตาย เพราะเหตุว่าขณะนั้นยังมีจิตที่เกิดดับ ซึ่งจิตก็หลากหลายมากตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครจะไปบงการ ไปเปลี่ยนแปลง หรือไปบังคับบัญชาได้ แต่ขณะที่กำลังเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ถูกต้องนั่นคือปัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญาสูงสุดของการฟังก็คือความเข้าใจถูก หรือปัญญานั่นเอง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
