ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
ตอนที่ ๑๖๕๕
สนทนาธรรม ที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร
วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ เพราะรู้ความจริง รู้จักธรรมว่าเป็นธรรมด้วย เมื่อเข้าใจว่าเป็นธรรม อะไรที่จะไม่สบายก็ไม่มี ใช่ไหม เพราะว่าขณะนั้นเข้าใจ นี่คือความละเอียดของธรรม ฟังแค่นี้ เข้าใจแค่นี้ ยังได้ประโยชน์แค่นี้ ถ้าเข้าใจมากกว่านี้ ประโยชน์จะมากกว่านี้แค่ไหน ที่จริง ถ้าจะกล่าวว่า ในห้องนี้คือความว่างเปล่า ได้ไหม เมื่อสักครู่นี้บอกว่ามีสิ่งที่มีจริง ตอนนี้กลับบอกว่าว่างเปล่า ไม่ได้ค้านกันเลยถ้าเป็นความเข้าใจ ว่างเปล่าเมื่อไหร่ เกิดแล้วดับไป เหลือไหม แต่ละขณะเกิดแล้วดับไป เกิดแล้วดับไป เกิดแล้วดับไป เหลือไหม ไม่มีอะไรเหลือเลย ใช่ไหม แต่ว่ายังไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วเป็นอย่างนั้น ว่าง จากการที่ไม่เป็นคนนั้น เราเข้าใจว่าขณะนี้มีหลายคนนั่งอยู่ที่นี่ แต่จริงๆ แล้วเป็นธรรมทั้งหมดซึ่งเกิดแล้วดับ
เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่เกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ ว่างไหม ขณะที่ดับไปแล้วคนอยู่ที่ไหน เห็นอยู่ที่ไหน ขณะที่มีเห็นเพราะเห็นเกิด และเมื่อเห็นดับไปแล้ว ว่างจากเห็นไหม ขณะที่ไม่มีได้ยิน แล้วก็ได้ยิน เมื่อได้ยินเสร็จก็ดับไป เวลาที่ได้ยินดับไปแล้ว ว่าง ไม่มีได้ยินนั้นอีกหรือเปล่า
ดังนั้น ถ้าคิดจริงๆ จะไม่มีอะไรเลย ถ้าไม่มีธรรมเกิดขึ้น และความจริงก็เป็นอย่างนั้น แต่เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะดับปัจจัยที่จะให้ธรรมเกิด ธรรมก็ต้องเกิด แต่เกิดแล้วสามารถที่จะเห็นความว่างจากความเป็นเรา จากความเป็นสาระ จากความเป็นตัวตน เพราะว่าเกิดแล้วหมดไป ไม่กลับมาอีกเลยแล้วจะเหลืออะไร
ตราบใดที่มีเหตุปัจจัยก็ยังมีตรงนี้ มีคนนี้ มีความคิดอย่างนี้ มีความเข้าใจอย่างนี้ แต่ตราบใดที่หมดปัจจัยที่จะให้เกิดคือ ว่าง ไม่เหลืออีกเลย ถ้ารู้จริงๆ ก็คือสิ่งนี้เกิดแล้ว และสิ่งที่เกิดดับไปไม่มีเหลืออีก เหมือนอากาศไหม ว่างเปล่าจริงๆ ไม่มีใครเลย ไม่เหลือใครเลยด้วย แม้แต่เราที่คิดว่ามีวันนี้ ถ้าเราจากโลกนี้ไปแล้วก็คือไม่มีอีกเลย เหมือนบ้านหลังหนึ่ง จากที่ว่างๆ อยู่แล้วก็นำเหล็ก ดิน อิฐ อะไรๆ มาทำเป็นบ้านหนึ่งหลัง แล้วเวลาที่รื้อบ้านหลังนั้นออก ยังมีบ้านหลังนั้นที่เราเห็นไหม ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นก็เหมือนกัน ขณะนี้มีธรรมแต่ไม่รู้ก็เหมือนมีเรา
เวลาที่ธรรมแต่ละอย่างดับไปๆ ๆ ไม่เหลือเลยก็เหมือนความว่าง ถ้าเข้าใจจริงๆ เป็นปัญญาจริงๆ ก็ต้องเป็นว่าง คือไม่มีอะไรเหลือเลย ปล่อย ละ วาง ไหม เพราะไม่มีอะไรเหลือ แต่ถ้าตราบใดยังมีเหลือก็ต้องเป็นเราหรือของเรา แต่ถ้าไม่เหลือเลย คิดดูแล้วกันว่า ต้องว่างจากการที่จะถือว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ และว่างโดยที่ไม่มีเหลือเลยด้วยจริงๆ แต่เมื่อมีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อ ที่ไม่เหลือเมื่อสักครู่นี้ก็มีอย่างอื่นปรากฏให้เหมือนกับว่ายังมีอยู่ ยังมีอยู่เรื่อยๆ แต่ความจริงก็เหมือนอากาศที่หมดไปๆ ๆ แล้วก็ไม่มีอะไร
ผู้ฟัง ขอให้ขยายความหมายของคำว่า ว่าง ให้ลึกซึ้งกว่านี้
ท่านอาจารย์ ไม่มีอะไรเลย ว่างไหม
ผู้ฟัง ไม่มีอะไรเลย ว่าง
ท่านอาจารย์ เมื่อมีแล้ว ว่างไหม
ผู้ฟัง ไม่ว่าง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีอะไรเลย ขณะนั้นสภาพธรรมมีไหม
ผู้ฟัง ไม่มีอะไรเลยก็ไม่มีสภาพธรรมนั้นๆ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ว่างไหม
ผู้ฟัง ว่าง
ท่านอาจารย์ แล้วตอนนี้ว่างหรือเปล่า
ผู้ฟัง ตอนนี้ไม่ว่าง
ท่านอาจารย์ เพราะมี แล้วยิ่งไม่ว่างเมื่อยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นตัวตน แต่เมื่อไหร่สภาพธรรมนั้นว่างจากความเป็นตัวตน เพราะเกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย ว่างจากการที่จะเป็นสิ่งนั้นอีกต่อไปเพราะไม่มีเหลือแล้ว แต่เมื่อมีเหตุปัจจัยเกิดอีก ไม่ว่างอีก จนกว่าจะถึงที่สุดคือไม่มีปัจจัยเกิดเลยนั่นคือว่าง พ้นสภาพของการที่เป็นทุกข์เพราะเกิดดับ ตอนนี้เป็นเรา ว่างไหม
ผู้ฟัง ไม่ว่าง
ท่านอาจารย์ ในอดีต เมื่อพระผู้มีพระภาคยังไม่ทรงปรินิพพาน มีคนและเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย มีทั้งโลภะ โทสะ ความไม่สงบ มีอะไรๆ สารพัดอย่างใช่ไหม พระพุทธเจ้าสามารถจะบันดาลให้คนเหล่านั้นมาฟังแล้วเข้าใจ ได้ไหม ก็ไม่ได้ อย่าว่าใครเลย แต่ธรรมต้องเป็นธรรม ใครจะไปเปลี่ยนการสะสมและความนึกคิดของแต่ละคนไม่ได้
เพราะฉะนั้น ก็อนุโมทนาในกุศลของทุกคน ในสังสารวัฏฏ์ที่ผ่านมาที่ทำให้มีปัจจัยที่จะได้เข้าใจพระธรรมด้วยการฟังด้วยความละเอียดรอบคอบ มิฉะนั้นก็จะไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะคิดเอง แค่อ่าน แค่ฟังแล้วคิดเอง ก็เป็นคำสอนของใครไปเลย ไม่ใช่คำสอนของพระองค์ซึ่งลึกซึ้งและเป็นความจริง แค่การเกิดดับนี้ก็ลองคิดดู ยังไม่ต้องถึงการเกิดดับ เพียงแค่จิต จิตของแต่ละบุคคลในวันหนึ่งๆ เกิดดับนับไม่ถ้วน ถูกไหม ตั้งแต่เช้าจนถึงเดี๋ยวนี้ไม่ใช่จิตเดียว
ดังนั้นจิตที่เกิดดับนับไม่ถ้วน ถ้ามีปัญญาสามารถจะเห็นความต่างกัน ถ้าไม่รู้ก็ไม่รู้ไปเลย ตั้งแต่เช้ามาจนถึงเดี๋ยวนี้ จิตอะไรต่ออะไรก็เกิดดับไปหมดแล้วไม่กลับมาอีก แต่ถ้ามีปัญญาสามารถที่จะรู้ความต่างกัน เดี๋ยวนี้เองที่เห็น เพียงแค่เกิดเห็นแล้วก็ดับ ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ หรืออโลภะ อโทสะ อโมหะ เกิดกับจิตนั้นได้เลย
นี่คือชีวิตของบุคคลที่เกิดในโลก ในภพ ในภูมิที่มีรูป มีเสียง มีกลิ่น มีรส มีการกระทบสัมผัสทางกาย กล่าวเพียงแค่ทางตา จิตเห็นเกิดขึ้นและดับไป หลังจากนั้นจะมีความชอบหรือไม่ชอบในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แค่นี้เราก็ไม่รู้ความต่างแล้วใช่ไหม ขณะที่เห็นไม่ใช่ขณะที่ชอบหรือไม่ชอบในสิ่งที่เห็น ทั้งวันเราเห็นมามากแค่ไหน ตั้งแต่ลืมตาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้
เราไม่มีความละเอียดที่จะเข้าใจตัวธรรมซึ่งเกิดดับสืบต่อเป็นไป เเต่เวลาที่เริ่มฟังธรรมก็เห็นว่าต่างกันแล้วใช่ไหม เมื่อไม่ได้ฟังเลยกับการที่เริ่มฟัง เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นกุศลนี้ก็มีความเข้าใจเกิดร่วมด้วย ต่างกับขณะเพียงเห็นแล้วก็เป็นโลภะบ้าง เป็นโทสะบ้าง คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้บ้าง กับขณะที่ได้ฟังแล้วมีความเข้าใจ
เพราะฉะนั้น จิตหลากหลายมากมายไม่ใช่ของใครเลยทั้งสิ้น บังคับบัญชาไม่ได้ นี่คือปัญญาขั้นฟัง ความสงบที่ว่าฟังแล้วสบาย ฟังแล้วสงบ ชั่วขณะที่กำลังเข้าใจขณะนั้น และลองเทียบกับถ้ามีปัญญามากกว่านั้น ความสงบจะมากกว่านั้นไหม แล้วเราสามารถที่จะคิดถึงสภาพจิตที่ประกอบด้วยปัญญาที่สงบขึ้นได้ไหม ในเมื่อไม่เคยเกิด นี่แสดงความหลากหลายแต่ละขณะของจิต ซึ่งเราก็ศึกษาจากตำราว่ามีจิตประเภทต่างๆ กามาวจรจิตเป็นไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ รู้แต่สิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูกลิ้น กาย แล้วคิดแต่เรื่องนั้นไม่ได้คิดเรื่องอื่น เช่น คิดเรื่องอนุสาวรีย์เพราะเห็น เมื่อเห็นแล้วก็คิดเรื่องนั้น จะไม่คิดเรื่องอื่น เมื่อได้ยินเขาพูดอะไร เราก็คิดเรื่องที่เขาพูด ไม่ได้คิดเรื่องอื่น
เพราะฉะนั้น ทางใจก็จะคิดตามสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตระดับหนึ่งเป็นอย่างนั้น แต่อีกระดับหนึ่งที่สงบเล็กน้อย กับอีกระดับหนึ่งซึ่งสงบมากขึ้น จากการที่ไม่รู้ลักษณะของความสงบของจิตที่สงบ สบายขณะฟัง แล้วถ้ามากๆ ๆ ขึ้นกว่านั้น จะสงบมากกว่านั้นสักแค่ไหน ก็ไม่รู้ใช่ไหม
จนกระทั่งถึงที่ทรงแสดงไว้ว่าเป็นประเภทของรูปฌาณ อรูปฌาณ ลองคิดเทียบกับเห็นแล้วก็ชอบหรือไม่ชอบ ก็ต้องห่างไกลกันมาก เทียบกับเห็นแล้วเกิดกุศลจิต แม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องห่างกันกับเวลาที่เป็นอกุศล และเทียบกับขณะที่เป็นกุศลที่ไม่เข้าใจธรรม กับกุศลที่กำลังฟังแล้วเข้าใจธรรม สภาพของจิตก็ต่างกัน และถ้ามีความรู้ว่าขณะใดสงบ ขณะใดไม่สงบ ที่กล่าวถึงวิตก วิจาร พวกนี้เป็นเพียงชื่อ แต่ลักษณะของเจตสิกซึ่งจากเห็นแล้วก็มีวิตกเกิดร่วมด้วย คือรับรู้ จนกระทั่งถึงชอบหรือไม่ชอบ กับขณะที่รู้ว่าเห็นเเล้วนำมาซึ่งอกุศลยาวเหยียดเลย เพราะฉะนั้น จะสงบได้ต่อเมื่อไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น แล้วก็สามารถที่จะตรึก นึกถึงสิ่งที่ทำให้จิตสงบเพิ่มขึ้นจนสงบได้
ดังนั้น ความต่างห่างไกลของจิตจึงมีมากมายหลายขณะ ไม่ใช่อยู่ในหนังสือ หรือแม้แต่ทรงแสดงธรรมก็เพื่อให้รู้สภาพของจิตในขณะนั้น เพราะผู้ฟังในขณะนั้นฟังแล้วไม่เข้าใจก็มี ฟังแล้วเริ่มเข้าใจก็มี ฟังแล้วสงบมากก็มี ฟังแล้วขณะนั้นปัญญาเกิดขึ้น สามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมก็มี ตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งแต่ละบุคคล แม้แต่คนเดียวก็มีจิตหลายขณะหลายประเภท แล้วถ้าแต่ละทุกคนก็ยิ่งต่างกันไปตามการสะสมของจิตแต่ละขณะที่มีการรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใด จนกระทั่งถึงการที่รู้ว่าไม่ใช่ตัวตนจริงๆ เพราะประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมไม่ว่าจะเป็นธรรมระดับใด ระดับที่กำลังวุ่นวาย ระดับขุ่นเคือง ระดับติดข้อง ระดับที่สงบ ระดับรูปฌาน อรูปฌาน ปัญญาสามารถที่จะเห็นถูกตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ขณะนั้นก็ต้องต่างกับขณะซึ่งไม่รู้อะไรเลย
ทั้งหมดนี้คือการที่จะรู้จักตัวเองตามความเป็นจริงว่า เริ่มเข้าใจธรรมถูกต้องหรือเปล่า เพราะถึงแม้ว่าคนในครั้งก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ สามารถที่จะสงบถึงขั้นอรูปฌาณ แต่ไม่ใช่พุทธพจน์เพราะว่ายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังไม่ได้ทรงแสดงธรรม แต่เมื่อทรงตรัสรู้และทรงแสดงพระธรรมแล้ว ธรรมทั้งหมดที่เป็นพุทธพจน์ เป็นธรรมเตชะ ธรรมเดช ที่สามารถจะเผาอกุศลทั้งหมดถึงการดับเป็นสมุจเฉทได้ นี่คือสภาพธรรมจริงๆ เป็นจริงอย่างนี้ทุกกาลสมัย
ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับการสะสมของแต่ละบุคคล แต่ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดแล้วไม่ประมาทในคำสอน และรู้ว่าถ้าตราบใดฟังไปเท่าไหร่ๆ แต่ยังไม่รู้จักตัวธรรมขณะนี้ ก็คือว่าการฟังขณะนั้นเป็นปัจจัยอีกนานกว่าจะทำให้สามารถที่จะรู้ตัวจริงๆ ของธรรมได้เพราะกำลังเป็นธรรม สบายใจไหม เข้าใจและอะไรจะเกิดก็คือเกิด เป็นธรรม อย่างเช่น ตอนกำลังเดือดร้อนข่าวคราวต่างๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าเกิดเพราะเหตุปัจจัย ถ้าไม่รู้ว่าเกิดเพราะเหตุปัจจัย ยังคิดจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยความคิดว่าเป็นเราที่ทำ แต่ไม่ใช่ห้ามความคิด คิดเกิดก็ต้องรู้ นี่คือการที่จะเข้าใจธรรม คือเข้าใจตลอดทั้งหมด คิดก็ต้องเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัย ไม่ใช่ว่าใครจะไปห้ามความคิดได้ หรือถ้าคิดไม่ดีเกิดขึ้นก็มีปัจจัยที่จะคิดอย่างนั้น ใครจะไปห้ามไม่ให้ความคิดไม่ดีเกิดขึ้น และใครอยากจะให้คิดดีเกิด ถ้าไม่มีปัจจัยคิดดีนั้นก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงต้องมีความเข้าใจธรรมละเอียดขึ้นจนกระทั่งมั่นคงจริงๆ
ถ้าเพียงระลึกได้ว่าเกิดแล้วและต้องเป็นอย่างนี้ คลายไปได้มากใช่ไหม ไม่อย่างนั้นแล้วก็ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้ ใครมาทำให้เป็นอย่างนี้อะไรอย่างนี้ วุ่นวายอยู่มากมาย แต่เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครเลย อกุศลเกิดเพราะเหตุปัจจัย กุศลเกิดเพราะเหตุปัจจัย ผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรมก็เกิดเพราะเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น ในขณะที่เราไม่ได้กันไม่ให้เกิดทุกข์ หรือไม่ได้ป้องกัน หรือแก้ไขที่จะไม่ให้เกิดความไม่สบายใจ เมื่อมีเหตุปัจจัยเกิดแล้วก็เข้าใจ
ผู้ฟัง ตามความรู้สึกของผม ไปไหนพยายามระลึกเสมอว่า ตัวเราไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ทำให้ละคลายความยึดมั่น กิเลสเบาบางไป เมื่อมีอะไรกระทบมาเราก็คิดว่าเป็นอนัตตา ปัญญาก็เพิ่มขึ้นมาทีละน้อยละน้อย
ท่านอาจารย์ เห็นไหมว่าเพียงขั้นคิด เมื่อก่อนที่จะได้ฟัง เวลาโกรธหรือเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น จะไม่มีการระลึกหรือคิดว่าเป็นธรรมเลย ใช่ไหม แต่เวลาที่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วคิดว่าเป็นธรรม แม้แต่ความคิดก็บังคับไม่ได้ ทำไมเมื่อก่อนนั้นเราไม่ได้คิด แล้วเราก็ไม่ได้คิดได้ทุกครั้งด้วย บางครั้งคิดได้ บางครั้งก็คิดไม่ได้ แสดงว่าแม้แต่ความคิดก็ไม่มีใครไปบังคับ เริ่มเข้าใจความหมายของคำว่า สังขารขันธ์
ดังนั้น การเข้าใจธรรมต้องละเอียดขึ้นเป็นแต่ละคำ อย่างเรารู้ว่าธรรมที่มีจริง ใช้คำว่าธรรม มีจริง ปรมัตถธรรมคือมีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง ซึ่งใครก็เปลี่ยนลักษณะนั้นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ เช่น โกรธ จะให้เป็นเมตตาไม่ได้ แข็งเกิดแข็งเกิดเป็นแข็ง มีลักษณะแข็ง จะเปลี่ยนเป็นหวานก็ไม่ได้ นี่คือปรมัตถะ หมายความว่าธรรมนั้นๆ เป็นอย่างนั้น ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือบังคับบัญชาได้
ปรมัตถธรรมมีจิต ธาตุรู้ สภาพรู้ ขณะนี้ทั้งหมดที่เห็น ที่ได้ยิน มีเจตสิกเกิดร่วมกัน แล้วก็มีรูป นิพพานไม่เกิดไม่ดับ เพราะฉะนั้น ขณะนี้มีสภาพธรรมที่เกิดดับ ซึ่งเราก็ได้ยินคำว่าจิต เจตสิก รูป ทุกคนที่เคยได้ยินก็ทราบว่าคืออะไร ยังจำแนกให้เห็นว่าเป็นขันธ์เพื่อให้เรารู้ว่า แม้แต่ขณะที่คิดเป็นขันธ์ไหน รูปคิดไม่ได้เลย เวทนาก็เป็นเพียงความรู้สึก สัญญาก็จำ จำทั้งหมดขณะนี้เป็นลักษณะของสัญญา แต่นอกจากนั้นแล้วเป็นสภาพของธรรมที่เป็นสังขารขันธ์ แม้แต่คิด วิตกเจตสิก วิจารเจตสิก มนสิการเจตสิก ทั้งหมด นอกจากเจตสิกที่เป็นเวทนากับสัญญาแล้ว เป็นสังขารขันธ์ทั้งหมด
จะเห็นได้ว่าถ้าไม่มีการฟังธรรมมาก่อน จะเกิดระลึกได้บ่อยๆ ไหมว่า เมื่ออะไรเกิดขึ้นก็เป็นอนัตตา มีปัจจัยก็เกิดขึ้น ดังนั้นจะไม่รู้เลยว่าแม้แต่คิด และแม้แต่คำว่าสังขารขันธ์ที่เราชินปาก เราก็ไม่รู้ว่าขณะนั้นเองทำไมเกิดขึ้นมาเป็นอย่างนั้นได้ ก็คือเป็นหน้าที่ของเจตสิกที่เป็นสังขารขันธ์ เพราะฉะนั้น ขณะนี้ไม่มีใครสักคน แต่มีจิต มีเจตสิก แล้วก็มีรูป สำหรับจิตก็เป็นวิญญาณขันธ์ เป็นธาตุที่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนี้เห็นอะไรนั่นคือจิตมีหน้าที่เห็น เจตสิกก็คือสังขารขันธ์ที่เกิดกับจิต
ด้วยเหตุนี้ เรามักจะลืมว่าเป็นเรา แต่จะเห็นการที่ทรงพระมหากรุณาแสดงความละเอียดของจิต เจตสิก รูป ว่าขณะใดก็ตามที่ไม่ใช่รูปขันธ์ ไม่ใช่ความรู้สึก ไม่ใช่ความจำ แม้แต่คิดก็มีเจตสิกมากมายที่เกิด ทำหน้าที่ของสังขารขันธ์ให้คิดอย่างนี้ ขณะนี้ทุกคนกำลังคิดใช่ไหม เราบังคับให้คิดอย่างนี้หรือเปล่า แต่สภาพธรรมที่เคยได้ยินได้ฟัง หรือว่าเคยคิดอย่างอื่น ทำให้สามารถที่จะเกิดความคิดอย่างนั้นขึ้นมาได้
ด้วยเหตุนี้ กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา ประโยชน์ของการฟังทุกเรื่อง คือให้มีความเข้าใจในขณะนั้นๆ ไม่ใช่เพียงแต่จำชื่อ แต่ให้รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังทำหน้าที่นี้ เดี๋ยวนี้ จิตก็ทำหน้าที่ของจิต กำลังเห็น กำลังได้ยิน เวทนาก็ทำหน้าที่ของสภาพที่รู้สึก แล้วแต่ว่าจะสุข จะทุกข์ จะโสมนัส โทมนัสหรือเฉยๆ สัญญาก็ทำหน้าที่อยู่ทุกขณะเลย จำคำว่าธรรม คิดคำว่าธรรม แต่นอกจากนั้นแล้วคือเจตสิกทั้งหมดที่ปรุงแต่ง จนกระทั่งเป็นความคิดแต่ละขณะประกอบด้วยสัญญาและความจำ
ถ้าไม่จำก็ไม่คิด เมื่อจำและคิดแล้วก็รู้สึกในขณะที่กำลังจำและคิดด้วย เพราะบางครั้งเราจำเรื่องที่เราไม่น่าพอใจเลย สิ่งนั้นไม่น่าพอใจปรุงแต่งให้จำความที่เป็นอย่างนั้น แล้วก็คิดอีกครั้งหนึ่งด้วยความไม่สบายใจหรือไม่พอใจ ทั้งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เกิดพร้อมกัน แยกกันทำหน้าที่ของสภาพธรรมนั้นๆ อยู่ตลอดเวลา
เราจะไม่รู้ว่าการได้ยินได้ฟังขณะนี้ สังขารขันธ์ทำหน้าที่ตลอดเวลาเลย ทุกครั้งที่มีจิตเกิดขึ้นต้องมีเจตสิก ซึ่งจะขาดเจตสิกที่เป็นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ไม่ได้ ทำหน้าที่อยู่ตลอดเวลาขณะนี้ แล้วแต่ว่า ถ้าคิดอีกก็เพราะการฟังขณะนี้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ทำให้มีการที่จะนึกถึงสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เป็นสังขารขันธ์ต่อไปอีก
เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถที่จะมีปัญญามากอย่างที่เราหวัง แต่ปัญญาที่เกิดในขณะนี้เป็นสังขารขันธ์ ปรุงแต่งอย่างแนบเนียนที่สุด ไม่มีใครรู้เลยว่า ขณะนี้คือหน้าที่ของธรรมทั้งนั้นเลย ทั้งเจตสิกต่างๆ เกิดขึ้นทำกิจการงานเฉพาะของตนของตน แต่ละขณะ เพื่อที่จะทำให้สภาพจิตขณะต่อไปเกิดขึ้นเป็นอะไร เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลมากน้อยขนาดไหน ก็ขณะนี้เองสังขารขันธ์กำลังทำหน้าที่อย่างเนียนมาก ไม่มีใครรู้การทำหน้าที่ของสังขารขันธ์ของธรรมเลย ทั้งจิต เจตสิก ที่เกิดดับอยู่ขณะนี้ ใครรู้ แต่ก็เป็นจริงอย่างนั้น
ผู้ฟัง เคยได้คุยกันเรื่อง จาคะกับทาน
ท่านอาจารย์ ถ้าเราเข้าใจว่าภาษาสองภาษานั้นต่างกัน ความหมายของภาษาบาลีก็อย่างหนึ่ง ภาษาไทยเราก็อีกอย่างหนึ่งใช่ไหม แต่เพราะว่าเราไม่ได้พูดภาษาบาลี ไม่ได้คิดภาษาบาลี ไม่ได้จำภาษาบาลี ไม่ได้เข้าใจภาษาบาลี เมื่อเราได้ยินคำบาลีเเล้ว แต่เพราะเราไม่รู้สภาพธรรมก็เลยยังสงสัยว่าคำที่เราได้ยินหมายความถึงธรรมอะไร ใช่ไหม
เพราะฉะนั้น เวลาที่พูดถึงจาคะ หมายความถึงสละ อย่าลืม ทาน (ทา-นะ) คือการให้ สองคำนี้ต่างกันใช่ไหม สละกับให้ สละทุกอย่างไม่ใช่เฉพาะวัตถุ ถ้าเป็นการให้ เราให้วัตถุเพื่อประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น หรืออาจจะอภัยให้เพื่อทำให้เขาไม่ต้องเดือดร้อน ให้ความไม่เป็นภัยกับเขาก็เป็นการให้ แล้วก็ให้ธรรมทาน ให้ธรรม ซึ่งหมายถึงว่าไม่ใช่วัตถุแบบอามิส รูป เสียง กลิ่น รส อาหารอะไรต่างๆ แต่ให้ความรู้ถูก ความเห็นถูก ก็เป็นการให้ แต่จาคะเป็นการสละ ขณะที่วิรัติทุจริต สละหรือเปล่า สละอกุศลหรือเปล่า แต่ไม่ใช่ให้แบบวัตถุ
จาคะ หมายความถึงขณะที่ละ หรือสละอกุศล ก็เป็นเรื่องของภาษาอย่างหนึ่ง และเป็นเรื่องของความเข้าใจธรรมด้วย เพราะว่าถ้าจะกล่าวแต่เพียงภาษาก็จะสงสัยว่า ทานเป็นจาคะหรือเปล่า แล้วจาคะคือเฉพาะทานเท่านั้นหรือ ถ้าเรามีความเข้าใจถูกต้องว่า จาคะคือการสละ ทานคือการให้ แล้วแต่ว่าจะเป็นวัตถุ หรือจะให้ความไม่เป็นภัยกับบุคคลนั้น หรือจะให้ความรู้ ความเข้าใจถูก ซึ่งก็เป็นการให้ แต่จาคะเป็นการสละ ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะทานหรือวัตถุ ศีลก็เป็นจาคะ ปัญญาสละหรือเปล่า ก็สละความเห็นผิด ความไม่รู้
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องของภาษา แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจธรรม ถ้ามีความเข้าใจธรรมจริงๆ เราจะต้องกังวลไหมว่าแล้วนี่เรียกอะไร ใช่ไหม อย่างเช่น สภาพรู้ ธาตุรู้ ขณะที่กำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด และนี่คือจิตอะไร จะต้องเรียกไหม แต่ว่ารู้ลักษณะของธาตุนั้น ไม่ต้องใช้ชื่อเลย เวลาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ไม่มีชื่อ เพราะว่าเป็นการรู้ลักษณะของธรรมที่เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องมีชื่อใดๆ มาบอกว่า นี่อายตนะ หรือธาตุ หรือปฏิจจสมุปบาท แต่ว่าการเป็นธรรมในลักษณะนั้นๆ ปรากฏกับพระองค์ โดยนัยประการต่างๆ
ดังนั้น ต้องเข้าใจทั้งในเรื่องของภาษา ในเรื่องของธรรม ตัวธรรม ถ้าเรามีความเข้าใจธรรม เราก็ไม่สับสน ในภาษาบาลีก็จะมีคำมากมาย ซึ่งถ้าไม่เข้าใจตัวธรรมจริงๆ จะทำให้เข้าใจคำสอนนั้นผิดได้
บางคนจะชอบมากเลยเรื่องมหาสติปัฏฐาน แล้วสติคืออะไร รู้หรือเปล่า ไม่รู้ธรรมที่เป็นตัวสติ แต่ว่าสนใจสติปัฏฐาน ไปอ่านสติปัฏฐานเเละก็เริ่มต้นจากลมหายใจ จะรู้ลมหายใจโดยไม่รู้ว่าสภาวะที่เป็นลมหายใจนั้นเป็นอย่างไร ไม่รู้ความเป็นธรรมของลมหายใจ นั่นคือจะทำอะไรก็ไม่รู้ใช่ไหม หลงว่ากำลังเป็นมหาสติปัฏฐาน กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน บรรพที่หนึ่ง ซึ่งนั่นไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเเค่เพียงอ่านแล้วก็คิดแล้วก็ทำ โดยไม่มีปัญญาอะไรเลย ซึ่งคำสอนทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของปัญญา เพราะปัญญานั่นเองที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมี ที่จะถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญญาที่ไม่มีใครเทียบเท่าได้เลย เพราะว่ารู้ความจริงแท้ของธรรมโดยประการทั้งปวง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
