ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1661


    ตอนที่ ๑๖๖๑

    สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี

    วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ แต่เพียงจิตดับไป ไม่เกิดขึ้นคิด ไม่เกิดขึ้นรู้ ก็ไม่มีสิ่งนั้นเลยในความคิด ในการรู้

    ผู้ฟัง ค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ เข้าใจทันทีได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เคยมีคนถามว่าค่อยๆ เข้าใจ ทำอย่างไร มีแต่จะทำ ค่อยๆ เข้าใจคือเข้าใจทันทีเลยได้หรือเปล่า ต้องเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยใช่ไหม เมื่อใช้คำนี้ก็เลยอยากจะไปทำค่อยๆ เข้าใจ ไม่ต้องทำเลย ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เข้าโรงเรียนวันแรกจะรู้ที่ครูเขียนอะไรบนกระดานทั้งหมดเลย หรือว่าไม่รู้เลย ต้องค่อยๆ จำ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ รู้ เมื่อรู้แล้วก็คือรู้ เราฟังมาแล้วกี่ชาติ คือค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะถึงชาติที่รู้เพราะได้เข้าใจแล้ว เพราะได้ฟังมามากแล้ว

    โดยมากจะข้ามปัญญา ได้ยินแล้วก็คิดว่า ตัวเราสามารถที่จะพยายามทำให้สภาพธรรมปรากฏ เหมือนอย่างที่ปรากฏกับผู้ที่ท่านอบรมเจริญปัญญาแล้ว โดยไม่คิดถึงความเข้าใจของตัวเองในขณะที่ฟังธรรมเลยว่าเป็นธรรมทั้งหมด กำลังปรากฏนี่เองเป็นธรรม และขณะที่กำลังฟังก็มีธรรมปรากฏด้วย

    ขณะใดที่เริ่มรู้ว่าสิ่งนี้เป็นธรรม ขณะนั้นคือเริ่มเข้าใจตัวจริงๆ รู้จักตัวธรรมจริงๆ ว่า สิ่งที่ปรากฏก็เพียงปรากฏให้เห็นเท่านั้นเอง จะไปถึงความเข้าใจจนกระทั่งเหมือนคนอื่นที่เข้าใจเพราะอบรมแล้ว เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น จะไปรู้อะไรโดยไม่เข้าใจ ถูกหรือผิด เพราะรู้ไม่ได้แน่นอน

    นิพพาน เรารู้ได้ไหม ตราบใดที่เป็นเราไม่มีทางที่จะรู้สภาพธรรมของนิพพาน ต้องเป็นปัญญา เพราะปัญญาคือความเข้าใจถูก ความเห็นถูก เห็นถูกทันทีได้ไหม เพียงฟังแล้วจะให้รู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น ทั้งๆ ที่มี กว่าจะค่อยๆ เข้าใจ ซึ่งขณะนั้นพร้อมด้วยสติและสัมปชัญญะ ในขณะที่ไม่ได้คิดอย่างอื่นเลย ไม่ได้มีสิ่งอื่นที่จะปรากฏร่วมกับสิ่งที่กำลังปรากฏ และขณะนั้นกำลังฟังแล้วก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่ปรากฏขณะนั้นจริงๆ นั่นคือการอบรมเจริญปัญญาที่จะละความไม่รู้ อย่าลืมว่าต้องละความไม่รู้

    ผู้ฟัง เนื่องจากสภาพธรรมเกิดดับเร็วมาก อย่างเช่น เห็น ส่วนใหญ่เห็นแล้วชอบหรือไม่ชอบทันที

    ท่านอาจารย์ แล้วเร็วมากใช่ไหม เห็นแล้วก็ชอบหรือไม่ชอบทันที แต่ความจริงเร็วยิ่งกว่านั้น คือทันทีที่เห็น ยังไม่ทันจะชอบหรือไม่ชอบด้วยการรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพราะเวลาที่บอกว่าเวลาเห็นแล้วชอบทันที ชอบในอะไร

    ผู้ฟัง ชอบในสิ่งที่ปรากฏทางตา

    ท่านอาจารย์ รู้ไหมว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรถึงได้ชอบ หรือยังไม่รู้ก็ชอบ

    ผู้ฟัง ต้องรู้ก่อน อย่างเช่น เป็นหมา เป็นแมวก่อน

    ท่านอาจารย์ เร็วมากใช่ไหม

    ผู้ฟัง เร็ว

    ท่านอาจารย์ เห็นแล้วก็ชอบหมา ชอบแมว แสดงให้เห็นว่าเร็วมากใช่ไหม

    ผู้ฟัง เร็ว

    ท่านอาจารย์ แต่ความจริงเร็วยิ่งกว่านั้นอีก ยังไม่ทันจะรู้ว่าเป็นอะไรก็ชอบแล้ว

    ผู้ฟัง ใช่ เป็นอย่างนั้น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า เราประมาทธรรมไม่ได้เลย ที่ว่าเร็วก็คือเราเข้าใจว่ามีเพียงเท่านั้น แต่ความจริงก่อนที่จะถึงการรู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ชอบแล้วในสิ่งที่ปรากฏ หรือไม่ชอบแล้วในสิ่งที่ปรากฏ เพราะสะสมมาที่จะเกิดขึ้นทันที มีกำลังที่จะเกิดได้หลังเห็น แต่ยังไม่ทันรู้ว่าเป็นอะไร

    ผู้ฟัง แล้วพิจารณาอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เข้าใจให้ถูกต้องว่าเป็นอนัตตา ศึกษาธรรมโดยละเอียด เพื่อให้เห็นความเป็นอนัตตายิ่งขึ้น

    ผู้ฟัง ไม่ต้องระบุว่าทางไหนเลย อย่างเช่นว่า กาย เวทนา จิต ธรรม ทางไหนก็ได้หมดเลย

    ท่านอาจารย์ คำแรกที่เราได้ยินคือธรรมใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ยังไม่ได้ยินว่าทางไหนเลย ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงๆ มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง เท่านี้ก่อน ยังไม่พูดถึงทางไหนเลย หมายความว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง แล้วมีลักษณะเฉพาะของธรรมนั้นๆ เพราะฉะนั้น เวลาที่รู้สึกเสียใจ ความรู้สึกเสียใจปรากฏ เราจึงรู้ว่าเสียใจใช่ไหม ถ้าเสียใจไม่เกิดขึ้น เราจะรู้ไหมว่าเสียใจอย่างนี้ๆ ตอนนั้นเป็นแค่นี้ ตอนอื่นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนเดิมแล้ว ดีใจมีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มี ยังไม่ได้รู้ว่าทางไหนเลยทั้งสิ้น เพียงลักษณะนั้นปรากฏ

    ผู้ฟัง ลักษณะดีใจใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ใช่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ต้องมีลักษณะที่ปรากฏ เราจึงจะรู้ได้ว่าดีใจ

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ถ้าสภาพดีใจไม่เกิด จะไปรู้สภาพของดีใจขณะนั้นก็ไม่ได้ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เมื่อดีใจเกิดยังไม่รู้ว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง หมายความว่ายังไม่รู้ว่า ดีใจเป็นสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปคิดถึงทางไหนเลยทั้งสิ้นนั่นคือความคิด เพียงแต่เป็นธรรม แล้วมีธรรม และก็กำลังปรากฏ แล้วแต่ว่าจะสามารถเข้าใจสภาพธรรมนั้นหรือยังเท่านั้นเอง เพราะฟังว่าเป็นธรรม โกรธเป็นธรรม ชอบเป็นธรรม ก็ได้ฟังเพียงเท่านี้ แต่เมื่อโกรธเกิดขึ้น ตรงนั้นเข้าใจสภาพที่เป็นธรรมของโกรธไหมว่า ลักษณะนี้เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของใคร แล้วเกิดแล้วด้วย ใครจะไปห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ แล้วก็หมดไปแล้วด้วย ใครจะไปยับยั้งไม่ให้หมดสิ้นไปก็ไม่ได้ นี่คือการเข้าใจธรรม

    ผู้ฟัง เข้าถึงลักษณะอย่างนี้ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ลักษณะนั้นเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องไปรู้ทวารไหนเลยทั้งสิ้น

    ผู้ฟัง หมายถึงนี่คือการเข้าถึงลักษณะ

    ท่านอาจารย์ เริ่มต้น เริ่มต้นที่จะรู้คือต้องรู้ว่าเป็นธรรมก่อน รู้ว่าเป็นธรรม เพราะว่าลักษณะของเขาเป็นธรรม ไม่ใช่ไม่มีลักษณะใดเลยแล้วก็ไปรู้ว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ไม่อย่างนั้นก็เป็นชื่อไปหมด

    ท่านอาจารย์ แต่ลักษณะนั้นมีจริงๆ แล้วก็เพียงฟังว่าเป็นธรรม แต่ลืมที่จะเข้าใจสภาพที่กำลังปรากฏในลักษณะที่เป็นธรรม

    ผู้ฟัง ทำไมเราลืมบ่อยๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าเราสะสมการคิดเรื่องอื่น และการที่จะไม่รู้ความจริงไว้มาก จนกระทั่งความไม่รู้ทำให้บางคนไม่เห็นประโยชน์ของการรู้ แต่ถึงแม้ว่าจะเห็นว่าเป็นประโยชน์ แต่ก็สะสมที่จะคิดถึงเรื่องอื่น ชอบเรื่องอื่นมากๆ เลย

    ผู้ฟัง เหมือนเราเผลอใจลอยไปเรื่อย ก็คือเราสะสมมา

    ท่านอาจารย์ สะสมอะไรมามาก สิ่งนั้นก็ต้องเกิดมาก เคยเห็นคนขี้โกรธไหม

    ผู้ฟัง ตัวเองก็ขี้โกรธ

    ท่านอาจารย์ เคยเห็นคนงกไหม

    ผู้ฟัง ตัวเองก็มี

    ท่านอาจารย์ คือทุกคนมีทุกอย่าง ทั้งดีและชั่วที่สะสมมา

    ผู้ฟัง ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยดี

    ท่านอาจารย์ ก็สะสมมา เพราะฉะนั้น ทุกคนมีทั้งดีและชั่ว ถ้าสะสมชั่วมาก ปรากฏทางกายวาจาให้ใครๆ ก็รู้ว่าชั่ว ใจที่สะสมมาก่อนที่จะเป็นขณะแรกของชาตินี้ มาจากแสนโกฏิกัปป์ทุกชาติๆ เห็นอะไร ได้ยินอะไร ชอบอะไร ชังอะไร วัตถุสิ่งที่เราพอใจไม่เหลือ แต่ตัวพอใจ ไม่พอใจ สะสมอยู่ในจิตทุกๆ ขณะมากมาย

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นเวลาที่เราไม่ชอบ ที่เราเป็นคนมักโกรธ แสดงว่าเราก็สะสมไม่ดีต่อไปอีกแล้วใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เป็นเรา แต่ความจริงเป็นธาตุหรือเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ซึ่งก็ห้ามไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แน่นอน อนัตตา ถูกต้องที่สุด เมื่อไหร่ที่จะเข้าใจคำนี้

    ผู้ฟัง แล้วอะไรจะช่วยได้

    ท่านอาจารย์ จะช่วยใคร

    ผู้ฟัง ช่วยให้ไม่สะสมความเห็นผิดต่อไปอีก

    ท่านอาจารย์ แล้วอะไรไม่สะสมความเห็นผิด

    ผู้ฟัง จิต

    ท่านอาจารย์ จิต แล้วไปช่วยจิตได้ไหม จิตเป็นธาตุหรือเป็นธรรม

    ผู้ฟัง จิตก็มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งในทางที่ดีได้

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แต่เรา ตัวเราจะไปช่วยจิต หรือว่าไม่มีเราที่จะช่วยจิต แต่มีความเข้าใจจากการฟัง สะสมไปอีกที่จะไปละความไม่เข้าใจ และก็สะสมธรรมฝ่ายดี

    ผู้ฟัง นั่นคือสิ่งที่เป็นปัจจัย

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไม่มีเราเลย

    ผู้ฟัง เป็นแต่เหตุปัจจัยเพราะอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นก็ไม่มีคุณนา แต่จิตที่สะสมมาแสนโกฏิกัปป์ เมื่อเกิดมาเป็นอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ก็คิดอย่างนี้

    ผู้ฟัง แล้วไม่ชอบอย่างนี้ด้วยบางครั้ง

    ท่านอาจารย์ จนกว่าจะเป็นพระอนาคามีบุคคล ไม่ขุ่นใจเลย ไม่เศร้าโศก ดีไหม

    ผู้ฟัง หมายความว่าอยู่กับเขาไป สภาพธรรมนี้

    ท่านอาจารย์ เราจะอยู่กับเขา เรามีอำนาจจะอยู่หรือไม่อยู่ และเขาอยู่ไหน และเราอยู่ไหน

    ผู้ฟัง ไม่ใช่เขา สภาพจิต

    ท่านอาจารย์ สภาพจิตที่ขณะนี้เป็นอย่างนี้ ก็เข้าใจถูกต้องว่า เพราะสะสมมาเป็นอย่างนี้ จิตอย่างนี้จึงเกิดได้ ถ้าไม่สะสมมาอย่างนี้ จิตขณะนี้อย่างนี้ก็เกิดไม่ได้ เป็นอย่างนี้ไม่ได้ ก็ต้องเป็นอย่างอื่น

    ผู้ฟัง ถ้าจะใช้คำว่าอยู่กับความเข้าใจได้ไหม

    ท่านอาจารย์ ใครอยู่

    ผู้ฟัง ไม่มีใคร

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่มีใคร แต่ว่าเป็นจิตที่เราเริ่มเข้าใจว่าไม่มีเรา เป็นจิตที่เกิดขึ้นเป็นไป ขณะเห็นก็เป็นจิตเกิดขึ้นเห็น ขณะได้ยินก็เป็นจิตเกิดขึ้นได้ยิน ขณะคิดนึกก็เป็นจิตเกิดขึ้นคิดนึก เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏโดยความเป็นธรรมที่เพียงปรากฏให้เห็น แล้วละเมื่อไหร่ เมื่อสภาพธรรมอื่นเกิดก็สามารถจะรู้ในสภาพนั้นต่อทันที นี่คือกำลังของปัญญา จึงจะชื่อว่ารู้ทั่ว เพราะเหตุว่าไม่ได้มีแต่สิ่งที่ปรากฏทางตา สิ่งที่ปรากฏทางตาดับ ดับแล้วสภาพธรรมอื่นก็เกิดต่อ แล้วก็ไม่รู้

    ผู้ฟัง ใช่ ส่วนใหญ่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น กว่าส่วนใหญ่จะรู้แทนไม่รู้ ผู้ที่จะละการยึดถือสภาพธรรมซึ่งยึดถือมานานแสนนาน ต้องด้วยปัญญาที่มีความเห็นถูก ไม่ใช่ขั้นฟัง แต่ขั้นเข้าใจลักษณะที่เป็นธรรมจริงๆ ในขณะนี้ ขณะนี้เราฟังว่าธรรมเกิดดับ แต่ก็ไม่ประจักษ์ธรรมใดเลยทั้งสิ้น เพราะการฟังหรือความเข้าใจยังไม่พอ

    ผู้ฟัง คิดว่าขั้นฟังนี้ยังต้องฟังต่อไป

    ท่านอาจารย์ เป็นประโยชน์มาก เพราะจะสามารถทำให้ปริยัติ การเข้าใจถูกในสิ่งที่ปรากฏโดยรอบรู้ โดยเข้าใจขึ้น จะเป็นปัจจัยให้ปฏิปัตติ ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง ซึ่งขณะนี้มีสภาพธรรมเกิดดับมากมาย เเต่ไม่ถึงเฉพาะแม้ลักษณะของสภาพธรรมใดสภาพธรรมหนึ่ง เมื่อความเข้าใจยังไม่พอที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้น

    ผู้ฟัง หมายความว่าตอนที่เราไม่เข้าถึงลักษณะ ตอนนั้นเราก็หลง

    ท่านอาจารย์ เริ่มเข้าใจเรื่องราวของสภาพธรรม

    ผู้ฟัง คือยังเป็นขั้นเข้าใจเรื่องราว

    ท่านอาจารย์ ขั้นฟังซึ่งเป็นปริยัติ

    ผู้ฟัง ซึ่งก็จำเป็นเหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจจริงๆ แล้วถึงจะเป็นปัจจัยให้มีการเริ่มรู้ลักษณะ ซึ่งถ้าจะใช้คำสำหรับอธิบายขณะนั้น คือสติสัมปชัญญะเกิดนั่นเอง แต่ขณะนี้เจตนาเจตสิกก็เกิด สัญญาเจตสิกก็เกิด มนสิการเจตสิกก็เกิด มีสภาพธรรมหลายอย่างเกิด ดับแล้วไม่รู้เลยใช่ไหม ดังนั้นเวลาที่มีความเข้าใจสติสัมปชัญญะก็เกิด เพราะว่าต่างกับขณะที่หลงลืมสติ และถ้าจะใช้ชื่อคือสติสัมปชัญญะ ขณะนั้นไม่ใช่โลภะ ไม่ใช่โทสะ แต่เป็นสติสัมปชัญญะ เพราะเข้าใจแล้วจากการฟังว่า สภาพธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา ลักษณะหลากหลายเกิดแล้วก็ดับไปแล้วโดยไม่รู้เลย

    เพราะฉะนั้น สติสัมปชัญญะจากการที่เข้าใจมั่นคงขึ้น เกิดเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏโดยเป็นลักษณะที่เป็นธรรม ขณะนั้นถ้าใช้คำคือสติปัฏฐาน หรือสติสัมปชัญญะ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้คำนั้นก็ได้ ขณะใดที่เข้าใจลักษณะนั้นก็ต้องต่างกับขณะที่สติสัมปชัญญะไม่เกิด เห็นความเป็นอนัตตาของสติไหม ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่เว้นเลย จิตเป็นอนัตตา เจตสิกเป็นอนัตตา รูปเป็นอนัตตา นิพพานเป็นอนัตตา ไม่มีธรรมใดเลยซึ่งเป็นอัตตา สติก็เป็นอนัตตาด้วย จะเกิดเมื่อไหร่ ใครรู้

    ผู้ฟัง ที่ว่าเราเห็นผิดคือ เห็นผิดว่าเป็นอัตตา คือบังคับบัญชาได้ แต่เคยเข้าใจเองว่าอัตตาคือตัวตน ซึ่งแปลว่าอย่างนั้นก็ได้เหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ ไม่แปล ต้องใช้คำที่ทำให้เข้าใจสิ่งนั้น สภาพธรรมเกิดดับ แต่เมื่อไม่มีการประจักษ์การเกิดดับย่อมเห็นว่าเที่ยง โต๊ะอยู่ตั้งนานหลายวันมาแล้ว ทั้งบ้านทั้งคนไม่ปรากฏว่าดับไปเลยใช่ไหม เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง จึงเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด คือนี่เรา นั่นเขา นั่นโต๊ะ นี่เก้าอี้ เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งไม่ใช่เพียงสภาพธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งเกิดปรากฏแล้วหมดไปแต่ละทาง อย่างสิ่งที่ปรากฏทางตา หมดไปแล้วก่อนเสียงจะปรากฏ เสียงดับไปแล้ว ก่อนสิ่งที่ปรากฏทางตาจะปรากฏ

    ผู้ฟัง สลับกัน

    ท่านอาจารย์ นี่คือความไม่เที่ยง ถ้ายังไม่เห็นความไม่เที่ยงอย่างนี้ ย่อมเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะฉะนั้น ไม่ได้หมายความว่าเฉพาะตัวตนที่ยึดถือว่าเป็นเรา แก้วน้ำเที่ยงไหม

    ผู้ฟัง ไม่เที่ยง

    ท่านอาจารย์ แต่เห็นการดับไหม

    ผู้ฟัง ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ ไม่เห็น ก็ยังเข้าใจว่าเป็นแก้วน้ำ แก้วน้ำคือสิ่งหนึ่ง โต๊ะคือสิ่งหนึ่ง สิ่งใดๆ ก็ตามที่ไม่ปรากฏว่าดับไป ก็เข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งหนึ่ง เหมือนกับที่ตัวก็เป็นสิ่งหนึ่ง คนอื่นก็เป็นสิ่งหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น จึงมีคำสองคำ อัตตานุทิฏฐิ กับสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิคือความเห็น ความเห็นเป็นคำกลางๆ ถ้าเป็นความเห็นถูกก็เป็นสัมมาทิฏฐิ ถ้าเป็นความเห็นผิดก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ อัตตานุทิฏฐิเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วย เพราะเที่ยงก็ต้องเป็นสิ่งหนึ่ง แล้วแต่จะเป็นแก้ว เป็นโต๊ะ เป็นอะไรก็ตามแต่ที่มีความเห็นว่าเที่ยง เป็นสิ่งนั้นที่เที่ยง เป็นสิ่งหนึ่งที่เที่ยง ถูกหรือผิด

    ผู้ฟัง ถ้าเราเห็นว่าเที่ยงก็ผิด

    ท่านอาจารย์ เป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่มิจฉาทิฏฐิมีมากเหลือเกิน หลากหลาย

    ผู้ฟัง ทิฏฐิเป็นคำกลางๆ

    ท่านอาจารย์ คำกลางๆ

    ผู้ฟัง ความเห็น

    ท่านอาจารย์ ความเห็น เห็นถูกก็เป็นสัมมานุทิฏฐิ

    ผู้ฟัง อัตตานุทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

    ท่านอาจารย์ ผิดหรือถูก

    ผู้ฟัง ผิดใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เวลานี้มีอัตตานุทิฏฐิไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ยังไม่ได้ดับ

    ผู้ฟัง ยัง

    ท่านอาจารย์ แล้วสักกายทิฏฐิ

    ผู้ฟัง ความยึดมั่นในความเป็นเรา

    ท่านอาจารย์ ก็ยังคงเป็นสิ่งหนึ่ง

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ แต่สิ่งหนึ่งนั้นเป็นเรา

    ผู้ฟัง เป็นเรา ไม่ใช่สัตว์ สิ่งของ อย่างนี้ถูกไหม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง หมายถึงเป็นเรา ไม่ใช่เป็นเขา

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่สิ่งอื่น แต่ก็ยังคงเป็นสิ่งหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งนั้นคือเรา

    ผู้ฟัง ละเอียดมาก

    ท่านอาจารย์ นี่คือสักกายะ

    ผู้ฟัง แสดงว่ามีทั้งยึดในตัวเราด้วย

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง แล้วก็ยึดสิ่งรอบตัว

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง คือจะเข้าใจอะไรหรือฟังอะไร ขอให้เข้าใจจริงๆ ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ เป็นโทษ เป็นอันตรายด้วย เพราะว่าขณะนั้นเมื่อไม่เข้าใจจริงก็คือผิดแล้ว เพราะฉะนั้นแม้แต่ความเห็น ทุกคนมีความเห็นต่างกัน มีคำสอนของศาสดาต่างๆ ตามความคิดความเข้าใจของบุคคลนั้น ดังนั้นเวลาที่มีคำว่าทิฏฐิคือความเห็น ก็ต้องมีความเห็นสองอย่าง แม้เราจะไม่เอ่ยชื่อ แต่ตัวความเห็นนั้นผิดหรือถูก ถ้าความเห็นถูกก็เห็นตามความเป็นจริง สิ่งที่ปรากฏทางตาจะเป็นอะไรไปได้อย่างไร เพียงแค่ว่าเกิดให้เห็นเท่านั้นเอง แล้วก็ดับไปแล้ว ไม่เป็นอะไรเลยสักอย่างเดียว นี่คือความเห็นถูก แต่ถ้าไม่รู้ว่า ขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เห็นเมื่อไหร่เป็นคนนั้นทุกที เป็นสิ่งนั้นทุกที เป็นความเห็นที่ถูกหรือผิด

    ผู้ฟัง ผิด

    ท่านอาจารย์ แล้วความเห็นชนิดนี้เป็นความเห็นผิดชนิดไหน

    ผู้ฟัง ไม่ใช่สักกายทิฏฐิ แต่เป็นอัตตานุทิฏฐิ เข้าใจถูกใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ อัตตานุทิฏฐิ แล้วตรงนี้ทั้งหมดเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วย

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แต่ก็ถือว่าเป็นเราด้วย จึงเป็นสักกายทิฏฐิ เฉพาะตรงนี้ เรา นี่คืออัตตานุทิฏฐิและสักกายทิฏฐิ ซึ่งเหมือนกัน

    ผู้ฟัง แต่ดูเหมือนว่าสักกายทิฏฐิสำคัญมากเลย ละยากที่สุด

    ท่านอาจารย์ และอัตตานุทิฏฐิก็สำคัญ เพราะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ยังไม่ได้เป็นธรรมแต่ละอย่างเลย

    ผู้ฟัง แต่ว่าส่วนใหญ่เรายึดมั่นในตัวเรา

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง และเรายึดมั่นในอย่างอื่นด้วย

    ผู้ฟัง ตัวเรามาก่อน บางทีสิ่งของยังไม่สำคัญเท่าตัวเรา เราถึงได้รักตัวกลัวตายมาก

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าพูดถึงความเห็น ตราบใดที่ยังมีอัตตานุทิฏฐิ ก็มีสักกายทิฏฐิ เพราะฉะนั้น เวลานี้เป็นเราเพราะเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นเรา คืออัตตานุทิฏฐิ เหมือนกันกับสักกายทิฏฐิ แต่ว่าสักกายทิฏฐิไม่ใช่อยู่ที่อื่น อยู่เฉพาะส่วนที่ยึดถือว่าเป็นเรา แต่ก็คืออัตตานุทิฏฐิ

    ผู้ฟัง ยึดถือหมดเลย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีอัตตานุทิฏฐิ จะมีสักกายทิฏฐิไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ และถ้าไม่มีสักกายทิฏฐิ จะมีอัตตานุทิฏฐิไหม

    ผู้ฟัง ไม่ควรจะมี

    ท่านอาจารย์ ไม่ควรอีกแล้ว

    ผู้ฟัง ไม่มี ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ก็เห็นจริงจนกระทั่งว่าไม่มีเรา แล้วจะมีอย่างอื่นได้อย่างไร

    ผู้ฟัง ถ้าเรายังไม่มี แล้วจะมีอย่างอื่นได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่มีเราก็คือว่า สิ่งที่ปรากฏที่ตัวก็ไม่ใช่ของเรา เหมือนกันหมดเลย เป็นเพียงธรรมที่ปรากฏให้เห็นได้ รูปภายในที่ตัวก็มี รูปภายนอกก็มี แต่รูปแต่ละรูปเปลี่ยนลักษณะไม่ได้

    ผู้ฟัง รูปภายใน รูปภายนอก รูปภายในคือร่างกายของเราที่ยึดถือ

    ท่านอาจารย์ ที่ยึดถือว่าเป็นเรา

    ผู้ฟัง รูปภายนอกคือถ้วยแก้ว หรือสิ่งที่ปรากฏทางตา

    ท่านอาจารย์ อะไรก็ตาม หรือคนอื่น ก็แล้วแต่ แต่ว่าตามความเป็นจริงเปลี่ยนลักษณะของรูปไม่ได้

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่า แม้รูปที่ปรากฏว่าเป็นเราในขณะที่เห็น หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ นี่คือหนทางที่จะละสักกายทิฏฐิ

    ผู้ฟัง นี่คือหนทางที่จะละสักกายทิฏฐิ

    ท่านอาจารย์ เพราะรู้ความจริง นี่หรือเรา ก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ

    ผู้ฟัง ปรากฏว่า แข็ง

    ท่านอาจารย์ เหมือนกัน ปรากฏทางตาให้เห็นได้ รูปที่ปรากฏให้เห็นได้ทางตา ไม่ว่าที่ไหนก็คือเป็นรูปที่ปรากฏทางตาให้เห็นได้เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ที่ไหน เมื่อไหร่ ก็เป็นรูปชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถกระทบจักขุปสาทแล้วปรากฏให้เห็น แล้วดับไปเลย ไม่กลับมาอีกเลย ถ้าเป็นความจริงต้องรู้อย่างนี้ถึงจะชื่อว่ารู้จริง เป็นอริยสัจจะ

    ผู้ฟัง นี่คือรู้จริง แล้วรู้ทั่วคืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมด

    ผู้ฟัง เวทนา ทุกอย่างเลย

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมด ทั่วคือทั้งหมด เพราะฉะนั้น ถ้ามีความรู้ความเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรมก็ไม่หวั่นไหว ละอภิชฌาและโทมนัสด้วยสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นสติปัฏฐาน เพราะรู้ความจริงของสภาพธรรม

    ผู้ฟัง ละอภิชฌาและโทมนัส ละโลภะและโทสะ

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง กล่าวสองแต่หมายความว่าละอื่นด้วย

    ผู้ฟัง ละเอียดมาก เพิ่งเคยได้ยิน

    ท่านอาจารย์ นี่คือพระมหากรุณาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเห็นความต่างกันของปัญญา พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้หมายความว่า ท่านไม่ได้รู้ความจริงของสภาพธรรมอย่างที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ แต่ไม่ได้สะสมมาถึงความเป็นผู้ที่จะอนุเคราะห์สัตว์โลกโดยพระญาณต่างๆ แม้แต่เพียงคำที่จะแสดงให้บุคคลอื่นได้เข้าใจ ทรงแสดงสิ่งที่มีจริงนั้นเองโดยนัยประการต่างๆ แม้ว่าจะกล่าวว่าเป็นธรรมก็ยังแสดงโดยละเอียด ธรรมที่เป็นนามธรรมก็มี ธรรมที่เป็นรูปธรรมก็มี และไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ไม่กลับมาอีกเลย ความหลากหลายของธรรมจะมากสักเท่าไหร่ ตั้งแสนโกฏิกัปป์มาแล้ว

    ธรรมแต่ละอย่างเกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีก แล้วธรรมใหม่ก็เกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีก แม้แต่เสียงเมื่อครู่นี้ เกิดแล้วดับแล้ว ไม่กลับมาอีก ก็มีเสียงใหม่ซึ่งไม่ใช่เสียงนั้น เพราะฉะนั้น ความหลากหลายของเสียง ความสูงความต่ำ แม้แต่รสจะหวานมากหวานน้อย จึงรวมเรียกว่าขันธ์ ซึ่งฝ่ายรูปทั้งหมดไม่ใช่สภาพรู้ ไม่ว่าสภาพธรรมใดๆ ทั้งหมด จะมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตาม เมื่อไม่ใช่สภาพรู้เกิดขึ้นแล้วเป็นลักษณะที่ไม่รู้อะไร แต่มีลักษณะของตนเองก็เป็นรูปขันธ์ทั้งหมด

    ความรู้สึกของเราตั้งแต่เด็กจนโต สุขบ้างทุกข์บ้าง ดีใจ เสียใจ น้อยใจ โกรธ อะไรก็ตามแต่ก็ไม่ซ้ำกัน แล้วไม่ใช่ของเก่ากลับมาอีกด้วย เพราะฉะนั้น เวทนา ความรู้สึกก็มากมายหลากหลาย แต่ประมวลเป็นขันธ์หนึ่งคือความรู้สึก

    สภาพที่จำก็มีจริงๆ จำสิ่งที่ปรากฏทางตา จำเสียงทางหู จำกลิ่นดอกไม้หลายกลิ่น จำรสอาหารทุกชนิด จำสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย จำเรื่องราวที่คิดนึก ถ้าไม่มีสภาพจำจะไปคิดเรื่องอะไร ใช่ไหม แต่ขณะใดที่คิดเพราะจำ และมีความจำในเรื่องที่คิดด้วย

    ด้วยเหตุนี้ สัญญา สภาพจำที่ทุกคนเมื่อเห็นก็จำได้เลย ไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม ซึ่งเป็นสภาพจำเท่านั้น ไม่ทำอะไรเลย จึงเป็นสัญญาขันธ์ แล้วก็วิญญาณขันธ์ เป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลงอะไรเลย เกิดแล้วมีหน้าที่อย่างเดียว เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ต้องใช้คำใดๆ เลย แต่กำลังรู้จริงๆ ในลักษณะของอารมณ์ที่ปรากฏ

    เห็นสีฟ้าที่ขอบฟ้ากับทะเล ยังรู้เลยใช่ไหม รู้แจ้งในสิ่งที่ปรากฏแม้ไม่เรียกชื่อ แม้ไม่บรรยายอะไรทั้งสิ้น เกินกว่าจะหาคำใดๆ มาพูด จิตนั้นก็ยังสามารถที่จะเห็นแจ้งในอารมณ์ แต่ไม่ใช่ปัญญาเพราะเพียงเห็น แต่ไม่ได้เห็นถูกว่าเป็นธรรม ไม่ได้เข้าใจว่าเป็นธรรม เพียงเป็นธรรมที่เกิดขึ้น เพราะปัจจัยคือกรรมในอดีตที่ได้ทำแล้วทำให้ต้องเห็น เมื่อเห็นแล้วก็เกิดกิเลส ไม่ใช่เกิดปัญญา เพราะว่าไม่ได้สะสมปัญญา แต่ผู้ที่สะสมปัญญา เห็นแล้วเกิดปัญญาได้ไหม

    ผู้ฟัง ได้

    ท่านอาจารย์ ได้ จนกระทั่งจากเห็นแล้วเป็นอกุศลก็เห็นแล้วเป็นกุศล ที่ประกอบด้วยปัญญาก็มีเพิ่มขึ้นด้วย จนกระทั่งดับกิเลสหมด เห็นแล้วไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล เป็นกิริยาจิตของพระอรหันต์ จากเห็นธรรมดาๆ อย่างนี้ แสดงให้เห็นกำลังของปัญญา ไม่ใช่มีใครไปทำเพื่อจะเห็นอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ต้องเป็นการรู้ การเข้าใจว่า ความเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริงทีละเล็กทีละน้อย สามารถที่จะเพิ่มขึ้นจนกระทั่งประจักษ์แจ้งความจริงของสภาพธรรม แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นพระโสดาบันทันทีไม่ได้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    25 ธ.ค. 2568