ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639


    ตอนที่ ๑๖๓๙

    สนทนาธรรม ที่ สมาคมมหาโพธิ์ พุทธคยา ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ ได้ยินก็อนิจจังทุกขังอนัตตาเพราะเกิดขึ้นแล้วก็หมดไปไม่เที่ยงจึงไม่ใช่ของเราก็คงจะเป็นความจริงทุกกาลสมัย ถ้าจะย่อยรูปของเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าก็จะมีอากาศธาตุแทรกคั่นยิบเป็นกลุ่มของรูปที่เล็กมากละเอียดมาก มีปัจจัยเกิดขึ้นบางรูปเกิดจากกรรมบางรูปเกิดจากจิตบางรูปเกิดจากอุตุความเย็นความร้อน และบางรูปก็เกิดจากอาหารที่รับประทานเข้าไป แต่ละรูปก็อนิจจังทุกขังอนัตตาจะไม่พ้นคำนี้เลยทุกอย่างที่มีการเกิดขึ้นก็จะต้องมีการดับไปแต่ก็สืบต่ออย่างรวดเร็วจนกระทั่งไม่ปรากฏเลยว่าขณะนี้เป็นสภาพธรรมที่อนิจจังทุกขังอนัตตาทุกอย่างทั้งทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกาย และทางใจด้วย นี่คือทั้งหมดที่ทรงแสดงตั้งแต่ทรงตรัสรู้จนกระทั่งก่อนหรือใกล้ที่จะปรินิพพานซึ่งทำให้ผู้ที่ได้เข้าใจจริงๆ เริ่มเห็นความจริง และเริ่มเข้าใจเพราะว่าตั้งแต่เกิดมาเที่ยงไหมเกิดมาเล็กนิดเดียวอยู่ในครรภ์มารดารูปนั้นหมดแล้ว และก็มีการเจริญเติบโตจนกระทั่งถึง ณ บัดนี้ก็มาจากขณะแต่ละขณะซึ่งค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละเล็กที่ละน้อยทั้งนามธรรม และรูปธรรม ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นธรรมใดๆ ขณะไหนก็คืออนิจจังทุกขังอนัตตาไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วดับไป เมื่อเช้าอยู่ที่ไหนเมื่อเช้าไม่ได้อยู่ตรงนี้เลยแต่เดี๋ยวนี้อยู่ที่นี่ประเดี๋ยวก็ไม่อยู่ตรงนี้แล้วประเดี๋ยวก็ไปที่อื่นอีกแต่ว่าตามความเป็นจริงยังไม่ไปแม้ขณะนี้ก็อนิจจังทุกขังอนัตตา

    เพราะฉะนั้นการที่ไม่ได้ยินไม่ได้ฟังพระธรรมเราก็จะมีแต่การคิดนึกเรื่องอื่น และคิดว่าเรื่องอื่นสำคัญมากแต่ลืมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือรัตนะที่เป็นพุทธรัตนธรรมรัตนและสังฆรัตนซึ่งมีโอกาสที่จะได้มีความเข้าใจในรัตนะทั้ง ๓ นี้เมื่อมีการศึกษาโดยละเอียดด้วยความเคารพด้วยความนอบน้อมว่าพระธรรมที่ทรงแสดงทั้งหมดจากการที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมาก ๔ อสงไขยแสนกัปสำหรับผู้ที่ยิ่งด้วยปัญญา นานกว่านั้นอีก ๘ อสงไขยแสนกัปสำหรับผู้ที่ยิ่งด้วยศรัทธานานกว่านั้นอีก ๑๖ อสงไขยแสนกัปสำหรับผู้ที่ยิ่งด้วยวิริยะแล้วเราเป็นใครเราสามารถที่จะเข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดงระดับไหนระดับเผินมากคือคิดว่าเกิดมาแล้วก็ต้องตายนั่นคือไม่เที่ยงเกิดแล้วก็ต้องเป็นทุกข์เจ็บไข้ได้ป่วยเกิดแล้วก็ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ และประสบกับสิ่งที่ไม่พอใจเราเข้าใจเผินมาก แต่เราไม่รู้ได้รู้เลยว่านี่ไม่บอกก็รู้ใช่ไหมมีใครบ้างไม่รู้ว่าเกิดแล้วต้องตายก็รู้กันทุกคนแต่ว่ารู้ไหมว่าขณะนี้มีสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับแล้วไม่กลับมาอีกเลยอย่างได้ยินเมื่อกี้นี้จากไม่มีแล้วเกิดได้ยินๆ แล้วก็หมดสิ้นไปแล้วไม่กลับมาอีกเลยก็เป็นการตายทุกขณะของสภาพธรรมซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น และก็ดับไปนี่คือชีวิตประจำวันจริงๆ และก็สามารถที่จะเข้าใจธรรมเมื่อไหร่ก็ได้แต่ว่าธรรมมีปรากฏให้สามารถที่จะเข้าใจได้ขณะที่เห็นขณะที่ได้ยินขณะที่คิดนึกให้ทราบว่าเป็นธรรมทั้งหมดมีเราที่ไหนหรือเปล่า ถ้าศึกษาจริงๆ ก็คือทุกข์ขณะนี้เป็นธรรม

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์แล้วที่ว่าฟังธรรมให้รู้ว่าเป็นธรรมตรงนี้อาจารย์ก็ถามว่ามีคุณบุษกรไหมแล้วจริงๆ ก็มีอยู่เสมอค่ะท่านอาจารย์จึงอยากจะขอให้อาจารย์ช่วยอธิบายตรงนี้บ่อยๆ

    ท่านอาจารย์ ผมเส้นหนึ่งเป็นคุณบุษกรหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ฟันซี่หนึ่งเป็นคุณบุษกรหรือเปล่า

    ผู้ฟัง แต่จริงๆ แล้วเป็นอยู่เสมอท่านอาจารย์คะ

    ท่านอาจารย์ เวลาที่ออกไปข้างนอกก็ยังเป็นคุณบุษกรหรือเปล่าคะ

    ผู้ฟัง ก็ยังมีตัวตนอยู่ท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ตามไปที่ผมทุกเส้นที่หล่นไปแล้วล่วงไปแล้วเหรอคะ

    ผู้ฟัง ตรงนั้นไม่ใช่แล้วค่ะ

    ทานอาจารย์ แต่เวลาที่ไม่อยู่ตรงนั้นแต่อยู่ควบคุมรวมกันเหมือนเป็นก้อนเป็นแท่งก็ยึดถือว่าเป็นเราแตกกระจัดกระจายออกไปทีละส่วนตรงไหนเป็นคุณบุษกร

    ผู้ฟัง ถ้ากระจายแล้วก็ไม่มีค่ะ

    ท่านอาจารย์ แต่เวลารวมกันก็เป็นใช่ไหมคะแล้วก็สามารถที่จะกระจายออกได้อย่างละเอียดในพริบตาไหมคะ

    ผู้ฟัง ได้ค่ะ

    ท่านอาจารย์ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเท่านี้หมดแล้วไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นไหนเป็นคุณบุษกรเป็นเจ้าของส่วนไหนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าหรือว่าเพราะความไม่รู้จึงเข้าใจว่าเป็นเรา และเป็นของเราทั้งหมด ตอนนี้เริ่มเห็นผมเส้นเดียวใช่ไหมไม่ต้องหลายเส้นแค่ทีละเส้นๆ เป็นของเราหรือเปล่า ทุกส่วนในร่างกายสามารถที่จะแตกย่อยเพราะมีอากาศสภาพแทรกคั่นอย่างรวดเร็วแต่ก็ลืมพอไม่ได้ฟังธรรมต้องลืมแน่นอนแต่ว่าเวลาฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่าตามความเป็นจริงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ยิ่งกว่านี้มาก แม้แต่เพียงขณะนี้ซึ่งเป็นการเห็นถ้าไม่มีจักขุประสาทซึ่งเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัยจะไม่มีการเห็นเลย เราไม่ทราบเลยว่าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าตั้งแต่เราเกิดมาๆ จากไหน แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสภาพธรรมที่กายทั้งหมดแต่ละรูป จักขุ โสตะ ฆาณะ ชิวหา กายประสาทซึ่งซึมซาบอยู่ทั่วตัวแต่เวลาที่เราถูกยุงกัดเจ็บเราไม่รู้เลยมาจากไหนกายประสาทเป็นรูปที่มีอยู่ซึมซาบอยู่ทั่วตัวที่สามารถจะกระทบกับสิ่งที่เย็นหรือร้อนอ่อนหรือแข็งตึงหรือไหวซึ่งถ้ามีความร้อนมากหรือความแข็งมากก็ทำให้ความรู้สึกขณะนั้นเป็นทุกข์ แต่เราลืมเราบอกว่าเราถูกมีดแทงคิดว่าอย่างนั้นกำลังเจ็บคิดว่ามีคนแทงด้วยมีดแต่ถ้าขณะนั้นมองไม่เห็นอะไรเลยจะรู้ไหมว่าเป็นมีดจะรู้ไหมว่าเป็นใครที่แทงแต่คิดแล้วว่าลักษณะอย่างนั้นเป็นอย่างนั้นแต่ความจริงก็คือมีสิ่งที่กระทบสัมผัสเราก็เรียกไปต่างๆ นานา จะเรียกว่ามีดจะเรียกว่าปืนจะเรียกว่ารถยนต์จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ที่กระทบกาย และก็ทำให้เกิดความรู้สึกซึ่งเป็นทุกข์ แสดงว่าเราไม่รู้ความจริงจริงๆ เราไปจำเรื่องราวแต่ว่าตามความเป็นจริงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้ามีสิ่งซึ่งเป็นอนัตตาทั้งหมด เกิดแล้วแต่ก็ไม่รู้แล้วก็หมดไปเมื่อเช้าทั้งหมดเกิดแล้วแบบแล้วไม่รู้เลยขณะนี้ซึ่งกำลังนั่งอยู่ที่นี่สภาพธรรมจริงๆ ก็สภาพธรรมใดไม่ปรากฏสภาพธรรมนั้นเกิดแล้วดับแล้วกลับมาอีกไม่ได้เลย ระหว่างที่ฟังมีธรรมเกิดดับที่ตัวซึ่งไม่รู้อ่อนแข็งข้างในตัวมีไหมภายในตัวต้องมีจึงได้มีโรคภัยทางลำไส้ที่กระเพาะล้วนแต่ว่าเป็นสิ่งที่มีกายประสาทที่ทำให้ความรู้สึกอย่างนั้นเกิดขึ้นไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของกายเมื่อกระทบแล้วมีความรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์มีกายประสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัว ตามเหตุตามปัจจัยว่าขณะนั้นจะกระทบอะไร และก็มีความรู้สึกอย่างไรทั้งหมดเป็นไปตามเหตุปัจจัยซึ่งใครก็บังคับบัญชาไม่ได้จึงเป็นอนัตตา ขณะนี้กำลังคิดรึเปล่าคะ

    ผู้ฟัง คิดค่ะ

    ท่านอาจารย์ บังคับไม่ให้คิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เปลี่ยนเรื่องที่กำลังคิดให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ได้ความเป็นอนัตตาความจริง และปรากฏทุกขณะแต่ปัญญาไม่ถึงความสามารถที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา และก็เป็นสิ่งที่เกิดปรากฏโดยที่บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งซึ่งกว่าจะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เมื่อฟังพระธรรม แล้วก็มีความเข้าใจธรรมซึ่งมีอยู่ในขณะนี้กับทุกคน และก็เริ่มที่จะเข้าใจว่าเป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของแต่หลงยึดถือว่าเป็นเจ้าของจนกว่าจะขณะสุดท้ายที่จากโลกนี้ไป พอจากโลกนี้ไปแล้วยังเป็นเจ้าของอะไรอยู่หรือเปล่า ก็ไม่เป็นแต่ระหว่างยังมีชีวิตอยู่เป็นของเราหมดก็แสดงให้เห็นว่าเป็นความหลงยึดถือสิ่งที่จริงๆ ไม่ใช่ของเราว่าเป็นของเรา ขณะนี้ทุกคนเห็นดอกไม้เป็นของเราหรือไม่ใช่ของเรา

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไรคะ เพราะอยู่ข้างนอกใช่ไหมดอกไม้แข็งไหมคะ

    ผู้ฟัง มีแข็งค่ะ

    ท่านอาจารย์ ที่ตัวมีแข็งไหม

    ผู้ฟัง มีค่ะ

    ท่านอาจารย์ แต่ที่ตัวนี่เราไม่ได้เรียกว่าดอกไม้แต่แข็งก็ยังคงเป็นแข็ง ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่มีการเห็นการได้ยินการได้กลิ่นการลิ้มรสการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสการคิดนึกจะมีเราไหม ก็เหมือนกับท่อนไม้ไม่ต่างกันเลยแต่ที่สัตว์หรือสิ่งที่มีชีวิตต่างกับท่อนไม้ก็เพราะมีจิตใจ และก็มีความรู้สึกนึกคิดทำให้คิดเรื่องต่างๆ แล้วก็จำเรื่องต่างๆ จนกระทั่งสิ่งที่ปรากฏเมื่อไหร่ก็คือเป็นเราไปหมดทั้งๆ ที่เกิดแล้วก็หมดไป ไม่ทราบว่ามีข้อสงสัยอะไรบ้างไหมคะหรืออยากจะสนทนาเรื่องอะไร เชิญค่ะหม่อมบงกชปรียาค่ะ

    ผู้ฟัง ตอนเช้าบอกโมโห เพราะว่าไม่ได้บอร์ดดิ้งการ์ดแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ไม่มีเราบังคับได้เพราะเมื่อเราคิดบังคับไม่ได้ก็รู้สึกสบาย

    ท่านอาจารย์ ก็ได้รับทราบจากหม่อมบงกชปริยาว่าตอนเช้าก็โกรธพอนึกได้ว่าเป็นอนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ก็ห่างนี่คือผลของการฟังธรรม และก็มีความเข้าใจจริงๆ ว่าไม่มีเราเวลาที่ความโกรธเกิดขึ้นก็รู้ว่าขณะนั้นก็เพียงชั่วขณะพอรู้ว่าบังคับไม่ได้ก็หายไป หลายคนก็เริ่มที่จะคิดถึงธรรมซึ่งก่อนจะเป็นอย่างนี้ก็เป็นเรามานานมากพอฟังธรรมบ่อยๆ เป็นอนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้แทนที่เราจะคิดเรื่องอื่นเรื่องยุ่งๆ เรื่องงานเรื่องกิจการเรื่องอะไรต่างๆ เพราะการฟังธรรมก็เลยทำให้เกิดคิดได้แต่ว่าเราเลือกไม่ได้ว่าเราจะคิดอย่างนี้เมื่อไหร่ โกรธก่อนแสดงว่าก่อนโกรธไม่ได้คิดว่าเป็นอนัตตาแต่โกรธแล้วก็ยังสามารถที่จะจำคำที่ได้ยินบ่อยๆ ได้ว่าบังคับความโกรธไม่ให้เกิดไม่ได้เพราะฉะนั้นโกรธไม่ใช่เรา และโกรธเกิดแล้วก็ดับไป นี่ก็เป็นประโยชน์ของธรรมถ้าได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ว่าจริงๆ แล้วไม่มีเราแต่ว่าทั้งหมดความโกรธก็เป็นธรรม โกรธหมดแล้วเมื่อกี้นี้เป็นเราโกรธ และโกรธหมดแล้วเราอยู่ที่ไหน ถ้าโกรธเป็นแล้วเรายังอยู่ก็ต้องยังคงมีโกรธอยู่แต่เมื่อโกรธเกิด และโกรธไม่ใช่เราเมื่อโกรธหมดไปแล้วก็แสดงให้เห็นว่าโกรธเมื่อกี้นี้ต้องไม่ใช่เราแน่ๆ เพราะว่าหมดแล้วไม่เหลือเลยก็เป็นการที่จะค่อยๆ คิดค่อยๆ เข้าใจธรรมกว่าจะคิดได้อย่างนี้ก็คงจะต้องอาศัยการฟังแล้วก็เข้าใจเพิ่มขึ้น ทุกคนอยากจะเป็นอย่างนี้ไหมบังคับบัญชาไม่ได้ทุกอย่างแต่ว่าเดี๋ยวก็ลืมเดี๋ยวก็ลืมแสดงให้เห็นว่าขณะที่ไม่ได้ฟังเราจะลืมธรรมที่เราได้ฟังน้อยกว่าเรื่องอื่นเกิดมาเราจำเรื่องอื่นมากแต่ว่าเราจำธรรมน้อยมากเพราะเราได้ฟังน้อยเราก็จำน้อย ขณะนี้ไม่ว่าอะไรอย่างเสียงที่ได้ยินบังคับได้ไหมทุกคนได้ยินสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ต้องการที่จะได้ยินหรือบางครั้งต้องการจะได้ยินก็ไม่ได้ยิน แสดงความเป็นอนัตตาแต่ปัญญาไม่สามารถที่จะถึงระดับที่ระลึกได้ว่าขณะนี้เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัยบังคับบัญชาไม่ได้ นี่เพียงขณะเดียวแต่ถ้ามีปัญญาสามารถที่จะเข้าใจมากกว่านี้ทุกขณะไม่ว่าจะขณะเห็นขณะคิดขณะสุขขณะทุกข์เราก็ย่อมจะเข้าใจพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าทรงตรัสรู้ความจริงทุกอย่างตามความเป็นจริง และทรงแสดงเหตุ และผลของสภาพธรรมนั้นๆ ด้วยจนกระทั่งสามารถที่จะดับทุกข์ทั้งหมดได้เพราะความรู้ที่ไม่ลืมว่าขณะนี้เป็นธรรมเกิดแล้วก็หมดไปแต่ละทาง นี่เพียงทางเดียวคือทางหูใจคิดนึกหมดแล้วคิดเรื่องอะไรรู้ไหมเมื่อกี้นี้ลืมไปแล้วด้วยเพราะว่าใครบ้างที่นั่งที่นี่ตั้งแต่นั่งแล้วไม่ได้คิดอะไรเลยคิดหลายเรื่องลืมไปหมดแล้วว่าคิดอะไรทันทีที่ได้ยินเสียงหนึ่งลืมแล้วว่าก่อนนั้นคิดอะไรก็แสดงถึงการเกิดดับอย่างเร็วมากของธรรมซึ่งเกิดไปดับไปไม่มีการรู้เลยเกิดแล้วดับแล้วก็ไม่รู้เกิดแล้วดับแล้วก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ก็คือว่าเมื่อได้ฟังแล้วเข้าใจพระธรรมยิ่งขึ้นหนทางเดียว

    เดี๋ยวนี้เราก็นั่งอยู่ในที่นี้มีโอกาสจะได้เข้าใจพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ และทรงแสดง ๔๕ พรรษาเป็นเรื่องของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ตาหูจมูกลิ้นกายใจสุขทุกข์ความคิดความโกรธความโลภความเมตตาทุกอย่างที่มีจริงทั้งหมดเริ่มที่จะรู้ว่าเป็นธรรม จะไปหาธรรมที่อื่นไหมเมื่อรู้แล้วว่าขณะนี้เป็นธรรม และทุกขณะเป็นธรรมก็จะไม่ไปหาธรรมที่ไหนเลยถ้าระลึกได้ก็จะรู้ว่าธรรมขณะนี้มีลักษณะที่ต่างกัน สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางหูเลยใครไปแบ่งไปจัดให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ไหมหรือว่าความจริงเป็นอย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ เวลากระทบกายทำไมไม่เป็นเสียงทำไมไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏแต่เป็นลักษณะที่แข็งก็แสดงว่าไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมได้เลยแต่ว่าเริ่มที่จะเข้าใจว่าเป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็หมดไปสิ่งใดที่ไม่ปรากฏที่เราเคยยึดถือว่าเป็นเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าความจริงสิ่งนั้นทั้งหมดเกิดแล้วดับไป ถ้าถามจริงๆ ไม่ทราบว่าจะตอบว่ายังไงขณะนี้มีหัวใจไหมนั่งอยู่ตรงนี้ขณะนี้มีหัวใจไหมกำลังเห็นมีหัวใจหรือเปล่า เห็นมีสิ่งที่ปรากฏทางตาทางเดียวโลกอื่นไม่ปรากฏเลย ถ้าจะเข้าใจความหมายของโลก โลกแต่ละโลกไม่เกี่ยวข้องกันเลยโลกทางตาปรากฏให้เห็นโลกทางหูปรากฏให้ได้ยินสิ่งที่ปรากฏทางตารู้จักเสียงไหม ไม่รู้จักขณะที่กำลังได้ยินเสียงจะไปเห็นด้วยได้ไหมหรือว่าขณะที่กำลังได้ยินเสียงจะไปคิดเรื่องอื่นได้ไหม เสียงกำลังปรากฏจะคิดถึงคนที่กำลังจัดดอกไม้บูชาพระอยู่ที่ในมหาโพธิสมาคมได้ไหม ไม่ได้ชั่วขณะที่สั้นมากมีลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดปรากฏแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่ไม่ปรากฏสิ่งนั้นเกิดแล้วดับแล้ว ทุกคนอาจจะคิดว่ากำลังนั่งอยู่ที่นี่ทั้งตัวเลยตั้งแต่ศีรษะจรดเท้านี่คือการจำว่ามีเรา แต่จริงๆ เห็นเกิดแล้วดับไม่มีแขนไม่มีขาจะปรากฏเลยในขณะที่เห็นแต่ไปจำว่ามีซึ่งความจริงในขณะที่เห็นต้องมีเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น ถ้าสามารถที่จะรู้จริงๆ ในเห็นๆ ก็ไม่ใช่เราเห็นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปถ้ารู้จริงๆ ในเสียง และได้ยินเสียงมีจริงในขณะที่ได้ยินเสียงก็ดับได้ยินก็ดับทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วมากแต่เพราะความไม่รู้จึงรวมกันแล้วก็ยึดถือว่าเป็นเราจนกว่าจะได้ฟังพระธรรม

    เมื่อฟังแล้วครั้งเดียวไม่มีเราหรือเปล่าฟังเข้าใจว่าไม่มีแต่ยังจำว่ามีจนกว่าความจำจะค่อยๆ น้อยลงไปเพราะว่าสามารถที่จะจำลักษณะของสิ่งที่ปรากฏทีละอย่างจนกระทั่งสิ่งที่กำลังเข้าใจเริ่มจำว่ามีจริงแล้วก็หมดไปจึงสามารถที่จะรู้ว่าทั้งหมดที่จำว่ามีเราความจริงแล้วก็เป็นสิ่งที่ปรากฏทีละอย่าง และก็เอามาต่อกันเอามารวมกันแล้วไม่ลืมจึงเข้าใจว่ายังมีเราอยู่ ขณะนี้ยังไม่ลืมยังเป็นเราแต่ฟังธรรมบ่อยขึ้นก็จะรู้จักธรรมแต่ละอย่างมากขึ้นจึงจะเริ่มเห็นว่าธรรมเป็นธรรม และก็ไม่ใช่เราที่บอกว่าฟังธรรมจนกระทั่งเข้าใจธรรมว่าเป็นธรรม ฟังแค่นี้พอไหมเลิกไม่ฟังอีกต่อไปมาฟังแต่เฉพาะตรงที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เท่านั้นก็ไม่พอเพราะว่าเสด็จไปแสดงธรรมกับผู้ที่ได้สะสมความเข้าใจที่สามารถจะเข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษาสำหรับผู้ที่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว มีใครอยากเข้าใจนิพพานไหมตอนนี้นิพพานอยู่ที่ไหนตรงนี้มีสิ่งที่ปรากฏยังไม่ได้เข้าใจการที่จะเข้าใจนิพพานได้ก็คือว่าต้องเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้ก่อน ถ้าไม่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้ไม่มีทางที่จะประจักษ์ลักษณะของนิพพานเลยเพียงได้ยินชื่อว่านิพพาน และนิพพานแปลว่าอะไรก็ยังไม่รู้เลย นิพพานหมายความว่าไม่มีความติดข้องหมายความว่าดับความยินดีความผูกพันความติดข้องไม่เหลือเลย แต่ขณะนี้มีทั้งเรามีทั้งเพื่อนเรามีทั้งบ้านเรามีทั้งของเราเป็นสิ่งที่เราติดข้องแล้วจะถึงนิพพานได้อย่างไร เพราะฉะนั้นก็อย่าเพิ่งที่จะพูดถึงเรื่องนิพพานแต่ว่าพูดถึงสิ่งที่มีจริงจนกระทั่งรู้ว่าสิ่งที่มีจริงเป็นธรรมไม่ใช่เรา ขณะนี้เป็นธรรมหรือเปล่าถ้าไม่ลืมก็เป็นแต่พอมีอะไรนิดๆ หน่อยๆ ผ่านมาถึงก็ลืมแล้วว่าเป็นธรรม ลืมง่ายลืมเร็วเพราะการฟังมีน้อยมากยังไม่มั่นคงที่จะระลึกได้โดยไม่ลืม ถ้าไม่ลืมกระทบสัมผัสแข็งหมดแล้วเห็นหมดแล้วได้ยินหมดแล้วนั่นคือความเข้าใจที่สามารถที่จะรู้ว่าแต่ละลักษณะเป็นธรรมซึ่งปรากฏสั้นมากเพียงชั่วคราวแล้วก็หมดไปแต่ก็ลืมไปตลอด ทั้งๆ ที่สภาพธรรมก็เกิดจริงๆ แล้วก็ดับจริงๆ ด้วย

    ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์การที่เราได้ฟังธรรมในตอนนี้แสดงเราเคยสะสมมาแต่ชาติปางก่อน บางครั้งเราฟังเทปท่านอาจารย์เหมือนกับว่าเคยได้ยินประโยคนั้นหรือคำพูดนั้นมาก่อนทั้งที่เป็นครั้งแรกเลยอยากกราบเรียนถามอาจารย์ว่าเกิดเพราะอะไร

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้คุณฟูกำลังจำคำที่คิดทุกคำเลยไม่ว่าจะคิดเรื่องอะไรก็เพราะจำแม้แต่คำที่ได้ยินที่กล่าวเมื่อกี้นี้ก็เพราะจำ สภาพจำมีจริงเวลาเห็นจำสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเวลาได้ยินก็จำเสียงเวลาคิดนึกก็จำเรื่องราวที่เคยรู้ก็เป็นแต่เพียงความจำไม่ว่าจะจำเรื่องอะไร แต่ขณะนี้สิ่งที่จะควรเข้าใจก็คือว่าจำแล้วหมดแล้ว และก็เกิดอีกจำอีกแล้วหมดอีกนี่คือความจริงไม่มีสิ่งใดที่เที่ยงเลย ควรที่จะเข้าใจแทนที่จะตามเรื่องแล้วก็คิดว่าเป็นอย่างนี้ใช่ไหมเป็นเรื่องนี้ใช่ไหมคนนั้นเขียนอย่างนี้ใช่ไหมอีกคนหนึ่งเขียนว่าอีกอย่างใช่ไหมแต่ว่าคนที่เขียนเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่าก็ไม่ใช่ ถ้าเราสามารถที่จะมีโอกาสได้ฟังพระธรรมโดยตรงคือโดยตรงจากพระไตรปิฎกซึ่งสืบทอดกันมา และสามารถที่จะเข้าใจได้เพราะไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็หมายความถึงสภาพธรรมที่มีอยู่ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอื่น แต่ว่าความจำของเราชาติก่อนเราก็เคยเกิดมีทั้งจิตมีทั้งสภาพธรรมที่เกิดกับจิตคือความจำก็จำๆ ๆ สภาพจำมีหน้าที่อย่างเดียวคือเกิดกับจิต และก็จำจิตไม่จำแต่สภาพที่จำผิดสัญญาเจตสิกเข้าใจว่าหลายท่านคงได้ศึกษาธรรมมาบ้างพอสมควรที่จะเข้าใจว่าจิตขณะนี้มีแต่ว่าเวลาที่จิตเกิดต้องมีสภาพธรรมที่เกิดกับจิตด้วย และสภาพธรรมที่เกิดกับจิตใช้คำว่าเจตสิกๆ ก็มีหลายประเภทแต่ละประเภทก็ทำหน้าที่ของตน และก็ดับไปแต่ประเภทที่ต้องเกิดกับจิตทุกขณะก็คือสภาพจำซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าสัญญาเจตสิต ก็คือจำคำนั้นแล้วคิดถึงคำนั้นแล้วก็พูดถึงคำนั้นแล้วก็หมดไปแล้วคือเป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดแล้วก็หมดไปทุกขณะไม่เหลือเลย ไม่มีอะไรที่เหลือเลยสักขณะเดียวเพราะฉะนั้นไม่ควรยึดถือว่าเป็นเราถึงความจำก็หมดไปก็ไม่ใช่เรา อยากมีเราหรือว่าไม่อยากจำไว้ว่าเป็นเราอีกต่อไปนี่ก็เป็นสิ่งที่ยากมากค่ะ

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์คะคือเสียงมีแล้วก็หมดเห็นมีแล้วก็หมดแข็งมีแล้วก็หมดแต่จริงๆ แล้วเห็นเหมือนไม่หมดท่านอาจารย์คะ

    ท่านอาจารย์ เมื่อกี้นี้เห็นอะไรคะ

    ผู้ฟัง เมื่อกี้เห็นแล้วหมดไปแล้วค่ะ

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ค่ะเห็นอะไรอีกเห็นคนที่กำลังเดินไหมคะ

    ผู้ฟัง เห็นค่ะ

    ท่านอาจารย์ ก็แสดงว่าเปลี่ยนแล้วใช่ไหมเห็นเกิดแล้วก็ดับไปแล้วแต่จะอะไรจะปรากฏให้เห็นอีก เห็นเก่าหมดแล้วมีเห็นใหม่แต่ไม่รู้ตัวเลยสืบต่อกันเหมือนกับว่าเก่าไม่ได้ดับไปเลยยังมีลักษณะเหมือนอย่างเดิมแต่ความจริงคนละขณะต้องทราบว่าเป็นคนละขณะที่เร็วมาก การเกิดดับเร็วอย่างนี้จึงลวงให้เห็นว่าเป็นการที่ไม่ดับเลยเหมือนกับเที่ยง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    23 ธ.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ