ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
ตอนที่ ๑๖๕๑
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมคลาร์ก เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย
วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ เพราะมีกายปสาท เป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่สัมผัสกายทำให้มีการรู้ว่าสิ่งที่กระทบนั้นอ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว ชั่วหนึ่งขณะที่มีการกระทบ แล้วมีจิตเกิดขึ้นรู้แล้วก็ดับไป วันนี้ตั้งเเต่เช้ากระทบมามากเเต่ไม่รู้อะไรเลย ใช่ไหม นี่คือทางหนึ่งคือทางกาย และยังมีทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น อีก เพราะฉะนั้น ความไม่รู้มากสักแค่ไหน ใครจะรู้ได้ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม
ดังนั้นเมื่อเข้าใจธรรม จึงเห็นพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าทุกคนมีกิเลส ไม่ชอบกิเลส ไม่อยากมีกิเลส บางคนพยายามไปทำอะไรก็ไม่ทราบ คิดว่าทำแล้วไม่มีกิเลส แต่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่า ถ้าไม่มีปัญญาที่รู้ความจริงของธรรมจะเป็นคนดีได้อย่างไร ถึงแม้ว่าจะทำความดีมากมายสักเท่าไหร่ก็ตาม พยายามที่จะไม่ติดข้องทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ก็ไม่มีการรู้ความจริงว่าไม่มีเรา เป็นแต่เพียงธรรมที่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น ถ้าเทียบกับคนที่สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ขณะนี้ไม่มีอะไรนอกจากธาตุหรือธรรมเท่านั้น ทุกอย่างทั้งหมด พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความละเอียด ความจริงของแต่ละธาตุ ไม่ว่าจะปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ให้เราค่อยๆ เข้าใจเพื่อละความเป็นเรา เมื่อมีความรู้ว่าเป็นแต่เพียงธรรม หรือเป็นธาตุ ก็จะคลายการยึดถือสภาพธรรมนั้น กิเลสขั้นต้นประการแรกที่จะต้องดับให้หมดสิ้นไป คือการเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา มิฉะนั้นกิเลสทั้งหลายจะลดตามไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าเมื่อมีเราเเล้วรักใครที่สุด อย่างไรๆ ก็ไม่พ้นจากการรักตัวเองเเน่นอน ใช่ไหม
ทุกคำที่พูดเวลาที่ปัญญาเกิด จะรู้ว่าตรงตามความเป็นจริง เพราะเหตุว่าอาจจะมีการเข้าใจว่ารักคนอื่นมาก ทุ่มเททุกอย่างให้ แต่เพื่อความรู้สึกของเราจะได้สบาย ไม่เป็นทุกข์ ไม่เดือดร้อน นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ จะรู้ได้เลยว่า ขณะที่ไม่มีโลกใดๆ ปรากฏ เพราะเหตุว่าการจะปรากฏของโลกแต่ละทางเพียงหนึ่งขณะ หรือหนึ่งทาง พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้พร้อมกันอย่างนี้เลย
ตอนที่กำลังหลับสนิทมีอะไรปรากฏบ้าง ไม่เห็น จึงกล่าวว่าหลับสนิท เขาเห็นกันหมด แต่คนนี้หลับสนิทไม่เห็นสิ่งที่คนอื่นเห็น คนอื่นได้ยินเสียง แต่คนที่หลับสนิทไม่ได้ยินอะไรเลย ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก ไม่รู้ว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำอะไร แต่ทำไมมีเสียงปรากฏ น่าอัศจรรย์ไหม จากไม่รู้เลย ไม่มีอะไรปรากฏเลยแล้วมีเสียงปรากฏ เสียงก็เป็นธรรม ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ แล้วไม่ให้ปรากฏก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าเสียงสามารถจะกระทบกับโสตปสาทรูป
ใครก็สร้างโสตปสาทรูปที่เราใช้คำว่าหูไม่ได้ นอกจากกรรม บางครั้งทำให้หูหนวก บางครั้งก็ไม่ เพราะเหตุว่ามีกาลที่จะทำให้โสตปสาทเกิด โสตปสาทขณะนี้กำลังเกิดดับ เพราะว่าเป็นรูปที่เกิดจากกรรม มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ยับยั้งไม่ให้ดับไม่ได้เลย ๑๗ ขณะเร็วมากสุดที่จะประมาณ
เพราะฉะนั้น รูปทั้งตัวที่จำว่ามีเเละเป็นของเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ขณะใดที่ไม่ปรากฏ รูปนั้นเกิดแล้วดับแล้ว ทำไมใช้คำว่าเกิดแล้ว เพราะมีสมุฏฐานที่ทำให้รูปนั้นเกิด เมื่อกรรมเป็นสมุฏฐานทำให้ตั้งแต่เกิดมีรูป และต่อไปก็ยังมีรูปต่อๆ ไปอีกจนกว่าจะตาย จะไปยับยั้งกรรมว่าไม่ให้ทำให้รูปเกิดได้อย่างไร หรือว่าจะไปขอร้องกรรมให้ทำให้รูปเกิดได้อย่างไร อย่างคนตาบอดจะไปขอร้องกรรม ขอมีตาก็ไม่ได้ เพราะว่าการไม่มีตานั้นเพราะมีเจตนาที่จะให้คนอื่นไม่มีตา ไม่ใช่ให้เราไม่มี แต่เพราะทำร้ายคนอื่นให้ตาบอด เจตนานั้นเองเป็นเหตุ แม้ดับไปแล้วก็เป็นนานักขณิกกัมมะ คือให้ผลต่างขณะ
เพราะฉะนั้น แม้เสียงปรากฏ ใครรู้ว่าขณะนั้นจากไม่มีอะไรปรากฏเลย หลับสนิทแล้วเสียงปรากฏได้ แต่ผู้ตรัสรู้ทรงแสดงว่าต้องมีปัจจัย เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีโสตปสาทรูปซึ่งเสียงสามารถกระทบได้ เช่น คนหูหนวก คนนั้นจะไม่มีทางที่จะได้ยินเสียง แต่เมื่อมีโสตปสาทรูปซึ่งขณะนี้ทุกคนมี กำลังเกิดดับ ถ้าไม่รู้ตรงลักษณะของโสตปสาทรูป โสตปสาทรูปเกิดแล้ว ดับแล้ว ตามปัจจัยคือกรรมซึ่งทำให้เกิด และมีอายุอยู่เพียง ๑๗ ขณะของจิต
ถ้ารู้ว่ากรรมทำให้รูปเกิดเมื่อไหร่และรูปอะไรบ้าง จะน่าอัศจรรย์มาก เพราะเหตุว่าจิตหนึ่งขณะที่น้อยมากสั้นมาก ก็ยังต่างกันเป็นอนุขณะย่อยๆ คือขณะเกิดไม่ใช่ขณะดับ เร็วอย่างนี้แต่ก็ยังต่างกัน และขณะที่ตั้งอยู่ยังไม่ดับก็ไม่ใช่ขณะที่เกิดและดับ แต่กรรมทำให้รูปเกิดทุกอนุขณะของจิต ทั้งอุปาทขณะ ฐิติขณะซึ่งตั้งอยู่ และภังคขณะคือขณะที่ดับ แล้วใครจะทำอะไรได้ ไม่มีทางจะทำอะไรได้เลย นอกจากฟังพระธรรมที่ทรงแสดงด้วยพระมหากรุณา ๔๕ พรรษา สำหรับคนที่ยังยึดมั่นในความเป็นเรา ในความเป็นตัวตน ได้เริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งปัญญาถึงความเป็นสัจจญาณ สัจจะคือความจริง
เพราะฉะนั้น ญาณที่รู้ความจริงว่า เดี๋ยวนี้เป็นนามธรรมและรูปธรรมอย่างมั่นคง สามารถที่จะทำให้เกิดการระลึกได้ ภาษาไทยกับภาษาบาลีก็ยากที่จะเข้าใจ เพราะว่าเวลาคนไทยใช้คำว่าระลึกได้ เหมือนยาวนาน ระลึกอะไรได้ก็ต้องเป็นเรื่องเป็นราว แต่สำหรับภาษาบาลีใช้คำว่า สติ หมายความถึงมีสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นธรรมฝ่ายดี
ถ้าพูดยาวเพื่อที่จะให้เข้าใจก็คือ เป็นสภาพธรรมที่ระลึกเป็นไปในกุศล ทุกคนคิดเป็นอกุศล เป็นกุศล ขณะที่คิดเป็นอกุศล เป็นสติหรือเปล่า ไม่มีทาง เพราะว่าไปบังคับให้สติมาระลึกสภาพธรรมแล้วจิตเป็นอกุศลไม่ได้เลย แต่เวลาที่สติเกิดเราไม่รู้เลย คิดที่จะให้ทาน คิดที่จะวิรัติทุจริต คิดที่จะช่วยเหลือคนอื่น คิดที่จะแสดงความนอบน้อมต่อผู้ที่ควรนอบน้อม ทั้งหมดนี้เป็นจิตฝ่ายดีประเภทต่างๆ ซึ่งต้องมีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วย
แสดงให้เห็นว่า กว่าจะเข้าใจลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ต้องอาศัยคำที่พระองค์ทรงแสดง ๔๕ พรรษา เพื่อสำหรับคนรุ่นต่อๆ มา ที่เข้าใจธรรมยาก เพราะเหตุว่าในกาลสมัยเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ มีผู้ที่ได้บำเพ็ญอบรมความเข้าใจธรรมมานานแสนนาน อย่างท่านพระสารีบุตร หนึ่งอสงไขยแสนกัปป์เป็นพระอัครสาวก ซึ่งก่อนที่จะได้ฟังธรรมท่านเป็นปุถุชน แต่เวลาที่ได้ฟังธรรมแล้วก็ต่างกับคนที่ยังไม่ได้เข้าใจธรรม เพราะว่าท่านสะสมอบรมการฟังและการเข้าใจสิ่งที่ปรากฏ จนรู้ว่าเป็นธรรมแต่ละอย่าง จนคลายไม่ติดข้อง เพราะมีความเข้าใจที่เป็นสัจจญาณที่มั่นคงว่าเป็นธรรม เพียงได้ยินคำว่าธรรมแล้วธรรมก็กำลังปรากฏ ละคลายความติดข้อง สภาพธรรมจึงปรากฏจนท่านเป็นพระโสดาบัน
เพราะเหตุว่าวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ ก็เกิด ให้เห็นถึงการอบรมหนึ่งอสงไขยแสนกัปป์สำหรับท่านพระสารีบุตร สำหรับพระสาวกท่านอื่นก็หนึ่งแสนกัปป์บ้าง แล้วแต่ว่าปัญญาจะมากสักเท่าไร ถ้าปัญญาน้อยก็ไม่ต้องสะสมอะไรมากใช่ไหม แต่ถ้าปัญญามากก็ต้องสะสมมากกว่าจะเป็นปัญญาที่มากพอที่จะถึงขั้นที่จะเป็นอัครสาวกได้
ด้วยเหตุนี้พระธรรมที่ทรงแสดงทั้งหมด ทำให้ผู้ฟังเริ่มเข้าใจซึ่งเป็นปัญญา เพราะคำว่าพุทธคือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าจะกล่าวถึงแต่ละคำ ถ้าไม่รู้ขณะไหนเหมือนหลับไหม เหมือนคนหลับที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ตื่นขึ้นเห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้น อยู่ในโลกของความคิดด้วยความไม่รู้ตั้งแต่เกิดจนตาย เมื่อไหร่ที่ได้ฟังพระธรรม เมื่อไหร่เข้าใจคือรู้ แต่ไม่พอที่จะรู้ความจริง จนกระทั่งเป็นขั้นอริยสัจจธรรม ต้องอาศัยการอบรมความเข้าใจแต่ละชาติ แต่ละครั้งที่ได้ยินได้ฟัง
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมคือปกติ มีใครอยากจะผิดปกติบ้างไหม เคยเป็นอย่างไรเมื่อฟังแล้วผิดปกติไปเลย นั่นคือไม่เข้าใจธรรม เพราะอะไร ความผิดปกติก็เป็นธรรม แต่เป็นธรรมฝ่ายไม่ดี คือเห็นผิดว่าต้องผิดปกติ เพราะว่าขณะนี้สภาพธรรมเกิดแล้ว เป็นปกติไหม เห็นเกิดแล้ว ได้ยินเกิดแล้ว คิดนึกเกิดแล้ว ใครจะไปทำอะไรกับสิ่งที่เกิดแล้วได้ แต่ความไม่รู้ทำให้ผิดปกติ คือไม่รู้สิ่งที่เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ตามความเป็นจริง จึงไปทำผิดปกติด้วยความเป็นเรา
ดังนั้นธรรมก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ถ้าฟังเพื่อที่จะเข้าใจถูก เห็นถูก เป็นการที่เริ่มจะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ เพราะว่าถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม และไม่เข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา ไม่มีทางที่จะเข้าใจ หรือรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าจะรู้จักพระองค์ยิ่งขึ้นเมื่อมีความเข้าใจธรรมยิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมละเอียดก็เพียงแต่พระองค์เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้รู้ รู้อะไรก็ไม่รู้เพราะว่าไม่ได้ฟัง เป็นผู้ตื่นหมายความว่าอย่างไร ถ้ามีตื่นก็ต้องมีหลับมาก่อน ก็ไม่รู้ว่าหลับเป็นอย่างไร ตื่นเป็นอย่างไร ผู้เบิกบาน ขณะนี้บางคนอาจจะรู้จักความเบิกบาน แต่เบิกบานด้วยกิเลส รู้หรือเปล่า ขณะที่เบิกบานด้วยกิเลสไม่ใช่ปัญญา ไม่มีปัญญา แต่เบิกบานด้วยปัญญาที่รู้ความจริงของสภาพธรรม จึงเป็นผู้ตื่น ผู้รู้ และผู้เบิกบาน
เกิดมาก็ไม่รู้เลยว่าเป็นทาสของโลภะ เป็นทาสของอวิชชา เป็นทาสของอกุศลซึ่งเป็นเจ้านายไปตลอดชีวิต ให้ทำอะไรก็ทำ วันนี้ใครทำอะไรขณะที่ปัญญาไม่เกิด รับประทานอาหาร เดินไปหยิบ ไปทำอะไร ด้วยความต้องการหรือเปล่า โลภะต้องการอย่างไรก็เป็นไปตามโลภะอย่างนั้น แล้วยังทรงแสดงความละเอียดกว่านั้นอีก คือฉันทะ ความพอใจ แม้ว่ามีความต้องการไปถึงโต๊ะอาหารแล้ว เดินไปเพราะต้องการอาหาร แต่ฉันทะมาแล้ว จะเลือกอาหารอะไรดี มีตั้งหลายอย่าง นี่คือชีวิตตามความเป็นจริง
ดังนั้นแต่ละขณะของชีวิต พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความจริงซึ่งเป็นธรรมแต่ละลักษณะ จนกระทั่งมีความเข้าใจขึ้นแล้วปัญญาก็อบรมเจริญไป ขณะนี้อยู่ตรงนี้ ฟังเรื่องเห็น เรื่องได้ยิน ยังไม่ได้ประจักษ์ว่าเป็นธรรม อีกเท่าไหร่ดี ไม่นับดีกว่า ถึงกาลที่สามารถจะเข้าใจธรรมได้ ต้องไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏขณะนี้ เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้ดับแล้ว หมดแล้ว แล้วสิ่งที่จะเกิดอีกแสนกัปป์ ใครจะรู้ว่าจะมีสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอย่างไร หรือเสียง ขณะนี้ก็หมดไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เสียงเก่ากลับมาเลย เพราะฉะนั้น เสียงที่จะได้ยินในชาติที่สามารถจะรู้ความจริงได้ เป็นเสียงอะไรก็ไม่รู้ ขณะต่อไปไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะปรากฏ เพราะว่าธรรมทั้งหลายที่จะเกิดได้ตามเหตุตามปัจจัยและเป็นอนัตตาด้วย
จากการที่เราไปนมัสการที่แสดงปฐมเทศนา รูปเมื่อวานนี้ ถ้ากลับไปอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เก่า เหมือนเดิมแต่ไม่ใช่เก่าคือไม่ใช่ของเก่า ต้องเป็นรูปใหม่ซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัย แม้แต่จิตเห็น ถ้าไปนมัสการวันนี้ จิตเห็นก็ไม่ใช่จิตเมื่อวานนี้ เพราะฉะนั้น สภาพธรรมทุกอย่างที่จะปรากฏได้ แม้มีเพียง ๖ ทางคือทางตา๑ ทางหู๑ ทางจมูก๑ ทางลิ้น๑ ทางกาย๑ ทางใจ๑ ก็ใหม่ตลอด อยากมีมากกว่า ๖ ไหม ถ้ามีมากกว่า ๖ ก็ไม่รู้มากกว่านี้อีกเท่าไหร่ เพราะแค่ ๖ ยังไม่รู้เลย ใช่ไหม ถ้าเพิ่มขึ้นมาอีกก็ยิ่งไม่รู้มากขึ้น
เพราะฉะนั้น ธรรมคือเป็นความจริงอย่างนี้ ใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ฟังเพื่ออะไร จะได้ประโยชน์ต่อเมื่อเป็นผู้ที่ตรง จริง จริงใจ ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง ถ้าฟังขณะนี้เป็นเรื่องของสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วไปคิดเรื่องอื่นในหนังสือเล่มนั้น ในตำราเล่มนี้กล่าวว่าอย่างนี้อย่างนั้น แล้วจะเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ฟังหรือเปล่า ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ ความคิดก็สับสนเพราะเหตุว่าไปนึกถึงสิ่งที่สงสัยแล้วฟัง ก็ทำให้ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง
ดังนั้นเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ ทุกครั้งที่ฟัง ไม่ว่าจะฟังเรื่องอะไร ในห้องเรียนวิชาความรู้ต่างๆ ขณะที่ฟัง ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง นั่นก็จะเป็นประโยชน์มาก
ผู้ฟัง สรุปแล้วก็เหมือนว่าเราต้องเป็นอนัตตาตลอด ต้องระลึกรู้ว่าเราไม่ใช่ตัวเรา
ท่านอาจารย์ ถ้ายังไม่มีความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม สติปัฏฐานไม่เกิดเลย
ผู้ฟัง สภาพธรรมขั้นแรกคือ หมายถึงว่าทุกอย่างเกิดขึ้นมาเอง โดยที่เราไม่สามารถบังคับบัญชาได้
ท่านอาจารย์ ขณะนี้ก็เป็นอย่างนั้นใช่ไหม อย่างที่คุณหมอพูดว่ากำลังฟังแล้วคิดเรื่องอื่น แสดงความเป็นอนัตตาชัดเจน กำลังฟังอยู่แท้ๆ ก็มีจิตที่คิดเรื่องอื่น แต่ปัญญาไม่ถึงความสมบูรณ์ที่จะเห็นความเป็นอนัตตาในขณะนั้น ก็เลยเป็นเรื่องอื่นยาวไปเลย จนกระทั่งว่าแล้วขณะนั้นเป็นสติปัฏฐานหรือเปล่า ได้ยินชื่อสติปัฏฐานจากที่ไหน เมื่อได้ยินแล้วเข้าใจคำนั้นหรือเปล่า นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทุกชื่อที่ได้ยิน พระธรรมที่ทรงแสดงไว้ชัดเจน สามารถที่จะเข้าใจลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมนั้นได้ แต่ว่าเรามักจะผ่าน และคิดว่าคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอาจจะตื้นมาก เพียงพูดว่าละชั่ว เราก็จะไปละแล้วใช่ไหม แต่อะไรละ เราละไม่ได้เลย และเราก็ยังไม่รู้ว่าชั่วหรือบาปเป็นอย่างไร
เพราะฉะนั้น ฟังธรรมยังไม่ต้องคิดถึงสติปัฏฐาน จนกว่าจะเข้าใจว่าสติปัฏฐานคืออะไร ถ้าคุณหมอตอบได้ คุณหมอก็จะไม่ถามว่าขณะนั้นเป็นสติปัฏฐานหรือเปล่า เพราะฉะนั้น การฟังธรรมของทุกท่านเพื่อไม่ถามใคร เพราะเหตุว่าถามเมื่อไหร่เเปลว่าเราไม่เข้าใจสิ่งที่ฟัง แต่ถ้าเราเข้าใจแล้วก็ฟังต่อไป อย่างสติปัฏฐาน ดูเหมือนรีบร้อนที่จะถึงสติปัฏฐาน โดยที่ยังไม่ได้มีความเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏ
อยากจะให้ลืมคำนี้ไปก่อน จนกว่าจะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมแล้วสติปัฏฐานก็จะเกิด เมื่อนั้นจะไม่สงสัยในคำว่าสติกับปัฏฐานเลย เพราะความไม่รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเกิดแล้วดับ และจิตที่เห็นก็ชั่วคราว คือเพียงเห็นแล้วก็ดับ แต่เพราะความไม่รู้ก็มีความติดข้องในสิ่งที่น่าพอใจทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ต้องมีโลกใดๆ เลย เพียงแค่จิตเกิดขึ้นเห็น ติดข้องแล้ว
เพราะฉะนั้น ความติดข้องเป็นสิ่งซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะละได้นอกจากปัญญา ซึ่งปัญญาขั้นต้นคือไม่ใช่ไปละความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในอาหารอร่อย ในรสดีๆ แต่ต้องรู้ว่าเป็นธรรมก่อน ถ้ายังไม่รู้ว่าเป็นธรรมเลย เสียเวลาที่จะไปทำอย่างอื่นเพราะไม่สำเร็จ แต่ถ้าสะสมมา ถึงจะยังเป็นปุถุชน หรือเป็นพระโสดาบัน ท่านก็ไม่หลงผิดว่าท่านเป็นพระสกทาคามี ไม่หลงผิดว่าเป็นพระอนาคามี ไม่หลงผิดว่าเป็นพระอรหันต์
ดังนั้นผู้ที่ตรงเท่านั้นที่จะได้สาระจากธรรม เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีความรู้แล้วไปพยายามที่จะทำอย่างอื่น เพราะคิดว่าเพื่อที่จะไม่ให้โลภะเกิดขณะนั้น กำลังพยายามนั่นไม่ใช่โลภะหรือ แล้วก็ไม่ใช่ตัวตนหรือ และไม่มีทางที่จะเข้าใจสิ่งที่เกิดแล้วด้วย การอบรมปัญญา ในพระไตรปิฎกใช้คำว่า เป็นผู้มีปกติ ปกติจริงๆ รู้สิ่งที่เกิดแล้ว ใช้คำว่า ตามรู้ หมายความว่า เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแล้ว ไม่ใช่ให้ไปรู้อย่างอื่นที่ยังไม่เกิด ไม่ใช่ให้ไปทำอย่างอื่นที่ยังไม่เกิด ถ้าไปคิดอย่างนั้นคือไม่สามารถจะรู้สิ่งที่เกิดแล้ว ตามการสะสม
เพราะฉะนั้น ทุกคนจึงเป็นผู้ที่มีปกติ รู้สิ่งที่เกิดแล้วเฉพาะตนๆ ยังมีโลภะอยู่ไหม ยังมีความต้องการรูปสวยๆ เสียงเพราะๆ อาหารอร่อยๆ หรือเปล่า เป็นผู้ที่ตรงว่าเมื่อสิ่งนั้นเกิดต้องมีปัจจัย สะสมมาที่จะไม่ใช่พระอนาคามี ไม่ใช่พระสกทาคามี ไม่ใช่พระโสดาบัน พระอรหันต์คงไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าถ้าไม่ใช่ผู้ที่เป็นกัลยาณปุถุชนก่อน จะไม่ถึงความเป็นพระโสดาบัน แม้แต่คำที่เราได้ยินก็คิดเองไม่ได้เลย
กัลยาณะคือดีงาม ปุถุชนคือผู้ที่หนาแน่นมากด้วยกิเลส คือผู้ที่ยังไม่รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นการที่จะเข้าใจตามความเป็นจริงว่า ถ้ายังไม่เป็นพระอริยบุคคลไม่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมต้องเป็นปุถุชน แต่ปุถุชนก็มีหลายระดับ ปุถุชนที่มืดบอด ไม่ได้ยินไม่ได้ฟังพระธรรมเลย ไม่สนใจที่จะฟังด้วยก็ยังมี จริงหรือเปล่า มืดแน่ๆ บอดแน่ๆ เพราะว่าไม่รู้ ไม่ได้ยินอะไรที่พอจะให้เกิดความเข้าใจได้เลย แต่ก็ยังมีผู้ที่มีศรัทธาต้องการที่จะได้ยินได้ฟัง แต่อาจจะเป็นผู้ที่ใจร้อน คิดว่าละเอียดมาก ยุ่งมาก ยากมาก แค่นี้พอแล้ว ทำอย่างอื่นดีกว่า นั่นคือจะไม่เป็นกัลยาณปุถุชน แม้ว่าภายนอกดูเหมือนว่าทำหลายอย่างที่ดี ตัวเองก็มีความหวังดี ปรารถนาดีต่อผู้อื่น แต่ยังไม่รู้สภาพธรรม ลึกลงไปก็คือยังมีความเป็นเรา
เพราะฉะนั้น ขณะไหนก็ตามที่มีความเป็นเรามาก ก็จะแสดงออกมาตามความเป็นเรา โดยที่ไม่รู้เลยว่าขณะนั้นเพื่อเรา เพราะต้องการให้เราเป็นอย่างนั้น เพราะว่าขณะนั้นไม่ใช่ความรู้ ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ฟังพระธรรมในครั้งอดีตมีทุกอัธยาศัย เป็นผู้ที่มากในความติดในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะก็มี แต่ว่าไม่ประมาทปัญญา คือการที่สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ที่จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
ผู้ฟัง กัลยาณปุถุชนก็คือ ปกติอย่างเราๆ ทั่วๆ ไปนี่เอง
ท่านอาจารย์ เราเรียกเอง ตั้งเอง กัลยาณะตั้งเอง คือผู้ที่ใครก็ตามที่ดูเหมือนเป็นคนดี แต่เข้าใจธรรมหรือเปล่า เพราะสำหรับคำว่าเสกขบุคคล ภาษาบาลีกับภาษาไทยคล้ายๆ กัน เสกขะคือศึกษา เพราะฉะนั้น ผู้ที่ยังต้องศึกษา หมายความว่าไม่รู้ ความไม่รู้จะหมดไปได้ก็ต่อเมื่อมีการศึกษา ผู้ที่จะเป็นเสกขะคือผู้ที่ยังต้องศึกษา หมายความถึงพระโสดาบัน ได้แก่ โสตาปัตติมรรคจิต โสตาปัตติผลจิต ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ยังต้องศึกษาต่อไป ยังไม่เป็นพระสกทาคามี
พระโสดาบัน โสตาปัตติมรรคจิต โสตาปัตติผลจิต เป็นเสกขบุคคล พระสกทาคามีบุคคล สกทาคามีมรรคจิต สกทาคามีผลจิต เป็นเสกขบุคคล อนาคามีบุคคล อนาคามีมรรคจิต อนาคามีผลจิต เป็นเสกขบุคคล ยังไม่ถึงความเป็นอรหัตตผล แม้อรหัตตมรรคเกิดก็เป็นเสกขบุคคล ๗ รวมกัลยาณปุถุชนอีก ๑ ซึ่งรวมไปได้อย่างไรในการที่จะเป็นเสกขบุคคล ก็คือต้องเป็นผู้ที่รู้ ผู้ที่ฟัง ผู้ที่เข้าใจ ผู้ที่จะอบรมความเห็นถูก เพราะเหตุว่ากัลยาณปุถุชนคือต้องศึกษา ซึ่งคำว่าศึกษาในพระไตรปิฎก ไม่ใช่เพียงฟังเเต่ต้องประพฤติปฏิบัติตามด้วย จะมีประโยชน์อะไรที่เรารู้ว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ดี นั่นเป็นกุศล นี่เป็นอกุศล แต่ไม่ประพฤติตาม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
