ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
ตอนที่ ๑๖๓๒
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ท่านอาจารย์ แต่ยังไม่รู้ภาวะที่เป็นจิตเพราะว่าถ้ากล่าวถึงจิตมีจริงๆ แน่นอนคนตายมีแต่รูปไม่มีจิตไม่มีการเห็นไม่มีการได้ยินไม่มีการคิดนึกไม่มีสุขทุกข์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่จิตก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมองเห็นได้ด้วยตาแม้ว่ามีจริง จากการที่เริ่มเข้าใจว่าขณะนี้มีจิตแต่ยังไม่รู้ลักษณะของจิตก็ทำให้เพียงแต่ระลึกถึงจิตจนกว่าเข้าใจสภาพของจิตเพิ่มขึ้น จากการเห็นจิตชื่อว่าเหมือนกระจกเงาไหมเพราะว่าขณะนั้นไม่ได้รู้อย่างอื่นไม่ได้คิดถึงอย่างอื่นเหมือนขณะที่กำลังมองกระจกแล้วก็จะเห็นอย่างอื่นไหม นอกจากสิ่งที่ปรากฏในกระจกฉันใดเวลาที่สติสัมปชัญญะเกิด และกำลังรู้ลักษณะของจิตย่อมค่อยๆ เห็นจิตชัดเจนขึ้นตามความเป็นจริงว่าแท้ที่จริงแล้วจิตก็เป็นแต่เพียงธาตุรู้สภาพรู้ และถ้าประจักษ์ลักษณะของจิตจะตรงกับความจริงไหมว่าจิตไม่มีสีไม่มีกลิ่นไม่มีรส เพราะฉะนั้นจิตขณะนี้เดี๋ยวนี้สว่างไหม
ผู้ฟัง ยังไม่ทราบจิตครับก็เลยยังไม่รู้ว่าสว่างหรือมืด
ท่านอาจารย์ แต่จากการฟังจิตมีสีต่างๆ ไหมคะ
ผู้ฟัง ไม่มีครับ
ท่านอาจารย์ ไม่มี มีเสียงดังเบาๆ ดังๆ ไหมคะ
ผู้ฟัง ไม่มีครับ
ท่านอาจารย์ ไม่มี มีกลิ่นมีรสชิมก็ไม่ได้กระทบสัมผัสก็ไม่ได้ แสดงถึงความเป็นนามธาตุแม้แต่เพียงคำเดียวว่าธาตุ และนามธาตุก็ต้องไตร่ตรองจนกระทั่งสามารถที่จะเห็นความต่างกันในขณะนี้ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาปรากฏให้เห็นไม่ใช่จิตแน่นอนถูกต้องไหม เพราะว่าจิตไม่ใช่สีสันวรรณะต่างๆ แต่ที่สิ่งที่ปรากฏทางตากำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้เพราะจิตเป็นธาตุรู้ที่กำลังเห็น เพราะฉะนั้นแยกธาตุรู้มืดสนิทแต่ว่าสิ่งที่ปรากฏสว่างน่าตกใจไหมไม่มีเราเลยแต่มีธาตุรู้ที่แม้ในความมืดสนิทก็เกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เสียงกำลังปรากฏทีละขณะๆ ที่เสียงปรากฏไม่ใช่ขณะที่สิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏไม่ใช่ขณะที่แข็งปรากฏจิตเป็นธาตุรู้ที่สามารถจะรู้ได้เฉพาะแต่ละทางทีละอย่างไม่ปะปนกัน ไม่ใช่เอาจิตได้ยินเสียงมาเห็นด้วยหรือเอาจิตที่เห็นไปได้ยินด้วยเป็นจิตที่ต่างขณะอาศัยทวารแต่ละทาง ถ้าไม่มีจักขุประสาทตรงกลางตาไม่มีสิ่งที่จะปรากฏให้เห็นเพราะว่าจิตไม่ได้เกิดขึ้นเห็นๆ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตเห็นอาศัยจักขุประสาทเวลาที่จิตได้ยินเกิดขึ้นก็ต้องอาศัยโสตประสาทซึ่งสามารถกระทบเสียง และเสียงก็สามารถกระทบเฉพาะโสตประสาท และมีอายุที่สั้นมากทั้ง ๒ อย่างคือเพียงแค่จิตเกิดดับ ๑๗ ขณะทั้งเสียง และโสตประสาทก็ดับ
แต่เมื่อกรรมเป็นปัจจัยทำให้จิตที่ได้ยินเสียงเกิดขึ้นได้ยินเสียงที่ยังไม่ดับนี่คือความน่าอัศจรรย์ของกรรมที่ขณะนี้กำลังเป็นไปกำลังทำให้มีผลคือการเห็นบ้างการได้ยินบ้างตามควรแก่กรรมที่ได้กระทำแล้ว ถ้าเข้าใจในความเป็นธาตุในความเป็นธรรมในความไม่ใช่ของใครเหมือนกับเวลาที่เราพูดเรื่องธาตุทุกธาตุเราก็ไม่ได้ไปเคยยึดถือธาตุนั้นๆ ว่าเป็นเราหรือว่าเป็นของใครเลยถ้าเป็นธาตุเป็นสิ่งที่มีจริงฉันใดนามธาตุก็ไม่ใช่ของใคร ขณะนี้เป็นจิตทั้งนั้นเลย และเจตสิกที่เกิดดับไม่ต้องเรียกชื่อเลยสะสมมาอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้นสำหรับแต่ละคนซึ่งสับสนกันก็ไม่ได้ด้วยนี่คือความเป็นไปของธาตุที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นไปอย่างนี้ไม่ใช่เรา การฟังธรรมจึงเข้าใจขึ้นๆ ว่าแม้ในขณะนี้ก็มีจิตมีเจตสิกมีรูป และกำลังฟังให้เข้าใจจิตเจตสิก และรูปที่กำลังมีในขณะนี้จนกว่าจะรู้จริงๆ ในลักษณะของความเป็นธาตุ เมื่อรู้ว่าเป็นธาตุเป็นเราได้ไหม ธาตุรู้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
ผู้ฟัง เป็นเราไม่ได้ครับอยากจะให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายคำว่าความเป็นไปของธาตุครับ
ท่านอาจารย์ ความเป็นไปของธาตุคือเมื่อมีปัจจัยจึงเกิดถ้าไม่มีปัจจัยก็เกิดไม่ได้ ทุกอย่างที่มีในขณะนี้ต้องมีปัจจัยเฉพาะแต่ละอย่างจึงปรากฏเป็นแต่ละอย่างได้ เพียงธาตุดินน้ำไฟลม มหาภูติรูป ๔ มีสีมีกลิ่นมีรสมีโอชารวมอยู่ด้วยปรากฏเป็นดอกกุหลาบปรากฏเป็นต้นไม้ปรากฏเป็นหญ้าปรากฏเป็นวัตถุสิ่งต่างๆ หลากหลายมากนั่นคือธาตุความเป็นไปของธาตุซึ่งเป็นรูปธาตุ และรูปธาตุไม่ใช่นามธาตุเลย แต่นามธาตุสามารถที่จะรู้จะคิดจะจำ เพราะฉะนั้นจะวิจิตรกว่ารูปธาตุไหมคะ
ผู้ฟัง วิจิตรกว่ามาก
ท่านอาจารย์ ความเป็นไปของธาตุเมื่อวานนี้ความเป็นไปของธาตุที่เป็นนามธาตุ และรูปธาตุเกิดแล้ว ต่างกับขณะนี้ซึ่งนามธาตุ และรูปธาตุกำลังเกิดขึ้นเป็นไปหรือเปล่า แต่วันนี้นามธาตุมาจากนามธาตุที่ผ่านไปแล้วที่เกิดแล้วดับแล้ว และก็มีการสะสมต่างๆ กัน เพราะฉะนั้นความวิจิตรจริงๆ ของนามธาตุมากมายหลากหลายเพราะว่าสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วดับแล้วไม่กลับมาอีกเลยแต่จะปรุงแต่งเป็นปัจจัยที่จะให้นามธาตุต่อไปเกิดขึ้นต่างจากนามธาตุที่ดับไปแล้ว อย่างเมื่อวานนี้ไม่ได้ฟังธรรมวันนี้มีปัจจัยที่จะได้ยินได้ฟังความเข้าใจวันนี้ดับไปแล้วแต่ก็ปรุงแต่งที่จะให้มีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังต่อไปไม่ว่าในชาติไหนด้วย ไม่สูญหายไปเลยนี่คือความเป็นไปของนามธาตุซึ่งสะสมสืบต่อกุศล และอกุศลทุกสิ่งทุกอย่างแต่ละขณะในวันนี้ถึงแม้ว่าจะหมดไปแล้วก็จริงแต่ก็สะสมอยู่ในจิตทำให้มีความหลากหลายของความคิดแม้แต่การคิดประดิษฐ์สิ่งต่างๆ มีใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะการปรุงแต่งของสังขารขันธ์ซึ่งเป็นนามธาตุ ไม่มีเหมือนเดิมใหม่ทั้งหมดแล้วก็วิจิตรต่างๆ กันไปอีกตามการสะสม
ผู้ฟัง เรื่องที่ไม่เข้าใจตอนนี้ก็คือเรื่องการเกิดดับของจิต และรูปที่ว่ารูปดับเป็น ๑ ๗ ขณะของจิตแล้วก็คิดต่อไปว่ารูปที่พูดถึงอันนี้หมายถึงอะไร
ท่านอาจารย์ ทำไมทรงแสดงเรื่องรูปมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะต้องทราบพุทธประสงค์ด้วย ใครจะรู้รูปซึ่งมีอายุ ๑๗ ขณะของจิตบ้างแล้วใครรู้ และทรงแสดงเพื่ออะไร และเพราะอะไร
ผู้ฟัง พระพุทธองค์ทรงทราบแต่ไม่ทราบว่าท่านแสดงเพื่ออะไร
ท่านอาจารย์ เพื่อจะให้เรารู้หรือว่าเพื่อให้เข้าใจว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา ตลอดชีวิตมาเป็นอัตตาไม่ว่าเราจะฟังธรรมเรื่องธาตุเรื่องอายตนะเรื่องอายุของรูป ๑๗ ขณะทั้งหมดเพื่อให้เข้าถึงความเป็นอนัตตาเท่านั้น ความเป็นอนัตตาไม่ใช่ขณะอื่นเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็นขณะที่กำลังคิดนึกคือถ้าเข้าใจธรรมก็คือว่ามีธรรมขณะนี้จนกว่าจะรู้ว่าขณะนั้นเป็นอนัตตาคือไม่ใช่เรา แต่ไม่ใช่ไปให้คิดงุนงงสงสัยเรื่อง ๑๗ ขณะทวารไหนยังไงอะไรเพราะว่าขณะนี้ก็ยังไม่รู้จักลักษณะของรูปแล้วจะไปรู้ได้ยังไงว่ารูปมีอายุเท่ากับ ๑๗ ขณะของจิต แต่ที่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษาโดยนัยประการต่างๆ สำหรับพระวินัยสำหรับบรรพชิตซึ่งมีการสะสมใหญ่ที่จะเจริญปัญญาในเพศที่สละการครองเรือนวงศาคณาญาติไม่ใช่เป็นการไปบังคับแต่ว่าอัธยาศัยเป็นอย่างนั้นก็สามารถที่จะขัดเกลาละเอียดยิ่งขึ้นโดยเห็นโทษของอกุศลทางกายทางวาจาซึ่งเป็นความประพฤติที่ไม่เหมาะสมกับบรรพชิต แต่ถ้าไม่มีปัญญาจะเป็นอย่างนั้นได้ไหม พระวินัยไม่สามารถที่จะผูกบรรพชิตให้ดำรงสมณเพศได้ถ้าไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมก็ต่างกันโดย ๒ เพศคือในเพศบรรพชิต และในเพศของคฤหัสถ์ สำหรับพระสุตตันปิฏกก็แสดงความหลากหลายความไม่เที่ยงตั้งแต่อดีตนานแสนนานก่อนที่จะได้ทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าชีวิตของแต่ละคนแม้แต่ของพระองค์เองของท่านพระสารีบุตรของท่านพระมหาโมคัลลานะก็มีอกุศลกุศลมากมาย และก็ทรงแสดงไว้เพียงบางส่วนเพื่อให้เห็นว่าธรรมเป็นธรรมแล้วก็เป็นอนัตตาแล้วก็ไม่เที่ยงไม่ใช่ว่าจะมีบุคคลในชาตินั้นต่อมาจนกระทั่งถึงเป็นบุคคลนี้ แต่จิตก็เกิดดับสืบต่อเพียงแต่ตั้งชื่อแต่ละภพแต่ละชาติต่างๆ กันไปมีใครรู้ไหมชาติก่อนชื่ออะไร ชาติหน้าก็ไม่รู้ใช่ไหมเพียงแต่เป็นสมมติให้รู้ว่าบุคคลนี้คือการสะสมสืบต่อของจิตในชาติสุดท้ายก็เป็นท่านพระมหาโมคัลลานะหรือว่าในชาติสุดท้ายก็เป็นท่านพระสารีบุตรเป็นต้น
เพราะฉะนั้นประโยชน์ของการฟังธรรมก็เพื่อให้เข้าใจความเป็นอนัตตาอย่างเดียวไม่ต้องไปคิดกังวลเรื่องอื่นเลยเพราะว่าแม้ขณะนี้ได้ยินคำว่าอนัตตาแต่ก็ยังเป็นอัตตาได้ยินคำว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏแต่ก็รู้ว่าสิ่งนี้เป็นอะไรด้วยความเคยชิน เพราะว่าหลังจากที่เห็นดับไปแล้วสิ่งที่เกิดดับที่เป็นรูปสืบต่อทำให้เกิดนิมิตทั้งๆ ที่ดับแล้วก็จริงแต่การเกิดสืบต่อทำให้เหมือนว่ายังมีอยู่ยังคงเป็นรูปร่างสัณฐานอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็หลงยึดถือรูปร่างสัณฐานซึ่งเกิดจากการเกิดดับสืบต่อของธรรมแต่ตัวธรรมจริงๆ ก็เกิดแล้วดับแล้วหมดแล้วไม่มีอะไรเหลือเลยเหลือแต่นิมิตที่ยังหลงจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงเพราะไม่รู้ความจริงว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา ถ้ายังไม่เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เพียงปรากฏจะคลายการยึดถือไหมว่าไม่ใช่อย่างอื่นเลยทั้งสิ้นนอกจากเป็นธาตุที่สามารถปรากฏให้เห็นส่วนเมื่อปรากฏแล้วนิมิตของการเกิดดับของสิ่งที่ปรากฏก็ทำให้สัญญาความจำๆ ไว้มั่นคงเป็นสัญญาวิปลาสคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเพราะเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง กว่าจะรู้ความไม่เที่ยงก็อีกนานแต่ว่าต้องมาจากการที่ค่อยๆ ระลึกได้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะฉะนั้นแม้แต่ทางเดียวคือทางตาจะเห็นการสะสมหนาแน่นเหนียวแน่นของความไม่รู้ และการยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนานมากระลึกได้สักนิดหน่อยค่อยๆ เพิ่มขึ้นก็จะขณะที่ระลึกได้ก็คลายความติดข้องเพียงเล็กน้อยแล้วก็จะเป็นปัจจัยทำให้มีการระลึกได้อีก และก็เข้าใจได้อีกจริงๆ ว่าไม่ว่าจะกี่กัปมาแล้วสิ่งที่ปรากฏทางตามีปัจจัยเกิดขึ้นเมื่อมีจิตเห็นสิ่งนี้จึงปรากฏให้เห็นได้แล้วก็ดับไปโดยไม่เหลืออะไรเลยทั้งสิ้นนี่คือไม่ต้องไปนับ ๑๗ ขณะ แต่ว่าฟังทั้งหมดเพื่อให้รู้ว่าทรงแสดงอุปการะให้เข้าถึงความเป็นอนัตตาโดยนัยของพระสูตรต่างๆ ซึ่งถ้าไม่มีธรรมจะมีพระสูตรมีพระวินัยไหมคะ
ผู้ฟัง ไม่มีค่ะ
ท่านอาจารย์ ไม่มีแต่เนื่องจากธรรมหลากหลายแต่ละขณะแต่ละภพแต่ละชาติมากมายก็ทรงแสดงตามความเป็นจริงของธรรมนั้นๆ แล้วก็ทรงแสดงธรรมที่ไม่กล่าวถึงบุคคลเป็นตัวธรรมจริงๆ โดยละเอียดยิ่งจึงชื่อว่าอภิธรรม อภิหมายความว่ายิ่งหรือละเอียดแม้แต่จะกล่าวว่ารูปมีอายุเท่ากับการเกิดดับของจิต ๑๗ ขณะก็โดยนัยของอภิธรรมเพื่อที่จะให้เห็นตามความเป็นจริงว่าควรติดไหมในสิ่งซึ่งปรากฏเหมือนจริงเหมือนเที่ยงแต่ความจริงก็คือรูปนั้นดับไปแล้วเพราะ ๑๗ ขณะนี้ประมาณไม่ได้เลยเพราะว่าในขณะนี้เหมือนเห็นได้ยินพร้อมกันความจริงจิตเกิดดับเกินกว่า ๑๗ ขณะแล้วจะมีรูปอะไรเหลือ ความจริงเป็นความจริงแต่ไม่รู้ลองคิดดูขณะเห็นเดี๋ยวนี้มีแขนมีขาอยู่ตรงไหนบ้างหรือเปล่าเวลาที่เสียงปรากฏมีหัวเข่ามีผมมีอะไรหรือเปล่าคะ
ผู้ฟัง ไม่มีค่ะ
ท่านอาจารย์ ไม่ปรากฏเลยมีแต่เสียงกับได้ยินแต่ความไม่รู้ และความจำก็ยังเป็นเรานั่ง และก็ได้ยินเสียงเด็กวิ่งสุนัขเห่าเป็นต้นทั้งๆ ที่ไม่มีเลยขณะนั้นมีแต่เสียงกับได้ยิน ถ้าสามารถที่จะเข้าถึงธรรมจริงๆ จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะรู้อารมณ์ทีละอย่างไม่ปะปนกันเลยแต่ละทางๆ ตาจะให้เป็นเสียงปรากฏไม่ได้ทางหูก็จะให้เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏไม่ได้ ถ้าแยกชีวิตออกละเอียดมากก็คือชั่วขณะที่มีการเห็นบ้างการได้ยินบ้างการได้กลิ่นบ้างลิ้มรสบ้างรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้างคิดนึกบ้างเร็วจนกระทั่งรวมเป็นหนึ่งคือเราเพราะว่าต่อกันไว้หมดเหมือนเราเห็นเหมือนเราได้ยินเพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริงของธรรม การฟังธรรมให้เข้าใจว่าเป็นธรรมเพื่อเห็นความเป็นอนัตตาตลอดหมดจะฟังที่แล้วมาหรือจะฟังต่อไปอีกนานเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าไม่รู้ว่าเป็นอนัตตาก็ไร้ประโยชน์ไปนั่งคิดถึงเรื่อง ๑๗ ขณะหรือเรื่องอะไรแต่ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วแม้แต่สิ่งที่ปรากฏทางตาระลึกได้ไหมว่าความจริงเป็นเพียงสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นเท่านั้นเองค่ะ
ผู้ฟัง คือจะทำให้ใจนี่ย้อนเข้าไปคิดถึงพยายามหาเหตุผล
ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นก็ถามตัวเองว่ารู้ได้ไหม
ผู้ฟัง ตรงที่เป็น ๑๗ ขณะนี่เราไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ๑๗ ขณะรู้ไม่ได้ก็รู้ไม่ได้แต่สิ่งที่กำลังปรากฏรู้ได้ไหม
ผู้ฟัง รู้ได้ค่ะเพราะฉะนั้นเราจะใส่ใจตรงสิ่งที่รู้ได้
ท่านอาจารย์ ไม่มีกฎเกณฑ์ตามความเป็นจริงแลกความคิดกันได้ไหม และก่อนจะคิดจะพูดอย่างนี้รู้ไหมว่าจะคิดจะพูดอย่างนี้ถ้ายังไม่เกิดขึ้น
ผู้ฟัง ก็ไม่ทราบค่ะ
ท่านอาจารย์ แสดงความเป็นอนัตตาแม้คิดก็เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย และเวลาคิดแล้วไม่พูดมีไหม เวลาคิดแล้วพูดมีไหมก็ตามเหตุตามปัจจัยทุกอย่างเป็นธรรมที่แสดงความเป็นอนัตตาให้รู้แต่อวิชารู้ไม่ได้ ต้องค่อยๆ อบรมเจริญปัญญา และปัญญาไม่ควรประมาทปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงทุกอย่างที่ปรากฏได้ ที่ปรากฏไม่ใช่ที่ไม่ปรากฏ
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์คะอันนี้เป็นปัญหาที่คนที่เชียงใหม่ฝากถาม เขาก็ถามว่าแล้วฟังท่านอาจารย์ และปฏิบัติอย่างไร ก็เลยจะเรียนถามท่านอาจารย์ตอบให้เขาทราบแล้วก็ให้คนที่เขาสงสัยว่าเมื่อฟังท่านอาจารย์แล้วปฏิบัติอย่างไร ได้เข้าใจกระจ่างชัดตรงนี้
ท่านอาจารย์ ถ้าได้ยินคำว่าปฏิบัติเข้าใจว่าอย่างไร เพราะว่าการฟังธรรมเพื่อเข้าใจธรรมเมื่อได้ยินคำที่ ใช้กันก็ควรจะได้ทราบว่าความหมายของคำนั้นคืออะไรไม่ใช่เพียงแต่บอกว่าปฎิบัติก็ปฎิบัติ ก่อนอื่นต้องทราบคำว่าปฏิ ปัตติ คือปฏิบัติ ในภาษาไทยหมายความว่าอะไร และคืออะไร
ผู้ฟัง อย่างที่เขาไปปฏิบัติธรรมกันแบบนี้ค่ะ
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ทราบแล้วจะปฏิบัติไหมคือเราจะไม่คิดถึงคนอื่นเลยแต่ว่าสำหรับเราเองเป็นผู้ที่ตรงไหม ถ้าไม่ทราบแล้วจะปฏิบัติไหม
ผู้ฟัง ก็ปฏิบัติตามเข้าไป
ท่านอาจารย์ ปฏิบัติตามเข้าไปเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าใครทำอะไรก็ให้ทำอย่างนั้นหรือว่าให้มีความเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ จนกระทั่งเป็นปัญญาที่สามารถรู้แจ้งความจริงของสิ่งที่ปรากฏถูกต้องตามความเป็นจริง
ผู้ฟัง ท่านสอนให้รู้ก่อนค่ะ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะปฏิบัติไหมเมื่อไม่รู้จะปฏิบัติไหม
ผู้ฟัง ที่ไปปฏิบัติเพราะคิดว่าเราไม่รู้ก็เลยไปก่อนแล้วก็จะได้ทราบ
ท่านอาจารย์ แล้วเป็นไปได้ไหมแล้วทราบอะไรบ้างหลังจากที่ปฏิบัติแล้ว
ผู้ฟัง ยังไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นการไปไม่ทราบว่ากี่วันก็ตามแต่มีประโยชน์ไหมเพราะว่าไปแล้วก็เหมือนเดิม และก็ไม่รู้สิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธพระเจ้าแน่นอนที่จะให้ทำโดยไม่รู้เพราะว่าปัญญาต้องเกิดขึ้นแล้วก็ปฏิบัติตามปัญญาที่เข้าใจถูกเห็นถูก ไม่ทราบว่าจะปฏิบัติอีกไหมที่ผ่านไปแล้วก็คือแล้วไปคือไม่รู้แต่ว่าต่อไปนี้จะปฏิบัติไหม
ผู้ฟัง คือเหมือนกับว่าเราไปแล้วก็เรายังปฏิบัติไม่ถึงที่สุดเราก็เลยยังไม่รู้
ท่านอาจารย์ ที่สุดต้องมีเรื่องต้นใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นคืออะไร
ผู้ฟัง ที่ไปเขาก็ให้เจริญสติ
ท่านอาจารย์ สติคืออะไร
ผู้ฟัง สติคือเหมือนกับให้รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นเราใช่ไหม
ผู้ฟัง ค่ะ
ท่านอาจารย์ ถูกต้องหรือเปล่า
ผู้ฟัง ก็เท่าที่ฟังก็ไม่ถูกค่ะ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะปฏิบัติไหม มีความเป็นผู้ตรงถ้าไม่ตรงจะไม่ได้สาระจากพระธรรมเลย ขอถามอีกครั้งหนึ่งเมื่อกี้ยังไม่แน่ใจใช่ไหมตอนนี้จะปฏิบัติไหม
ผู้ฟัง ไม่ค่ะ
ท่านอาจารย์ นี่คือความถูกต้องเพราะว่าพระอรหันตาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกให้มีความเห็นถูกซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิ เป็นความเห็น สัมมา คือความเห็นที่ถูกต้องเมื่อเป็นสัมมาทิฏฐิเป็นปัญญาที่สามารถที่จะเห็นถูกตามความเป็นจริงของสภาพธรรมที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นคำสอนทั้งหมดจะนำไปสู่ปัญญาซึ่งเป็นความเห็นที่ถูกต้องในสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ คำสอนใดๆ ก็ตามที่ไม่ทำให้มีความเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏโดยความเป็นธรรมซึ่งไม่เป็นของใคร มีเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปไม่เที่ยงสักอย่างเดียวถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้จะชื่อฟังคำสอนของพระหัตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะว่าหัวใจของพระธรรมก็คิดว่าความจริงสัจธรรมที่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ได้ ผู้ใดก็ตามฟังธรรมแล้วมีความเข้าใจถูกนั่นคือฟังคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงประจักษ์แจ้งหมดความสงสัยในสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ได้ เพราะฉะนั้นก็มีทั้ง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติคือความรู้ในเรื่องของสภาพธรรมค่อยๆ เข้าใจขึ้นรู้มากขึ้นแทนที่จะไม่รู้อะไรเลยแม้ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏตลอดชีวิตเดี๋ยวเห็นเดี๋ยวได้ยินเดี๋ยวได้กลิ่นเดี๋ยวลิ้มรสก็เป็นสิ่งที่มีจริงที่เพียงเกิดมาแล้วก็ปรากฏ คนที่เกิดมาแล้วจะไม่มีเห็นไม่มีได้ยินเหล่านี้ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นเมื่อมีสิ่งที่ปรากฏตลอดชีวิตแต่ไม่เคยรู้ความจริงของสิ่งนั้นก็เข้าใจว่าสิ่งนั้นเที่ยงแล้วก็เป็นเรา แต่ว่าจากการที่ได้ฟังพระธรรมก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าจากการที่ไม่เคยมีความรู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏเริ่มรู้ขั้นฟัง เมื่อความรู้ขั้นฟังเกิดขึ้นว่าเป็นความจริงอย่างที่ได้เข้าใจที่เป็นจริงก็สามารถที่จะเกิดสติสัมปชัญญะที่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ จนกว่าจะละคลายความสงสัยความไม่รู้ไม่เยื่อใยไม่ต้องการในสิ่งที่ปรากฏก็สามารถที่จะแทงตลอดความจริงของสิ่งที่ปรากฏได้ ในขณะที่ฟังเข้าใจเป็นปริยัติขณะที่กำลังเข้าใจลักษณะที่มีจริงๆ ที่กำลังฟังเป็น ปฏิ ปัตติ ขณะที่แทงตลอดความจริงซึ่งไม่ใช่ตัวตนขณะนั้นก็เป็นปฏิเวธ ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไรเลยได้ยินคำว่าปฏิบัติก็จะปฏิบัติโดยไม่รู้ก็ไม่มีปริยัติจะมีปฏิบัติไม่ได้ และก็จะถึงปฏิเวธไม่ได้ด้วย
ผู้ฟัง บารมีที่ให้ถึงฝั่งของการดับกิเลสในการดับกิเลสก่อนที่จะดับนั้นก็ต้องเจริญกุศลเพื่อละอกุศลท้ายที่สุดก็คือการดับทั้งกุศล และอกุศลลักษณะอย่างนี้ช่วยอธิบายให้เข้าใจ
ท่านอาจารย์ กุศลเป็นกุศลใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่ครับ
ท่านอาจารย์ กุศลที่เกิดเพราะอัธยาศัยที่ได้สะสมมาอย่างขณะใดก็ตามที่มีการให้ทานหรือว่าความประพฤติต่างๆ ที่ดีงามเช่นการช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่เข้าใจธรรมเลยก็เป็นไปได้ใช่ไหมคะ
ผู้ฟัง ใช่ครับ
ท่านอาจารย์ ขณะนั้นก็ไม่มีปัญญาที่จะรู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลแล้วก็อาจจะมีความหวังจากกุศลด้วยเพราะว่าหลายคนเวลาทำกุศลก็หวังว่าจะได้รับผลของกุศลจึงทำ จะมีคำถามว่าแล้วเป็นกุศลหรือเปล่าเหมือนกับว่าถ้าไม่เป็นกุศลก็จะไม่ทำก็ไม่ใช่ต้องการที่จะเข้าใจให้ถูกต้องว่ากุศลคืออะไร และความจริงที่เข้าใจว่าเป็นกุศลนั้นเป็นเราหรือเปล่าขณะนั้นก็ไม่ได้ประกอบด้วยปัญญาก็มีอยู่ทั่วไป แต่ว่าปัญญาก็มีหลายระดับขั้นปัญญาที่มีความเข้าใจเรื่องกรรม และผลของกรรมก็มี ผู้ที่เห็นว่าอกุศลกรรมเมื่อได้กระทำแล้วก็จะทำให้เกิดผลที่ไม่ดีต่างๆ เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจได้ยินเสียงไม่น่าพอใจได้กลิ่นซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้เลยขณะนั้นก็ถ้าเป็นกลิ่นดีก็ไม่ใช่กลิ่นที่เป็นผลของอกุศลกรรมต้องเป็นผลของกุศลกรรม นี่ก็คือชีวิตประจำวันทั้งหมดที่แม้ว่าไม่ได้ฟังธรรมที่จะเข้าใจว่าเป็นอนัตตาไม่ใช่เราเป็นธรรมจริงๆ มีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับไปแต่ก็ยังพอเข้าใจในเรื่องเหตุ และผลว่าเหตุดีก็ต้องนำมาซึ่งผลที่ดี และเหตุที่ไม่ดีก็นำมาซึ่งผลที่ไม่ดีถ้ารู้แค่นี้จะเป็นบารมีไหม เพราะว่ายังไม่ได้มีความเข้าใจที่เห็นโทษของอกุศล และอบรมเจริญปัญญาเพื่อที่จะละอกุศล
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1621
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1622
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1623
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1624
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1625
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1626
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1627
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1628
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1629
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1630
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1631
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1632
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1633
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1634
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1636
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1637
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1638
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1639
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1641
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1642
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1643
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1644
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1645
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1646
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1647
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1648
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1649
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1650
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1651
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1652
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1653
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1654
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1655
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1656
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1657
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1658
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1659
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1660
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1662
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1663
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1664
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1665
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1666
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1667
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1668
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1669
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1670
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1671
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1672
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1673
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1674
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1675
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1676
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1677
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1678
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1679
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1680