ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
ตอนที่ ๑๖๗๖
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ ขณะที่เป็นกุศลจิตเพียงหนึ่งขณะ จะมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากหลายประเภททีเดียว แสดงให้เห็นว่าเกิดได้ยากกว่า แต่ถ้าเป็นผู้ที่อบรมจนกระทั่งเป็นอุปนิสัย ผู้นั้นก็มีความมั่นคงที่จะเป็นผู้ที่มีศีล โดยที่ว่าขณะนั้นถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องคือไม่ใช่เรา แต่เป็นการอบรมของสังขารขันธ์
ทุกคนได้ยินคำว่าขันธ์ ๕ บ่อยๆ รูปทั้งหมดทุกประเภท ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต จะเปลี่ยนเป็นนามธรรมไม่ได้เลย แม้ว่ารูปมีปัจจัยเกิดแล้วดับไปจริงทั้งหมดเลยแต่ก็คงเป็นรูปนั่นเอง จะเป็นลักษณะของนามธรรมไม่ได้
ดังนั้น สภาพธรรมที่มีจริงเกิดดับไม่ใช่สภาพรู้ เป็นที่ตั้งของความยึดถือ จึงมีคำว่ารูปูปาทานขันธ์ คือรูปเป็นขันธ์ที่มีอุปาทานเข้าไปยึดมั่นอย่างหนึ่ง นั่นก็เป็นเรื่องของรูป ส่วนสภาพนามธรรม เป็นนามขันธ์ ๔ คือเวทนาขันธ์ ความรู้สึกก็เป็นที่ยึดมั่น สัญญาขันธ์สภาพจำ เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ นอกจากเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์แล้ว เจตสิก ๕๐ เป็นสังขารขันธ์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรา ขณะนี้เป็นจิตและเจตสิกกำลังทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ เช่น สติ กำลังระลึกที่จะเข้าใจความหมายของคำ ไตร่ตรองว่าขณะนั้นเป็นคำพูดที่จริง พูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้ ปัญญาก็สามารถที่จะเกิดขึ้นและเข้าใจได้
เพราะฉะนั้น ไม่มีเราจะไปเว้น ไม่มีเราที่จะทำ แต่ทั้งหมดคือสภาพธรรม เป็นจิตซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้นเอง นอกจากนั้นเป็นหน้าที่ของเจตสิกทั้งหมด โลภะเป็นเจตสิก โทสะเป็นเจตสิก การวิรัติงดเว้นจากทุจริตเป็นเจตสิก ความเพียรต่างๆ ก็เป็นเจตสิก ความตั้งมั่นก็เป็นเจตสิก เพราะฉะนั้น ไม่มีเราแต่เป็นธรรมที่เกิดแล้ว ค่อยๆ มีการที่จะน้อมไป เมื่อมีการเข้าใจธรรมขึ้นก็น้อมไปในทางสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูก ถ้าเป็นฝ่ายอกุศลก็คือ ไม่มีการได้ยินได้ฟังสิ่งที่ถูกต้องก็น้อมไปสู่ทุจริต
ผู้ฟัง คือว่าจริงๆ แล้วไม่มีใครที่จะมาตัดกรรม
ท่านอาจารย์ สภาพธรรมเกิดแล้วดับหรือไม่ แล้วจะตัดตรงไหน เหตุเกิดแล้วดับแล้ว และก็เป็นปัจจัยที่จะให้ผลเกิดขึ้นตรงตามเหตุนั้นด้วย และไม่ใช่ไปให้เหตุกับคนอื่นด้วย
ผู้ฟัง มี ๓ คำถาม คำถามแรก สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา แตกต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าสมถะ และวิปัสสนา เมื่อเป็นชื่อที่ต่างกัน ความหมายก็ต้องต่างกันด้วย สมถะหมายความถึงความสงบ วิปัสสนาหมายความถึง ปัญญาที่สามารถรู้ลักษณะของสภาพธรรมขณะนี้ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของปัญญาทั้งสองคำ แต่ว่าเป็นปัญญาที่ต่างกัน เพราะเหตุว่าสมถะคือเวลาที่รู้ว่าอกุศลจิตเกิดขณะนั้นไม่สงบ ไม่มีใครที่จะคิดว่าอกุศลมีประโยชน์ แต่ก็ต้องมีปัญญาที่จะรู้ว่า เหตุใดอกุศลเกิดบ่อยๆ และความสงบซึ่งเป็นกุศลเกิดน้อยกว่าอกุศล
ดังนั้นจึงเห็นตามความเป็นจริงว่า มีเหตุมีปัจจัยที่จะทำให้อกุศลเกิด ถ้าไม่มีปัญญาที่มีความเข้าใจถูก อะไรจะไปละเหตุปัจจัยที่ทำให้อกุศลเกิดได้บ่อยๆ อย่างในวันนี้อกุศลก็มากแล้ว เมื่อสักครู่นี้รับประทานอาหารอร่อย อกุศลหรือกุศล เท่านี้ก็แสดงให้เห็นว่าชีวิตวันหนึ่งๆ มีปัจจัยที่จะเป็นอกุศลเรื่อยไป จนกว่าจะมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้กุศลจิตเกิดบ้างบางขณะ
การที่จิตสงบหมายความถึงขณะนั้นไม่ใช่อกุศล เพราะว่าถ้าเป็นอกุศลแล้วไม่ว่าจะเป็นประเภทใดทั้งสิ้น ขณะนั้นจิตไม่สงบ แต่เวลาที่ไม่มีอกุศลเมื่อไร ไม่ว่าจะเป็นกุศลประเภทใดก็ตาม ขณะนั้นสงบจากอกุศล
วันนี้จะเห็นได้ว่า จิตที่สงบเมื่อกุศลจิตเกิดนั้นมีไม่มากและไม่นาน พอที่จะรู้ความต่างของอกุศลจิตกับกุศลจิต ถึงแม้ว่าจะรู้แล้วเเต่เห็นโทษของอกุศลหรือยัง ถ้ายังไม่เห็นโทษของอกุศลก็ไม่ได้อบรมที่จะให้จิตสงบจากอกุศล เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่มีปัญญา
ก่อนการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีผู้ที่สะสมปัญญาที่สามารถที่จะเห็นโทษของความติดข้อง ซึ่งเกิดเป็นอกุศลทันทีตั้งแต่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และคิดนึก วันนี้ก็มีอกุศลทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ จะมากสักเท่าไรแต่ก็ไม่รู้ว่าขณะนั้นไม่สงบ ต้องเป็นปัญญาที่สามารถที่จะเห็นความต่างของกุศลและอกุศล จึงสามารถที่จะระลึกถึงธรรมที่ทำให้จิตสงบไม่เป็นอกุศลได้ จนกระทั่งสามารถที่จะให้กุศลประเภทนั้นเกิดบ่อยๆ จนกระทั่งมีความมั่นคง ภาวนาหมายความว่าอบรมให้สิ่งที่ยังไม่มี เกิดมีขึ้น และให้สิ่งที่มีแล้วเจริญมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของความสงบ สมถภาวนาคืออบรมให้กุศลจิตเกิดบ่อยๆ จนกระทั่งเป็นผู้ที่ไม่เดือดร้อนเพราะอกุศล
สำหรับวิปัสสนาภาวนาคือ อบรมให้ปัญญาเห็นถูกตามความเป็นจริงของธรรมที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้าในขณะนี้ เราทราบแล้วว่าทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นขณะนี้เห็นเป็นธรรม ซึ่งปัญญาเท่านั้นจึงสามารถที่จะรู้ว่าเห็นเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ใคร มีปัจจัยเกิดขึ้นและก็ดับไป สภาพธรรมใดที่เกิดแล้วไม่ดับ ไม่มีเลย ลองพิจารณาดู จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ ขณะที่เห็นต้องไม่ใช่ขณะที่ได้ยิน ต้องไม่ใช่ขณะที่คิดนึก
เพราะฉะนั้น ถ้าขณะนี้สามารถเข้าใจลักษณะของธรรมจริงๆ แต่ละอย่าง ทีละอย่างด้วย ก็สามารถที่จะรู้ว่าธรรมเป็นธรรมจริงๆ เพราะเกิดแล้วดับและไม่ใช่ของใคร สิ่งใดที่ไม่สามารถจะมีใครทำให้เกิดได้ตามที่ต้องการ แต่จะเกิดได้ต่อเมื่อมีเหตุปัจจัย เมื่อเกิดแล้วดับไปก็เป็นสิ่งที่เพียงเฉพาะหน้า เฉพาะกาลที่สั้นมาก ซึ่งถ้ามีปัญญาอย่างนี้จึงสามารถที่จะละกิเลส คือความไม่รู้ความจริงว่าเป็นธรรม และการที่เคยยึดถือธรรมว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด นั่นคือวิปัสสนาภาวนา แต่ความจริงทุกคนรู้สึกว่าจะหวังผลที่ไกลมาก เพียงฟังเดี๋ยวนี้ก็อยากจะรู้ธรรม อยากจะประจักษ์การเกิดดับของธรรม
เมื่อได้ยินคำว่าวิปัสสนาก็คิดว่า วิปัสสนาจะทำอย่างไร คือไม่คิดถึงว่า การที่ผลใหญ่จะมีได้ก็ต่อเมื่อมีผลทีละเล็กทีละน้อยค่อยๆ สะสมไป จนกระทั่งเป็นผลที่สามารถที่จะใหญ่ได้ แต่ถ้าไม่มีขณะนี้เลย ไม่มีความเข้าใจธรรมขณะนี้ แล้วไปหวังว่าวันหนึ่งอยู่ดีๆ จะเกิดละกิเลส หรือว่ารู้สภาพธรรมที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าเหตุกับผลไม่ตรงกัน หรือเรื่องของความสงบ อยากจะทำสมถภาวนาแต่ไม่รู้ว่าวันนี้จิตเป็นกุศลหรือยัง ถ้าจิตไม่เป็นกุศลแล้วจะไปทำสมถภาวนาอะไร นั่นเป็นการเข้าใจผิด คิดว่าความสงบเกิดจากการทำ แต่ทั้งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ทั้งหมดเป็นเรื่องของปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาไม่สามารถที่จะอบรมทั้งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาได้
ขณะนี้ ใครรู้ว่าจิตเป็นกุศลหรืออกุศล ถ้าไม่รู้ก็เจริญไม่ได้ เจริญได้อย่างไร ในเมื่อไม่รู้ว่าขณะใดเป็นกุศล ขณะใดเป็นอกุศล
ด้วยเหตุนี้ สำหรับภาวนาซึ่งเป็นกุศลที่ไม่ใช่ขั้นทานขั้นศีล จึงต้องมีปัญญาและเป็นผู้ที่เข้าใจจริงๆ ว่าขณะนั้นจิตสงบเพราะอะไร แล้วก็อบรมให้จิตสงบยิ่งขึ้นสำหรับสมถภาวนา ถ้าเป็นวิปัสสนาภาวนาก็ค่อยๆ เริ่มจากการฟังธรรมอย่างนี้แล้วมีความเข้าใจ จนกระทั่งไม่มีความสงสัยว่าขณะนี้เป็นธรรมแต่ละลักษณะ แต่ละทาง เช่น สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นธรรมอย่างหนึ่ง เสียงเป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าไม่รู้ความจริงของธรรมแต่ละลักษณะ แต่ละทางยังปนกันอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของธรรมอะไรได้เลย
ผู้ฟัง ข้อสอง เราควรปฏิบัติแบบไหนก่อน จะปฏิบัติพร้อมกันได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ ถ้าตอบแล้วทำได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ บอกว่าปฏิบัติสมถะก่อนแล้วทำอย่างไร อะไรเป็นสมถะก็ไม่รู้ หรือว่าบอกว่าทำวิปัสสนาก่อนก็ไม่รู้อีก เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องความไม่รู้ แต่ทั้งหมดต้องไม่ลืมว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริง ซึ่งสามารถที่จะแสดงความจริงให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย เพราะฉะนั้นผู้ฟังไม่มีปัญญา ไม่เข้าใจอะไรเลยแล้วจะปฏิบัติ นั่นไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าปฏิปัตติหรือปฏิบัติ หมายความถึงการอบรมปัญญา ไม่ว่าจะเป็นสมถภาวนาหรือว่าวิปัสสนาภาวนาก็เป็นการอบรมปัญญา ขาดปัญญาไม่ได้เลย
ผู้ฟัง ข้อสาม ถ้าต้องการบรรลุพระอรหันต์โดยเร็วจะทำวิปัสสนาอย่างเดียว ถูกต้องหรือไม่
ท่านอาจารย์ พระอรหันต์คือใคร ก่อนอื่นจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ทราบหรือไม่ว่าพระอรหันต์คือใคร รู้สึกจะตอบกันได้ว่า เป็นผู้ที่ไม่มีกิเลสเลยเพราะกิเลสนั้นดับ ไม่มีเชื้อปัจจัยที่จะทำให้เกิดอีกได้ และอะไรจะดับกิเลสได้ เพราะว่ากิเลสเกิดจากความไม่รู้ เพราะฉะนั้นที่กิเลสจะหมดได้ต้องเพราะรู้จริงๆ ความรู้จริงจะทำให้ละคลายกิเลสตามลำดับ ถ้ามีใครบอกว่าไม่รู้อะไรเลย ขณะนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ขณะนี้เป็นธรรมอะไรก็ไม่รู้ แล้วจะเป็นพระอรหันต์ได้หรือ ก็เป็นไม่ได้ ไม่ต้องถึงพระอรหันต์ เพียงแต่จะมีปัญญาที่ฟังธรรมเข้าใจ
มีท่านผู้หนึ่ง แต่ก่อนนี้ท่านรู้สึกว่าความหวังท่านสูงมาก อยากจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม แต่เมื่อเริ่มเข้าใจธรรมก็รู้ว่าธรรมละเอียดลึกซึ้ง ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้ความลึกซึ้งของธรรม เพราะฉะนั้นท่านผู้นั้นก็เพียงขอฟังธรรมให้เข้าใจ ซึ่งคงจะไม่ง่ายนักถ้าเป็นคนที่ใจร้อน แต่ถ้าเป็นผู้ที่ไม่เผินแล้วไม่ประมาท และถ้ารู้ก็คือรู้จริงๆ ในแต่ละคำ ไม่ว่าจะได้ยินคำไหน อย่างเช่นคำว่าธรรม ถ้ารู้จริงๆ ถึงความเป็นพระอรหันต์ได้
เพราะฉะนั้นสำหรับคำถามที่ว่าเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ควรจะปฏิบัติอย่างไร ก็คือรู้จริงๆ ในสิ่งที่ได้ฟังซึ่งเป็นเรื่องของธรรม คือสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้
อ.ธนากร สืบเนื่องจากเมื่อเช้า มีการศึกษาในเรื่องกรรมและผลของกรรม โดยมากเรามักจะสนใจเพียงในขั้นของเรื่องราว หรือว่าเหตุการณ์ของผู้ที่กระทำกรรมต่างๆ ในพระไตรปิฎก อยากทราบว่า ประโยชน์ที่แท้จริงที่ลึกซึ้งกว่านั้นของการศึกษาในเรื่องกรรมนั้นเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ประโยชน์คือรู้ว่าอะไรเป็นเหตุ และอะไรเป็นผล เพราะว่าทุกคนหวังผลที่ดี แต่ไม่รู้ว่าผลที่ดีนั้นมาจากเหตุอะไร ได้แต่ขอและหวัง แต่ว่าสิ่งที่ดีหรือผลที่ต้องการไม่ได้มาจากการขอหรือการหวัง แต่ต้องมีเหตุที่สมควรที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น การที่จะรู้จริงๆ ในแต่ละอย่างว่า ขณะนี้เป็นผลหรือเป็นเหตุจะทำให้สามารถได้สิ่งที่ต้องการ เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้วถ้ารู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เพียงเป็นสิ่งหนึ่งในบรรดาธรรมทั้งหลายทั้งหมดที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ เพียงให้เห็นได้เท่านั้นเอง แข็งปรากฏให้เห็นได้หรือไม่ ไม่มีทางเห็นเลย แต่รู้ได้เมื่อกระทบสัมผัส
เพราะฉะนั้น แข็งก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง มีปัจจัยเกิดซึ่งใครก็ทำไม่ได้ ในเมื่อเป็นธรรม เป็นธาตุก็ต้องเป็นธาตุ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เป็นแข็งแล้วก็ดับไป แข็งคือปรากฏให้รู้เมื่อกระทบสัมผัส รู้ว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ ปรากฏจริงๆ แต่ว่าชั่วขณะที่ปรากฏแล้วก็หมดไป ทุกอย่างที่เป็นธรรมที่เกิดมี ในชีวิตทุกภพทุกชาติแม้ในชาตินี้เป็นสิ่งที่เพียงปรากฏชั่วคราว สั้นมาก และแต่ละอย่างก็ต้องเป็นอย่างนั้น คือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ เป็นสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง แต่สิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ จะปรากฏก็ต่อเมื่อมีธาตุหรือธรรมอีกหลายอย่าง เช่น ต้องมีจักขุปสาทรูป เป็นรูปธาตุ ทุกคนกำลังเห็น รู้หรือไม่ว่าเพราะมีรูปพิเศษที่อยู่กลางตาที่สามารถจะกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่มีจริงทุกขณะมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น เช่น ขณะนี้พูดถึงสิ่งที่ปรากฏทางตา ต้องเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดจะปรากฏได้อย่างไร เมื่อเกิดแล้วต้องกระทบกับรูปที่กลางตา ซึ่งสามารถกระทบกับรูปที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ยังไม่พอ ต้องมีธาตุรู้เกิดขึ้นกำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏ นี่คือสภาพธรรมที่มีจริงๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ไม่มีทางที่ใครจะหวังไปว่าชีวิตจะเป็นอย่างนี้อย่างนั้น แล้วก็คิดว่าจะเป็นอย่างที่ต้องการได้ แต่ความเข้าใจจะรู้แม้แต่เหตุว่าเหตุใดบางคนมีจักขุปสาท เหตุใดบางคนไม่มีจักขุปสาท
บางคนเกิดมา กรรมกำหนดไว้เลยว่า เมื่อถึงเวลาที่จักขุปสาทจะเกิดตามปกติ แต่คนนี้มีกรรมที่ไม่ทำให้จักขุปสาทรูปเกิด เพราะฉะนั้นคนนั้นชื่อว่าตาบอดแต่กำเนิด แต่ว่าบางคนเวลาที่ถึงเวลาที่จักขุปสาทเกิดก็เกิด แต่ภายหลังก็มีกรรมที่จะทำให้จักขุปสาทไม่เกิด ต่อจากนั้นคนนั้นก็ตาบอด คือถ้ารู้ทุกอย่างว่าแม้ตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยชั่วคราวแล้วก็ดับไป จะทำให้เข้าใจถูกต้องแล้วชีวิตก็จะพ้นจากความทุกข์
ใครบ้างที่คิดว่าเกิดมาไม่มีความทุกข์เลย ถ้าคิดว่าไม่มีทุกข์เลยนั่นคือเข้าใจผิด เพราะเพียงแค่วันเดียวที่เกิดมา มีทุกข์หรือไม่ถ้าไม่มีใครเลี้ยงดู ไม่มีใครอุปการะ ไม่มีอาหารรับประทาน ไม่มีอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้ตั้งแต่เกิดมามีชีวิตจนกระทั่งถึงวันนี้ได้ เพราะมีปัจจัยที่จะทำให้ชีวิตดำรงเป็นไป โดยที่บางคนดำรงเป็นไปด้วยความสุข บางคนดำรงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ไม่มีใครสามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งที่เกิดแล้ว แต่ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้วมีเหตุที่จะทำให้สิ่งที่ดีๆ เกิดขึ้นในชีวิต ถึงแม้ว่าจะมีความทุกข์ของชีวิตแต่ก็ยังไม่ทุกข์มาก เท่ากับผู้ที่ไม่รู้ความจริงแล้วมีแต่เหตุที่จะนำมาซึ่งสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เหตุนั้นก็คือกิเลสและอกุศลกรรม
อ.ธนากร ผู้ที่ฟังธรรมจากในพระไตรปิฎก มักจะสงสัยว่าทำไมถึงต้องศึกษาธรรมให้ละเอียดมาก มีคำที่เราศึกษามากมาย อย่างเช่นคำว่า จิต เจตสิก รูป แล้วยังมีแยกย่อยละเอียดไปมากกว่านั้นอีก จึงอยากทราบว่าทำไมเราต้องศึกษาละเอียดถึงขนาดนั้น
ท่านอาจารย์ คิดว่าเพียงฟังคำสองคำแล้วเข้าใจธรรมได้หรือ
อ.ธนากร ไม่ได้แน่นอน
ท่านอาจารย์ คิดว่าฟังสักปีสองปีจะเข้าใจธรรมได้หมดหรือไม่
อ.ธนากร ไม่มีทางหมด
ท่านอาจารย์ นี่เป็นเหตุที่ทำไมต้องศึกษาละเอียด มีชาวพุทธคนไหนที่ไปวัดแล้วไม่ได้ยินคำว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาบ้าง
อ.ธนากร น้อยมาก
ท่านอาจารย์ ถ้าไปวัดก็มักจะได้ยินว่า ทุกอย่างไม่เที่ยง สิ่งที่ไม่เที่ยงนั่นเองเป็นทุกข์ และสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์นั้นควรจะยึดถือว่าเป็นของเราหรือ ในเมื่อมีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับหมดไปเลย ไม่มีอะไรเหลือเลย แล้วอะไรจะเป็นของเรา ฟังแค่นี้ดับกิเลสได้หรือไม่
อ.ธนากร ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะเหตุว่าแม้แต่เพียงคำว่าธรรมทั้งหลาย เท่านี้ คืออะไร ธรรมทั้งหลายยังไม่รู้เลย กระดาษเป็นธรรมหรือไม่ ถ้วยแก้วเป็นธรรมหรือไม่ คำว่าธรรมทั้งหลายไม่พอใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการฟังจนกระทั่งเป็นความเข้าใจจริงๆ ว่า แม้แต่คำว่าธรรมคืออะไร บางครั้งหมายความถึงพระธรรมเทศนา บางครั้งหมายความถึงคุณธรรม และถ้าได้ยินละเอียดยิ่งขึ้นก็ทำให้มีความเข้าใจในสิ่งที่เราคิดว่าเราเข้าใจแล้ว เช่น คำว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แต่ถ้าแสดงให้ละเอียดยิ่งขึ้น กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา คนที่ไปงานศพได้ยินกันทุกคนแล้วอย่างไร เป็นพระพุทธพจน์แต่ไม่สนใจที่จะรู้ว่ากุสลา ธัมมา คือกุศลธรรม อกุสลา ธัมมา คืออกุศลธรรม อัพยากตา ธัมมา คือธรรมที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศลก็มีและเป็นธรรมด้วย
นี่คือสิ่งที่เรากว่าจะรู้ได้ว่าอะไรเป็นธรรม แล้วธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นไม่เที่ยงจริงๆ ไม่ใช่อยู่นานๆ แล้วถึงจะดับ เพียงเกิดขึ้นนิดเดียวแล้วก็ดับไป อยู่ที่ไหน ไม่มีแล้ว มีแต่สิ่งใหม่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอีก แล้วก็ไม่มีอีก เพราะฉะนั้นมีแต่สิ่งซึ่งเกิดดับ นี่คือกล่าวไปยาวไม่ใช่สั้นๆ ใช่หรือไม่ เท่านี้พอหรือยัง
อ.ธนากร ไม่พอ
ท่านอาจารย์ ดังนั้นจึงต้องศึกษาให้ละเอียดขึ้นจนกว่าจะมีความเข้าใจ และเพียงความเข้าใจนั้นพอหรือไม่
อ.ธนากร ก็ยังไม่พออีก
ท่านอาจารย์ ยังไม่รู้ความจริงขั้นฟังเข้าใจ ทั้งๆ ที่ขณะนี้เป็นความจริงอย่างนั้น ผู้ที่รู้ความจริงจะไม่ปฏิเสธว่า ขณะนี้สภาพธรรมที่ปัญญาเริ่มเห็นว่าเป็นธรรม เมื่อมีความละคลายความติดข้อง การเกิดขึ้นและดับไปของธรรมก็ปรากฏ เพราะว่าขณะนี้เห็นไม่ใช่ได้ยิน ทุกคนฟังเข้าใจเเละรู้ด้วยว่าเห็นเกิดจึงเห็น ถ้าเห็นไม่เกิดจะเห็นได้อย่างไร ได้ยิน ขณะนี้ได้ยิน พิสูจน์ได้เลยว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีได้ยิน แล้วได้ยินเกิด แล้วได้ยินก็หมดไป หรือแม้แต่เสียง เมื่อครู่นี้ไม่มีเสียง แล้วมีเสียงเกิดขึ้น แล้วเสียงก็หมดไป นี่คือการเกิดดับสืบต่อซึ่งเราไม่ได้สังเกต ไม่สนใจที่จะรู้ว่าเห็นไม่ใช่ได้ยิน และเห็นก็คือกำลังมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่ได้ยินไม่ใช่ขณะที่กำลังมีสิ่งปรากฏให้เห็น แต่ขณะนั้นมีสิ่งอื่นคือเสียงปรากฏให้ได้ยิน
แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมเกิดขึ้น อย่างเช่น จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ และมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเกินกว่า ๗ ประเภท ซึ่ง ๗ ประเภทนี้คืออย่างน้อยที่สุด เมื่อไม่มีความรู้เลยอะไรทั้งสิ้นจึงหลงเข้าใจว่าเป็นเราทั้งหมด ซึ่งถ้าพิจารณาความจริงว่า สิ่งใดก็ตามมีปัจจัยจึงเกิดซึ่งเลือกไม่ได้เลย เป็นธาตุเหมือนกับธาตุไฟในป่า ถึงเวลามีปัจจัยไฟป่าก็เกิดขึ้น ใครไปห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ โดยความเป็นธาตุที่มีปัจจัยเมื่อไหร่ พร้อมที่จะเกิดเมื่อไหร่ก็เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ฉันใด ขณะนี้ทุกขณะก็เป็นธาตุแต่ละธาตุ ซึ่งเกิดเพราะเหตุว่ามีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นแล้วก็หมดไป เท่านี้ ไม่เป็นเราหรือยัง
อ.ธนากร ยังอีกนานเลย
ท่านอาจารย์ ยังอีกนาน เพราะฉะนั้นก็ฟังจนกว่าจะเป็นความเข้าใจ และรู้ด้วยว่าแค่เข้าใจ ทั้งๆ ที่ฟังแล้วเข้าใจว่าเกิดดับ แต่ไม่ได้ประจักษ์การเกิดดับเลย จนกว่ามีปัจจัยที่สติสัมปชัญญะ สัมปชัญญะคือปัญญาที่ใช้คำว่า อสัมโมหสัมปชัญญะ หมายความว่าไม่หลงเข้าใจผิดในสิ่งที่กำลังปรากฏ รู้ตามความเป็นจริงว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้นแต่ละอย่าง สามารถที่จะค่อยๆ ชินกับสภาพที่เป็นธรรม ละคลายความติดข้องที่ไม่รู้เลยว่าเร็วและเหนียวแน่นเท่าไร ขณะนี้เพียงเห็นดอกไม้สักดอกหนึ่ง รู้หรือไม่ว่าติดข้องแล้ว เร็วขนาดนั้น ถึงเวลาที่โลภะความติดข้องจะเกิดโดยไม่รอเลย เสียงที่น่าฟัง เสียงดนตรี แค่เสียง ยังไม่มีความหมายอะไรเลยทั้งสิ้นแต่เป็นเสียงที่น่าฟัง ทันทีที่ได้ยินก็มีความติดข้องในเสียงแล้ว เร็วอย่างนั้น
ดังนั้น แสดงให้เห็นว่าถ้าปัญญาไม่คม ไม่ใช่การรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งเป็นแต่เพียงลักษณะที่เกิดแล้วก็ดับ ไม่มีการที่จะละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนเลย เพราะฉะนั้นการที่ใครก็ตามได้มีโอกาสฟังพระธรรมในกาลไหนๆ เหมือนอย่างชีวิตของพระสาวกทั้งหลายที่ท่านได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม
ถ้าศึกษาประวัติของท่าน จะทราบว่าท่านฟังธรรมในเวลาที่นานมาแล้ว สมัยพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ มากมาย แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ หลังจากที่ได้ทรงรับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมี ผ่านการได้พบได้เฝ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ ซึ่งกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ไม่ใช่ง่ายและไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แล้วก็จะมีกาลซึ่งคำสอนอันตรธาน ว่างจากพระศาสนาก่อนที่จะได้มีโอกาสฟังพระธรรมต่อไปแต่ละชาติ หรือว่าในชาติพิเศษที่มีโอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ มีโอกาสได้ฟังธรรมและมีโอกาสที่จะได้เข้าใจสิ่งที่ฟัง
จะเห็นได้ว่า ความไม่รู้นั้นมากจนกระทั่งว่าวันนี้มีมากเท่าไร เพราะฉะนั้นการที่จะให้ความรู้เกิดขึ้นก็จะต้องนานเท่านั้นด้วย เรามีกิเลสหรืออกุศลเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลยใช่หรือไม่ ทีละเล็กทีละน้อย ทางตานิดหนึ่ง เดี๋ยวก็ทางหู ทั้งวัน แล้วปัญญาของเราที่จะเข้าใจธรรมนั้นๆ มีหรือไม่ เท่ากันหรือไม่สามารถที่จะละความไม่รู้ด้วยปัญญาเพียงเท่านั้น ได้หรือไม่
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของการอบรม ด้วยการเห็นประโยชน์อย่างยิ่งของการที่จากเหมือนคนตาบอด ไม่รู้อะไรเลย ไม่เห็นธรรมตามความเป็นจริง ซึ่งพระองค์ทรงเปรียบว่าเหมือนคนนอนหลับ คนที่หลับไม่รู้ว่าคนอื่นเขาทำอะไรกัน หรือว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างเพราะว่ากำลังหลับ แต่คนที่ไม่หลับรู้ ใช่หรือไม่
เพราะฉะนั้น คนที่ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมซึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วดับ เหมือนกับคนที่กำลังหลับคือไม่รู้เลยว่า ขณะนี้ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล สิ่งที่เข้าใจว่ามีเมื่อครู่นี้ ดับหมดไม่เหลือเลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680
