ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
ตอนที่ ๑๖๖๗
สนทนาธรรม ที่ เขาเขียว จ.นครราชสีมา
วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ สภาพหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่อีกสภาพหนึ่งนั้นไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น เกิดเมื่อไหร่ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น จากหนึ่งคือธรรม แยกเป็นสองก่อน แล้วจะแตกไปอีกมากมายเพราะว่านับไม่ถ้วนเลย แต่ประมวลได้เป็นแต่ละประเภท และแสดงความต่างกันว่า ขณะนี้ที่กำลังเห็น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะมีธาตุชนิดหนึ่งกำลังเห็นแจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ บนฟ้าสีอะไร กับบ้านหลังนั้นสีอะไร บางคนก็ชอบบ้านสีเทาๆ ฟ้าๆ แต่ไม่ใช่ฟ้าใช่ไหม เป็นแค่สีบ้าน แต่ฟ้าจริงๆ ก็คล้ายคลึงกันมาก ถึงจะสีเดียวกันก็ยังรู้ว่าไม่ใช่สีบ้าน แต่เป็นสีของฟ้าหรือสีของเมฆ
นี่คือจิตเป็นธาตุที่สามารถรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ มีเพชรแท้กับเพชรเทียม คนที่ไม่มีความชำนาญก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ แต่เห็นเหมือนกัน คนที่มีความชำนาญก็เห็นอย่างเดียวกัน คนที่ไม่รู้เรื่องเพชรนิลจินดาเลย ไก่ นก จิ้งจก เห็นเหมือนกันหมด เพราะเป็นธาตุเห็น ซึ่งธาตุนี้รู้แจ้งว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ เเต่เราไม่รู้ว่าขณะนั้นที่ใช้คำว่ารู้แจ้ง หมายความว่าต้องมีสภาพรู้หรือธาตุรู้ซึ่งเกิดด้วยกัน แต่ไม่ใช่ธาตุที่รู้แจ้ง แต่ละคำมีความหมายแล้วมีความลึกซึ้งด้วย
แม้แต่จะใช้คำว่าธาตุรู้ สภาพรู้ อาการรู้ บอกไว้ถึงลักษณะของธรรมนั้น แต่ยังไม่ได้แจกละเอียดถึงความต่างกันของลักษณะรู้ว่าต่างกันอย่างไร ธาตุที่สามารถจะรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ทรงบัญญัติใช้คำว่าจิตตะ จิตตัง หรือจะใช้คำว่าวิญญาณ วิญญาณะ มโน มนัส หทย ปัณฑระ ทุกคำมีความหมายที่จะทำให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมนั้นตามคำที่ใช้ ซึ่งต้องอาศัยท่านที่รู้ภาษาบาลีเพราะว่าท่านสามารถที่จะแปลคำแต่ละคำได้
ทุกคำบ่งถึงธาตุนั้น ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง คือเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่ปรากฏบ้าง แล้วก็คิดนึกบ้าง เป็นใหญ่เป็นประธาน แต่ก็มีธาตุที่เกิดร่วมกัน ซึ่งรู้สิ่งเดียวกัน เป็นนามธาตุด้วย จึงมีอีกคำหนึ่งว่าเจตสิกะ หมายความถึงธาตุหรือธรรมที่เกิดกับจิต ไม่เกิดกับอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต ไม่ว่าจิตนั้นจะมีเจตสิกเกิดด้วยกี่ประเภทก็ตาม ทั้งหมดนั้นเกิดพร้อมกันและดับพร้อมกัน แต่ไม่ใช่ธรรมเดียวกัน
ลองคิดดู หนึ่งขณะจิต เราจะรู้เพียงจิตขณะนี้ใช่ไหม เช่น เห็น รู้ว่ากำลังเห็น แต่ว่ามีธรรมอื่นซึ่งเกิดพร้อมจิตที่กำลังเห็นด้วย แต่เราไม่รู้ว่ามี ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงความละเอียดว่าถึงมีก็ไม่ใช่จิต
แสดงให้เห็นว่าความละเอียดของธรรม เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน แต่สภาพธรรมหนึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ส่วนสภาพธรรมอื่นเกิดกับจิต ดับพร้อมจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต เป็นธาตุรู้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่จิต เพราะเหตุว่าไม่ใช่ธาตุที่กำลังรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ
ธาตุอื่นที่เกิดกับจิตแต่ไม่ได้รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏอย่างจิต คือเจตสิก ในภาษาไทยเราก็เรียกง่ายๆ ว่าเจตสิก ถ้าออกเสียงตามภาษาบาลี เจตสิกะ ซึ่งออกเสียงได้สองอย่าง แล้วแต่ว่าภาษาไหนจะใช้คำอะไร แต่เข้าใจในความหมายว่าต้องเป็นความหมายนั้น ไม่ใช่ความหมายอื่น
ผู้ฟัง ขอท่านอาจารย์กรุณาอธิบายถึงวิญญาณจริยา อัญญาณจริยา และญาณจริยา ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องชีวิตจริงๆ ของพวกเรา
ท่านอาจารย์ ๓ คำนี้ไม่ได้ยินบ่อยๆ ใช่ไหม แต่ละคำก็ควรที่จะเข้าใจจริงๆ ตอนนี้เรากำลังเริ่มเก็บเล็กผสมน้อยทีละคำสองคำ แต่ละคำต้องเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ธรรมเข้าใจแล้ว ถูกต้องไหม ต่อไปนี้เวลาใครใช้คำว่าธรรม เราจะรู้เลยว่าคนนั้นเข้าใจถูกหรือเปล่า เข้าใจมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นแต่ละคำเข้าใจมั่นคงจริงๆ ก่อน คือธรรม
วิญญาณเป็นธรรมหรือเปล่า เป็น แต่มีคำเพิ่มเติมมา วิญญาณจริยา จริยาคือความประพฤติเป็นไป เกิดมาแล้วไม่มีการประพฤติใดๆ เลยทั้งทางกาย ทางวาจา ไม่เป็นไปอะไรทั้งสิ้น เป็นไปได้ไหม ไม่ได้เลย เกิดแล้วดับ นั่นคือการที่ธรรมต้องเป็นไปอย่างนี้ คือไม่สามารถที่จะคงอยู่ได้ เมื่อเกิดแล้วดับ คือทันทีที่จิตขณะแรกของชาตินี้เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน เป็นความเป็นไปของจิตหรือเปล่าว่า ต้องเป็นอย่างนี้ ความประพฤติของจิต ความเป็นไปของจิต ไม่ใช่ของเราหรือของใคร
เพราะฉะนั้น เมื่อปฏิสนธิจิตเกิดและดับไป เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดก็คือ ความเป็นไปของวิญญาณซึ่งเกิดแล้วต้องดับ และมีสภาพของธรรมเกิดสืบต่อ อย่างจิตก็มีมากมายหลายประเภท จิตที่ทำกิจเกิดในชาตินี้เป็นขณะแรกเป็นผลของกรรม
ใครก็เลือกเกิดไม่ได้ เราจะต้องตายเเล้วจะเลือกเกิดที่ไหนได้ไหม ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ตายมาแล้ว ชาติก่อนๆ ๆ ก็ตายแล้วๆ เคยตายมาแล้ว แล้วก็ตาย แล้วก็ต้องตายอีก คือเกิดแล้วไม่ตาย ไม่มี นี่คือความเป็นไปของจิตด้วยหรือเปล่า และเมื่อเกิดแล้วต้องเป็นไป คือจิตขณะแรกเกิดแล้วดับไป กรรมทำให้จิตเกิดสืบต่อเป็นประเภทเดียวกันกับกรรมที่ทำให้เป็นบุคคลนี้ โดยที่เรายังไม่สามารถที่จะรู้เลยว่า ปฏิสนธิจิตขณะแรกที่เกิดนั้นเป็นผลของกรรมอะไร แล้วต่อไปจะเป็นอะไร ใครรู้ไหม กว่าจะลืมตาออกมาสู่โลกนี้ จิตที่อยู่ในครรภ์ก็มีความเป็นไป คือเมื่อปฏิสนธิจิตดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปสืบต่อดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ ตามที่กรรมเป็นปัจจัยให้เกิดเป็นบุคคลนี้
ถ้าเกิดเป็นมด ปฏิสนธิจิตเกิดแล้วดับ กรรมที่ทำให้เกิดเป็นมด ทำให้ภวังคจิตเกิดสืบต่อดำรงความเป็นมด จะเป็นไก่ เป็นคนได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นมนุษย์ เป็นหญิงหรือเป็นชายก็แล้วแต่ จะเปลี่ยนไม่ได้เลย ต้องเป็นไปตามกรรมที่ทำให้เป็นอย่างนั้น
นี่คือความเป็นไปของจิตคือวิญญาณจริยา เกิดแล้วดับ และก็เกิดแล้วก็ดับ ในชาติหนึ่งเป็นอย่างนี้เท่านั้นหรือ เป็นอย่างนี้จริงๆ หรือเปล่า หรือว่ายังต้องเป็นอื่นอีก จะเป็นอย่างนี้เท่านั้นไม่ได้ แค่ปฏิสนธิจิตเกิดแล้วดับไป แล้วภวังคจิตก็เกิดดำรงภพชาติ ขณะนั้นไม่รู้เลยว่าโลกนี้เป็นอย่างไรเพราะว่าไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่มีการคิดนึกใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่จิตเกิดแล้วเพราะกรรมทำให้เกิดขึ้น
ถ้าพูดถึงกรรม จะเห็นได้จริงๆ ว่าน่าอัศจรรย์มาก มือที่มองไม่เห็นอย่างที่ว่าทำได้ทุกอย่าง นั่งๆ อยู่อย่างนี้เกิดหายใจไม่ออกได้ไหม อะไรทำให้เป็นอย่างนั้น อยู่ดีๆ แท้ๆ เลยใช่ไหม ต้องมีเหตุปัจจัยก็คือจิตใดก็ตามที่เป็นผล จิตนั้นต้องมาจากการกระทำที่ได้กระทำเหตุไว้ เมื่อเหตุมีผลก็ต้องมี เพราะฉะนั้นเหตุคือกุศลและอกุศล ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่จะให้ผล ซึ่งเลือกไม่ได้อีกแม้แต่การเกิด
ชาตินี้เกิดขึ้นเป็นมนุษย์ เป็นผลของกุศลกรรม เพราะกรรมเป็นปัจจัยที่จะให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น เป็นผลของกุศลกรรมก็เกิดดี เป็นผลของอกุศลกรรมก็เกิดไม่ดี เกิดเป็นเปรต อสุรกาย เกิดในนรก เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ภพหน้าข้างหน้ามืดสนิท ชั่วขณะต่อไปนี้มืดสนิท ไม่มีใครรู้เลยว่ากรรมใดจะให้ผล และไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นเทพ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดในนรก ปฏิสนธิจิตไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เหมือนขณะที่นอนหลับสนิทแต่จิตเกิดแล้วก็ไม่รู้อะไร เวลาที่ปฏิสนธิจิตดับแล้ว ภวังคจิตเกิดต่อก็ไม่รู้อะไร นอนหลับแล้วไม่มีใครรู้อะไรฉันใด เมื่อปฏิสนธิจิตดับ ไม่รู้เลยว่าเกิดที่ไหน รูปพรหมก็ไม่รู้ อรูปพรหมก็ไม่รู้ เป็นอะไรก็ไม่รู้เลย ระหว่างที่ปฏิสนธิจิตดับแล้ว ภวังคจิตดำรงภพชาติสืบต่อ นี่คือความเป็นไปของจิต ซึ่งจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ แล้วแต่ภพภูมิ แต่ว่าขณะที่มีการรู้สึกตัวเกิดขึ้น จะมีความติดข้องในความเป็น เพียงแค่รู้ว่ามีเท่านั้นก็ยินดีพอใจในภพ ในความเป็นอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร
เพราะฉะนั้น วาระแรก วิถีจิตแรก หรือการที่จะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นครั้งแรก คือมีความติดข้องในสิ่งที่มีในขณะนั้นทางใจเพราะยังไม่มีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น ลิ้มรสเลย แต่ทางใจเริ่มที่จะรู้แล้วว่ามี จากไม่มีอะไรปรากฏเลย หลับสนิทไม่มีอะไรปรากฏเลย ภวังคจิตไม่มีอะไรปรากฏเลย เเต่ก็มีสิ่งที่ปรากฏเพราะใจสะสมมาทุกอย่างในแสนโกฏิกัปป์ ไม่รู้เลยว่าใจจะคิดอะไร
คืนนี้ บางคนนอนหลับฝันแน่ๆ บางคนก็บอกว่าไม่ค่อยฝัน แต่การสะสมทุกเรื่อง ทุกภพทุกชาติ ทำให้จิตเกิดนึกถึงเป็นเรื่องราว ซึ่งไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นเลย ทำไมไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ บางคนฝันประหลาดๆ ว่าเหาะได้ก็มีใช่ไหม ทำไมฝันอย่างนั้นทั้งๆ ที่ จริงๆ เหาะไม่ได้ แต่ในฝันทำได้ทุกอย่าง แล้วแต่ว่าสะสมที่จะให้คิดนึกอย่างไร เป็นเรื่องเป็นราวอย่างไร บางคนฝันว่าเตะฟุตบอล บางคนก็ฝันว่าอยู่ในสนามรบ
มีผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง ตอนฝันจะต้องรบทัพจับศึกทุกที เห็นไหมว่าสะสมมาอย่างไร มีอยู่ในจิตแล้ว พร้อมที่จะเป็นปัจจัยให้คิดให้นึกถึงสิ่งที่ไม่ได้คาดฝันเลย ขณะนี้ทุกคนก็คิด สังเกตได้ว่าความคิดมาก ตั้งแต่คิดว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นอะไร รู้เลย นี่เป็นแก้ว นี่เป็นกระเป๋า ไม่ทันจะรู้ตัวว่าคิด ความรวดเร็วของจิตที่เกิดดับ นี่คือวิญญาณจริยา ความเป็นไป ซึ่งพระพุทธเจ้าจะทรงแสดงความละเอียดของวิญญาณจริยา เป็นขณะจิตแต่ละขณะเลยว่า ขณะไหนเกิดแล้วดับไป และขณะไหนเกิดต่อทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจ แต่ให้รู้ว่าไม่ว่าจะเกิดที่ไหนก็ตาม วิญญาณจริยา ความเป็นไปแรกคือมีการรู้สึกตัว และติดข้องในความเป็นอย่างนั้น
เกิดแล้ว เป็นแล้วอย่างนี้ก็ไม่รู้และก็ผ่านไป จนกระทั่งแม้วันนี้ความเป็นไปของจิตก็คือ จากหลับเป็นตื่น ไม่ตื่นได้ไหม ไม่ตื่นก็ตายใช่ไหม แต่ที่ไม่ตายคือตื่น เห็น หรือว่าได้ยิน หรือตื่นเพราะตกใจจากเรื่องที่ฝัน หรือบางคนอาจจะตื่นแล้วหัวเราะเพราะความฝันนี้น่าขัน เขาขำ ทุกทีที่ตื่นขึ้นมาเขาจะมีเรื่องหัวเราะ มีเสียงออกมาด้วย เพราะว่าขณะนั้นกำลังมีเรื่องที่ตลกในความคิดของเขา บังคับได้ไหม วิญญาณจริยา ความเป็นไปทั้งหมดที่จะต้องเป็น
ถ้าใช้คำที่เรียนมาแล้วบ้างคือ อเหตุกจิต คือจากภวังค์ก็จะต้องมีการรู้อารมณ์ รู้อารมณ์ขณะนั้นเป็นจิตประเภทไหน แสดงไว้ว่าเป็นจิตที่ใช้คำว่ามโนทวาราวัชชนะ ในภาษาบาลี หมายความถึงจิตที่รู้ว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือนึกถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด เร็วมากเลยแล้วก็ดับ
ขณะนี้ทุกคนกำลังคิด เป็นกุศลหรืออกุศลขณะที่คิด ถ้าไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล ต้องเป็นกิริยา ต้องเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย แค่คิดก็ไม่รู้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล รู้ไหมว่าพระอรหันต์แม้คิดก็ไม่มีกุศลหรืออกุศลเลย ใช้คำว่ากิริยาจิต เพราะเหตุว่าไม่เป็นเหตุให้เกิดผล แต่ถ้าเป็นกุศลหรืออกุศลตราบใด ก็ต้องเป็นปัจจัยให้ผลของกุศลหรืออกุศลนั้นเกิดขึ้น โดยเป็นจิตประเภทที่กรรมทำให้เกิดขึ้นเห็น หรือได้ยิน หรือได้กลิ่น หรือลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส นี่คือวิญญาณจริยา คือเกิดแล้วต้องเป็นไป จะให้เป็นภวังค์ตลอดไปไม่ได้ แม้แต่คิดนึกเป็นกุศลหรืออกุศล ก่อนกุศลและอกุศลเกิด ต้องมีจิตที่เกิดขึ้นคิด เป็นมโนทวาราวัชชนจิต นี่คือวิญญาณจริยา และเมื่อการคิดดับไปแล้วกุศลหรืออกุศลก็เกิดต่อ
แสดงให้เห็นว่าถ้าเป็นอกุศล เป็นอัญญาณจริยา คือแสดงความละเอียดของจิต และใช้คำให้รู้ว่าแม้ว่าหลับและตื่น ตื่นแล้วเป็นอะไรซึ่งมีความหลากหลายว่า ตื่นแล้วเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล แต่ถ้าตื่นแล้วเป็นอกุศล ไม่มีปัญญาแน่ๆ จึงเป็นอัญญาณจริยา
จิตเกิดขึ้นเป็นไป ตั้งแต่เกิดจนตายก็ไม่พ้นจากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทรงแสดงธรรมโดยหลากหลาย โดยนัยประการทั้งปวง เพื่อให้มีความเข้าใจว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา จนกว่าเราจะค่อยๆ สะสม แล้วมีความสามารถที่จะรู้สภาพธรรมที่ไม่ใช่เรา ในขณะที่สภาพธรรมนั้นกำลังปรากฏ ซึ่งขณะนี้จิตเกิดดับไปแล้วนับไม่ถ้วนโดยไม่รู้เลย แต่ด้วยพระมหากรุณาได้ทรงแสดงว่า เวลาที่ไม่ใช่ภวังคจิต ไม่ใช่จิตที่ไม่รู้อะไรเลยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่จะเป็นอย่างนั้นตลอดไปไม่ได้ ต้องมีวาระที่มีการเห็น หรือมีการได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แล้วก็เป็นกุศลหรืออกุศล ถ้าเป็นอกุศลใช้คำว่าอัญญาณจริยา ถามคุณคำปั่นว่า มีรูปศัพท์อย่างไรบ้าง
อ.คำปั่น สำหรับคำว่าอัญญาณ มีคำอยู่สองคำรวมกัน คำแรกคือ ณะบวกญาณ แปลงณะเป็นอะ แล้วก็ซ้อนญะเข้ามาเป็น อัญญาณ หมายถึงความไม่รู้
ท่านอาจารย์ นี่คือรูปภาษาที่ถูกต้อง ซึ่งภาษาบาลีเป็นภาษามคธี เป็นภาษาที่มีแบบแผนที่จะดำรงพระศาสนาไม่ให้คลาดเคลื่อน ทั้งอักขระ ทั้งการออกเสียงด้วย สระสั้น สระยาว อะไรต่างๆ ก็เป็นเรื่องของภาษา แต่ต้องไม่ลืมว่า คนที่พูดภาษามคธีได้เรียนหลักไวยากรณ์ก่อน หรือพูดก่อน เกิดมาจะต้องไปนั่งเรียนหลักก่อนแล้วถึงจะออกเสียงเป็นคำพูด เป็นเรื่องราวหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ ซึ่งก็เหมือนภาษาไทย เกิดมาก็ได้ยินแล้วก็จำ แล้วค่อยๆ พูด แล้วค่อยๆ เข้าใจกัน แต่นำมาเรียบเรียงให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงว่าภาษามีความสำคัญ ถ้าไม่เข้าใจก็ทำให้เข้าใจผิดได้ แต่ถ้ามีความเข้าใจถูกต้อง แม้ว่าจะออกเสียงภาษาไม่ถูกต้อง แต่สามารถที่จะทำให้เข้าใจได้
ดังนั้นให้ทราบว่า ขณะใดที่เป็นอกุศลเป็นอัญญาณ ต้องเป็นไป ต้องเห็น ส่วนใหญ่เห็นแล้วเป็นอกุศลก็สะสมไป แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความเข้าใจธรรมว่า ไม่ใช่เรา เป็นธรรม นั่นคือญาณที่จะทำให้ออกจากสังสารวัฏฏ์ เพราะฉะนั้นขณะใดที่เข้าใจธรรม ใช้คำว่าเข้าใจธรรม ไม่ได้ใช้คำว่าเป็นกุศลเท่านั้น แต่ใช้คำว่าเข้าใจสภาพธรรม จึงเป็นญาณ เป็นปัญญาจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตที่เป็นไปในสังสารวัฏฏ์ก็มีการเกิดขึ้น เป็นวิญญาณจริยา มีการเห็น มีการได้ยิน นี่คือโดยคร่าวๆ ถ้าโดยละเอียดก็ต้องกล่าวถึงจิตแต่ละขณะ แต่ละประเภท และเมื่อไหร่ที่เป็นอกุศลซึ่งคือส่วนใหญ่ เป็นอัญญาณจริยา เเละถึงแม้ว่าเป็นกุศลที่ไม่ใช่การเข้าใจธรรม ก็ยังไม่ใช่ญาณจริยาโดยนัยนี้ เพราะเหตุว่าต้องเกิดไปเป็นอรูปพรหมด้วยความสงบ สามารถที่จะรู้ว่าจิตขณะใดเป็นกุศล ขณะใดเป็นอกุศลต่างกับขณะที่เป็นกุศล แต่ยังไม่ได้รู้ความเป็นจริงว่าไม่ใช่ตัวตน เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิด เพราะฉะนั้นเป็นมิจฉาปฏิปทา เป็นรูปพรหม อรูปพรหม ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของธรรมได้ จึงไม่ใช่ญาณจริยา แล้วแต่ว่าจะทรงแสดงโดยนัยอะไร
ถ้าทรงแสดงโดยนัยของประเภทของจิต ขณะที่สามารถที่จะมีปัญญารู้ว่า ขณะใดเป็นกุศล ขณะนั้นเป็นปัญญาระดับหนึ่งใช้คำว่าญาณ แต่เมื่อกล่าวถึงวิญญาณจริยา อัญญาณจริยา และญาณจริยา ไม่กล่าวถึงกุศลประเภทอื่นนอกจากที่เป็นความเห็นถูกจริงๆ ที่จะออกจากสังสารวัฏฏ์
ด้วยเหตุนี้จึงต้องศึกษาพระธรรมโดยละเอียด โดยความเคารพยิ่ง ที่จะเข้าใจให้ถูกต้องตามพุทธประสงค์ ไม่ใช่เพียงแต่อ่านแล้วคิดเอง ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านสะสมความเข้าใจทีละเล็กละน้อยมานานเท่าไหร่ แสนกัปป์ ซึ่งกัปป์หนึ่งประมาณไม่ได้เลยว่านานเท่าไหร่ ไม่ใช่วันเดียว ไม่ใช่ชาติเดียว ไม่ใช่ร้อยชาติ ไม่ใช่พันชาติ แต่กัปป์หนึ่ง นับชาติไม่ได้ว่าเท่าไหร่ เเล้วเราจะต้องไปคิดทำไม
ขณะนี้มีโอกาสได้ฟังแล้ว ได้เข้าใจแล้วใช่ไหม วันนี้ทุกคนก็เข้าใจธรรม แล้วเริ่มเข้าใจแต่ละคำมากบ้างน้อยบ้าง ฟังไปอีกก็ยิ่งเข้าใจขึ้น อย่างเช่นได้ยินคำว่าจิต คำว่าวิญญาณ และคำว่าจริยา ความประพฤติเป็นไปของจิต จิตกำลังประพฤติเป็นไป ไม่ใช่เราเป็นไปเลย จิตทั้งนั้นเลย กำลังเป็นไป แล้วได้ยินคำว่าอารมณ์ อารมณ์คืออะไร คนที่ฟังแล้วเหมือนรู้ รู้จริงๆ หรือเปล่า
ผู้ฟัง อารมณ์เป็นที่ยินดีของจิต หรือเป็นสิ่งที่ให้จิตรู้
ท่านอาจารย์ ทำไมว่าเป็นที่ยินดีของจิต
ผู้ฟัง ตามความเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ให้จิตรู้
ท่านอาจารย์ ธาตุรู้เกิดขึ้น ต้องรู้ใช่ไหม เพราะเป็นธาตุรู้ ธาตุที่ไม่รู้จะไปรู้อะไรได้ไหม แข็งอย่างนี้เกิดเป็นแข็ง และแข็งจะเที่ยวไปรู้อะไรได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ธาตุที่ไม่ใช่ธาตุแข็ง แต่เป็นธาตุที่ต้องรู้ มีใช่ไหม เกิดขึ้นแล้วไม่รู้ได้ไหม
ผู้ฟัง ถ้าจิตเกิดแล้วต้องรู้
ท่านอาจารย์ เพราะเป็นธาตุรู้ต่างกับธาตุที่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นธาตุรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ใช่ไหม ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นเลย จิตรู้ได้ทุกอย่าง
ผู้ฟัง สิ่งที่ถูกรู้จึงเป็นอารมณ์ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ต้องคู่กัน เพราะมีสภาพรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ด้วย ใช่ไหม เพราะฉะนั้นจิตจะยินดีอะไร
ผู้ฟัง ยินดีในสิ่งที่ถูกรู้หรือ?
ท่านอาจารย์ หมายความว่าไม่ไปไหนเลย เกิดเมื่อไหร่ก็ไปสู่อารมณ์ รู้อารมณ์ ต้องรู้อารมณ์ จะให้จิตไปที่อื่นไม่ได้เลย นอกจากไปสู่อารมณ์ที่ปรากฏ ซึ่งจิตเกิดขึ้นแล้วต้องรู้สิ่งนั้นตามเหตุตามปัจจัย อย่างเช่น จิตเห็นจะไปยินดีในเสียงได้ไหม เสียงเป็นอารมณ์ของจิตเห็นได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็แสดงว่า แม้จะมีความหมายเป็นที่มายินดีของจิตก็ตาม แต่หมายความว่าเพราะจิตไม่ไปไหนเลย ไปสู่อารมณ์ที่ปรากฏอย่างเดียว มั่นคง ซื่อสัตย์ ถ้าจะใช้คำนั้นคือซื่อสัตย์ต่ออารมณ์ที่ปรากฏ คือรู้อารมณ์นั้น ไม่ไปสู่อารมณ์อื่นเลย ก็เป็นเพียงพยัญชนะที่พยายามที่จะให้เข้าใจความหมายของธาตุรู้ ซึ่งเกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเฉพาะความเป็นธาตุนั้นๆ เช่น จิตเห็น จะไปยินดีมีอารมณ์เป็นเสียงไม่ได้ ที่มายินดีของจิตที่เป็นอารมณ์ของจิตเห็นต้องเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะว่าจิตนี้ไม่มีใครบังคับไปทำให้เกิดได้ นอกจากเมื่อมีจักขุปสาทและมีสิ่งที่กระทบจักขุปสาท
ถ้าไม่มีธาตุรู้ก็ไม่มีอะไรที่จะปรากฏได้เลยใช่ไหม แต่ทำไมมีเห็นเดี๋ยวนี้ แล้วเป็นเห็นด้วยไม่ใช่ได้ยิน ก็เพราะเหตุว่าธาตุนี้เกิดเพราะมีอะไรเป็นปัจจัย ก็ต้องตรงกับความที่ปัจจัยนั้นเป็นอย่างนั้นให้เกิดขึ้น คือเมื่อมีการกระทบกันของสิ่งที่ปรากฏทางตากับจักขุปสาท เป็นปัจจัยให้มีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น นี่คือการที่จะเข้าใจสิ่งที่มีโดยความเข้าใจขึ้นๆ ในความเป็นธรรม ไม่ใช่ตัวตน แล้วเมื่อไหร่จะรู้ว่าขณะนี้ไม่ใช่เราที่เห็น ไม่ต้องถามแล้วใช่ไหม ค่อยๆ เข้าใจขึ้นๆ ๆ เเละฟังเเล้วว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เป็นธรรมอย่างเดียวที่สามารถปรากฏให้เห็นได้โดยอาศัยจักขุปสาท
ฟังอย่างนี้เเล้วก็ลืมไปเรื่อยๆ กี่ชาติ ถึงกัปป์หรือยัง แล้วท่านพระอัญญาโกณฑัญญะฟังนานเท่าไหร่ ไม่ใช่หนึ่งกัปป์ ไม่ใช่สองกัปป์ ไม่ใช่ร้อยกัปป์ แต่เป็นแสนกัปป์ แล้วเกิดดับจริงไหม ถ้าจริง อะไรรู้ได้ ต้องเป็นธรรมที่เริ่มเข้าใจถูก และไม่ไปสู่อย่างอื่นเลย ในขณะที่สิ่งนี้ปรากฏก็มีการเข้าใจความจริงของสิ่งนี้ว่า แค่ปรากฏให้เห็นเท่านั้นเอง แล้วก็จากโลกนี้ไป ทันทีที่ไปสู่โลกใหม่ก็ไม่เห็นสิ่งที่ปรากฏในชาตินี้แล้ว
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
