ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
ตอนที่ ๑๖๗๒
สนทนาธรรม ที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร
วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ เมื่อไหร่ที่รู้ความจริงของเห็นขณะนี้ว่าเป็นอย่างไร เมื่อนั้นคือรู้ธรรม เพราะฉะนั้นต้องตรง ตรงว่าจะเข้าใจหรือจะไม่เข้าใจ จะรู้ก็คือต้องเข้าใจ ถ้ารู้โดยไม่เข้าใจ จะรู้ได้อย่างไรในเมื่อไม่เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้นแล้วหวังไปสู่ที่อื่น เช่น นั่งสมาธิเพื่อที่จะรู้ธรรม โดยไม่รู้เลยว่าขณะนี้เป็นธรรม แล้วจะรู้ธรรมอะไรในขณะที่นั่งทำสมาธิ
ผู้ฟัง หลายท่านคงจะทราบว่าการไปนั่งอย่างนั้นคงจะผิด ถึงได้มานั่งฟังท่านอาจารย์ตรงนี้ ก็เลยจะเน้นตรงนี้ว่าการที่ฟังเรื่องได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น เเต่ยังไม่เข้าใจ แล้วฟังไปเรื่อยๆ เมื่อเข้าใจแล้ว การรู้ธรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ฟังไปเรื่อยๆ แล้วจะรู้ธรรมได้อย่างไร กับไม่ฟังเลยแล้วไปนั่งสมาธิแล้วจะรู้ธรรม จะรู้ได้อย่างไร เหมือนกันหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เหมือนกัน
ท่านอาจารย์ ฟัง ยังสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่ฟังได้ แล้วก็ไตร่ตรองพิจารณาว่าเป็นจริงอย่างที่ฟังหรือไม่ นี่คือเริ่มที่จะเข้าใจ แต่ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังเลยแล้วต้องการรู้ธรรมโดยไปนั่งทำสมาธิ ธรรมคืออะไรก็ไม่รู้ แล้วรู้อะไรในขณะที่ทำสมาธิ
เพราะฉะนั้น ถ้าได้ยินได้ฟังคำที่มีคนบอกว่าเป็นปัญญา หรือว่าเป็นความรู้บ้าง เหมือนกับจะให้เราต้องการแต่เราไม่ได้เข้าใจอะไรเลย ควรหรือไม่ที่จะมาพูด หรือให้ทำอะไรก็ตามที่เราไม่เกิดความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น กับการที่บอกให้เข้าใจเหมือนอย่างพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงแสดงธรรมให้คนฟังเข้าใจ พระปัจจวัคคีย์ฟังแล้วเข้าใจ ใครที่สามารถที่จะรู้สภาพธรรมขณะที่กำลังฟังนั้นก็รู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ไม่ต้องไปที่อื่นเลยเพราะว่ามีธรรม ไม่ว่าจะอยู่ตรงนี้ก็มีเห็น ไปทำสมาธิก็มีเห็น แต่อยู่ตรงนี้และฟังเรื่องเห็นก็ยังเริ่มเข้าใจว่า เห็นคืออะไร ที่จะทำให้ปัญญาค่อยๆ เข้าใจขึ้นในสิ่งที่มี
เวลาไปทำสมาธิหรือทำอะไรที่ไหนก็ตามก็มีเห็น แต่ไม่รู้ว่าเห็นเป็นอะไร แล้วจะมีปัญญาได้อย่างไร อยู่ที่ไหนก็มีเห็น จะทำสมาธิหรือไม่ทำสมาธิก็มีเห็น แต่ว่าถ้าทำสมาธิเเล้วคิดหรือว่าจะเข้าใจความจริงของเห็น กับขณะที่กำลังฟังแล้วพิจารณาไตร่ตรอง จนเป็นการเริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย นั่นคือเริ่มที่จะรู้จักเห็น
ดังนั้นต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ มั่นคงจริงๆ และเพื่อประโยชน์คือต้องเป็นปัญญาของตัวเอง คนที่บอกให้ทำอะไร ขณะที่เขากำลังบอกให้เราทำ เราเข้าใจอะไรหรือไม่ ถ้าทำตามคนอื่นสอนจะไม่ใช่ปัญญาความเข้าใจเลยทั้งสิ้น แล้วถ้าไม่มีปัญญาความเห็นถูกของเราเอง จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ใช่
ถ้าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธพจน์ทั้งหมดสามารถเข้าใจได้ อย่างวันนี้เริ่มเข้าใจว่าธรรมหมายถึงสิ่งที่มีจริงแน่นอน ถ้าไม่มีจริงพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไร ในเมื่อมีสิ่งที่มีจริง พระพุทธเจ้ารู้เรื่องเห็น เรื่องได้ยิน หรือไม่ คือการตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีแล้วว่า ความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ยังไม่เกิดหรือสิ่งที่หมดไปแล้วคืออะไร
เมื่อทรงแสดงธรรม เราเริ่มเข้าใจหรือไม่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมเพราะมีจริง และสิ่งที่มีจริงก็มีลักษณะเฉพาะของตนๆ เป็นธรรมแต่ละอย่างๆ เช่น แข็งมีจริงๆ กระทบสัมผัสแข็งก็ปรากฏ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าแข็งไม่มีได้หรือไม่ จะบอกว่าแข็งไม่ใช่ธรรมได้หรือไม่ แต่ว่าแข็งมีจริง เเข็งเกิด ใช่หรือไม่ ถ้าไม่เกิดจะเป็นแข็งหรือ
นี่คือต้องเป็นการไตร่ตรองจนกระทั่งเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดพระพุทธเจ้าทรงแสดงทุกอย่างเลย แม้แต่แข็งก็ไม่เว้นที่จะทรงแสดงว่า มีจริง เมื่อเกิดขึ้นเป็นแข็ง ไม่เป็นอื่น รสหวานมีจริงเมื่อไหร่ เมื่อเกิดเป็นรสหวาน เกิดหวาน เป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเป็นหวาน ไม่ใช่เค็ม เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นธรรมมีลักษณะเฉพาะของตนๆ ๆ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง หรือว่าบังคับบัญชาได้เลย
ขณะนี้ทุกคนเห็นแล้ว มีใครทำให้เห็นเกิดบ้าง เห็นแล้ว มีใครทำเห็นได้ อนัตตา เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัยไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา โกรธเกิดขึ้น จะให้ไม่โกรธก็ไม่ได้ โกรธไม่ใช่เห็น โกรธไม่ใช่แข็ง โกรธเป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งมองไม่เห็นเลย
จะเห็นได้ว่า ทุกอย่างที่ทรงตรัสรู้คือสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันทั้งหมด ให้เข้าใจความจริงว่าไม่เที่ยง เพียงมีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วดับอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ จนกระทั่งไม่มีใครสามารถที่จะเห็นการเกิดดับได้ ถ้าปัญญาไม่เจริญจนกระทั่งละคลายความติดข้องและความไม่รู้ ซึ่งกำลังกั้นไม่ให้เห็นความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้
เมื่อเช้าไม่ทราบว่ามีใครฟังวิทยุบ้าง เรื่อง โลกอันอะไรหนอกั้นไว้แล้ว เป็นพุทธพจน์ โลกก็ไม่รู้จัก กั้นอย่างไร กั้นไว้แล้วด้วย อะไรที่กั้น นี่คือความไม่รู้ทั้งหมดเลย อยู่ในโลก เห็นโลก ใครรู้จักโลกบ้าง
ผู้ฟัง โลกคือโลกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ฟังแล้วก็ยังไม่รู้เรื่อง แต่มีบุคคลหนึ่งที่สามารถรู้ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ คืออะไร สองบุคคลนี้จะต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ อยู่ที่ความเข้าใจมากหรือน้อย ต่างคือต่างที่ความเข้าใจ และธรรมไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย เพียงแต่ว่าโลกอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร เพราะเหตุว่ามีจริงๆ โลกต้องเป็นสิ่งที่มีจริง ขณะนี้ทุกคนคิดเรื่องต่างๆ ตามที่เห็น ถ้าไม่มีเห็นเป็นโลกหนึ่ง จะมีสิ่งต่างๆ ปรากฏในห้องนี้อย่างนี้หรือไม่ มีโต๊ะ มีเก้าอี้ มีคน มีพรม มีงาช้าง มีกล้องถ่ายภาพ จะมีได้หรือไม่ แค่หลับตาก็ไม่มีแล้ว
เพราะฉะนั้น โลกคือสิ่งที่มีจริง สอดคล้องกันกับธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง สอดคล้องกัน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงที่เป็นธรรม เกิด ถ้าไม่เกิดจะไม่มีอะไรปรากฏเลยทั้งสิ้น เกิดแล้วก็ดับด้วย ซึ่งความหมายตรงกันหมด ธรรมเกิดแล้วดับเป็นโลก โลก ถ้าไม่มีธรรมเลยจะมีโลกไม่ได้ ใช่หรือไม่
ดังนั้น โลกคือสิ่งที่มีจริงซึ่งเป็นธรรม มีการเกิดขึ้นและดับไป ขณะนี้เป็นโลกทางตาสำหรับคนตาไม่บอด ก็คิดไปเรื่องโลกทางตามากมายก่ายกองไม่จบเลย เดี๋ยวอ่านหนังสือพิมพ์ เดี๋ยวทำอย่างนั้น เดี๋ยวทำอย่างนี้ ก็เป็นโลกสีสันวัณณะที่ปรากฏทางตา โลกทางหู เดี๋ยวนี้มีเสียงต่างๆ แล้วแต่ว่า ได้ยินแล้วจะคิดถึงเรื่องอะไรตามเสียงที่ได้ยิน ก็เป็นอีกโลกหนึ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าแยกออกเป็นแต่ละโลกไม่ปนกัน โลกทางตาจะเห็นโลกทางหูหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ แยกกันไปเลย เหมือนแต่ละคนๆ ๆ ไปเลย แต่นี่ไม่ใช่คน เป็นธรรมแต่ละอย่างๆ ๆ ซึ่งเพียงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ทั้งหมดเป็นโลก สภาพธรรมใดก็ตามที่มีการเกิดดับ ธรรมนั้นเป็นโลก และที่เกิดแล้วจะไม่ให้ดับก็เป็นไปไม่ได้เลย ขณะนี้ทุกคนยังอยู่ในกรง ในโลก หรือไม่
ผู้ฟัง ยังอยู่
ท่านอาจารย์ ออกไปจากโลกได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่มีทางที่จะพ้นจากการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น เกิดแล้วก็เห็นอีก ได้ยินอีก ตายแล้วก็เกิดอีก ไม่พ้นไปจากโลกตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเลย เพราะอะไรกั้นไว้ไม่ให้ออกไป เพราะความติดข้องซึ่งเราไม่รู้เลยว่า ขณะนี้ เพียงแค่เห็นก็ติดข้องในสิ่งที่เห็นแล้ว ได้ยินแล้วไม่รู้ความจริงก็ติดข้องในสิ่งที่ได้ยิน แล้วอย่างนี้จะไปนั่งทำสมาธิแล้วจะไปรู้อะไรได้ ในเมื่อไม่รู้จักโลกคือสิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ ไม่ว่าจะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็เป็นชั่วขณะที่เกิดแล้วดับไปเท่านั้นเอง ดับแล้วไม่กลับมาอีกด้วย
ข้อสำคัญที่สุดคือไม่มีอะไรเหลือเลย ใครสามารถที่จะนำสิ่งที่ดับไปแล้วกลับมาได้บ้าง เสียงเมื่อครู่นี้ เสียงใหม่ไม่ใช่เสียงเมื่อครู่นี้ เสียงที่ดับแล้วก็ดับไปเลย ไม่กลับมาอีก แต่มีปัจจัยให้เสียงใหม่เกิดขึ้นนี่คือเฉพาะทางเดียว ทั้งทางตาก็อย่างนี้ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็อย่างนี้
ดังนั้นเกิดมาในโลก อยู่ในโลกขณะที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คือชั่วคราวจริงๆ ชั่วคราวที่สั้นมากน้อยมาก บางคนอาจจะบอกว่าขณะนี้ไม่เหมือนกับแสงไฟนี้ดับไปเลย เหมือนมีอยู่ตลอดเวลา อะไรๆ ก็เหมือนไม่ดับไปเลย แต่ความจริงเพราะการเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงไม่เห็นการสืบต่อว่าแท้ที่จริงดับแล้วเกิดอีก ดับแล้วเกิดอีก ดับแล้วเกิดอีก สืบต่ออย่างเร็วมาก จึงปรากฏเหมือนกับว่าโลกไม่มีอะไรดับไปเลย นั่งอยู่ในห้องนี้ก็เป็นห้องนี้อยู่นานแสนนาน แต่ความจริงถ้าแตกย่อยเป็นขณะที่สั้นที่สุด เล็กที่สุด ทุกอย่างไม่ใช่ขณะเดียวกันเลย
ขณะเห็นหนึ่งขณะดับไป ขณะได้ยินไม่ใช่ขณะที่เห็น แล้วก็กลับมาเห็นอีก แล้วก็กลับไปได้ยินอีก แล้วก็กลับไปคิดอีก แต่ละขณะเป็นสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับสืบต่ออย่างเร็ว แล้วอย่างนี้จะไปนั่งสมาธิ แล้วจะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ได้ไหม ถ้าไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ รู้จักพระธรรม รู้จักธรรมหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร สอนอะไร และสมาธิคืออะไรก็ไม่รู้ ปัญญาคืออะไรก็ไม่รู้ แล้วไปนั่งทำอะไรก็ไม่รู้ด้วย รวมความว่าไม่ได้รู้อะไรสักอย่างเดียวแต่ว่าอยากนั่ง อะไรกั้นให้อยู่ในกรงของอวิชชา ของโลก ซึ่งจะต้องอยู่ตลอดไป โดยที่ไม่มีทางจะออกไปได้เลย
ผู้ฟัง ความติดข้อง
ท่านอาจารย์ ทั้ง ๖ ทาง ทั้งวันเป็นอย่างนี้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าไม่มีผู้ที่อบรมพระบารมี มีปัญญาที่ตรัสรู้ความจริง จะไม่มีใครสามารถรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันได้เลย ดังนั้นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องละเอียดลึกซึ้ง และต้องเป็นความรู้ความเข้าใจของคนฟังที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้น จุดประสงค์ของการฟังธรรมหรือพุทธศาสนิกชนคืออะไร
ผู้ฟัง ฟังสิ่งที่มีจริงซึ่งเป็นธรรม ฟังให้เข้าใจไปเรื่อยๆ ถ้าฟังเข้าใจแล้วความรู้เหล่านั้นจะช่วยในการปฏิบัติธรรมไปในตัว
ท่านอาจารย์ ยังมีความหวังว่าจะช่วย ซึ่งความจริงไม่ใช่เลยแต่เพื่อละ พระธรรมคำสอนทั้งหมด เพื่อละความไม่รู้ เพื่อละความติดข้อง เพื่อละกิเลสทั้งหมด จนกระทั่งไม่มีกิเลสเหลือเลย
ผู้ฟัง อย่างนั้นหมายความว่าต้องไม่มีความหวังด้วย หน้าที่อย่างเดียวคือฟังให้เข้าใจ
ท่านอาจารย์ ปัญญาคือความเข้าใจจะเจริญขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้
ผู้ฟัง ชีวิตประจำวันของพวกเรามักจะเกิดความโกรธโดยที่เราไม่รู้ตัว ผมเคยคุยกับเพื่อนหมอด้วยกัน ว่าเราไม่ต้องไปบังคับตัวเองไม่ให้โกรธเพราะเราทำไม่ได้ ก็มีคนบอกว่าต้องไปนั่งสมาธิจะได้จิตนิ่ง แล้วก็นับ๑ ๒ ๓ ถึง ๑๐ ก่อนที่จะไปด่าเขาต่อไป การทำแบบนั้นยังไม่ใช่วิธีที่ถูกตามที่ท่านอาจารย์กล่าว
ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะว่าสมาธิหรือสมถภาวนามีก่อนการตรัสรู้ แต่เพียงความสงบหรือการตั้งมั่นของจิต โดยที่ไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ ไม่มีทางที่จะดับกิเลสได้เลยเพราะไม่เห็นกิเลส ไปปกปิดไว้ไม่ให้เกิด แล้วจะใช้อะไรไปดับ ขณะนี้ทุกคนถ้าพูดภาษาไทยก็ใช้คำว่าจิต พูดไม่ยากและทุกคนก็มีจิต แต่รู้จักจิตของตัวเองหรือไม่ รู้จักจิตของตัวเองได้เมื่อไหร่ ทั้งๆ ที่มีจิตก็ยังไม่ได้รู้เลยว่าความจริงจิตคืออะไร เป็นของเราจริงๆ หรือไม่ หรือแท้ที่จริงจิตก็คือธรรม แน่นอน เพราะมีจริงๆ แล้วก็เกิดเป็นจิต ไม่ใช่เกิดเป็นแข็ง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงเพราะเกิดขึ้นต่างๆ ๆ ต่างกันไป ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะไปบังคับบัญชาหรือไปทำให้เกิดขึ้นได้เลย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณา แสดงพระธรรมกับผู้ที่มีศรัทธาที่ได้สะสมมาแล้วที่จะฟังและเห็นคุณค่า ซึ่งถ้าไม่เห็นคุณค่า ชีวิตเกิดมาก็เพียงเป็นสุขบ้างทุกข์บ้าง รื่นเริงไป หาเงินทองทรัพย์สินมั่งมีแล้วก็จากโลกนี้ไป แต่ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วเกิดมาได้อย่างไร และจะจากไปไหน ซึ่งทุกคนก็ต้องเกิดแน่ๆ เกิดมาแล้วด้วย แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปไหน แต่ถ้าสามารถที่จะเข้าใจความจริงได้เเละยังพอที่จะรู้หนทาง
ขณะนี้ ทุกวันๆ ทุกคนกำลังเดินทางซึ่งมีสองทาง ทางเดินที่เป็นกุศลหรือทางเดินที่เป็นอกุศล ทางเดินที่เป็นปัญญาหรือทางเดินที่ไม่ใช่ปัญญา ซึ่งไม่สามารถที่จะไปบังคับคนที่สะสมมาที่จะไม่เห็นประโยชน์ของปัญญาว่า ให้เขาเห็นประโยชน์ของปัญญาว่า ชีวิตทุกชีวิตชั่วคราวมาก ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา จะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ก็ตามเหตุตามปัจจัย จะไปไหนก็ต้องตามเหตุตามปัจจัย เป็นมนุษย์โกรธนิดเดียวก็เดือดร้อน ไม่อยากจะโกรธ แล้วถ้าไม่ใช่เป็นมนุษย์เเต่เป็นสัตว์อย่างอื่น การเจ็บ การไม่พอใจ ความลำบากยากไร้ เป็นสัตว์มีขา ไม่มีขาอย่างงู ลำบากหรือไม่ สัตว์ที่อยู่ในป่าทุกตัวมีแต่ความกลัว ความตกใจ ซึ่งคือความไม่พอใจนั่นเอง ไม่รู้ว่าอันตรายจะมาถึงตัวเมื่อไหร่ และจะไปเป็นอย่างนั้น แล้วก็จะต้องเป็นอย่างนี้ไป โดยไม่มีทางที่จะออกจากกรงของสังสารวัฏฏ์ เพราะว่าไม่มีปัญญาที่จะรู้ความจริง
ดังนั้นถ้าไม่ศึกษาพระธรรม จะไม่เห็นพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แม้แต่พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ เหมือนกับว่าพระองค์เป็นบุคคลซึ่งเราถูกสอนมาแต่เล็กแต่น้อยให้กราบ ให้ไหว้ ให้บูชา แต่ว่าถ้าบูชาจริงๆ ต้องบูชาคุณความดี ถ้าเรายังไม่รู้จักคุณ เราก็มีแต่เพียงความเคารพว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีกิเลส เลิศกว่าไม่ว่าจะเป็นใครในจักรวาล สากลจักรวาล ทั้งพรหมโลก ทั้งเทวดาทั้งหลาย ในภพภูมิทั้งหลาย ก็รู้เพียงเท่านี้ แต่ไม่รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระปัญญาของพระองค์สามารถที่จะรู้ความจริงในขณะนี้ทั้งหมด ด้วยประการทั้งปวง และทรงแสดงพระธรรมด้วยพระมหากรุณาให้คนที่ฟังพิจารณาและเข้าใจได้
ดังนั้น ถ้าเพียงแค่ระงับโกรธด้วยวิธีไหนก็ตามโดยที่ยังไม่ได้ดับก็จะต้องโกรธอีก แต่ถ้าฟังพระธรรม และเกิดปัญญาสามารถที่จะถึงปัญญาที่ดับความโกรธ ไม่เกิดอีกเลย ไม่ต้องไปแสวงหาวิธีจากคนอื่นๆ เพราะว่าวิธีทั้งหลายไม่สามารถที่จะดับเชื้อของความโกรธ หรือว่าไม่สามารถที่จะดับความโกรธให้หมดไปได้
ด้วยเหตุนี้ ในบรรดาธรรมทั้งหลาย ปัญญาประเสริฐที่สุด ถ้ามีปัญญา โกรธหรือไม่ พระพุทธเจ้าโกรธหรือไม่ พระอนาคามีบุคคลโกรธหรือไม่ พระโสดาบันโกรธหรือไม่ ปัญญาไม่เท่ากันเลย เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องเราอยากจะไม่โกรธแล้วก็อ่านหนังสือของคนนั้นคนนี้ บอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่ใช่ปัญญา จึงไม่สามารถที่จะไม่โกรธได้ เมื่อมีปัจจัยก็โกรธแน่นอน แต่ปัญญาเป็นสิ่งที่โตยาก พืชพันธุ์ทั้งหลายก็ยังโตง่ายกว่า นักเกษตรกรก็มีปุ๋ย มีอะไรสารพัดที่จะบำรุงให้เจริญเติบโตได้ แต่จะเห็นได้เลยว่า ปัญญานั้นต้องทีละเล็กทีละน้อยจริงๆ
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมเมื่อไหร่ ที่ไหนก็ตาม เพื่อละ ไม่ได้ต้องการลาภยศ สรรเสริญสุขเกียรติยศ หรืออะไรทั้งสิ้น แต่ฟังเพื่อรู้ เพื่อเข้าใจความจริง เพื่อเห็นถูก เพื่อละอกุศล แล้วต่อไปแม้กุศลก็ละ จึงจะถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะว่าตราบใดที่ยังเป็นกุศลหรืออกุศลซึ่งเป็นเหตุก็ต้องมีผล
ดังนั้น พระธรรมสะอาดบริสุทธิ์ที่สุดคือสามารถที่จะทำให้ดับกิเลสได้ เมื่อเป็นผู้ที่ดับกิเลส ไม่มีกิเลส ความบริสุทธิ์ของผู้ที่หมดจดจากกิเลสถึงความเป็นพระอรหันต์ ก็ทรงแสดงพระธรรมเพื่อเกื้อกูลให้บุคคลอื่นได้เข้าใจ ไม่ได้หวังสิ่งใดเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ความบริสุทธิ์ของพระธรรม ความจริง ความถูกต้อง ก็ไม่มีใครที่สามารถที่จะปฏิเสธได้ถ้าเป็นผู้ที่มีความเข้าใจจริงๆ แต่สิ่งที่เป็นอันตรายก็คือ เมื่อไม่ได้ศึกษาพระธรรมแล้วเข้าใจเอง จะเข้าใจพระธรรมผิดและทำให้พระธรรมลบเลือนด้วย อย่างเช่นทำสมาธิ ก่อนอื่นทำคืออะไร สมาธิคืออะไร เดี๋ยวนี้กำลังเห็น เห็นแล้วใช่หรือไม่ คุณหมอทำให้เห็นเกิดขึ้นหรือไม่ เห็นที่เห็นแล้วคุณหมอทำ หรือมีปัจจัยก็เห็น มีปัจจัยก็เห็น
เพราะฉะนั้น ถ้ามีปัจจัยจะโกรธ ให้ไม่โกรธได้ไหม ไม่ได้ ก็เป็นของธรรมดา ดังนั้นการที่จะรู้จักธรรมก็คือเห็น เราทำให้เกิดเห็นไม่ได้ใช่หรือไม่ แล้วใครไปทำสมาธิ ทำได้หรือ นี่คือความละเอียดของธรรม ถ้าทำเห็นให้เกิดขึ้นไม่ได้ แล้วจะทำสมาธิได้หรือ กว่าเราจะมั่นคงถึงความเป็นอนัตตาคำเดียว เราจะต้องรู้ว่าทุกอย่างเกิดตามเหตุตามปัจจัย ขณะนี้เห็นเกิดแล้ว เราไม่ได้ทำ ได้ยินก็เกิดแล้วเราก็ไม่ได้ทำ คิดนึกเกิดแล้วเราก็ไม่ได้ทำ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นขณะนี้ก็ไม่มีใครไปทำให้เกิดได้ จึงจะเข้าใจถึงความหมายของคำว่าธรรมและอนัตตา
นี่เป็นจุดตั้งต้นของพระพุทธศาสนา ซึ่งศาสนาที่ไม่ได้สอนให้เข้าใจความจริง คำสอนที่ไม่ทำให้เข้าใจความจริง คือเป็นแต่เพียงความคิดแล้วก็เลื่อนลอย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรทั้งหมด ดังนั้นกล่าวได้เลยว่า ตั้งแต่เกิดจนตาย จะพูด จะทำ จะคิด จะสนุกสนาน จะอะไรก็ตามแต่ ไม่รู้เลยทั้งสิ้นว่าเป็นอะไร ทุกขณะนี้เลย
เพราะฉะนั้น ทำสมาธิได้ไหม ถ้าทำสมาธิได้ก็ต้องทำเห็นได้ ทำได้ยินได้ ดังนั้นทำสมาธิถูกหรือผิด กับเข้าใจ ฟังแล้วเข้าใจในความเป็นธรรม ในความเป็นอนัตตา เราจะหลงผิดหรือไม่ เพราะว่าถูกหรือไม่ที่ว่า ทุกอย่างเกิดตามเหตุตามปัจจัยจึงเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา ต้องพิจารณาตั้งแต่คำแรกแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นเพราะเป็นสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้ด้วย เดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนี้ ไม่ต้องไปคอยเวลา ทำสมาธิยังต้องทำใช่หรือไม่ ก่อนทำก็ไม่รู้อะไรแล้ว กำลังทำก็ต้องทำไปจนกว่าจะอะไรก็ไม่รู้ ก็ไม่รู้ทั้งนั้น ทำแล้วก็ไม่รู้ ก่อนทำก็ไม่รู้
ผู้ฟัง เท่าที่ฟังมาการทำสมาธิมักจะมีการสร้างรูปแบบขึ้นมาว่า จะต้องกำหนดอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นการทำซึ่งไม่ใช่อนัตตาแน่นอน
ท่านอาจารย์ ขณะนั้นไม่มีปัญญาที่จะรู้ว่าขณะนั้นคืออะไร ต้องมีจิต ถ้าไม่มีจิตก็ทำอะไรไม่ได้เลย และที่ทำนั้นก็ไม่ใช่จิตทำ คือธรรมทุกอย่างให้เข้าใจว่าเป็นธรรมจริงๆ แล้วแต่ละอย่างก็แต่ละอย่างไม่รวมกันด้วย แต่เมื่อไม่รู้แล้วรวมกันหมดเลยใช่หรือไม่ ซึ่งถ้าฟังพระธรรมจริงๆ จะรู้ว่าธรรมหนึ่งคือธรรมนั้นเอง จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เช่น แข็งอย่างนี้ เป็นโต๊ะ หรือเป็นเก้าอี้ หรือเป็นแก้วน้ำ หรือว่าเป็นแข็ง
ผู้ฟัง จริงที่สุดก็ต้องเป็นแข็ง
ท่านอาจารย์ ใครทำให้แข็งเกิด
ผู้ฟัง เป็นสภาพธรรม
ท่านอาจารย์ นี่คืออนัตตา แล้วก็เป็นธรรมด้วย ต้องมีความมั่นคงตั้งแต่ขั้นต้น
ผู้ฟัง ยังมีผู้ที่กล่าวถึงการทำสมาธิว่า เมื่อจิตสงบแล้วเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นก็ให้พิจารณาสภาพเวทนา ความรู้สึก หรือว่าอะไรที่จะเกิดขึ้นขณะนั้นก็พิจารณาไป
ท่านอาจารย์ พิจารณาอย่างไร
ผู้ฟัง นี่คือสิ่งที่เขาได้พูดมา คล้ายๆ กับว่าจะพิจารณา
ท่านอาจารย์ เขาพูดและเขาเข้าใจ เเต่ถ้าเราฟังแล้วเราไม่เข้าใจจะมีประโยชน์หรือไม่ จะฟังอะไรที่ไม่ทำให้เราเกิดความเห็นถูก ความเข้าใจถูกเลย แม้แต่สมาธิก็ไม่ได้บอกว่าคืออะไร ได้ยินแต่คำว่าสมาธิๆ ทำสมาธิ แล้วสมาธิคืออะไร ถ้าไม่ให้เกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้องก็เท่ากับเสียเวลา ไม่ได้อะไรเลย ใครจะเข้าใจว่าทำสมาธิแล้วจะพิจารณาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เขาไม่ได้บอกว่าอะไร อย่างที่พูดถึงความรู้สึกคืออะไร มีจริงหรือไม่ แล้วเป็นอะไร เป็นเรา หรือว่ามีปัจจัยก็เกิดขึ้น และขณะนั้นความรู้สึกเกิดแล้วดับหรือไม่ หรือยังอยู่อย่างนั้นมาตลอดจนกระทั่งถึงวันนี้ ก็ไม่ใช่ ประโยชน์ของการฟังคือเข้าใจ จะน้อยจะมากคือเข้าใจถูกต้อง ถ้าไม่เข้าใจเลยคือไม่ได้รับประโยชน์จากการฟังเลย
ผู้ฟัง เขาบอกว่า เป็นการหยุดความคิด เพราะเราคิดมากมายก่ายกอง ควรสงบสักหน่อยจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน เขาพูดกันเรื่องหยุดความคิดอย่างนี้
ท่านอาจารย์ อย่าลืมว่า ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรม ไม่ว่าจะทำ จะพูด จะคิด ทั้งหมดตลอดชีวิตคือไม่รู้อะไร เพราะไม่รู้ว่าสงบคืออะไร เดี๋ยวนี้สงบหรือไม่ก็ไม่รู้ แล้วเมื่อไหร่จะรู้ ถ้าเดี๋ยวนี้ไม่รู้แล้วจะไปรู้เมื่อไหร่
ผู้ฟัง เรียนถามเรื่องความหมายของคำว่าสงบด้วย เพราะคนจะเข้าใจผิดมากสำหรับการทำสมาธิ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
