ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657


    ตอนที่ ๑๖๕๗

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ มีความหวงแหน มีความริษยา มีความสำคัญตน ทั้งหมดซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีก็เกิดขึ้น เพราะการไม่รู้ว่าเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่ตัวตน

    อ.อรรณพ พระธรรมทั้งหมดแสดงอกุศลตามความเป็นจริงว่า อกุศลมีลักษณะอย่างไร มีโทษอย่างไร กุศลมีคุณประโยชน์เกื้อกูลอย่างไร การอบรมเจริญปัญญาให้เข้าใจความจริงในขณะนี้เป็นอย่างไร ซึ่งเหมือนกับฟังแล้วก็ชินคำ จำเรื่องไปเท่านั้นใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ได้น้อมไปตามธรรมเลย ก็ดูเหมือนเป็นผู้ว่ายาก คือว่ายากในการที่จะน้อมไปในพระธรรม เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ผู้ประพฤติธรรม เพราะว่าผู้ที่ประพฤติธรรมคือผู้ที่ฟังพระธรรมแล้ว มีการสะสมในอดีตมาที่จะมีการปรุงแต่ง เห็นประโยชน์แล้วก็เป็นไปในทางธรรม แล้วธรรมฝ่ายดีคือโสภณธรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศรัทธา สติ ปัญญา เมตตา หรืออะไร ก็ปรุงแต่งให้จิตขณะนั้นเป็นกุศลทันทีในขณะนั้น เป็นการรักษาจิตในขณะนั้น

    ผู้ฟัง ถ้าเรานับถือพุทธ เมื่อป่วยไข้รู้ว่าจะต้องตายแน่ จะต้องท่องพุทโธจนกว่าจะสิ้นใจดีไหม หรือว่าจะต้องมีสติตามรู้กายใจตลอดจนกว่าจะตาย

    ท่านอาจารย์ เรื่องของความตายก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะว่าทุกคนเกิดมาแล้วต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน แล้วไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่า จะจากไปเมื่อไหร่และด้วยอาการอย่างไร แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือจากไปแน่ พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยจะกลับมาอีกไม่ได้เลย

    ดังนั้น ในขณะที่มีชีวิตอยู่เป็นมนุษย์แล้วมีโอกาสได้ฟังพระธรรม ก็ประเสริฐกว่าภพภูมิอื่นซึ่งไม่สามารถที่จะมีการฟังพระธรรมได้ เช่น ในอบายภูมิ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดในนรก เป็นต้น ก็ไม่สามารถที่จะได้มีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เพราะเหตุว่าปฏิสนธิจิต หรือจิตที่เกิดเป็นอย่างนั้น เป็นผลของอกุศลกรรม

    เพราะฉะนั้น คิดถึงการที่เราได้อยู่ในโลกนี้ แล้วมีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมให้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะว่าจากโลกนี้ไปแล้ว ใครรู้แน่นอนว่าจะไปที่ไหน ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย แม้แต่ผู้ที่ได้ทำกุศลไว้มาก เช่น พระนางมัลลิกา มเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ไปสู่นรก ท่านทำบุญไว้มาก แต่ว่าเมื่อถึงกาลที่จะสิ้นชีวิต จะเลือกได้ไหมว่าจะให้กรรมไหนให้ผล เพราะกรรมที่ได้กระทำแล้วก็มีมากไม่ใช่แต่เฉพาะในชาตินี้

    ถ้าเราจะคิดถึงที่เกิดมาแล้วตั้งแต่เด็กจนถึง ณ วันนี้ ลองคิดถึงกรรมว่า เป็นอกุศลกรรมอะไรบ้าง และกุศลกรรมอะไรบ้าง ที่ได้กระทำแล้ว ก็ยังเลือกไม่ได้ว่ากรรมไหนจะให้ผล เพราะแม้ว่าจากโลกนี้ไปจะสู่ภพภูมิที่เป็นสุคติภูมิ อาจจะเกิดเป็นมนุษย์อีก หรืออาจจะเกิดในสวรรค์ หรือจะเกิดที่ใดก็แล้วแต่ ก็ต้องตายอีกใช่ไหม ไม่มีที่ไหนเลยที่มีการเกิดแล้วไม่มีการตาย เกิดแล้วตาย แล้วก็เกิดแล้วก็ตาย แล้วก็เกิดแล้วก็ตาย เป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด แต่ว่าเมื่อเกิดมาแล้วดูเหมือนว่าสิ่งซึ่งเราได้รับทางตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ เป็นสาระ เป็นสิ่งที่เราหวัง เป็นสิ่งที่เราต้องการ แต่ถ้ารู้ความจริงว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏในแต่ละขณะของชีวิต เพียงชั่วคราวที่สั้นมากแล้วไม่กลับมาอีก

    เมื่อเช้านี้เห็นอะไรบ้าง หมดแล้ว เเต่เหมือนเห็นสิ่งนั้นอีก ซึ่งความจริงไม่ใช่สิ่งเดิม เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่จะปรากฏได้ต้องมีการเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดจะปรากฏให้เห็นว่ามีสิ่งนั้นได้อย่างไร แม้แต่เสียง ถ้าเสียงไม่เกิด ใครจะรู้ว่าเสียงนี้เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นเสียงอื่น ซึ่งแต่ละเสียงที่เกิดก็ต่างๆ กันไป เสียงที่เกิดดับแล้ว แม้ว่าเสียงที่ได้ยินต่อไป จะเหมือนหรือคล้ายเสียงเดิมแต่ก็ไม่ใช่เสียงเดิม ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่หมดสิ้นไปแล้วจะกลับมาอีกได้

    ทุกคนเคยเกิดมาแล้วนานแสนนาน ก็เป็นชาติหนึ่งที่เหมือนกับชาตินี้ได้เกิดมาแล้ว ต่อไปอีกนานแสนนาน ชาตินี้ก็จะเป็นชาติหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ของชาติต่อๆ ไป เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นสาระจริงๆ ไม่ใช่เพียงแต่การเกิดมาแล้วก็เห็น แล้วก็ได้ยิน สุขบ้างทุกข์บ้าง แล้วก็หมดไป แล้วก็ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เพราะเหตุว่าผู้ที่จะไม่ไปสู่อบายภูมิอีกเลย ไม่ใช่คนที่เพียงแต่ทำความดี แต่ต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรม คือการรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ดับกิเลสได้ เป็นพระอริยบุคคล

    เป็นพระจุลโสดาบันยังไม่ถึงความเป็นพระโสดาบันบุคคล ยังไม่ได้ดับกิเลสโดยสิ้นเชิง แต่ก็จะได้เป็นพระโสดาบันจากการที่ได้ฟังธรรมแล้วเข้าใจธรรม และอบรมเจริญความเข้าใจถูก ความเห็นถูก จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงของสภาพธรรมเมื่อไหร่ เป็นพระอริยบุคคลจึงปลอดภัย ไม่ต้องไปสู่อบายภูมิอีกเลย

    ถ้าตราบใดที่เพียงแต่เป็นคนดีทำความดี รู้ว่ากุศลกรรมบถมีอะไรบ้าง ทานศีลภาวนา หรือในเรื่องของทาน ก็เป็นเรื่องของการอนุโมทนาในกุศลของบุคคลอื่น เป็นต้น เเต่ไม่สามารถที่จะเป็นปัจจัยที่จะทำให้ไม่ต้องไปสู่อบายภูมิอีกเลย เพราะเหตุว่ายังไม่ได้ดับกิเลส ความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมซึ่งเป็นเหตุให้ทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง เพราะว่าทุกคนเกิดมาต่างกันตามอัธยาศัย ตามการสะสม ชาตินี้เห็นอะไรแล้วคิดอย่างไร ได้ยินแล้วคิดอย่างไร เป็นกุศล เป็นอกุศลอย่างไร ไม่ได้หมดไปเลยจริงๆ แม้ว่ากุศล อกุศลจิตดับไป แต่สิ่งที่เกิดแล้วสะสมสืบต่ออยู่ในจิตขณะต่อๆ ไปอีก

    ดังนั้นการที่เราเห็นบุคคลต่างกัน แม้ในครั้งพุทธกาลจนกระทั่งถึงในขณะปัจจุบัน ก็เพราะการสะสมของแต่ละคนต่างกัน เป็นท่านพระเทวทัต ท่านพระอานนท์ ท่านพระมหากัสสปะ ท่านพระอนุรุทธะ เป็นบุคคลมากมายในพระไตรปิฎก ซึ่งนอกจากที่กล่าวถึงก็ยังมีชาวสาวัตถี ชาวโกสัมพี ชาวราชคฤห์อีกมากมาย ซึ่งกล่าวแล้วก็คือธรรมหลากหลายวิจิตรต่างๆ กันไปทุกขณะที่มีการสะสมสืบต่อ ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน และต่อไปจนถึงอนาคตด้วย คงจะไม่มีใครอยากจะเป็นคนที่เต็มไปด้วยอกุศลมากมายน่ารังเกียจ เพราะเหตุว่ามีใครบ้างชอบที่จะได้ยินวาจาชั่ว วาจาที่ไม่จริงส่อเสียด หยาบคาย และไร้สาระ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์เลย แต่ว่าจะไม่มีธรรมเหล่านั้นได้ คือต้องมีปัญญาที่รู้ความจริงว่าไม่มีเรา แต่เป็นธรรมทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตายแต่ละภพ แต่ละชาติ

    ถ้าตราบใดยังไม่รู้ว่าเป็นธรรม ก็ยังไม่สามารถที่จะคลายการที่เคยยึดถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้เลย เพราะเหตุว่าขณะนี้ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย ไม่ให้สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้ปรากฏได้ไหม เมื่อเกิดแล้วปรากฏแล้วก็ต้องเป็นความจริง ซึ่งเมื่อไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร ก็จะเป็นผู้ที่ยังยินดีติดข้องด้วยความเป็นเรา หรือว่าด้วยความเป็นของเรา ไม่จบสิ้น เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะเข้าถึงสัจจธรรม ซึ่งแม้อริยสัจจธรรมข้อแรก ขั้นแรกที่จะต้องรู้ก็คือ ทุกขอริยสัจจะ

    ทุกขอริยสัจจะ หมายความถึงสภาพธรรมทั้งหมด เพราะเกิดดับ ไม่เที่ยง จึงเป็นทุกข์ ทุกข์ในที่นี้หมายความถึงภาวะที่ไม่ควรที่จะติดข้องยินดีในสิ่งนั้น ถ้ารู้จริงๆ ว่าสิ่งนั้นปรากฏแล้วหมดไป แล้วไม่กลับมาอีก ยังต้องการสิ่งที่เกิดดับ เกิดดับ อยู่ตลอดเวลา โดยที่บังคับบัญชาไม่ได้เลย แล้วก็เป็นสภาพธรรมลักษณะต่างๆ ที่มีปัจจัยจึงเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

    ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ถูกต้อง มั่นคง จนประจักษ์แจ้งก็จะละคลายความไม่รู้ ความยินดี ความติดข้อง การยึดถือสิ่งที่ปรากฏว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะว่าแม้ขณะนี้หรือขณะไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น แม้แต่เพียงคำว่า การเกิดขึ้นและดับไป ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่าเราเข้าใจแล้ว เราเข้าใจอะไร ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา แม้แต่ภาวะความจริงของสิ่งที่ปรากฏแล้วดับไปก็ยังไม่ได้เข้าใจเลย เพราะเหตุว่าเห็นก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทันที

    ดิฉันได้สนทนากับผู้ที่สนใจธรรมชาวต่างประเทศ ดิฉันถามเขาว่ารู้จักดิฉันไหม เขาตอบว่ารู้จัก ดิฉันก็ตอบว่าเขารู้จักดิฉันแต่เขาไม่รู้จักสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะเหตุว่าต้องมีสิ่งที่ปรากฏทางตาเดี๋ยวนี้ ความจริงไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น ถ้าจะพิจารณาตามคำที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงจากการที่ทรงตรัสรู้ สิ่งที่ปรากฏทางตาในขณะนี้มีอยู่ในธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งทุกคนสามารถที่จะเข้าใจเพราะว่าได้ยินบ่อยๆ คือ มหาภูตรูป รูปซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน รูปใดๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีรูปซึ่งเป็นมหาภูตรูป ได้แก่ ธาตุดิน ภาวะที่แข็งหรืออ่อน ดินที่เราจับที่พื้นก็แข็งหรืออ่อน โต๊ะเก้าอี้ที่เราจับก็แข็งหรืออ่อน

    ดังนั้น ถ้าพูดถึงภาวะที่มีจริงคือ สภาพธรรมที่อ่อนหรือแข็ง เป็นธาตุดิน แล้วก็มีธาตุไฟ เย็นหรือร้อน ธาตุลม ตึงหรือไหว ที่สามารถจะกระทบสัมผัสกายได้ และก็ยังมีธาตุน้ำ ซึ่งเป็นภาวะที่เอิบอาบเกาะกุมรูปที่เกิดร่วมกันทั้ง ๓ รูป ให้เป็นมหาภูตรูป ๔ ซึ่งแยกจากกันไม่ได้เลย ที่ใดมีมหาภูตรูป ๔ ที่นั้นจะมีธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดกับมหาภูตรูป เป็นธาตุที่สามารถกระทบจักขุปสาทแล้วปรากฏให้เห็นได้ นี่คือความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ซึ่งเกิดขึ้นและดับไป

    แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าเราจะฟังธรรม แต่ถ้าเราไม่เป็นผู้ที่เข้าใจความลึกซึ้ง หรือความละเอียดของธรรม ก็ไม่สามารถที่จะไถ่ถอนการที่ยังคงเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะเหตุว่าความจริงต้องเป็นความจริงสำหรับผู้ที่ตรัสรู้ความจริง สำหรับผู้ที่ไม่รู้ก็ไม่รู้ ความไม่รู้ก็คือไม่สามารถที่จะเห็นถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้

    ด้วยเหตุนี้การฟังพระธรรม จะต้องระลึกได้ว่าพระธรรมนั้นมาจากไหน ใครเป็นผู้แสดง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบุรุษผู้ทรงเป็นเอกในโลก ทุกโลกสากลจักรวาลทั้งหมด เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้แล้ว ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่จะเทียบเสมอกับพระองค์ได้เลยในคุณธรรมทุกสถาน ในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ ในเรื่องความสงบของจิต ในเรื่องการที่ทรงสามารถกล่าวถึงธรรมที่มีในขณะนี้ โดยประการทั้งปวงถึง ๔๕ พรรษาเพื่อที่จะให้ผู้ฟังได้เข้าใจ เพราะรู้ว่าถ้ากล่าวพระธรรมเพียงเล็กน้อย สัตว์โลกไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ทันที

    ด้วยพระมหากรุณาได้ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียดอย่างยิ่ง โดยประการทั้งปวง ที่จะอุปการะให้ผู้ที่ฟังแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ถ้าฟังอีกก็จะเริ่มคุ้นชิน เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ทรงแสดง กล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้และในทุกๆ ขณะ เป็นสิ่งที่มีจริงที่สามารถจะพิจารณาแล้วเข้าใจได้ เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ทุกคนบอกว่ายากมากที่จะรู้ความจริง ทั้งๆ ที่ปรากฏ แต่ก็เริ่มที่จะเข้าใจ ไม่ใช่ให้ไปทำให้เห็นว่าเกิดดับ เพราะว่าภาวะที่สามารถจะเห็นการเกิดดับได้ต้องเป็นปัญญาที่ได้อบรมแล้วเท่านั้น

    เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม ไม่ใช่ไปทำอะไรด้วยความเป็นเราที่มีความต้องการ โดยไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งประโยชน์สูงสุดจริงๆ ของการฟังธรรมก็คือ สามารถพิจารณาความจริงของสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง จนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะว่าขณะนี้เพียงหลับตา สิ่งที่กำลังปรากฏอย่างเดี๋ยวนี้ปรากฏหรือเปล่า ไม่ปรากฎเลย แต่จำได้ไหมว่าในห้องนี้มีอะไรบ้าง เพราะเห็น จึงจำรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่เห็น แม้สิ่งนั้นไม่ปรากฏ

    ดังนั้น สิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ต้องเป็นอย่างหนึ่ง และสภาพที่จำสิ่งที่ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน แล้วก็นึกคิดไปต่างๆ นานา เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นคน เป็นดอกไม้ ต่างๆ เหล่านี้ คือการจำสิ่งที่ปรากฏเป็นเรื่องราวของสิ่งนั้น

    สิ่งที่ปรากฏทางตามากมาย เป็นหนังสือพิมพ์ เป็นหนังสือวารสาร เป็นภาพยนตร์ก็มี ทั้งหมดมาจากสิ่งที่ปรากฏทางตา ซึ่งไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ สำหรับคนที่มีจักขุปสาทคือตาไม่บอด ถ้าใครก็ตามซึ่งไม่มีจักขุปสาท ไม่มีรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่มีอยู่ในธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม แต่เมื่อกระทบแล้วปรากฏเป็นสิ่งที่สามารถให้เห็นได้ในขณะนี้

    แสดงให้เห็นว่า การฟังพระธรรมที่ไม่เผินแล้วจะรู้ว่าธรรมคืออะไร หมายความถึงสิ่งที่มีจริงทางตาอย่างหนึ่ง ทางหูอย่างหนึ่ง ทางจมูกอย่างหนึ่ง ทางลิ้นอย่างหนึ่ง ทางกายอย่างหนึ่ง ทางใจอีกอย่างหนึ่ง คือแม้ไม่เห็นก็ยังคิดได้ ซึ่งถ้าศึกษาพระธรรมโดยละเอียด จะทราบว่าใจสามารถที่จะรู้ได้ทุกอย่าง เช่น เมื่อมีสิ่งที่ปรากฏทางตาแล้ว ทางใจก็สามารถจะรู้ในสิ่งที่ปรากฏทางตานั้นเอง แล้วก็สามารถที่จะจำว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร ซึ่งในขณะที่กำลังเห็นจะไม่มีความคิดเรื่องสิ่งที่ปรากฏ เพราะเหตุว่าจิตเห็นเกิดขึ้นเพียงเห็นแล้วดับ ไม่สามารถที่จะเป็นกุศล เป็นอกุศล หรือว่าไปจำอะไรได้เลย

    นี่คือการที่จะค่อยๆ ฟังพระธรรมแล้วพิจารณา จนกระทั่งเป็นความเข้าใจ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อได้รู้ความจริงของสภาพธรรมแล้ว ไม่มีการที่จะจากโลกไหนๆ ในขณะนั้นแล้วไปสู่อบายภูมิได้เลย ซึ่งขณะนี้เราเพียงรู้จักกันอีกไม่นาน หรือจะกล่าวว่าจะเห็นกันอีกไม่นาน ใครจะรู้ว่าจะนานแค่ไหน อาจจะสั้นมากจนไม่ถึงวันพรุ่งนี้ก็ได้ แล้วต่างคนก็ต่างไปตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว

    แสดงให้เห็นว่านี่เป็นธรรมจริงๆ และโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมให้เข้าใจของแต่ละบุคคล มีมากหรือมีน้อย ใครรับประกันได้ว่าจะมีการที่ได้ฟังอีก และจะได้ฟังอีกนานเท่าไหร่ แต่เมื่อมีโอกาสได้ฟังก็รู้ว่าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ เหนือบุคคลอื่นใดทั้งสิ้น

    แม้ว่าจะมีการกราบไหว้พระองค์ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นว่าขณะที่กราบไหว้พระองค์ ระลึกถึงพระคุณมากน้อยประการใด เพราะว่าบางคนแม้ว่าไม่ได้ศึกษาธรรมเลย เพียงเเต่ได้ยินได้ฟังว่าเป็นพระอรหันต์ หรือบางคนอาจจะไม่ได้ยินคำนี้ แต่กราบไหว้บูชาตามคนส่วนใหญ่ในโลกโดยที่ไม่รู้จักพระองค์จริงๆ ยังไม่ได้เห็นพระองค์ ตราบใดที่ยังไม่ได้เข้าใจธรรมที่พระองค์ทรงแสดง

    ดังนั้น เป็นเรื่องละเอียดที่แต่ละคนได้มีโอกาสเกิดมา แล้วได้ยินได้ฟังพระธรรมก็ควรที่จะเข้าใจพระธรรมจริงๆ ไม่ใช่ธรรมที่บุคคลบางคนกล่าว แต่ว่าไม่ได้แสดงความจริงของพระธรรม ตรงกับที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเเสดง

    เพราะฉะนั้น ผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่ละเอียดอย่างยิ่ง จึงจะมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะได้ ถ้าไม่มีการเข้าใจพระธรรม จะมีพระธรรมเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งได้ไหม ถ้าไม่มีการเข้าใจพระธรรมจะรู้ได้ไหมว่า พระธรรมนี้คือผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง แล้วทรงแสดงความจริงนั้นเพื่ออุปการะแก่สัตว์โลก ทำให้สัตว์โลกสามารถพ้นจากอกุศล จนกระทั่งถึงความเป็นสาวกของพระองค์ ซึ่งเป็นพระอริยสาวก ตราบใดที่พระธรรมยังมีอยู่และมีโอกาสได้ยินได้ฟัง ก็เป็นผู้ที่เคารพอย่างสูงในการฟังพระธรรม เพื่อเข้าใจพระธรรมตามความเป็นจริง

    ผู้ฟัง มีคำถามว่ากำลังอยู่ในภาวะที่กำลังง่วงอยู่ ขอคำแนะนำวิธีละความง่วงเหงาหาวนอน

    ท่านอาจารย์ การฟังธรรมรู้สึกว่าเพื่อตัวเราทั้งนั้นเลย เราง่วงแล้วเราก็อยากไม่ง่วงใช่ไหม หรือว่าง่วงมีจริงๆ ไม่ใช่เรา ไม่มีใครอยากง่วง แต่ง่วงก็เกิดแล้ว เพราะฉะนั้น จะเห็นความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ การที่จะเข้าใจว่าง่วงไม่ใช่เรา ง่วงมีจริงๆ ขณะนี้ง่วงกำลังปรากฏความเป็นอนัตตา ถ้าสามารถจะเข้าใจอย่างนี้ จะดีกว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ง่วงหรือเปล่า หรือว่าไม่ให้ง่วงแต่ไม่รู้ว่าง่วงเป็นอนัตตา ใครก็เปลี่ยนแปลงง่วงซึ่งเกิดแล้วให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้

    ผู้ฟัง การระลึกรู้สภาพธรรมทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทุกขณะจิต เท่าที่ทำได้ขณะที่กำลังฝึก ถ้าระลึกต่อด้วยคำว่า อนัตตา คือไม่ใช่ตัวตน เราเขา ชายหญิง จะถูกหรือไม่ เช่น เมื่อเกิดอาการร้อนก็ระลึกว่า ร้อนเป็นอนัตตา

    ท่านอาจารย์ ร้อนเป็นอนัตตา แล้วทำไมต้องพูดว่า ร้อนเป็นอนัตตา พูดทำไม ถ้าพูดว่า ร้อนเป็นอนัตตา หมายความว่าอย่างไร นึกถึงคำว่าร้อน นึกถึงคำว่าอนัตตา แต่รู้ลักษณะร้อนซึ่งเป็นธรรมที่ต่างกับลักษณะอื่นและมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น ไม่มีใครไปทำร้อนให้เกิดขึ้นเลย แต่ว่าเพียงแต่พูดว่าร้อนเป็นอนัตตา ถ้าเข้าใจจริงๆ เดี๋ยวนี้ ร้อนมีลักษณะที่ปรากฏเมื่อไหร่ เมื่อกระทบกายหรือว่าไม่กระทบกาย เพราะเหตุว่าถ้าเรามองเห็นไฟ เพราะเคยกระทบจึงรู้ว่าร้อน แต่ขณะที่ไฟยังไม่กระทบ ลักษณะร้อนของไฟนั้นก็ไม่ได้ปรากฏ

    ดังนั้น สภาพธรรมปรากฏเมื่อไหร่ก็รู้ในลักษณะนั้น ขณะที่กำลังรู้สึกร้อนเพราะร้อนปรากฏ ต้องบอกว่าร้อนๆ ๆ หรือเปล่า หรือแม้ไม่ต้องพูดเลย ร้อนก็กำลังปรากฏลักษณะที่ร้อน หรือว่าเย็น เมื่อเย็นกระทบ ไม่ต้องพูดเลย ลักษณะที่เย็นก็ปรากฏว่าต่างกับลักษณะที่ร้อนอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดว่าเย็นต่างกับร้อน หรือว่าเย็นเป็นธรรมชนิดหนึ่ง หรือว่าเย็นเป็นอนัตตา

    พูดอย่างนั้นหมายความว่า ขณะนั้นร้อนไม่ได้ปรากฏให้รู้ความร้อน เย็นไม่ได้ปรากฏให้รู้ลักษณะเย็น ซึ่งถ้ารู้จริงๆ เย็นนั้นเกิดและดับด้วย แต่ต้องเป็นปัญญาที่สามารถที่จะคลายความไม่รู้และความติดข้อง ความสงสัยในสภาพธรรมที่ปรากฏชั่วคราว เพราะว่าขณะนี้ ถ้าจะมีลักษณะที่อ่อนหรือแข็งปรากฏ ก็ยังมีเห็น ก็ยังมีคิดนึก เสมือนว่าพร้อมกัน แต่ความจริงสภาพธรรมทั้งหมดมีอายุที่สั้นที่สุด เพียงปรากฏแล้วหมดไป

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้ที่เหมือนว่ามีทุกอย่างพร้อมกันนั้น แสดงถึงความรวดเร็วอย่างยิ่งถึงสภาพธรรมซึ่งเกิดดับ และเราก็บอกว่าไม่เที่ยง แต่ยังไม่ได้ประจักษ์การเกิดดับเลย เรายังไม่รู้ในความเป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา และเราก็นั่งพูดว่าเป็นอนัตตา แสดงให้เห็นว่าขณะนั้นไม่ใช่ความเข้าใจลักษณะของธรรม เพียงแต่ได้ยินได้ฟังแล้วก็จำได้ว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา เมื่ออะไรปรากฏก็เรียกเลยว่าเป็นอนัตตา แต่ไม่ใช่ความเข้าใจในสภาพที่เป็นอนัตตาของธรรมในขณะนั้น

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    24 ธ.ค. 2568