ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678


    ตอนที่ ๑๖๗๘

    สนทนาธรรม ที่ กรมการทหารเรือ

    วันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ และจิตเป็นธาตุรู้ เป็นนามธาตุ เพราะฉะนั้นขณะใดที่สภาพของจิตปรากฏกับสติ ขณะนั้นไม่มีความสงสัยในลักษณะของจิต เพราะว่าจิตไม่สว่างเลย จิตไม่ใช่สีสันวัณณะที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ จิตไม่ใช่กลิ่นหอมๆ แต่ว่าจิตเป็นนามธาตุ มีจริงๆ เกิดเมื่อไรก็รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ ถ้ายังไม่มีความเข้าใจอย่างนี้แล้วจิตจะปรากฏให้เห็นสภาพที่เป็นจิตได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ขณะนี้ก็มีจิต มีเจตสิก มีรูป

    เจตสิกคือนามธรรมซึ่งเกิดกับจิต เช่น เวทนา ซึ่งถ้าไม่สามารถรู้ว่าจิตต่างกับเวทนา แล้วสติสัมปชัญญะจะไประลึกรู้ลักษณะของเวทนาขณะนั้นได้หรือไม่ ก็ไม่ได้

    จิตมีความหลากหลายมาก เวทนาก็เป็นธรรม จิตก็เป็นธรรม เพราะเหตุว่าธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ ขันธ์ ๕ ได้แก่ ธาตุ ได้แก่ อายตนะ เพราะฉะนั้นจะเว้นขันธ์ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ได้ยินคำว่าขันธ์บ่อยๆ เเต่เข้าใจขันธ์หรือไม่

    ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ทั้งหมดต่างกันเป็น ๕ ขันธ์ รูปจะเป็นเวทนา หรือสัญญา หรือว่าเป็นจิตไม่ได้เลย ดังนั้นเมื่อมีความรู้ มีความเข้าใจในความต่างของสภาพธรรมขั้นฟัง จึงเป็นปัจจัยให้เมื่อสภาพธรรมนั้นเกิด สติจึงรู้เฉพาะลักษณะนั้นในขณะที่สภาพธรรมนั้นปรากฏ เพราะฉะนั้น ไม่มีความสับสนระหว่างสภาพของจิตตานุปัสนาสติปัฏฐานกับนามธรรมอื่น เพียงเท่านี้สติปัฏฐานก็ยังเกิดไม่ได้ แต่เริ่มที่จะได้ยินได้ฟังชื่อต่างๆ กี่คำในพระไตรปิฎก กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เท่านี้เอง ทั้งๆ ที่ ๔๕ พรรษาเป็นพระไตรปิฎกทั้ง ๓ ปิฎก เเต่ส่วนที่เราจะได้ยินได้ฟังนั้นน้อยมาก และความเข้าใจจริงๆ จากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังก็ยิ่งน้อยถ้าไม่มีการศึกษาตามลำดับจริงๆ

    ผู้ฟัง เรื่องของพระธาตุ ซึ่งผมเคยไปมูลนิธิฯ ที่นั่นก็มีพระธาตุ ข้อสงสัยคือว่า พระธาตุในปัจจุบันนี้กับพระธาตุที่ปรากฏในหลักฐานคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ในที่นี้ไม่มีพระบรมสารีริกธาตุ ไม่มีแม้พระพุทธรูป แต่ก็ยังสามารถที่จะระลึกถึงพระธรรมได้ เพราะฉะนั้นถ้าเพียงแต่มีพระพุทธรูปหรือพระบรมสารีริกธาตุ เเล้วกราบไหว้โดยไม่ได้ระลึกถึงพระธรรม ประโยชน์ก็จะน้อยมาก เพราะเหตุว่าการที่จะมีพระบรมสารีริกธาตุ และมีพระพุทธรูปเป็นเครื่องเตือนให้ระลึก แต่ว่าถ้าไม่ศึกษาพระธรรมขณะนั้นไม่เกิดกุศลจิตที่จะรู้ว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าใจ เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้วเวลาที่พูดคำภาษาบาลีเช่นคำว่า ปัญญา ความหมายจริงๆ คือเข้าใจ

    ขณะที่เห็นพระพุทธรูปหรือพระบรมสารีริกธาตุแล้วเข้าใจว่าอย่างไร เข้าใจว่าเป็นส่วนของพระกาย หรือเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เตือนให้ระลึกถึงพระคุณ แต่สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักพระคุณจะไม่มีการระลึกเลยเพราะว่าไม่ได้เข้าใจพระคุณ อย่างมากที่กระทำกันคือเพียงกราบไหว้นมัสการ ซึ่งไม่พอ ความเคารพจริงๆ คือเคารพในความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยที่ผู้ที่เป็นสาวกนั้นศึกษาคำสอน จนกระทั่งไม่เข้าใจผิดในคำสอน ไม่ทำให้พระศาสนาคลาดเคลื่อน เป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ เคารพบูชาสูงสุดด้วยการที่ไม่ศึกษาโดยประมาทแล้วประพฤติปฏิบัติตาม ตามสมควรกับที่เข้าใจถูก และเป็นผู้ที่ไม่ประมาทที่จะหลงเข้าใจผิดในพระธรรมซึ่งลึกซึ้ง นี่คือการเคารพบูชาอย่างสูงสุด

    ดังนั้นการจะมีพระบรมสารีริกธาตุ หรือมีพระพุทธรูปที่ไหนอย่างไรนั้น ประโยชน์จริงๆ คือเพื่อให้ได้เข้าถึงการเคารพอย่างสูงสุดในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเพียงเเต่การกล่าวว่าเคารพพระรัตนตรัยสูงที่สุดนั้นไม่พอ เคารพจริงคือ ศึกษา เข้าใจถูกต้องและประพฤติปฏิบัติตามด้วย

    ผู้ฟัง ที่พูดว่า สติเป็นกุศลธรรมเท่านั้น เกิดความสงสัยว่าในขณะที่เรามีความระลึกได้ เช่น เย็นนี้จะไปปล้นธนาคารแล้วดูเวลาอยู่ตลอดเวลา เป็นการระลึกว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว นัดเพื่อนไว้อย่างนี้ เป็นความระลึกอย่างหนึ่งหรือว่าเป็นความเข้าใจผิด อย่างนี้เป็นกุศลธรรมหรือไม่

    ท่านอาจารย์ นี่คือการที่เราใช้คำภาษาบาลีแล้วคิดว่าเราใช้ถูก แต่ตลอดทั้งพระไตรปิฎกถ้าเป็นสภาพธรรมที่เป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในกุศล ได้แก่ ระลึกเป็นไปในทาน ในศีล หรือในการอบรมเจริญภาวนา

    ระลึกเป็นไปในทานคือ โดยมากทุกคนเข้าใจว่าธรรมเป็นเราซึ่งมีความเห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ ที่จะระลึกเป็นไปในการให้ประโยชน์สุขแก่คนอื่นนั้นมีมากหรือมีน้อย หรือว่าบางวันไม่มีเลย ขึ้นอยู่กับว่าสภาพธรรมที่เป็นสติเจตสิกเกิดเมื่อไรก็ระลึกเป็นไปในกุศล

    เพราะฉะนั้น สภาพธรรมมีจริงโดยที่เราไม่ต้องเรียกชื่อ แต่เข้าใจความจริงของสภาพธรรมว่าการคิดนึกมีต่างๆ กัน และภาษาก็เป็นเครื่องกั้น ถ้าเราแปลคำว่าสติหมายความว่าระลึกได้ เท่านี้ไม่พอ ระลึกคือคิดถึง ส่วนใหญ่เมื่อระลึกถึงอะไรๆ ได้ก็เข้าใจว่าขณะนั้นคือการระลึก แต่สำหรับสภาพธรรมต้องตรง คือขณะใดก็ตามที่คิดถึงเรื่องอื่นนั้นไม่ใช่สติ แต่เป็นสภาพธรรมอื่น

    เมื่อระลึกเป็นไปในทาน ในศีล ในการอบรมเจริญปัญญา เมื่อนั้นจึงจะเป็นสติ ซึ่งสติก็มีหลายขั้น สติในขั้นทานคือ สามารถเพียงให้วัตถุเพื่อประโยชน์สุขแก่คนอื่นแต่กายวาจาไม่ดีเลย เมื่อเวลาที่กายวาจาวิรัติทุจริต แม้แต่เพียงคำพูดที่ไม่น่าฟังที่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อนใจก็งดเว้น เพราะสติเกิดจึงเห็นว่าคำพูดนั้นไม่เหมาะสม แต่ถ้าสติไม่เกิดก็เป็นไปในทางฝ่ายอกุศล

    สำหรับเรื่องของความสงบของจิตใจจะเเยกยากถ้าไม่ได้ฟังธรรม ไม่รู้ว่าขณะใดเป็นกุศล ขณะใดเป็นอกุศล แต่จากการฟังก็พอจะเห็นความละเอียดได้ว่าที่เราเข้าใจว่าเป็นกุศล แท้ที่จริงแล้วบางกาลบางขณะก็เป็นอกุศล เพราะฉะนั้นเราจะไม่คิดเอง แต่จะต้องศึกษาโดยละเอียดให้มีความเข้าใจตรงว่า ขณะใดที่กุศลประเภทใดเกิดก็ตาม หรือว่าจิตชนิดที่ดีงามเกิดเมื่อไรก็เพราะมีสภาพธรรมที่ดีงามเกิดในขณะนั้น เช่น สติ เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดคือธรรมหลากหลายมาก แล้วก็ไม่ได้มีแต่เฉพาะจิต ยังมีสภาพธรรมที่เกิดกับจิตที่ใช้คำว่าเจตสิก เช่น ความโกรธ ความพอใจ ความเมตตา เหล่านี้เป็นต้น เจตสิกไม่ใช่จิตแต่เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต ดังนั้นจิตจะดีจะเลวอย่างไร จะเป็นประเภทไหนก็ตามต้องเป็นไปตามเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียด

    ขณะนี้พอที่จะทราบได้ว่า ที่เราใช้คำว่าสติในเรื่องของอกุศลนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเป็นแต่เพียงคิดนึก ถ้าภาษาบาลีที่ตรงกับสภาพธรรมที่คิดอย่างนั้นคือ วิตกเจตสิก ภาษาไทยใช้คำว่าวิตก ซึ่งก็คลาดเคลื่อนอีก เมื่อใช้คำว่าวิตกก็คิดว่ากังวล ไม่สบายใจ เป็นห่วงเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่หารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงแล้วสภาพธรรมที่ตรึกหรือจรดในอารมณ์ หลังจากที่จิตเห็นดับไปแล้ว เป็นต้น ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิตส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงเกิดกับกุศลหรืออกุศลก็ได้ แต่สำหรับสติแล้วไม่ใช่วิตกเจตสิก สติต้องเกิดกับโสภณจิต จิตที่ดีงามเท่านั้น

    ผู้ฟัง ท่านผู้ถามยังข้องใจอยู่ ที่ท่านยกขึ้นมาในเรื่องของการนึกได้ที่จะนัดกันไปทำสิ่งที่ไม่สมควร เช่น การปล้น เป็นต้น เป็นสติหรือไม่ อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ใช่เรียกชื่อว่าสติ แต่การปล้นเป็นกุศลหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นขณะนั้นจะมีสติเกิดร่วมด้วยไม่ได้ แต่ว่ามีสภาพธรรมอื่นเกิดร่วมด้วย ก่อนอื่นต้องทราบว่าธรรมถ้าแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ก็มีสองประเภท คือธรรมที่ไม่ใช่สภาพรู้อะไรเลยทั้งสิ้น เช่น เสียง มองไม่เห็นก็จริง แต่เสียงมีจริงจึงเป็นธรรม เป็นธรรมประเภทรูปธรรมไม่ใช่นามธรรม สำหรับธรรมที่เป็นนามธรรมก็ไม่ใช่มีแต่เฉพาะจิตอย่างเดียว ยังมีนามธรรมที่เกิดกับจิตด้วย ซึ่งทางภาษาบาลีใช้คำว่าเจตสิกะ ภาษาไทยก็เรียกว่าเจตสิก

    ดังนั้นไม่ว่าขณะใดที่จิตเกิดต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่แยกกันคือจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เพราะเหตุว่าเมื่อจิตเป็นสภาพรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้ภาษาบาลีใช้คำว่าอารมณ์ อารัมมณะหรืออาลัมพณะ หมายความถึงอะไรก็ได้ที่จิตกำลังรู้ สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้จึงเป็นอารมณ์ของจิต เพราะฉะนั้นจิตเกิดต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย จิตจะเกิดตามลำพังโดยไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้เลย

    เจตสิกแบ่งเป็นประเภทๆ คือเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกประเภท เจตสิกที่เกิดกับจิตบางประเภท เจตสิกซึ่งเป็นอกุศลเกิดกับจิตที่เป็นอกุศลเท่านั้น และเจตสิกซึ่งเป็นฝ่ายดี

    เมื่อแยกกันชัดเจนอย่างนี้ สติเป็นเจตสิกฝ่ายดีซึ่งต้องเกิดกับจิตฝ่ายดีเท่านั้น เวลาที่กำลังชอบอะไรสักอย่างหนึ่ง ตั้งแต่ตื่นมาจนกระทั่งถึงขณะนี้ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ขณะที่ฟังธรรม ไม่ใช่ขณะที่มีศรัทธาที่จะเข้าใจธรรม ขณะนั้นก็เป็นอกุศล แล้วแต่ว่าจะเป็นโลภะคืออกุศลเจตสิกที่ติดข้อง หรือว่าเป็นโทสะคืออกุศลเจตสิกที่ขุ่นเคือง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่สติ เพราะว่าเป็นอกุศลเจตสิก

    ด้วยเหตุนี้ การที่ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียดเพื่อไม่ให้เห็นผิด เพราะว่าถ้าไม่ทรงแสดงไว้ก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ว่าขณะนั้นเป็นกุศล หรือว่าเป็นอกุศล

    ผู้ฟัง เท่าที่ได้รับฟังท่านอาจารย์ได้กรุณาอธิบายมาตั้งแต่ต้น เข้าใจว่าคำว่าสติปัฏฐานต้องเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ และมีความจำเป็นต่อชีวิตอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าจะนำสติปัฏฐานไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน พอที่จะมีข้อปฏิบัติง่ายๆ ให้นำไปปฏิบัติได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมให้เข้าใจ หรือว่าไม่เข้าใจก็ทำ ไม่มีเลยในพระพุทธศาสนาที่จะให้ไม่เกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าพุทธะหมายความถึงผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พระองค์ทรงแสดงธรรมซึ่งคนอื่นไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าเป็นธรรม จนกระทั่งมีความเข้าใจถูกต้อง

    ขณะที่เข้าใจ ภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญา คือมีความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะถึงการนำไปปฏิบัติซึ่งต้องพิจารณาว่า จะนำอะไรไป ฟังธรรมคือเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง และขณะนี้ความเข้าใจเกิดแล้วก็ดับไปด้วย ไม่ใช่ขณะที่เห็น เห็นเกิดขึ้นและดับไป ไม่ใช่ขณะที่เข้าใจ

    เพราะฉะนั้นแต่ละขณะเกิดดับเร็วมาก จะนำอะไรไป แต่เพราะมีปัจจัยที่จะเกิด ตราบใดที่ไม่ใช่พระอรหันต์ จิตขณะหนึ่งดับไป ขณะแรกของชาตินี้เกิดมาเป็นจิต เจตสิก รูป ดับไปก็มีขณะต่อๆ ไปเกิดสืบต่อจนกระทั่งถึง ณ บัดนี้ และถึงแม้ว่าจะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ก็ยังจะต้องมีจิตเกิดต่อชาติต่อๆ ไป เพราะฉะนั้นจะนำอะไรไป ไม่มีใครนำอะไรไปได้เลย แต่มีปัจจัยที่จะทำให้สภาพธรรมเกิดโดยไม่หยุด ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ ชาติก่อนจิตก็เกิดขึ้นโดยไม่หยุด เจตสิกที่เกิดกับจิตในชาติก่อนก็เกิดดับสืบต่อ

    ดังนั้นถอยหลังไปแสนโกฏิกัปป์ก็ได้ แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงระลึกถึงชาติก่อนๆ ซึ่งชาติก่อนๆ ก็เหมือนอย่างนี้ มีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึก มีสุข มีทุกข์ และสมมติเป็นบุคคลนั้นบุคคลนี้ในแต่ละชาติ เพราะฉะนั้นขณะนี้เป็นเพียงสภาพธรรมซึ่งเกิดแล้วดับ นำอะไรไปไม่ได้เลย แต่ว่าสะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ได้

    จะนำไปปฏิบัติ จะนำอะไรและจะปฏิบัติอย่างไร ก็คือเป็นแต่เพียงคำพูด ซึ่งยังไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าขณะนี้ไม่มีเรา แต่เป็นธรรมซึ่งวันหนึ่งๆ มีทั้งกุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรม คือธรรมที่ไม่ใช่กุศลเเละไม่ใช่อกุศล แม้เพียง ๓ คำประมวลธรรมไว้ทั้งหมด คือธรรมที่มีทั้งหมด ธรรมฝ่ายกุศลเป็นอกุศลไม่ได้ ธรรมที่เป็นอกุศลจะเป็นกุศลไม่ได้ ส่วนธรรมที่ไม่ใช่กุศลและอกุศลก็มี นี่คือทำให้เราต้องคิด คือฟังแล้วคิดว่า ถ้าอย่างนั้นอะไรเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล

    รูป ร่างกายไม่รู้อะไรเลย เป็นกุศลไม่ได้ รูปธรรมทั้งหมดเป็นกุศลไม่ได้เลย แก้วน้ำ โต๊ะ เก้าอี้ สภาพที่แข็ง สภาพที่เปรี้ยวหวาน หรือว่าเสียงต่างๆ เป็นกุศลไม่ได้ เพราะฉะนั้นธรรมที่ไม่เป็นกุศลและไม่เป็นอกุศลมีหลายอย่าง รูปคืออัพยากตธรรม เป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล

    การศึกษาธรรมนี้ไม่ยากถ้าศึกษาเพียงทีละคำ และความหมายของคำนั้นๆ ก็ไม่เปลี่ยน คือสภาพธรรมเกิด ชา-ติ เกิด เมื่อกุศลเกิด ทันทีที่เกิดเป็นกุศล ดับแล้ว ใครทำอะไรไม่ได้เลย ไม่มีใครสามารถจะไปเปลี่ยนอกุศลธรรมให้เป็นกุศลธรรม หรือให้เป็นอย่างอื่นได้

    ดังนั้นธรรมเป็นปรมัตถธรรม ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่างได้เลย และเมื่อทรงแสดงธรรมนั้นโดยละเอียดยิ่งขึ้นจึงรวบรวมเป็นพระอภิธรรม หมายความว่าละเอียดอย่างยิ่งในเรื่องของธรรม คือเป็นธรรมนั่นเองซึ่งต้องเข้าใจและความเข้าใจที่เกิดแล้วดับไปนั้นสะสมสืบต่อในจิตขณะต่อๆ ไป แต่ไม่มีเราจะนำไปได้เลย

    ผู้ฟัง ถ้าคนที่ยังไม่มีโอกาสศึกษาพระอภิธรรมหรือไม่ได้ศึกษาธรรมอย่างลึกซึ้งมาก แล้วอยากจะปฏิบัติธรรม จากบุญขั้นทาน ศีล ภาวนา อยากได้บุญขั้นสูงสุดคือภาวนา กรุณาแนะนำวิธีการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน จะได้รู้วิธีการแล้วได้ปฏิบัติเป็นแนวทางของชีวิต

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมดมาจากอยาก ใช่หรือไม่ อยากปฏิบัติ แต่ว่าปฏิบัติไม่ใช่อวิชชาปฏิบัติ ต้องเป็นปัญญา พระพุทธศาสนาต่างกับศาสนาอื่นๆ เพราะเหตุว่าสอนให้ผู้ที่ฟังเกิดปัญญาของตัวเองก่อนตามลำดับขั้นด้วย เพราะฉะนั้นยังไม่ต้องคิดถึงเรื่องการที่จะปฏิบัติ ถ้ายังไม่มีความเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้ เพราะผลของการปฏิบัติคือ การรู้จริงในสิ่งที่ได้ฟัง ซึ่งเป็นเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้

    สิ่งที่กำลังได้ฟังในขณะนี้ สภาพธรรมไม่เที่ยง เกิดขึ้นและดับไป นี่คือสิ่งที่ฟัง แต่ยังไม่ประจักษ์แจ้งความจริงนั้น เนื่องจากปัญญายังไม่ถึงระดับที่จะอบรม จนกว่าสามารถที่จะรู้ความจริงอย่างนั้นได้ เพราะเหตุว่าปัญญาต้องเจริญตามลำดับขั้น โดยมากทุกคนคิดถึงแต่เรื่องปฏิบัติ แต่ไม่คิดถึงเรื่องเข้าใจธรรม

    เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะปฏิบัติต้องมีความเข้าใจก่อน เพราะว่าพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้ไม่เข้าใจ และให้ไปทำอะไร แต่ว่าสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดมีความเห็นถูกในขั้นการฟังมั่นคงหรือยัง เช่น ในขณะนี้ได้ยินว่าเห็นเกิดขึ้นแล้วดับ เท่านี้มั่นใจหรือไม่ว่าเป็นสัจจะ เป็นความจริง จิตมีจริงๆ เพราะเหตุว่าเป็นสภาพที่รู้สิ่งนี้ที่กำลังปรากฏ เสียงกำลังปรากฏ แข็งกำลังปรากฏ ถ้าไม่มีสภาพที่รู้สิ่งนั้นๆ สิ่งนั้นๆ จะปรากฎได้อย่างไร

    การศึกษาธรรมคือ พิจารณาสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ให้มีความเข้าใจถูกว่า เหตุใดกล่าวว่าเป็นธรรม ก่อนที่เราจะรู้ว่าเป็นธรรม ที่เราเข้าใจว่าเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ แต่เมื่อกระทบสัมผัสสิ่งที่เราเคยเข้าใจว่าเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ โต๊ะมีหรือไม่ หรือว่ามีแข็งที่กำลังปรากฏ เพราะเหตุว่าขณะนี้ที่กระทบสัมผัสสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งเคยเข้าใจว่าเป็นเก้าอี้ เป็นโต๊ะ แต่ลักษณะจริงๆ คือแข็ง

    เพราะฉะนั้นอะไรจริง สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธรรมหลากหลายมาก แต่ไม่มีใครรู้ความจริงว่าเป็นธรรม เข้าใจเรื่องราวของสิ่งที่มีจริง ซึ่งเกิดดับเร็วมากจนไม่ประจักษ์การเกิดดับ เหมือนมายากล

    ดังนั้นจึงอยู่ในโลกของความลวงจากการเกิดดับของสภาพธรรมโดยไม่รู้ตัวเลย จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและเริ่มเข้าใจคำว่าธรรมว่า ต้องหมายความถึงภาวะที่มีจริงๆ เราอาจจะคิดเรื่องอะไรก็ได้ แต่เมื่อเสียงปรากฏ ไม่ใช่คิด และสิ่งที่เราคิดมากเมื่อครู่นี้หายไปไหน หมดแล้วทันทีที่เสียงปรากฏ

    แสดงให้เห็นว่าเสียงเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งมีจริง ส่วนเรื่องที่คิดนั้นหมดไปพร้อมกับจิตที่คิด ถ้าจิตไม่คิด เรื่องนั้นๆ ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นความละเอียดของธรรมก็คือ แม้ว่าจะมีธรรมปรากฏ แต่อวิชชาความไม่รู้ ไม่สามารถที่จะเห็นความจริงว่า เป็นเพียงสิ่งซึ่งเกิดและดับไปอย่างรวดเร็ว

    ผู้ที่ฟังธรรมอาจจะอยากประจักษ์การเกิดดับ ปฏิบัติคือการไปรู้ ไปเห็นความจริงของสภาพธรรม แต่เป็นเรา ถ้าไม่สามารถที่จะเข้าใจว่าขณะนี้เป็นธรรมอย่างไรก่อน มุ่งหน้าจะไปปฏิบัติเพื่อจะเห็น แต่ไม่ใช่เพื่อเข้าใจและคลายความไม่รู้จากสิ่งซึ่งปรากฏอยู่

    เพราะฉะนั้นวิปัสสนาญาณ ปัญญาที่เป็นวิปัสสนาญาณ ซึ่งเป็นผลของการปฏิบัติมีหลายขั้น ซึ่งต้องตั้งต้นจากขั้นที่หนึ่ง ไม่ใช่นำขั้นเกิดดับมาก่อน วิปัสสนาญาณที่หนึ่ง คงจะเคยได้ยินชื่อหรือบางท่านอาจจะคุ้น นามรูปปริจเฉทญาณ คือปัญญาที่สามารถเข้าถึงความต่างกันของสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม

    บางคนกำลังปวดท้อง ก็ไม่รู้ว่าปวดคือสภาพที่เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม เพราะคิดถึงท้องก็เลยบอกว่าปวดท้อง โดยไม่รู้ว่าปวดเป็นสภาพรู้หรือไม่ใช่สภาพรู้ ความไม่รู้มีมาก แม้แต่คำแต่ละคำที่ใช้ เข้าใจคำ คุ้นคำนั้นในภาษาที่เคยใช้ตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อเป็นสภาพธรรมแล้วงง อย่างเช่นจักขุวิญญาณ เป็นภาษาบาลี หมายถึงจิตเห็นในภาษาไทย คือจิตที่รู้โดยอาศัยตา ซึ่งถ้าไม่มีตาจะไม่มีเห็นในขณะนี้เลย แต่ว่าภาษาไทยง่ายๆ ก็คือเห็น ใครไปทำเห็นได้ เมื่อมีปัจจัยเห็นก็เกิดขึ้น เกิดแล้วจะให้เห็นตลอดไปก็ไม่ได้ ใช่หรือไม่ เดี๋ยวก็คิดนึก เดี๋ยวก็ได้ยิน

    แสดงว่าสภาพของจิตซึ่งเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะจะรู้เพียงสิ่งเดียว นี่คือการเริ่มเข้าใจ ซึ่งถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ ไม่มีทางที่จะไปประจักษ์การเกิดดับสภาพธรรมเลย เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความเข้าใจเป็นลำดับไม่ต้องคิดถึงการปฏิบัติเลย เพราะว่าปฏิบัติโดยไม่รู้ก็นำมาซึ่งความไม่รู้ ไม่สามารถที่จะรู้และคลายความติดข้อง ความไม่รู้ ความสงสัยในธรรมที่ได้ยินได้ฟัง ซึ่งพูดถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ซึ่งเกิดดับ ก็ค่อยๆ เข้าใจถูกต้องขึ้นตามลำดับ

    ถึงแม้ว่าไม่ใช่คำว่าปฏิบัติ แต่ปัญญากำลังรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ คือปฏิปัตติ เพราะว่าภาษาบาลี ปฏิปัตติ ปฏิคือเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง หมายความว่า ถึงเฉพาะสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ ด้วยปัญญาและสติที่สามารถเห็นถูกตามความเป็นจริงว่า สภาพนั้นไม่ใช่เรา ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีความสงสัยใดๆ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    21 ม.ค. 2569