ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673


    ตอนที่ ๑๖๗๓

    สนทนาธรรม ที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร

    วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒


    ผู้ฟัง กราบเรียนถามเรื่องความหมายของคำว่าสงบ เพราะคนจะเข้าใจผิดมากสำหรับการทำสมาธิ

    ท่านอาจารย์ นี่คือเราข้ามขั้น เราศึกษาธรรมเหมือนกบกระโดด อยู่ตรงนี้แล้วก็ไปตรงโน้น ยังไม่ทันรู้ความจริงของธรรมเลยแล้วก็ไปได้ยินคำว่าสงบ ได้ยินคำว่าสมาธิ เเต่ถ้าศึกษาตามลำดับจริงๆ จะทำให้เราเริ่มเข้าใจตามลำดับ

    ถ้าจะตอบกว้างๆ ขณะนี้มีธรรมที่เป็นกุศล และธรรมที่เป็นอกุศล ซึ่งต่างกันใช่หรือไม่ กุศลแปลว่าดีงาม อกุศลแปลว่าไม่ดีงาม แต่ต้องเป็นสภาพของจิต โต๊ะสวยๆ เป็นกุศลหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็น

    ท่านอาจารย์ ไม่เป็น คนสวยๆ เป็นกุศลหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็น

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นสภาพของจิต เพราะฉะนั้นก่อนที่จะไปพูดเรื่องสงบ ต้องรู้ว่าจิตมีหลากหลายมากมาย จิตเป็นธรรมหรือไม่ เราเริ่มจะรู้จักธรรมในหลายๆ ลักษณะ ทั้งๆ ที่เป็นชีวิตประจำวันแต่ไม่เคยรู้เลย

    ดีงาม เป็นตัวจิต หรือเป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่จิต เห็นหรือไม่ว่าเราไม่มีโอกาสจะรู้ได้เลยเพราะเรายังไม่รู้จักจิตทั้งๆ ที่กำลังมีจิต เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของการฟังพระธรรมคือ ได้รู้ ได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงว่าไม่ใช่ของเรา ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม

    เมื่อมีการเห็น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ดับ เห็นก็ดับ เป็นของใคร อยู่ที่ไหน แต่เราทึกทักว่าเป็นของเราทั้งหมดเลย เพื่อน สามี ญาติอะไรๆ ก็เป็นของเราทั้งหมด ซึ่งความจริงเป็นเพียงแต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น เพราะเป็นธรรมอย่างเดียวที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ นี่คือความลึกซึ้งของธรรมในชีวิตจริงๆ ที่ไม่ได้หลอกให้ใครมาหลงเชื่อ แต่ให้ค่อยๆ เข้าใจพิจารณาว่า เมื่อเราได้ฟังพระธรรมที่ทรงเเสดงแล้ว เราได้ประโยชน์จากการฟังหรือไม่ เวลารับประทานอาหาร ประโยชน์ของอาหารมีหรือไม่ มี เวลาที่ฟังธรรมแล้วธรรมมีประโยชน์หรือไม่ เหมือนกำลังรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่เป็นประโยชน์กับจิต ไม่ใช่กับกาย

    ดังนั้นจิตใจของเรา เราจะไม่รู้เลยว่า แท้ที่จริงเราบริโภคสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เลยแก่ใจ โลภะติดข้องในสิ่งที่เห็น เมื่อสักครู่นี้อาหารอร่อยมาก โลภะก็ติดข้องแล้ว มีประโยชน์หรือไม่มี บริโภครสอร่อยและใจเป็นอย่างไร ติดข้อง แต่ถ้าบริโภคพระธรรม เมื่อฟังแล้วเข้าใจก็เกิดประโยชน์เลย จากการไม่รู้ที่สะสมมานานแสนนานก็เริ่มมีการรู้และค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นพระธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งจริงๆ จึงต้องไม่กระโดด เเม้แต่เพียงคำถามเล็กๆ น้อยๆ

    กุศลกับอกุศล หมายความถึงสภาพจิตซึ่งเป็นนามธรรม ซึ่งต้องไม่ใช่เรื่องของสภาพธรรมที่ไม่ใช่สภาพรู้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ พวกนี้ ต่อให้จะสวยงามอย่างไรก็ไม่ใช่กุศลและอกุศล

    ขณะใดก็ตามเป็นจิตที่ดีงาม ขณะนั้นเป็นกุศล ขณะใดก็ตามที่โกรธ ที่ติดข้อง ที่ริษยา ที่สำคัญตน ขณะนั้นเป็นอกุศล แต่ตัวจิตแท้ๆ ไม่ใช่ริษยา ไม่ใช่โทสะ เห็นหรือไม่ว่าเราไม่เคยรู้เลย เราเรียกจิตรวมๆ ไป แต่ถ้าไม่ศึกษาจิตที่มีตามลำดับจริงๆ ก็จะกระโดดอย่างวันนี้ แต่จะไม่กระโดดก็ไม่ได้เพราะว่าเดี๋ยวก็คิดถึงเรื่องนั้น เดี๋ยวก็คิดถึงเรื่องนี้ นี่คือที่พอจะเข้าใจได้คร่าวๆ แต่ความละเอียดยังมีมากกว่านี้ อย่างวันนี้ทุกคนมีจิต ถ้าจิตที่ดีงามขณะใดก็เป็นกุศล ไม่ดีงามก็เป็นอกุศล

    เพราะฉะนั้น สงบเป็นกุศลหรืออกุศล เป็นกุศลเพราะสงบจากอกุศล ต้องมีเหตุผล ไม่ใช่ทึกทักว่าเรานั่งอยู่คนเดียวเฉยๆ ไม่มีอะไรรบกวน รู้สึกว่าเงียบดีก็กลายเป็นกุศลไป ไม่ใช่เลย เพราะเหตุว่ากุศลคือขณะที่ไม่มีอกุศลใดๆ เกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีปัญญาจะบอกได้หรือไม่ว่า ขณะนี้จิตที่กำลังมีอยู่เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล

    ผู้ฟัง บอกไม่ได้

    ท่านอาจารย์ บอกไม่ได้ แล้วไปทำอะไรขึ้นมาที่จะบอกว่าสงบในเมื่อไม่มีปัญญา ทึกทักว่าสงบ แต่ความจริงเป็นความติดข้องเพราะชอบ ชอบอย่างนั้น ชอบเงียบๆ ชอบไม่มีอะไรมากวน ชอบไปจดจ้องอยู่ที่หนึ่งที่ใดแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย ขณะนั้นเป็นโมหะ เพราะว่าไม่มีปัญญาเกิดขึ้นแล้วก็มีความติดข้องด้วย เพราะฉะนั้นทั้งหมดเป็นเรื่องของปัญญา

    พระพุทธศาสนา พุทธะคือปัญญา ผู้รู้ความจริง ผู้ตื่นจากหลับคือกิเลส ผู้เบิกบานเพราะว่าเป็นผู้ที่ไม่มีกิเลสใดๆ มาทำให้เศร้าหมอง เศร้าหมองคือเป็นอกุศลประเภทต่างๆ ดังนั้นการศึกษาธรรมทำให้เป็นผู้ที่สามารถจะรู้ความจริง ไม่หลอกตัวเองว่าสงบ เพราะการที่ไม่สงบแล้วคิดว่าสงบก็ผิดแล้ว พระพุทธเจ้าสอนให้ตื่น สอนให้เบิกบาน สอนให้รู้ความจริง สอนให้เป็นผู้ตรง เพราะฉะนั้น พระธรรมจะช่วยให้พ้นจากอกุศลได้ แต่ถ้าไม่ศึกษาก็ยิ่งติดไปในอกุศล

    ผู้ฟัง ในขณะที่เห็น เห็นเป็นสี แต่ในขณะที่เห็นเป็นรูปร่าง เป็นคนละขณะกับขณะที่เห็นเป็นสี ตรงนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ไม่เช่นนั้นเราจะติดคำว่าสี และจะติดคำว่ารูปร่างสัณฐาน ซึ่งจริงๆ แล้วก็คืออะไรจริงในขณะนี้ คือมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นจริงๆ ไม่ต้องเรียกอะไรเลยก็ได้ ไม่ต้องไปติดที่สีนั้นสีนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้แล้วก็ดับไป มีจริง เพียงปรากฏให้เห็นแล้วดับไป จะมีรูปร่างอะไรหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มี เพราะฉะนั้น ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตาก็ลวงให้เห็นว่า มีหลายสีที่มีรูปร่างต่างๆ กัน เพราะว่าตามความเป็นจริงคือ มีธาตุที่สามารถกระทบจักขุปสาท มีจริงๆ จิตเห็นเกิดเมื่อไหร่ก็จะรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้เป็นสิ่งที่มีจริง ให้รู้ความเป็นจริงว่าจริง ปรากฏให้เห็นแล้วดับไป นิดเดียว ชั่วหนึ่งขณะจิต ใครจะรู้

    เวลานี้เราพูดถึงเห็นแต่ไม่ได้มีแค่เห็นอย่างเดียว มีคิดนึกด้วย มีชอบ มีไม่ชอบด้วย ใครรู้จิตหนึ่งขณะ จิตหนึ่งขณะนี้รู้ไม่ได้เพราะเร็วมาก เกิดแล้วก็ดับไป รูปมีอายุเเค่เพียงเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะแล้วก็ดับ ขณะนั้นจะปรากฏว่าเป็นสัณฐานอะไรก็ไม่ได้ แต่เพราะการเกิดดับสืบต่อซ้ำๆ กัน ทำให้ปรากฏเหมือนกับว่าเป็นรูปร่างสัณฐานอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น เวลาที่เราจุดธูปหนึ่งดอกแล้วแกว่งให้เป็นวงกลม เราจะไม่เห็นทีละจุดของแสงสว่าง แต่เห็นวงกลมของแสงไฟ ซึ่งก็เหมือนกันกับขณะนี้ ให้ทราบว่าการเกิดดับสืบต่อของทุกสิ่งทุกอย่างเร็วมาก

    ดังนั้น แต่ละหนึ่งอย่างซึ่งเกิดแล้วดับไป กว่าจะรู้ความจริงว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นจะพอใจ จะติดข้องในสิ่งที่มีจริงแต่เพียงปรากฏให้เห็นแล้วหมดไป นี่คือกว่าปัญญาจะรู้ความจริง คือต้องรู้ก่อนว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่ว่าปัญญาขั้นฟังไม่สามารถจะรู้อย่างนั้นได้ เพียงแต่ฟังว่าความจริงเป็นอย่างนี้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นเมื่อไหร่ คลายความไม่รู้ไปทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสภาพนั้นสามารถปรากฏตามความเป็นจริงได้

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาว่าเราอยากให้ประจักษ์การเกิดดับ เมื่อไหร่ปัญญาเราจะสามารถประจักษ์ได้ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ต้องเข้าใจ ความเข้าใจนี้สำคัญที่สุด ขณะนี้เข้าใจว่าเกิดดับนี่คือเข้าใจ เพียงความเข้าใจอย่างนี้จะนำไปสู่การเข้าใจขึ้นได้ จนกระทั่งสามารถประจักษ์ความจริงได้ตรงกับที่เข้าใจ เพราะเราไม่ได้เข้าใจผิด เรารู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ปรากฏแล้วหมดไป นี่คือขั้นฟัง

    ผู้ฟัง สงสัยคำว่า รู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ อย่างเช่น สิ่งที่ปรากฏทางตา ลักษณะที่ปรากฏเป็นสี แต่เมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์บอกว่า สิ่งที่เห็นเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา คือไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นสี ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ไม่มีใช่ หรือไม่ใช่ แต่ฟังให้เข้าใจในสิ่งที่มีแต่ยากที่จะรู้ได้ คือขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น นี่คือแน่นอน และสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ค่อยๆ พิจารณาว่าเกิด ถึงได้ปรากฏให้เห็นได้ หรือไม่เกิดเลย ต้องเกิด ใช่หรือไม่ เมื่อเกิดก็ยังไม่รู้ แล้วสิ่งที่เกิด ถ้าจะกล่าวถึงความรวดเร็วก็คือว่าทันทีที่เกิดแล้วดับ แทบจะกล่าวอย่างนั้นได้เลยเพราะอายุที่สั้นมาก เพราะฉะนั้นเมื่อทันทีที่เกิดแล้วดับ เรายังไม่มีความเข้าใจในความเป็นจริงของสิ่งนี้ แล้วเราจะไปรู้อะไรที่มากกว่านี้ได้หรือไม่ นอกจากค่อยๆ ฟังเข้าใจขึ้นเมื่อไหร่ ก็ค่อยๆ คลายความไม่รู้และความติดข้อง สำคัญที่สุดคือมีเราติดข้องต้องการรู้ก็กั้นทันที

    ข้อความเมื่อเช้านี้ที่ว่า โลกอันอะไรหนอดักไว้แล้ว ฟังแค่นี้เราจะเข้าใจหรือไม่ว่าเป็นธรรมเดี๋ยวนี้เอง เห็นเกิดดับเป็นโลก แต่ไม่รู้ ก็ลติดข้อง ดักไว้ ไม่ให้ไปไหนเลย แม้แต่การอยากจะรู้อยากจะเข้าใจก็ไม่ใช่ขณะที่รู้ในขณะที่เข้าใจ เพราะฉะนั้นฟังธรรมต้องละเอียดมากทีเดียว ถ้าไม่มีความเข้าใจและอยากที่จะรู้ อยากที่จะประจักษ์ นั่นคือไม่มีวันที่จะเป็นอย่างนั้นได้เลย เพราะว่าต้องขึ้นอยู่กับปัญญาคือความเข้าใจถูกค่อยๆ เพิ่มขึ้น ค่อยๆ คลายความไม่รู้ทีละเล็กละน้อย

    เวลานี้ทุกคนได้ยินคำว่า โลกอันอะไรหนอดักไว้ เข้าใจแค่ไหน เข้าใจจนถึงขณะกำลังเห็นนี้หรือไม่ เข้าใจถึงในขณะที่กำลังได้ยินหรือไม่ เพราะว่าวันหนึ่งๆ ก็มีแค่นี้ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กว่าจะถึงความหมายของคำว่าโลกอันอะไรหนอดักไว้ ที่จะเข้าใจที่กำลังดักอยู่เดี๋ยวนี้ด้วย ไปไหนได้หรือไม่ หรือว่าอยู่ในกรงสังสารวัฏฏ์ของโลภะ ดักไว้ทุกขณะที่เกิด จนกว่าปัญญาจะค่อยๆ เริ่มเข้าใจ

    ดังนั้น ไม่ใช่เราจะไปดับกิเลสหรือว่าทำอย่างอื่น แต่เริ่มเข้าใจสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ และสิ่งที่มีขณะนี้ที่คุณจรรยาถามถึงเห็นกับสิ่งที่ปรากฏ และขณะที่กำลังถามถึงเห็นกับสิ่งที่ปรากฏ กำลังรู้สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ที่กำลังเผชิญหน้า เพราะเรากำลังพูดเรื่องนี้และมีสิ่งที่กำลังมีให้เข้าใจได้ แทนที่จะไปคิดเรื่องอื่น ซึ่งปกติเราจะคิดเรื่องอื่นเสมอ แต่เวลานี้กำลังพูดเรื่องเห็นกับสิ่งที่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้น เวลาที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก่อนที่จะตรัสคำหนึ่งคำใด คือว่าเมื่อตรัสถึงคำไหนให้บุคคลนั้นรู้ในขณะที่กำลังมีสิ่งนั้น อย่างเช่นพูดเรื่องเห็นคือ ให้รู้เห็นกับสิ่งที่กำลังปรากฏ เท่านี้ ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นใดเลยทั้งสิ้น ถ้าพูดเรื่องได้ยินกับเสียง ขณะนั้นก็ไม่ต้องไปคิดเรื่องอะไรทั้งหมด แต่ฟังเรื่องได้ยินกับเสียงในขณะที่เสียงมีจริงๆ แล้วก็ได้ยิน กำลังได้ยินเสียง

    ขณะนี้ ถ้าไม่ประมาทและไม่เผินก็สามารถที่จะเข้าใจธรรมขึ้น ในขณะที่กำลังเห็นเข้าใจอะไร เข้าใจเห็นกับสิ่งที่ปรากฏ พิจารณาตรงนี้ไม่ใช่ตรงอื่น สิ่งที่กำลังปรากฏมีจริงๆ หลับตาปรากฏหรือไม่ ถ้าจิตเห็นไม่เกิดขึ้นปรากฏได้หรือไม่

    สิ่งที่ปรากฏแม้กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ความจริงคือเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ เสมือนไม่ดับเลย ส่องไปถึงความไม่รู้ของเราหรือไม่ว่ามากเท่าไร แล้วเราจะไปรู้อะไรที่จะดับกิเลสทันที หรือไปติดอยู่ที่ตัวหนังสือ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏได้ แต่เดี๋ยวนี้เองสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเกิดดับ และจิตเห็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นที่เราใช้คำว่าเห็น คือรู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้เป็นอย่างนี้ กำลังปรากฏให้เห็นว่าเป็นอย่างนี้ แล้วทั้งสองอย่างก็เกิดดับ

    เพราะฉะนั้น เวลาที่พูดเรื่องเห็น ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่นเลย ไม่ต้องคิดถึงสี ไม่ต้องคิดถึงอะไร แต่มีสิ่งที่ปรากฏ แล้วนานเท่าไหร่กว่าสิ่งนี้จะค่อยๆ จรดลงถึงเยื่อในกระดูกว่า ความจริงก็คือเท่านี้เอง เพียงแค่มีเห็นแล้วดับไป ทั้งจิตและสิ่งที่ปรากฏ แต่เรามีความยึดมั่นว่ามีเรากำลังเห็น

    ดังนั้นสภาพธรรมไม่ได้ปรากฏเพียงทีละอย่าง อย่างที่เป็นจริงๆ เพราะว่าจิตเห็นจะไม่รู้จักกับจิตได้ยินเลย จิตเห็นเกิดเห็นแล้วก็ดับ ไม่กลับมาอีกเลย อะไรๆ จะเป็นอย่างไรไม่ใช่หน้าที่ของจิตเห็นเลย เป็นธรรมจริงๆ เกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ และก็สืบต่อกันอย่างนี้ เร็วจนกระทั่งไม่เห็นความจริงว่า เป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปถ้าพูดถึงสิ่งที่กำลังมีจริงขณะนี้แล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏชั่วคราวแล้วไม่กลับมาอีกเลย ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่จิตได้ยิน เพราะว่าเสียงปรากฏ เมื่อจิตได้ยินเกิดขึ้น เมื่อครู่นี้เห็นหายไปไหน ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ สามารถที่จะคลายการยึดถือเห็นที่ดับไปแล้วว่า ไม่มีเหลือ แม้เห็นขณะนี้ก็ใหม่ เเล้วได้ยินขณะนี้ก็ไม่ใช่เห็น

    แต่ละอย่างคือธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งปรากฎเกิดขึ้นได้เพียงหนึ่งแล้วก็ดับไปๆ ตลอดเวลา นี่คือกว่าเราจะค่อยๆ เข้าใจความจริงของธรรมซึ่งต้องอาศัยการฟัง ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลยทั้งสิ้น แต่เพื่อเข้าใจเพราะว่าถ้าปัญญาเจริญแล้ว เห็นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับได้ยินเลย ปรากฏทีละอย่าง และไปจำไว้ทำไมว่ามีเรา ที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่แล้วก็เห็น แล้วก็ได้ยิน นี่คือจำผิดทั้งหมดเลย ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ความจริงเป็นธาตุ ซึ่งเกิดขึ้นที่ไหน ดับที่นั่น อย่างที่ถามว่าจิตเห็นเกิดนอกรูปได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เห็นเกิดที่แขนได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เห็นเกิดที่หูได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เห็นเกิดนอกรูปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเห็นต้องเกิดที่รูปแน่นอน ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ นามธรรมที่จะเกิดเป็นประเภทต่างๆ ต้องอาศัยรูปประเภทต่างๆ ถ้าอาศัยจักขุปสาทเป็นปัจจัย จิต ธาตุรู้จึงเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป ไม่มีใครสั่ง ไม่มีใครบอก ไม่มีใครทำ นี่คือธรรมจริงๆ ว่าเมื่อธาตุรู้มี แต่ธาตุรู้หลากหลายมาก ธาตุรู้ที่กำลังเห็นเป็นธาตุหนึ่งที่ใช้คำว่าวิญญาณธาตุ จำแนกออกได้เป็น ๗ แต่เราไม่ต้องไปจำทั้ง ๗ เลย กล่าวทีละหนึ่งๆ เช่น จักขุวิญญาณ ใช้คำว่าจักขุวิญญาณสำหรับภาษาบาลี ภาษาไทยคือเห็นเดี๋ยวนี้ เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เห็น กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ เกิดแล้วทำหน้าที่นี้แล้วก็ดับไป เห็นเกิดที่ไหน ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ต้องเกิดที่รูป เพราะฉะนั้นเห็นเกิดที่ไหน รูปไหนดี ไม่ได้เกิดที่แขน ไม่ได้เกิดที่ผม

    ผู้ฟัง จักขุปสาทรูป

    ท่านอาจารย์ จักขุปสาทรูป ใช้คำนี้ เพราะว่ารูปทั้งหมดมีหลากหลายมาก หนึ่งคือหนึ่งๆ ๆ เป็นขันธ์หนึ่งขันธ์เท่านั้น ไม่ซ้ำกันเลยแต่ละอย่าง แม้จักขุปสาทรูปเป็นรูปที่ไม่เหมือนรูปอื่น ไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่ร้อน แต่ว่าเป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กระทบได้ คือธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเป็นธาตุนั้นธาตุเดียว ธาตุอื่นก็กระทบรูปนี้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นธาตุนั้นที่กระทบรูปนี้ได้ คือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาซึ่งสามารถกระทบกับจักขุปสาทได้

    จักขุปสาทเป็นรูปพิเศษ ถ้ากรรมไม่ทำให้เกิดขึ้น คนนั้นก็ตาบอดไม่เห็นอะไรเลย แต่เมื่อกรรมทำให้จักขุปสาทรูปเกิด ซึ่งรูปนี้ต่างกับรูปอื่น ใครก็ทำไม่ได้นอกจากกรรม และรูปนี้สามารถจะกระทบได้เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเท่านั้น และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นขณะนี้ก็กระทบอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจักขุปสาทรูป เพราะฉะนั้นนี่คือธรรมแต่ละอย่างๆ จักขุปสาทรูปเป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็น เป็นขันธ์หรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นขันธ์

    ท่านอาจารย์ เป็นขันธ์ จักขุปสาทรูปนี้เป็นขันธ์ และจักขุปสาทรูปก่อนนี้ที่ดับไปแล้ว เป็นขันธ์หรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นขันธ์ที่ดับไปแล้ว

    ท่านอาจารย์ อย่างไรก็ต้องเป็นเพราะเกิดแล้วดับ เกิดแล้ว เมื่อครู่นี้ก็เกิดแล้ว ดับแล้ว จะพ้นจากความเป็นขันธ์ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดแล้วไม่กลับมาอีกก็คือ แต่ละขันธ์ๆ ๆ ประมวลไม่ได้เลย นับไม่ถ้วน จึงจำแนกเป็นประเภทว่า ธรรมที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย จำแนกเป็นพวกหนึ่ง คือรูปขันธ์ แต่ว่านับไม่ได้เลย แต่ละหนึ่งรูปนั่นคือหนึ่งขันธ์ๆ ที่เป็นรูปขันธ์ เพราะฉะนั้นจักขุปสาทรูปเป็นขันธ์อะไร

    ผู้ฟัง เป็นรูปขันธ์

    ท่านอาจารย์ แล้วสิ่งที่ปรากฏให้เห็น

    ผู้ฟัง รูปขันธ์

    ท่านอาจารย์ เป็นรูปขันธ์ จิตเห็นเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นวิญญาณขันธ์

    ท่านอาจารย์ วิญญาณขันธ์ เพราะว่าคำว่าจิตกับ คำว่าวิญญาณความหมายเหมือนกัน ใช้ภาษาไทยว่าเป็นธาตุรู้หรือสภาพที่รู้ แล้วก็ขันธ์เป็นรูปขันธ์ จิตเห็น วิญญาณขันธ์ วิญญาณ คำว่าจิต กับคำว่าวิญญาณ มีความหมายเหมือนกัน ใช้ภาษาไทยว่าเป็นธาตุรู้ หรือสภาพที่รู้ กำลังรู้คือเห็น ถ้าบอกว่าเห็นคืออะไร รู้ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ได้ยินคืออะไร ได้ยินก็คือมีเสียงที่กำลังปรากฏให้ได้ยิน ได้ยินเสียง รู้ว่าเสียงที่กำลังปรากฏขณะนี้เป็นอย่างนี้ ถ้ากำลังพูดถึงเสียงกับได้ยิน ไม่คิดถึงอย่างอื่นทั้งสิ้น เลย ก็จะเข้าใจเสียงกับได้ยินมากขึ้น ถูกต้องหรือไม่

    ขณะนี้ไม่คิดถึงอะไรเลย ไม่คิดถึงห้องนี้ ไม่คิดถึงโต๊ะเก้าอี้ คนนั้นคนนี้ พูดถึงเสียงกับได้ยิน ถ้าขณะนี้กำลังมีเสียง เสียงปรากฏเเละพูดถึงเสียง เสียงเกิดแล้วดับ จะมีความเข้าใจได้เลยว่าขณะนั้นไม่มีอย่างอื่นเลย ถ้ารู้ตรงเสียงกับตรงที่ได้ยินจริงๆ ถ้ารู้ตรงเสียงก็มีเสียง ถ้ารู้ตรงได้ยินก็มีได้ยิน ถ้าอย่างนี้ก็ไม่น่าสงสัยเรื่องธรรมกับขันธ์เลย

    เห็นได้จากคำถามว่าเราไม่รู้มากเท่าไร ทุกคำถามจะส่องไปถึงความไม่รู้ เพราะว่าถามถึงเห็นสีต่างๆ ความจริงมีสิ่งที่ปรากฏเกิดดับเร็วมากเเละซ้ำๆ กัน จนกระทั่งทำให้จำรูปร่าง แม้แต่สีเขียวก็มีเขียวอ่อนเขียวแก่ จำไปหมดเลยทุกอย่าง เพราะว่ามีสภาพที่จำ

    สภาพที่จำไม่ใช่จิต เป็นเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต เป็นธาตุรู้ ไม่เหมือนกับรูปซึ่งไม่รู้อะไรเลย เพราะจำต้องรู้ว่าจำอะไร เมื่อจำอะไร จำก็เป็นสภาพรู้แล้ว คิดอะไร คิดก็ต้องเป็นสภาพรู้แล้ว ชอบอะไร ชอบก็ต้องเป็นสภาพรู้แล้ว

    ในขณะที่เรากำลังจะศึกษาสภาพธรรม ถ้าเรารู้ลักษณะของธรรมที่ปรากฏก่อนไปจำชื่อ ก่อนไปฟังชื่อ จะเป็นปัญญาของเราเองที่ชัดขึ้น อย่างเช่นแข็ง เวลานี้ทุกคนไม่สงสัยแข็ง แต่ไม่รู้ว่าแข็งเกิดดับใช่หรือไม่ แล้วก็ไม่รู้ว่าแข็งปรากฏเพราะมีสภาพที่กำลังรู้แข็ง

    เพราะฉะนั้น สภาพรู้แข็งกับแข็ง ไม่ใช่อย่างเดียวกัน แทนที่เราจะใช้คำว่านามธรรมกับรูปธรรมก่อน เรารู้ลักษณะของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้และเข้าใจความต่างก่อน แล้วจะเข้าใจความหมายของคำว่า นามธรรมกับรูปธรรม เพราะแข็งไม่รู้อะไร แต่ในขณะที่แข็งปรากฏเพราะมีสภาพที่กำลังรู้แข็ง เฉพาะตรงแข็ง ถ้าชัดเจนยิ่งกว่านั้นก็คือ ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย ไม่มีอะไรปรากฏร่วมกับแข็งกับสภาพที่รู้แข็ง

    เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ปัญญาค่อยๆ อบรม ค่อยๆ รู้ลักษณะของสภาพธรรมทีละอย่าง คลายความไม่รู้ สภาพธรรมก็ปรากฏชัดขึ้นกับปัญญาที่เจริญขึ้น หนทางเดียวคือเข้าใจขึ้น คุณจรรยาจำ รู้หรือไม่ว่าจำเป็นขันธ์

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ เวลาฟังเข้าใจเลย ขณะนี้กำลังจำทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังปรากฏ ถ้วยแก้ว โต๊ะ กระดาษจำได้หมดเลยใช่หรือไม่ แต่ไม่รู้ว่าจำเป็นขันธ์ คือเพียงเกิดแล้วดับไป ซึ่งไม่ปะปนกับความรู้สึกด้วย ไม่ปะปนกับขันธ์อื่นๆ เลยทั้งสิ้น สภาพธรรมใดก็สภาพธรรมนั้นจริงๆ เกิดแล้วปรากฏแล้วหมดไป แล้วจะเหลืออะไร อย่างที่ว่าว่างเปล่า ว่างเปล่าจริงๆ เพราะดับแล้วหมดแล้วไม่เหลือ สภาพธรรมใหม่เกิดอีก ปรากฏอีกแล้วดับอีก แล้วก็ไม่เหลืออีก ทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตายทุกภพทุกชาติ คุณหมอมีอะไรเหลือบ้าง นั่งอยู่ตรงนี้

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เฉพาะสิ่งที่เกิดปรากฏแล้วหมดแล้ว เร็วมาก ฟังแล้วเหลือเชื่อหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ ความจริงเป็นอย่างนี้ เพียงแต่ว่าเราสามารถที่จะเริ่มเข้าใจได้เท่าไร แต่ถ้าจะประจักษ์แจ้งจริงๆ ต้องละคลาย แม้แต่วันนี้ฟังแล้วเมื่อไหร่จะทำให้มีการระลึกได้ว่า ทันทีที่เห็นก็รู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง จะเห็นเพชรนิลจินดา จะเห็นเสื้อผ้า จะเห็นใครก็ตามแต่ เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง

    เริ่มจากการที่จะเข้าใจถูก ค่อยๆ คลายการที่เคยจำว่าเป็นคน หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่ดับเลย เพียงให้เห็นถูกต้องว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ แค่นี้ สามารถที่จะคลายไปทีละนิดทีละหน่อย ทีละเล็กทีละน้อย แม้น้อยมากแต่ก็เริ่มที่จะเห็นว่าว่างเปล่า เพราะเหตุว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ แล้วก็หมดไป

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    20 ม.ค. 2569