ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652


    ตอนที่ ๑๖๕๒

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมคลาร์ก เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ทำให้มีการรู้ว่าสิ่งที่กระทบนั้นอ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว ชั่วหนึ่งขณะที่มีการกระทบ แล้วมีจิตเกิดขึ้นรู้แล้วก็ดับไป วันนี้กระทบมากเลยตั้งแต่เช้าไม่รู้อะไรเลย นี่คือทางหนึ่งคือทางกาย และยังมีทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น อีก เพราะฉะนั้นความไม่รู้มากสักแค่ไหน ใครจะรู้ได้ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม

    เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจธรรม เห็นพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าทุกคนมีกิเลส ไม่ชอบกิเลส ไม่อยากมีกิเลส บางคนก็พยายามไปทำอะไรก็ไม่ทราบ คิดว่าทำแล้วไม่มีกิเลส แต่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่า ถ้าไม่มีปัญญาที่รู้ความจริงของธรรมจะเป็นคนดีได้อย่างไร ถึงแม้ว่าจะทำความดีมากมายสักเท่าไหร่ก็ตามแต่ พยายามที่จะไม่ติดข้องทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ก็ไม่มีการรู้ความจริงว่าไม่มีเรา เป็นแต่เพียงธรรมที่เกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกับคนที่สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ขณะนี้ไม่มีอะไรนอกจากธาตุหรือธรรมเท่านั้น ทุกอย่างหมด พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความละเอียดความจริงของแต่ละธาตุ ไม่ว่าจะปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ให้เราค่อยๆ เข้าใจ เพื่อละความเป็นเรา เมื่อมีความรู้ว่าเป็นแต่เพียงธรรม หรือเป็นธาตุ ก็จะคลายการยึดถือสภาพธรรมนั้น กิเลสขั้นต้นประการแรกที่จะต้องดับให้หมดสิ้นไป คือการเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา มิฉะนั้นกิเลสทั้งหลายจะลดตามไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าเมื่อมีเรา รักใครที่สุด แน่นอนใช่ไหม อย่างไรอย่างไรก็ไม่พ้นจากการรักตัว

    ทุกคำที่พูดเวลาที่ปัญญาเกิด จะรู้ว่าตรงตามความเป็นจริง เพราะเหตุว่าอาจจะมีการเข้าใจว่ารักคนอื่นมาก ทุ่มเททุกอย่างให้ แต่เพื่อความรู้สึกของเราจะได้สบาย ไม่เป็นทุกข์ ไม่เดือดร้อน นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ จะรู้ได้เลยว่าขณะที่ไม่มีโลกใดๆ ปรากฏ เพราะเหตุว่าการจะปรากฏของโลกแต่ละทางเพียงหนึ่งขณะ หรือหนึ่งทาง พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้พร้อมกันอย่างนี้เลย

    ตอนที่กำลังหลับสนิท มีอะไรปรากฏบ้าง ไม่เห็น จึงกล่าวว่าหลับสนิท เขาเห็นกันหมด แต่คนนี้หลับสนิทไม่เห็นสิ่งที่คนอื่นเห็น เขาได้ยินเสียง แต่คนที่หลับสนิทไม่ได้ยินอะไรเลย ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก ไม่รู้ว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำอะไร แต่ทำไมมีเสียงปรากฏ น่าอัศจรรย์ไหม จากไม่รู้เลย ไม่มีอะไรปรากฏเลย แล้วมีเสียงปรากฏ เสียงก็เป็นธรรม ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ แล้วไม่ให้ปรากฏก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าเสียงสามารถจะกระทบกับโสตปสาทรูป

    ใครก็สร้างโสตปสาทรูปที่เราใช้คำว่าหูไม่ได้ นอกจากกรรม บางครั้งทำให้หูหนวก บางครั้งก็ไม่ เพราะเหตุว่ามีกาลที่จะทำให้โสตปสาทเกิด โสตปสาทขณะนี้กำลังเกิดดับ เพราะว่าเป็นรูปที่เกิดจากกรรม มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ยับยั้งไม่ให้ดับไม่ได้เลย ๑๗ ขณะนี่เร็วมากสุดที่จะประมาณ

    เพราะฉะนั้นรูปทั้งตัวที่จำว่ามีเป็นของเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ขณะใดที่ไม่ปรากฏ รูปนั้นเกิดแล้ว ดับแล้ว ทำไมใช้คำว่าเกิดแล้ว เพราะมีสมุฏฐานที่ทำให้รูปนั้นเกิด เมื่อกรรมเป็นสมุฏฐานทำให้ตั้งแต่เกิดมีรูปแล้ว และต่อไปก็ยังมีรูปต่อๆ ไปอีก จนกว่าจะตาย จะไปยับยั้งกรรมว่าไม่ให้ทำให้รูปเกิดได้อย่างไร หรือว่าจะไปขอร้องกรรมให้ทำให้รูปเกิดได้อย่างไร อย่างคนตาบอดก็ไปขอร้องกรรม ขอมีตาก็ไม่ได้ เพราะว่าการไม่มีตาเพราะมีเจตนาที่จะให้คนอื่นไม่มี ไม่ใช่เราไม่มี ทำร้ายคนอื่นตาบอด เจตนานั้นเองเป็นเหตุ แม้ดับไปแล้วก็เป็นนานักขณิกกัมมะ คือให้ผลต่างขณะ

    เพราะฉะนั้นแม้เสียงปรากฏ ใครรู้ว่าขณะนั้นจากไม่มีอะไรปรากฏเลย หลับสนิทแล้วเสียงปรากฏได้ แต่ผู้ตรัสรู้ทรงแสดงว่าต้องมีปัจจัย เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีโสตปสาทรูปซึ่งเสียงสามารถกระทบได้ เช่น คนหูหนวก คนนั้นจะไม่มีทางที่จะได้ยินเสียง แต่เมื่อมีโสตปสาทรูปซึ่งขณะนี้ทุกคนมี กำลังเกิดดับ ถ้าไม่รู้ตรงลักษณะของโสตปสาทรูป โสตปสาทรูปเกิดแล้ว ดับแล้ว ตามปัจจัยคือกรรมซึ่งทำให้เกิด และก็มีอายุอยู่เพียง ๑๗ ขณะของจิต

    ถ้ารู้ว่ากรรมทำให้รูปเกิดเมื่อไหร่และรูปอะไรบ้าง จะน่าอัศจรรย์มาก เพราะเหตุว่าจิตหนึ่งขณะที่น้อยมากสั้นมาก ก็ยังต่างกันเป็นอนุขณะย่อยๆ คือขณะเกิดไม่ใช่ขณะดับ เร็วอย่างนี้แต่ก็ยังต่างกัน และขณะที่ตั้งอยู่ยังไม่ดับก็ไม่ใช่ขณะที่เกิดและดับ แต่กรรมทำให้รูปเกิดทุกอนุขณะของจิต ทั้งอุปาทขณะ ฐิติขณะซึ่งตั้งอยู่ และภังคขณะคือขณะที่ดับ แล้วใครจะทำอะไรได้ ไม่มีทางจะทำอะไรได้เลย นอกจากฟังพระธรรมที่ทรงแสดงด้วยพระมหากรุณา ๔๕ พรรษา สำหรับคนที่ยังยึดมั่นในความเป็นเรา ในความเป็นตัวตน ได้เริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งปัญญาถึงความเป็นสัจจญาณ สัจจะคือความจริง

    เพราะฉะนั้นญาณที่รู้ความจริงว่า เดี๋ยวนี้เป็นนามธรรมและรูปธรรมอย่างมั่นคง สามารถที่จะทำให้เกิดการระลึกได้ ภาษาไทยกับภาษาบาลีก็ยากที่จะเข้าใจ เพราะว่าเวลาคนไทยใช้คำว่าระลึกได้ยาวไหม นาน ระลึกอะไรได้ก็ต้องเป็นเรื่องเป็นราว แต่สำหรับภาษาบาลีใช้คำว่า สติ หมายความถึงมีสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นธรรมฝ่ายดี

    ถ้าพูดยาวเพื่อที่จะให้เข้าใจก็คือว่า เป็นสภาพธรรมที่ระลึกเป็นไปในกุศล ทุกคนคิดเป็นอกุศล เป็นกุศล ขณะที่คิดเป็นอกุศล เป็นสติหรือเปล่า ไม่มีทาง เพราะว่าไปบังคับให้สติมาระลึกสภาพธรรมแล้วก็จิตเป็นอกุศลไม่ได้เลย แต่เวลาที่สติเกิด เราไม่รู้เลย คิดที่จะให้ทาน คิดที่จะวิรัติทุจริต คิดที่จะช่วยเหลือคนอื่น คิดที่จะแสดงความนอบน้อมต่อผู้ที่ควรนอบน้อม ทั้งหมดนี้เป็นจิตประเภทต่างๆ ฝ่ายดี ซึ่งต้องมีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า กว่าจะเข้าใจลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ต้องอาศัยคำที่พระองค์ทรงแสดง ๔๕ พรรษา เพื่อที่จะให้คนที่เข้าใจธรรมยากสำหรับรุ่นต่อๆ มา เพราะเหตุว่าในกาลสมัยเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ มีผู้ที่ได้บำเพ็ญอบรมความเข้าใจธรรมมานานแสนนาน อย่างท่านพระสารีบุตร หนึ่งอสงไขยแสนกัปเป็นพระอัครสาวก แต่ก่อนที่จะได้ฟังธรรมท่านเป็นปุถุชน แต่เวลาที่ได้ฟังธรรมแล้วก็ต่างกับคนที่ยังไม่ได้เข้าใจธรรม เพราะว่าท่านสะสมอบรมการฟังและการเข้าใจสิ่งที่ปรากฏ จนรู้ว่าเป็นธรรมแต่ละอย่าง จนคลายไม่ติดข้อง เพราะมีความเข้าใจที่เป็นสัจจญาณที่มั่นคงว่าเป็นธรรม เพียงได้ยินคำว่าธรรมแล้วธรรมก็กำลังปรากฏ ละคลายความติดข้อง สภาพธรรมจึงปรากฏจนท่านเป็นพระโสดาบัน

    เพราะเหตุว่าวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ ก็เกิด ให้เห็นถึงการอบรมหนึ่งอสงไขยแสนกัปป์สำหรับท่านพระสารีบุตร สำหรับพระสาวกท่านอื่นก็หนึ่งแสนกัปป์บ้าง แล้วแต่ว่าปัญญาจะมากสักเท่าไร ถ้าปัญญาน้อยก็ไม่ต้องสะสมอะไรมากใช่ไหม แต่ถ้าปัญญามากก็ต้องสะสมมากกว่าจะเป็นปัญญาที่มากพอที่จะถึงขั้นที่จะเป็นอัครสาวกได้

    ด้วยเหตุนี้พระธรรมที่ทรงแสดงทั้งหมด ทำให้ผู้ฟังเริ่มเข้าใจซึ่งเป็นปัญญา เพราะว่าคำว่าพุทธคือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าจะกล่าวถึงแต่ละคำ ถ้าไม่รู้ขณะไหนเหมือนหลับไหม เหมือนคนหลับ ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ตื่นขึ้นเห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้นอยู่ในโลกของความคิดด้วยความไม่รู้ตั้งแต่เกิดจนตาย เมื่อไหร่ที่ได้ฟังพระธรรม เมื่อไหร่เข้าใจคือรู้ แต่ไม่พอที่จะรู้ความจริง จนกระทั่งเป็นขั้นอริยสัจจธรรม ต้องอาศัยการอบรมความเข้าใจแต่ละชาติ แต่ละครั้งที่ได้ยินได้ฟัง

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรมคือปกติ มีใครอยากจะผิดปกติบ้างไหม เคยเป็นอย่างไรเมื่อฟังแล้วผิดปกติไปเลย นั่นคือไม่เข้าใจธรรม เพราะอะไร ความผิดปกติก็เป็นธรรม แต่เป็นธรรมฝ่ายไม่ดี คือเห็นผิดว่าต้องผิดปกติ เพราะว่าขณะนี้สภาพธรรมเกิดแล้ว เป็นปกติไหม เห็นเกิดแล้ว ได้ยินเกิดแล้ว คิดนึกเกิดแล้ว แล้วใครจะไปทำอะไรกับสิ่งที่เกิดแล้ว แต่ความไม่รู้ทำให้ผิดปกติ คือไม่รู้สิ่งที่เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ตามความเป็นจริง จึงไปทำผิดปกติด้วยความเป็นเรา

    ดังนั้นธรรมก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ถ้าฟังเพื่อที่จะเข้าใจถูก เห็นถูก เป็นการที่เริ่มจะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ เพราะว่าถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม และไม่เข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา ไม่มีทางที่จะเข้าใจ หรือรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าจะรู้จักพระองค์ยิ่งขึ้นเมื่อมีความเข้าใจธรรมยิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมละเอียดก็เพียงแต่พระองค์เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้รู้ รู้อะไรก็ไม่รู้เพราะว่าไม่ได้ฟัง เป็นผู้ตื่นหมายความว่าอย่างไร ถ้ามีตื่นก็ต้องมีหลับมาก่อน ก็ไม่รู้ว่าหลับเป็นอย่างไร ตื่นเป็นอย่างไร ผู้เบิกบาน ขณะนี้บางคนอาจจะรู้จักความเบิกบาน แต่เบิกบานด้วยกิเลส รู้หรือเปล่า ขณะที่เบิกบานด้วยกิเลสไม่ใช่ปัญญา ไม่มีปัญญา แต่เบิกบานด้วยปัญญาที่รู้ความจริงของสภาพธรรม จึงเป็นผู้ตื่น ผู้รู้ และผู้เบิกบาน

    เกิดมาก็ไม่รู้เลยว่าเป็นธาตุของโลภะ เป็นธาตุของอวิชชา เป็นธาตุของอกุศลซึ่งเป็นเจ้านายไปตลอดชีวิต ให้ทำอะไรก็ทำ วันนี้ใครทำอะไรขณะที่ปัญญาไม่เกิด รับประทานอาหาร เดินไปหยิบ ไปทำอะไรด้วยความต้องการหรือเปล่า โลภะต้องการอย่างไรก็เป็นไปตามโลภะอย่างนั้น แล้วยังทรงแสดงความละเอียดกว่านั้นอีก คือฉันทะ ความพอใจ แม้ว่ามีความต้องการไปถึงโต๊ะอาหารแล้ว เดินไปเพราะต้องการอาหาร แต่ฉันทะมาแล้ว จะเลือกอาหารอะไรดี มีตั้งหลายอย่าง นี่คือชีวิตตามความเป็นจริง

    ดังนั้นแต่ละขณะของชีวิต พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความจริงซึ่งเป็นธรรมแต่ละลักษณะ จนกระทั่งมีความเข้าใจขึ้นแล้วปัญญาก็อบรมเจริญไป ขณะนี้อยู่ตรงนี้ ฟังเรื่องเห็น เรื่องได้ยิน ยังไม่ได้ประจักษ์ว่าเป็นธรรม อีกเท่าไหร่ดี ไม่นับดีกว่า ถึงกาลที่สามารถจะเข้าใจธรรมได้ ต้องไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏขณะนี้ เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้ดับแล้ว หมดแล้ว แล้วสิ่งที่จะเกิดอีกแสนกัปป์ ใครจะรู้ว่าจะมีสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอย่างไร หรือเสียง ขณะนี้ก็หมดไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เสียงเก่ากลับมาเลย เพราะฉะนั้น เสียงที่จะได้ยินในชาติที่สามารถจะรู้ความจริงได้ เป็นเสียงอะไรก็ไม่รู้ ขณะต่อไปไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะปรากฏ เพราะว่าธรรมทั้งหลายที่จะเกิดได้ตามเหตุตามปัจจัยและเป็นอนัตตาด้วย

    จากการที่เราไปนมัสการที่แสดงปฐมเทศนา รูปเมื่อวานนี้ ถ้ากลับไปอีกครั้งหนึ่งก็ไม่ใช่รูปเก่า แม้เหมือนเดิมแต่ไม่ใช่ของเก่า ต้องเป็นรูปใหม่ซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัย แม้แต่จิตเห็น ถ้าไปนมัสการวันนี้ จิตเห็นก็ไม่ใช่จิตเมื่อวานนี้ เพราะฉะนั้น สภาพธรรมทุกอย่างที่จะปรากฏได้ แม้มีเพียง ๖ ทางคือทางตา๑ ทางหู๑ ทางจมูก๑ ทางลิ้น๑ ทางกาย๑ ทางใจ๑ ก็ใหม่ตลอด อยากมีมากกว่า ๖ ไหม ถ้ามีมากกว่า ๖ ก็ไม่รู้มากกว่านี้อีกเท่าไหร่ เพราะแค่ ๖ ยังไม่รู้เลยใช่ไหม ถ้าเพิ่มขึ้นมาอีกก็ยิ่งไม่รู้มากขึ้น

    เพราะฉะนั้น ธรรมคือเป็นความจริงอย่างนี้ ใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ฟังเพื่ออะไร จะได้ประโยชน์ต่อเมื่อเป็นผู้ที่ตรง จริง จริงใจ ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง ถ้าฟังขณะนี้เป็นเรื่องของสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วไปคิดเรื่องอื่นในหนังสือเล่มนั้น ในตำราเล่มนี้กล่าวว่าอย่างนี้อย่างนั้น แล้วจะเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ฟังหรือเปล่า ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ ความคิดก็สับสน เพราะเหตุว่าไปนึกถึงสิ่งที่สงสัยแล้วฟัง ก็ทำให้ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง

    ดังนั้นผู้ที่ตรงและจริงใจ ทุกครั้งที่ฟัง ไม่ว่าจะฟังเรื่องอะไร ในห้องเรียนวิชาความรู้ต่างๆ ขณะที่ฟัง ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง นั่นก็จะเป็นประโยชน์มาก

    ถ้ากล่าวโดยลำดับ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ สติปัฏฐานไม่ใช่เพียงปริยัติ เป็นปฏิบัติ ถ้ากล่าวโดยสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ สติปัฏฐานก็เป็นกิจจญาณ และเรามีปริยัติพอหรือยัง หรือว่าเรามีสัจจญาณมั่นคงพอหรือ ถ้ามีความมั่นคงพอ เราจะไม่ต้องกังวลหรือห่วงเลย เพราะเหตุว่ามีปัจจัยที่สติเกิดแล้วปรากฏได้ การที่จะละโลภะความติดข้องความต้องการได้ก็ด้วยหนทางเดียว คือปัญญาที่รู้ความจริงว่าธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่เรา เป็นธรรมจริงๆ เมื่อไหร่ที่สภาพธรรมใดปรากฏ ฟังอย่างนี้ก็อาจจะระลึกได้ว่าลักษณะนั้นเป็นธรรม เราไม่ได้เลือกลักษณะของธรรมที่จะให้เกิด แต่ลักษณะนั้นเกิดแต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม

    เมื่อฟังแล้วก็คือไม่ว่าจะลักษณะของธรรมใดเกิด ปัญญาที่สะสมมาก็สามารถที่จะระลึกได้ ขณะนั้นสภาพที่ระลึกเป็นสติ ซึ่งสติก็มีหลายขั้น ขั้นฟังแล้วไม่ลืม แล้วระลึกได้เป็นการรู้โดยการคิดก็ได้ ขณะนั้นก็เป็นตัวสติที่ทำไมไม่โกรธ ทำไมไม่ทำอย่างอื่น แต่ระลึกได้ว่าเป็นธรรม จะเห็นได้ว่าสติมีหลายขั้น สติที่เพียงระลึกชื่อเรื่องราวขณะนั้นว่าเป็นธรรม แต่ว่ายังไม่ใช่ขณะที่กำลังรู้ลักษณะที่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นต้องปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ หรือไม่ก็สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ข้ามขั้นไม่ได้เลย

    ขณะนี้ปริยัติพอหรือยัง สัจจญาณพอหรือยัง ถ้ายังไม่พอ จะฟังธรรมอย่างไร จะฟังเรื่องราวของธรรมมากมายแต่ไม่รู้ลักษณะของธรรม หรือในขณะที่ฟังธรรม เริ่มมีความเข้าใจว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้มีจริง ขั้นมีจริงก็เป็นลักษณะของธรรม แต่ยังไม่สามารถที่จะรู้ว่าไม่ใช่ตัวตน เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้วจิตเห็นเกิดแล้วดับเร็วมาก จิตทุกประเภทเกิดดับเร็วมาก เพราะฉะนั้น เราเห็นแล้วก็คิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดตลอดเวลา ซึ่งความจริงขณะนั้นก็มีการเกิดดับของจิตคั่นมากมายแต่ไม่รู้ เดี๋ยวนี้ไม่รู้สิ่งที่เกิดแล้ว ดับแล้ว

    ถ้าเป็นสติปัฏฐานคือ รู้สภาพธรรมใดก็ได้ไม่จำกัด ที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ต้องไปคิดถึง แต่ขณะนี้ เดี๋ยวนี้มีสภาพธรรมที่เริ่มจะเข้าใจ ยังไม่เป็นสติปัฏฐานก็ยังไม่เป็นสติปัฏฐาน อย่าไปบีบบังคับให้เป็นสติปัฏฐาน ให้รู้ตรงนั้นตรงนี้ นั่นคือไม่ใช่มัชฌิมาปฏิปทา

    ผู้ฟัง จิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตได้รส เจตสิกจะเกิดร่วม ถ้าเราใช้คำง่ายๆ เจตสิก ใช้คำว่าเป็นอารมณ์ได้ไหม

    ท่านอาจารย์ อารมณ์ หมายความถึงสิ่งที่จิตรู้อย่างหนึ่ง ไม่เปลี่ยนเลย สภาพธรรมใดก็ตามที่จิตกำลังรู้ ไม่ว่าจะเป็นคำ เป็นเรื่อง หรือว่าเป็นปรมัตถธรรม สิ่งที่มีจริงก็ตามแต่ จิตรู้สิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ของจิต เพราะฉะนั้น จิตจะเกิดโดยปราศจากอารมณ์ไม่ได้เลย จิตสามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ทุกอย่างไม่เว้นเลย จิตสามารถจะรู้อารมณ์ได้ทุกอย่าง รู้จิตก็ได้ รู้เจตสิกก็ได้ รู้รูปก็ได้ รู้บัญญัติก็ได้ รู้นิพพานก็ได้ รู้ได้หมดทุกอย่าง

    ผู้ฟัง หมายถึงอารมณ์จะเป็นส่วนหนึ่งที่จิตจะต้องรู้

    ท่านอาจารย์ อารมณ์เป็นปัจจัยที่ทำให้จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น เช่น เสียง มีใช่ไหม กระทบโสตปสาทรูป กระทบอย่างอื่นไม่ได้ และจิตจึงเกิดได้ยินเสียง เพราะฉะนั้น เสียงที่จิตได้ยินนั้นเป็นอารมณ์ของจิต โดยเสียงนั้นเป็นอารัมมณปัจจัย เพราะจิตได้ยินเกิด ไม่ใช่จิตอื่นเกิด เสียงจึงเป็นอารัมมณปัจจัยของจิตได้ยิน

    ตอนนี้อะไรเป็นอารัมมณปัจจัยของจิตเดี๋ยวนี้ สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอารัมมณปัจจัยของจิตเห็น เสียงเป็นอารัมมณปัจจัยของจิตได้ยิน คิดนึกเป็นอารัมมณปัจจัยของจิตคิด เรื่องราวต่างๆ ก็เป็นอารัมมณปัจจัยของจิตที่คิด เรื่องราวต่างๆ เป็นอารัมมณปัจจัยของจิตเห็นได้ไหม ไม่ได้ นี่คือความเป็นธรรม บังคับบัญชาไม่ได้ ต้องเป็นไปตามปัจจัย

    ผู้ฟัง สงสัยว่าจริงๆ แล้ว ถ้าหากไม่เข้าใจเรื่องราวว่า ปรมัตถธรรมมี ๔ มีจิต เจตสิก รูป นิพพาน เราก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงพระธรรม ใครจะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจได้ก็คือ ฟัง พิจารณาไตร่ตรองแล้วเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง

    ผู้ฟัง บางครั้งก็คิดเหมือนกันว่า การที่รู้เรื่องราวก็เป็นส่วนหนึ่งที่ปรุงแต่งให้สามารถเข้าใจสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ ๔๕ พรรษา ทรงแสดงพระธรรมเป็นเรื่องราวทั้งหมด

    ผู้ฟัง แต่เวลาที่ถามเกี่ยวกับเรื่องสติปัฏฐาน ท่านอาจารย์มักจะเน้นว่าให้พิจารณาสภาพธรรม ณ ขณะเดี๋ยวนี้

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ได้ให้พิจารณา มีสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วเข้าใจสิ่งที่ปรากฏแล้วหรือยัง ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ สติปัฏฐานคืออะไร การศึกษาธรรมต้องตามลำดับ

    ผู้ฟัง จริงๆ แล้วบางครั้งเรื่องราวก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทราบ

    ท่านอาจารย์ แน่นอน ถ้าไม่มีพระธรรมที่ทรงแสดง เราจะรู้สภาพธรรมได้อย่างไร อย่างที่กล่าวว่าเมื่อสักครู่นี้มีจิต มีเจตสิก มีรูป มีนิพพาน ถ้าไม่รู้ เราก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้น ที่รู้ว่าจิตหนึ่งขณะจะต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท ให้เข้าใจความเป็นอนัตตา หรือว่าให้ไปรู้ผัสสเจตสิก

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์เน้นกับพวกเรา เพราะท่านอาจารย์มองว่าเราพยายามจะจำ ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ คือไม่เข้าใจว่า ฟังธรรมเพื่อเข้าใจธรรม แล้วสำคัญที่สุดคือเข้าใจตัวธรรมที่กำลังเป็นธรรมเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นความเข้าใจของเราก็ห่างเหินไปอยู่ในหนังสือ ในตำราต่างๆ โดยไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่ว่าเวลาที่ฟังธรรมแล้วจะมีจิตเท่าไหร่ เจตสิกเท่าไหร่ เเต่ให้เห็นความเป็นอนัตตาว่า เป็นอย่างนั้นจริงๆ บังคับบัญชาไม่ได้ ก่อนจิตเห็นจะเกิดต้องมีจักขุทวาราวัชชนจิตเกิดก่อน ก่อนจักขุทวาราวัชชนะก็มีภวังคุปัจเฉทะ ก่อนภวังคุปัจเฉทะก็มีภวังคจรณะ ก่อนภวังคจรณะก็คือภวังค์ ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมเหล่านี้ได้เลย ยิ่งศึกษา ยิ่งเห็นความเป็นอนัตตามากขึ้นแล้วก็รู้ได้ว่า ปัญญาของเราสามารถจะเข้าใจธรรมได้แค่ไหน

    พูดถึงเจตสิก ๗ ดวง จะเข้าใจผัสสเจตสิกไหม จะเข้าใจมนสิการเจตสิกไหม หรือว่าจะรู้ลักษณะของเจตนาเจตสิกในขณะนี้ซึ่งเกิดกับจิตเห็นด้วยไหม ฟังเพื่อให้เรามีความเข้าใจในความเป็นอนัตตา เราจะจากโลกนี้ไป เกิดใหม่ก็เป็นธรรม ไม่ใช่เรา แล้วก็มีแต่เรื่องที่จำในชาติก่อน เมื่อถึงชาติต่อไปพูดภาษาอะไร แล้วจะจำคำที่เราเคยจำไว้หมดไหม จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ หายไปไหนหมด แต่ธรรมเป็นธรรม เพียงได้ยินคำว่าธรรม ความเข้าใจของเราเริ่มเกิดได้ ไม่มีตัวตน

    การฟังธรรมเพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่เรา ถ้าสามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ไม่ใช่เรา เป็นธรรม นั่นคือสามารถที่จะเข้าใจลักษณะที่กำลังปรากฏแต่ละลักษณะซึ่งต่างๆ กันไป

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    17 ธ.ค. 2568