ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656


    ตอนที่ ๑๖๕๖

    สนทนาธรรม ที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร

    วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญญาที่ไม่มีใครเทียบเท่าได้เลย เพราะว่ารู้ความจริงแท้ของธรรมโดยประการทั้งปวง ดังนั้นคำสอนทั้งหมด เพื่อให้บุคคลที่ฟังเกิดปัญญาของตัวเอง เพราะฉะนั้น ถ้าพระองค์ให้ชื่อมา ให้เรื่องมา จะเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏหรือเปล่า เพราะว่าขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมด ส่วนชื่อและคำทั้งหมดที่ทรงแสดงเพื่อให้เข้าใจตัวธรรม แต่ถ้าคนนั้นไม่มีความเข้าใจตรงนี้เลย คิดว่าศึกษาธรรม คิดว่าเรียนธรรม แต่ไม่รู้จักว่าธรรมคืออะไร เพราะฉะนั้น คือไม่ได้ศึกษาธรรม ไม่ได้เข้าใจธรรม

    ด้วยเหตุนี้ จึงสงสัยทานกับจาคะใช่ไหม แต่ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ จะเข้าใจแต่ละคำลึกซึ้ง และเห็นจริงๆ ว่าคัมภีร เพราะเหตุว่าแม้แต่เห็น ทุกคนก็มีเห็น และเห็นเป็นอะไร เห็นเกิดหรือเปล่า แล้วเห็นดับหรือเปล่า และเห็นเป็นเราหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เมื่อก่อนนี้ใส่บาตรทุกวัน จริงๆ เดี๋ยวนี้ก็อยากจะใส่อยู่ แต่เห็นพระทุกรูปบาตรล้นทุกวันก็เลยไม่ได้ไปใส่

    ท่านอาจารย์ ที่ว่าความจริงก็อยากจะใส่ เพราะอะไร

    ผู้ฟัง อยากจะใส่บาตรเพราะว่า ถ้าเห็นพระภิกษุไม่มีอาหารในบาตรจริงๆ ตรงนั้นอยากใส่

    ท่านอาจารย์ แล้วถ้าไม่ใช่พระภิกษุ ถ้าเป็นคนที่ไม่มีอาหาร

    ผู้ฟัง ถ้าเจอคนที่ไม่มีอาหารก็ให้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น พระภิกษุกับคนที่ไม่มีอาหาร ที่อยากจะให้ต่างกันตรงไหน

    ผู้ฟัง คือคนที่ไม่มีอาหารแล้วเขาหิวก็ไม่ต่างอะไรกับพระภิกษุ

    ท่านอาจารย์ ที่ถามก็เพื่อที่จะได้รู้จักตัวเองตามความเป็นจริงว่า ต้องเป็นผู้ที่ตรง ตั้งแต่ว่า ภิกษุคือใคร คนที่ห่มผ้าเหลืองเท่านั้นหรือ เพราะว่าบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พระบวชถูกต้องตามพระวินัยหรือเปล่า มีหมู่บ้านหนึ่งที่ตอนหน้าแล้ง เขาก็ทิ้งบ้านช่องแล้วเข้ามากรุงเทพฯ โกนศีรษะห่มผ้าเหลืองแล้วก็บิณฑบาต เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เพียงการแต่งกายที่จะทำให้เราเข้าใจว่าเป็นพระ

    ดังนั้น ต้องรู้จักคำว่าภิกษุ แล้วต้องรู้เจตนาของการบวชด้วย เพราะว่าหลายคนเลยที่เขาเบื่อชีวิตคฤหัสถ์ ไม่มีอะไรทำก็บวช แต่เขาไม่ได้เข้าใจธรรม ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า เจตนาเพียงเห็นว่าเป็นความสบายที่ไม่ต้องวุ่นวาย ไม่ต้องเกี่ยวข้องครอบครัว แต่บางคนก็บวชแบบยังเกี่ยวข้องอยู่ ยังมีวงศาคณาญาติ มีอะไร

    ความเป็นผู้ตรงจะทำให้เรารู้จักว่า พระธรรมที่ทรงแสดงบริสุทธิ์ เพราะว่าพระธรรมที่ทรงแสดงนั้นด้วยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ที่จะให้ทุกคนละชั่ว ไม่ใช่ทำโดยการที่ยังชั่วอยู่ แล้วก็ไปทำอะไรต่างๆ ที่คิดว่าจะบวช หรือจะอะไรเพื่อให้สบายอย่างนั้น

    ก่อนอื่น เราต้องมีความเข้าใจถูกต้องว่า ภิกษุคือใคร ประการหนึ่ง และจุดประสงค์ของการบวชด้วย ประการหนึ่ง และบวชแล้วประพฤติตามพระวินัยหรือเปล่าด้วย อีกประการหนึ่ง นี่คือในยุคที่ยังมีคำสอนและเรายังได้ศึกษา เราก็ยังสามารถที่จะเข้าใจได้ด้วยความเป็นผู้ตรง

    ถ้าภิกษุที่บวช โดยไม่ใช่นัยเหมือนครั้งพุทธกาลที่ได้รู้อัธยาศัยของตัวเอง เพราะว่าคนที่ฟังธรรมแล้วก็มีหลายอัธยาศัย ฟังแล้วรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระโสดาบัน บวชก็มี ไม่บวชก็มี ทำไมไม่บวชกันหมด ใช่ไหม เป็นพระสกทาคามีสูงกว่าพระโสดาบัน บวชก็มี ไม่บวชก็มี เป็นพระอนาคามีแล้ว บวชก็มี ไม่บวชก็มี เฉพาะพระอรหันต์เท่านั้นที่เมื่อรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ดับกิเลสหมดแล้วจะเป็นฆราวาสอีกต่อไปไม่ได้เลย ไม่ใช่วิสัยของท่านที่หมดกิเลสแล้วที่จะมีชีวิตดำรงอยู่ในเพศของคฤหัสถ์ซึ่งมีความต่างกันมาก

    เพราะฉะนั้น ถ้าเราต้องการที่จะทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาจริงๆ ก็คือ เรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่เราไม่เคารพพระภิกษุ โดยฐานะของความเป็นประมุขของพุทธบริษัท ทุกคนต้องเคารพ ไม่ใช่ว่าพระพุทธศาสนาสอนให้เราสำคัญตน มีมานะ กระด้างกระเดื่องไม่อ่อนน้อม ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะขณะนั้นเป็นอกุศล แต่ต้องมีปัญญาที่จะรู้ตามความเป็นจริง ถ้าเราไม่รู้จักพระภิกษุ ความรู้สึกของเราที่มีต่อบุคคลที่นุ่งห่มแบบนั้น แล้วบวชแบบนั้น แต่ว่าไม่ได้ประพฤติตามพระวินัยก็ต้องต่างกันแล้ว

    ในครั้งพุทธกาล ฆราวาสสามารถที่จะไม่แสดงความเคารพพระภิกษุได้เมื่อท่านทำผิดพระวินัย ไม่ใช่ว่าเป็นพระแล้วเราก็จะต้องแสดงความเคารพกราบไหว้ เหมือนกับส่งเสริมให้ท่านไม่รู้สึกตัวว่าท่านได้ทำผิดไปแล้ว จริงๆ แล้วยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจะเห็นได้ว่า คนยากจนอดอยากกับพระภิกษุต่างกันมากใช่ไหม เพราะว่ามีคนยากจนอยู่มากที่ไม่มีใครให้ ไม่มีใครเหลียวแล แต่พระภิกษุที่ความประพฤติไม่ต่างกันกับชาวบ้านที่ไม่ดี แต่ก็ยังได้รับอาหาร ยังได้รับการช่วยเหลืออะไรต่างๆ มากมาย ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วควรหรือไม่ ที่เราจะบำรุงผู้ที่ไม่ได้ศึกษาและประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย

    ถ้าเราให้ ในฐานะที่เราไม่รู้ว่าความประพฤติปฏิบัติของท่านเป็นอย่างไร ให้ในฐานะที่เราเคารพตามเพศของบรรพชิต แต่ถ้าเรารู้จักมากกว่านั้นอีกว่า ท่านไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยเลย และยังมีความเห็นผิดด้วย แล้วเราจะสนับสนุนส่งเสริมไหม เราจะเป็นคนตรงไหม หรือว่าแล้วแต่จะเป็นอย่างไรก็ได้ อะไรอย่างนี้ก็ไม่ถูกต้องใช่ไหม

    ถ้าเราเป็นผู้ที่เข้าใจธรรม ทางเดียวก็คือไม่สนับสนุนความเห็นผิด เพราะว่าประโยชน์อะไรที่จะไปสนับสนุนให้คนเห็นผิดมากๆ ทั่วประเทศอย่างนี้ ถึงอย่างไรๆ ก็ไม่ทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองได้ เพราะว่าเป็นความเห็นผิด สำหรับดิฉันเองจะใส่บาตรหรือไม่ใส่บาตร ไม่มีการบังคับหรือว่าคิดล่วงหน้า แต่ดิฉันมีความรู้สึกว่าพระท่านก็มีพอ ซึ่งบางรูปอาจจะไม่พอ ก็เป็นเรื่องของกรรมของท่าน ซึ่งอย่างไรๆ ไม่ว่าจะเป็นพระหรือไม่ใช่พระ บางคนก็ขาดเหลือมากๆ เลย เป็นไปได้ใช่ไหม แต่ว่าถ้าเป็นคฤหัสถ์ เขายังแสดงเพศของคฤหัสถ์ แต่ถ้าเป็นบรรพชิตแล้วไม่ศึกษาพระธรรมวินัย เลี้ยงชีพด้วยก้อนข้าวของชาวบ้าน ซึ่งมีพระพุทธพจน์ว่า ถ้ายังไม่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมก็ยังเป็นหนี้ก้อนข้าวของชาวบ้าน

    แสดงให้เห็นถึงความสำคัญว่าพระศาสนาบริสุทธิ์ คนที่จะบวชเป็นพระภิกษุ คือเพื่อศึกษาและขัดเกลากิเลส มิฉะนั้นแล้วก็ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะฉะนั้น เวลาที่พบคนที่ขัดสนดิฉันให้ ขณะนั้นเราก็ไม่ได้บังคับ แต่เป็นความเมตตาหรือความกรุณา หรือการคิดที่จะสงเคราะห์ช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่เลือก ไม่ใช่จำกัดว่านี่เป็นพระจะต้องถวาย นี่เป็นคนยากจน ขอทาน ไม่ห่มผ้าเหลืองหรืออะไรอย่างนี้

    เพราะฉะนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าสภาพจิตขณะนั้นเป็นอะไร ต้องเป็นคนที่ตรงและมีเหตุผล ถ้าจะมีการสนับสนุนส่งเสริมพระธรรมก็คือ ต้องเป็นความถูกต้อง ไม่ใช่สนับสนุนความเห็นผิด และไม่ใช่สนับสนุนคนที่ประพฤติปฏิบัติผิด ซึ่งไม่มีความเคารพในพระศาสดา สามารถที่จะกระทำสิ่งที่ผิดวินัยได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียด แล้วเราก็ไม่ผิดถ้าเราจะไม่ส่งเสริมคนที่มีความเห็นผิด หรือว่าไม่ใช่พระภิกษุในพระธรรมวินัย ถ้าจะให้ก็คือให้เสมอกับคนที่ไม่มีอาหาร แต่ต่างกันนิดเดียวที่ว่า เราไม่รู้ว่าท่านประพฤติปฏิบัติตามหรือเปล่าเท่านั้น โดยการให้นั้นไม่มีความต่างกัน และถ้าทราบว่าท่านเป็นผู้ที่เข้าใจธรรมศึกษาธรรม ก็ยังต้องดูอีกว่าตามพระวินัยหรือเปล่า


    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒


    ผู้ฟัง กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ กรุณากล่าวกับผู้ที่มาร่วมสนทนาและฟังธรรมวันนี้เป็นเบื้องต้นก่อน

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ใช่เรื่องรีบร้อนที่จะเข้าใจธรรม เพราะเหตุว่าแม้ว่าธรรมมีจริงในขณะนี้ แต่เป็นสิ่งที่รู้ยากเข้าใจยาก แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยเเสนกัปป์ หลังจากที่ได้ทรงรับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร เพื่อจะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ เพราะฉะนั้น แม้ว่าสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้กำลังมีอยู่ การที่จะเข้าใจสัจธรรมความจริงของสิ่งที่มีในขณะนี้ ต้องไม่ใช่เพียงเผินๆ หรือคิดว่าพระพุทธเจ้าทรงสอน หรือทรงแสดงธรรมที่ง่ายต่อการที่จะประพฤติปฏิบัติตาม เพราะเหตุว่าแม้จะได้ยินคำว่าธรรม แม้ว่าจะได้ยินคำว่า ละชั่ว แล้วก็ทำดี ชำระจิตให้บริสุทธิ์ ก็ไม่ใช่หมายความว่าจะเข้าใจได้ทันที แล้วสามารถที่จะเป็นอย่างนั้นได้ทันที

    ด้วยเหตุนี้ การฟังพระธรรมเป็นหนทางเดียว ที่จะทำให้รู้จักพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็รู้จริงๆ ว่าการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีแล้วทรงแสดงพระธรรม ไม่ใช่เพียงคำสองคำหรือว่าเรื่องสองเรื่อง อย่างที่บางคนอยากจะเข้าใจเร็วๆ ไม่ต้องละเอียด สั้นๆ น้อยๆ นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็พอ ซึ่งความจริงเป็นไปไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นพระคุณที่ทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา หลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้ จนกระทั่งใกล้ที่จะปรินิพพาน

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีประโยชน์คือพระพุทธพจน์ทุกคำ ซึ่งถ้าจะคิดว่าเพียงฟังเท่านั้นก็เข้าใจได้ หรือว่าเพียงอ่านก็เข้าใจได้ นั่นเป็นความเข้าใจที่เผินมาก เพราะเหตุว่าความลึกซึ้งของธรรมขณะนี้ต้องอาศัยการฟังแล้วฟังอีก แล้วเริ่มเข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดงทีละเล็กทีละน้อย และเป็นผู้ที่ตรงต่อตัวเองว่า ปัญญานั้นคือเมื่อไหร่ ขณะไหน รู้อะไร แม้แต่คำว่าปัญญาเข้าใจว่าอะไร นี่ก็เป็นความละเอียด มิฉะนั้นแล้วอาจจะคิดว่าเข้าใจทุกคำที่ได้ยิน เช่น คำว่า สติ ปัญญา ภาวนา

    ความจริงทั้งหมดต้องศึกษาด้วยความละเอียด รอบคอบ ลึกซึ้ง ถูกต้อง จึงจะรู้ว่าตรงกับพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ไม่ใช่ตามที่เราคิดเองหรือเข้าใจเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง ฟังแล้วพิจารณาแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจ ไม่ใช่รีบร้อนที่จะไปเป็นพระโสดาบันบุคคล หรือว่าจะไปดับกิเลสรู้แจ้งอริยสัจจธรรม โดยไม่เข้าใจแม้แต่คำที่ทรงแสดงว่าธรรม ขอเชิญสนทนา ถ้ามีอะไรที่ใคร่จะได้ความละเอียด

    ผู้ฟัง คำถามแรกถามว่า ตามพุทธภาษิตที่กล่าวว่า ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจารี ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม คำว่า ธัมมจารี ผู้ประพฤติธรรมนี้หมายความรวมถึงการปฏิบัติธรรมได้เลยหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ได้ยินคำนี้ก็ต้องเข้าใจ ขณะนี้กำลังประพฤติธรรมหรือเปล่า มิฉะนั้นสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เราก็ยังต้องสงสัยอยู่ หรือว่าจำเพียงแต่ถ้อยคำ แต่ถ้าเข้าใจว่าขณะนี้ เดี๋ยวนี้ กำลังประพฤติธรรมหรือเปล่า ได้ยินคำว่าธรรม ต้องเป็นสิ่งที่มีจริง แล้วก็กำลังฟังสิ่งที่มีจริง เพื่อให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้เป็นการประพฤติธรรม คือการฟังให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง เพื่อจะได้มีความเข้าใจความจริงของธรรมโดยการประจักษ์แจ้ง ไม่ใช่เพียงแต่ขั้นได้ยินได้ฟังเผินๆ การที่จะประพฤติธรรม ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม ประพฤติธรรมไม่ได้

    ใครก็ตามที่จะใช้คำว่าประพฤติธรรม โดยไม่เข้าใจธรรมเลย และกล่าวว่ากำลังประพฤติธรรมก็ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ในขณะนี้กำลังฟังธรรม ซึ่งถ้าไม่ฟังจะเข้าใจธรรมไหม ก็ไม่เข้าใจเลยว่าธรรมคืออะไร หมายความถึงอะไร แต่ขณะนี้กำลังฟังธรรม คือพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เมื่อได้ทรงตรัสรู้แล้วทรงพระมหากรุณาที่จะให้ผู้อื่นได้มีความเข้าใจถูก ได้เห็นถูก ในสัจจธรรม ในสิ่งที่มีจริง จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลส ความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

    เพียงแค่นี้ถ้าจะพิจารณาก็จะรู้ว่า ก่อนการฟังพระธรรมไม่เคยรู้ความจริงใดๆ เลยของสิ่งที่มีจริง ที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เกิดจนตายถ้าไม่มีการฟังธรรมก็คือ ไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร และความจริงของธรรมอะไร

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้ประพฤติธรรม คือฟังเพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า พระธรรมที่ทรงแสดง แสดงถึงสัจจธรรม ความจริงที่กำลังมีในขณะนี้ เป็นการเริ่มต้นของการประพฤติธรรม ซึ่งจะอบรมเจริญขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์แจ้งธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ได้

    ด้วยเหตุนี้ ถ้าขาดการฟังแล้วไม่เข้าใจความจริงของพระธรรมแต่ละพุทธพจน์ ก็จะเข้าใจไปเองว่าเราอ่านแล้วเราเข้าใจได้ แต่ว่าตามความเป็นจริง พระธรรมไม่ใช่เพียงสำหรับอ่านด้วยตัวเอง แต่เป็นการที่จะศึกษาโดยละเอียด โดยถ่องแท้ แม้แต่ขณะที่ฟัง ก็ฟังเพื่อให้มีความเข้าใจจากสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน แม้แต่สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้เป็นสิ่งที่มีจริง จึงใช้คำว่าธรรม

    ท่านผู้ฟังที่นี่แต่ละคนก็มีแต่ละชื่อ แต่ธรรมหมายความถึงไม่ต้องเรียกชื่อใดๆ เลย สิ่งนั้นเมื่อมีจริงก็ต้องเป็นความจริงของสภาพธรรมนั้น ซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เช่น ความขุ่นเคืองใจ มีจริงๆ ไม่ต้องเรียกชื่อ ไม่ต้องใช้ภาษาอะไรเลย เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้นไม่ได้เลย จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นความเพลิดเพลิน ความโสมนัส ความปีติ ก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้น ธรรมหมายความถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง แล้วไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร มีปัจจัยก็เกิดขึ้นแล้วดับไป แสดงให้เห็นว่าแม้ขณะนี้เองก็เป็นธรรม ซึ่งเกิดแล้วก็ดับ โดยไม่มีใครสามารถที่จะเข้าถึงความเข้าใจการเกิดดับของสภาพธรรม เพราะเหตุว่าต้องเป็นปัญญาความเห็นถูกเท่านั้น ที่เริ่มจากการฟังแล้วก็เริ่มค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะค่อยๆ รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏอีกระดับหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อคุ้นเคยกับลักษณะที่เป็นธรรมมากขึ้น ก็สามารถที่จะแทงตลอดความจริงของสภาพธรรมนั้นได้

    ด้วยเหตุนี้ การศึกษาธรรมมี ๓ ระดับคือ ปริยัติ ปฏิปัตติ และปฏิเวธ พระธรรมที่ทรงแสดงไว้ ทรงแสดงถึงปัญญา ๓ ขั้น ปัญญาขั้นฟังขณะนี้ แม้ธรรมจะมีจริงเพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมทั้งหมด เช่น เห็น ขณะนี้กำลังเห็น จะไม่จริงได้อย่างไร เป็นธรรม เกิดเมื่อไหร่ เกิดเมื่อมีเหตุปัจจัย ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยที่จะให้สภาพเห็นเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ เห็นขณะนี้ก็เกิดไม่ได้

    ในพระไตรปิฎกจะมีแต่สัจจธรรม ความจริงที่สามารถที่จะรู้ได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ เพราะเหตุว่าเกิดมาแล้วมีใครบ้างที่จะไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และไม่คิดนึก แต่ไม่รู้เลยว่าสภาพธรรมที่ปรากฏเกิดและดับอย่างเร็วมาก

    เมื่อวานนี้หมดแล้ว สุขทุกข์เมื่อวานนี้ไม่เหลือเลย เมื่อถึงวันนี้ เมื่อวานนี้หายไปหมดเลย พรุ่งนี้ ขณะนี้ก็จะไม่เหลือ ซึ่งความจริงแล้วไม่ต้องถึงพรุ่งนี้ แม้เดี๋ยวนี้ พระปัญญาคุณที่ทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมประจักษ์ว่า ทุกอย่างเกิดแล้วดับทันที เร็วแสนเร็วสุดที่จะประมาณได้

    ด้วยเหตุนี้ จึงต้องพิจารณาว่าเป็นความจริงหรือเปล่า ไม่ได้ทรงแสดงให้เชื่อ แต่ทรงแสดงให้ผู้ฟังเกิดปัญญาของตนเอง แม้เพียงขั้นการฟังเข้าใจก็จะรู้ว่า ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงและเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา

    ดังนั้น ทั้งหมดที่มีจริงเป็นธรรม เห็นมีจริงเป็นธรรม ได้ยินมีจริงเป็นธรรม คิดนึกมีจริงเป็นธรรม ริษยามีจริง มัจฉริยะ ความตระหนี่ก็มีจริง ทุกอย่างในชีวิตประจำวันเป็นธรรมที่มีจริง ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมจะทำให้เราค่อยๆ รู้ว่า ทั้งหมดที่เราเคยยึดถือและเข้าใจว่าเป็นเราตั้งแต่เกิด ความจริงก็เป็นธรรมแต่ละอย่าง แต่ละลักษณะ ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นไป

    ทุกคนเกิดมาแล้วต่างกัน จิตที่ปฏิสนธิคือ ขณะแรกที่เกิดในชาตินี้ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่า สะสมอะไรมามากน้อยต่างกันอย่างไร แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระญาณ ซึ่งเป็นอาสยานุสยญาณ หมายความว่าหยั่งรู้ถึงการสะสมในจิตของแต่ละบุคคล แล้วหยั่งรู้อัธยาศัยซึ่งเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง

    เราเองเกิดมาแล้ว ขณะเกิดจะไม่รู้เลยว่า ชีวิตที่จะต้องเป็นไปสืบต่อจากขณะที่เกิด แต่ละขณะหรือแต่ละวันจะประสบ พบเห็นอะไรบ้าง เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เลยถึงขณะต่อไป แม้เมื่อครู่นี้มีทั้งเห็น มีทั้งได้ยิน ก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรมซึ่งเกิดดับ

    แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจธรรมจริงๆ คือ เกิดมาแล้วก็คิดเรื่องธรรมเองทั้งหมด และคิดว่าตื้นหรือว่าเผิน แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าแท้ที่จริงแล้ว ธรรมเป็นธรรม ซึ่งแสดงให้ผู้ฟังคลายจากการยึดถือสิ่งที่เกิดดับนั้นว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา เพราะเหตุว่าเกิดแล้วต้องตายทุกคน แต่ก่อนจะตายก็มีเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นไป โดยไม่มีใครสามารถที่จะรู้ล่วงหน้าได้เลย เกิดมามีใครทราบไหมว่า วันนี้จะอยู่ตรงนี้แล้วก็ฟังเรื่องนี้ ก็ไม่มีใครคิดมาก่อน แม้แต่มาแล้วจะได้ยินเสียงอะไรต่อไป หรือว่าจะได้เข้าใจอะไรต่อไปก็ยังรู้ไม่ได้

    เพราะฉะนั้น แสดงความเป็นอนัตตาของธรรม ซึ่งค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ คิด ค่อยๆ พิจารณาที่จะเข้าใจให้ตรงตามความเป็นจริง เเม้เเต่คำว่าธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริง สิ่งนั้นเกิดปรากฏให้รู้ว่ามีจริงๆ แล้วก็ดับไปไม่เหลือเลย เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ลองพิจารณาความจริง เพียงปรากฏให้เห็นเท่านั้นเอง ใช่ไหม ในวันหนึ่งๆ ก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นหลากหลายมาก แล้วก็เกิดดับสืบต่อ ทำให้เกิดนิมิตรูปร่างสัณฐานต่างๆ แล้วจำได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ไม่รู้เลยว่า สิ่งที่กำลังเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จำไว้ ความจริงเป็นสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากแล้วก็ไม่เหลือเลย

    เสียงที่ปรากฏทางหูก็มีจริงๆ เสียงมีจริง เป็นอะไร เป็นธรรม ไม่มีใครไปทำให้เสียงเกิดได้ แต่เสียงเกิดเพราะมีปัจจัยที่จะเกิดก็เกิด แล้วถ้าไม่มีจิตซึ่งกำลังได้ยินเสียง เสียงก็ปรากฏไม่ได้ แล้วจะเลือกให้จิตได้ยินได้ไหม จะเลือกให้จิตเห็นได้ไหม ถ้าไม่มีปัจจัย จิตเห็นเกิดไม่ได้ จิตได้ยินก็เกิดไม่ได้

    เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นว่าทุกขณะไม่เที่ยง เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เกิดขึ้นและก็ดับไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แล้วจะยึดมั่นในสิ่งที่เกิดดับว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ได้ไหม นี่คือความคิดของแต่ละคนก่อนที่จะได้ฟังพระธรรมก็เข้าใจว่า มีเรา มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดจริงๆ มั่นคงถาวร ไม่เกิดดับเลย แต่ถ้าค่อยๆ พิจารณาก็จะรู้ว่าสิ่งที่มีในชีวิตทั้งหมด ปรากฏแล้วก็หมดไป ปรากฏแล้วก็หมดไป แม้แต่เสียงขณะนี้ปรากฏให้ได้ยินแล้ว ไปแล้ว หาอีกไม่ได้ ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำให้เสียงที่ดับไปแล้วกลับมาอีกได้

    ดังนั้น ทุกอย่างซึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วดับ คำว่าดับ หมายความว่าไม่กลับมาอีกเลย กลับมาไม่ได้ แต่ว่ามีปัจจัยที่จะให้สภาพธรรมอื่นเกิดสืบต่อ เช่นจิตขณะแรก ทำหน้าที่เกิดสืบต่อจากขณะสุดท้ายของชาติก่อน ทำหน้าที่เพียงเท่านี้ เกิดเพราะจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อนที่ยังมีกิเลส เป็นปัจจัยให้จิตขณะแรกของชาตินี้เกิดแล้วดับไป แต่ก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ เปลี่ยนเป็นบุคคลอื่นไม่ได้เลย ตามกรรมที่ได้กระทำที่ประมวลมา ซึ่งการสะสมของกรรมนานแสนนานมาแล้วในกี่ภพกี่ชาติก็สะสมอยู่ในจิต พร้อมที่จะให้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ปรากฏเป็นการเห็นบ้าง การได้ยินบ้าง แล้วก็ได้กลิ่น ลิ้มรส คิดนึก มีอัธยาศัยต่างๆ กันไป

    นี่คือธรรมทั้งหมดซึ่งแต่ก่อนไม่เคยรู้ จึงยึดถือว่าเป็นเราซึ่งไม่ถูกต้อง และนำมาซึ่งอกุศลหรือความไม่ดีงามทั้งหลาย โลภะ โทสะ มีความหวงแหน มีความริษยา มีความสำคัญตน ทั้งหมดซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี ก็เกิดขึ้นเพราะการไม่รู้ว่า เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่ตัวตน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    21 ธ.ค. 2568