ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1635


    ตอนที่ ๑๖๓๕

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ แต่ต้องอาศัยการฟังแล้วก็ไตร่ตรองพิจารณาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจขึ้น ก็ต้องรู้ใช้คำว่าอาจารย์ไม่ใช่พระบรมศาสดาถ้าไม่ได้รู้จักพระบรมศาสดาโดยการฟังธรรมอย่างละเอียดจึงจะเข้าใจได้ว่าพระบรมศาสดาที่เป็นศาสดาเหนือศาสดาทั้งหลายในโลกมนุษย์สวรรค์ และสากลจักรวาลก็มีพระองค์เดียวคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ได้ศึกษาข้อความที่ทรงแสดงไว้เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีซึ่งจำแนกเป็น ๓ ปิฎกคือพระวินัยปิฏกพระสุตตันปิฏกพระอภิธรรมปิฏกก็คือคิดเองเข้าใจเองเพราะส่วนใหญ่ฟังธรรมนิดเดียวอาจจะข้อความหนึ่งแล้วส่วนใหญ่คิดเองหมด ก็หมายความว่าไม่ได้ศึกษาธรรมจริงๆ เป็นความเห็นส่วนตัวของแต่ละบุคคลซึ่งอ้างคำ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แต่ก็เป็นความสับสนเพราะว่าไม่เข้าใจความจริง เพราะฉะนั้นบางคนก็อาจจะบอกว่าเมื่อกล่าวว่าธรรมเป็นอนัตตาทำไมกล่าวว่ามีตนเป็นที่พึ่งนี่ก็คือไม่มีความเข้าใจอย่างละเอียดว่าเพราะเหตุใดจึงแสดงธรรมซึ่งเป็นอนัตตา และก็กล่าวว่ามีตนเป็นที่พึ่ง

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์คะนั่นหมายความว่าการที่จะศึกษาธรรมในการที่จะฟังผู้ใดก็ดูเหมือนว่าหนึ่งก็ใช่เป็นคำสอนพุทธเจ้าไหม แต่จริงๆ ทุกอาจารย์ก็จะอ้างว่าเป็นคำสอนพุทธเจ้าทั้งนั้นเท่าที่ทราบแล้วผู้ศึกษาจะทราบได้อย่างไรว่าอันไหนใช่อันไหนไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ ผู้ฟังต้องเป็นผู้ที่ละเอียดฟังเพื่อเข้าใจถ้ายังไม่เข้าใจก็สอบถามจนกระทั่งรู้ว่าคำตอบนั้นเป็นสัจจะเป็นความจริงหรือไม่หรือทำให้เราเกิดความเข้าใจขึ้นหรือเปล่าในทุกคำอย่างละเอียดด้วย อีกประการหนึ่งของการฟังธรรมฟังแล้วเข้าใจอย่างไรเป็นความเห็นของผู้ฟังไม่จำเป็นต้องอ้างชื่อว่าคนนี้กล่าวว่าอย่างนั้นคนนั้นกล่าวว่าอย่างนี้ใครจะกล่าวก็ตามแต่ๆ เมื่อฟังแล้วผู้ฟังมีความเข้าใจอย่างไรมีความเห็นหรือมีความสงสัยอย่างไรก็ได้สนทนาในเรื่องนั้นเพื่อที่จะได้เข้าใจโดยไม่ต้องไปอ้างว่าเพราะคนนั้นกล่าวหรือว่าเพราะคนนี้กล่าว

    ผู้ฟัง การศึกษาวิปัสสนาหรือการนั่งกรรมฐานนี้ก็อยู่ในเรื่องพุทธศาสนาที่ว่าเป็นบุญแล้วก็เป็นการเริ่มต้นที่ทำให้มีสติให้รู้จักยั้งคิดให้มีสมาธิน่าจะเป็นเรื่องดี ซึ่งอยากกราบเรียนข้อสงสัยตรงนี้ครับอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ถ้าใช้คำว่าน่าจะนี่ไม่แน่ใจใช่ไหมหรือแน่ใจที่ใช้คำว่าน่าจะ

    ผู้ฟัง คือผมคิดว่าการนั่งวิปัสสนาหรือการฝึกสมาธิเหมือนกับว่าทำให้เราสามารถจะศึกษาธรรมได้ดีขึ้น

    ท่านอาจารย์ พอได้ยินคำว่านั่งวิปัสสนากรรมฐานพูดอย่างนี้ใช่ไหมได้ยินอย่างนี้ด้วยนั่งวิปัสสนากรรมฐานต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินไม่ว่าจะได้ยินหรืออ่านหรือยังไงก็ตามแต่เข้าใจสิ่งนั้นหรือเปล่าหรือว่ายังไม่เข้าใจก็พลอยทำตามคิดตามโดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจริงๆ แล้วคืออะไร การศึกษาธรรมต้องรู้ความต่างของปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากับผู้ที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะประมาทว่าเพียงได้ยินชื่อแล้วคิดเองว่าเป็นอย่างนั้นถูกต้องไหมเพราะไม่ได้ศึกษาเลยพอได้ยินแค่คำก็คิดเอาเองทั้งนั้นโดยที่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วคำนั้นหมายความถึงสภาพธรรมอะไร เช่นคำว่ากรรมฐานเข้าใจหรือยังถ้าไม่เข้าใจคิดเองหรือเปล่าว่ากรรมฐานคืออย่างนั้นอย่างนี้โดยที่ไม่ได้ศึกษาเลย แต่ถ้าเข้าใจแล้วก็เป็นผู้ที่ละเอียดฐานคือที่ตั้ง กัมมะคือการกระทำ ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมก็เพื่อที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตายไม่ใช่สิ่งที่ยังไม่เกิดสิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วก็หมดไปแล้ว แต่สิ่งนี้ขณะนี้ปัญญาสามารถที่จะเห็นถูกเข้าใจถูกได้ไหมนี่คือสิ่งที่จะต้องพิจารณาเมื่อเป็นปัญญาความเห็นถูกที่อบรมเจริญแล้วสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ขณะใดที่ยังไม่เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ไม่ใช่ปัญญาเพราะว่าไม่สามารถที่จะเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงว่าลักษณะที่แท้จริงของสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้เป็นอย่างไร ถ้าฟังต่อไปอีกนิดว่าพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาก็ไม่เผินอีกแล้วธรรมทั้งหลายสิ่งที่มีจริงในขณะนี้เป็นอนัตตาหมายความว่าไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลเป็นธรรมแต่ละลักษณะ ซึ่งเพราะเกิดจึงปรากฏๆ แล้วดับไป นี่จริงหรือเปล่าปัญญารู้อย่างนี้ได้ไหมไม่ต้องนั่งแต่กำลังยืนแล้วก็ได้ยินธรรมสามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ไหม ไม่ต้องยืนไม่ต้องนั่งกำลังนอน และได้ยินแล้วก็พิจารณาเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังได้ไหม

    จริงๆ แล้วจะนั่งจะนอนจะยืนจะเดินขณะไหนไม่เป็นธรรมบ้าง เป็นธรรมทั้งหมดแต่ไม่รู้เลยว่าเป็นธรรมเพียงได้ยินแล้วก็คิดเองทั้งหมดแม้แต่กรรมฐานที่ตั้งของกรรมคือการงานที่จะทำให้เห็นถูกตามความเป็นจริงของสภาพธรรมไม่ใช่ตัวเราเป็นผู้ทำแต่ทรงแสดงไว้ว่าลักษณะสภาพธรรมที่เป็นฝ่ายดีที่ใช้คำว่าสติมีจริงเพราะว่าสามารถที่จะฟังแล้วระลึกได้เข้าใจได้ไม่ลืมว่าขณะนี้เป็นธรรม แต่ถ้าฟังแล้วโดยขั้นเข้าใจว่าเป็นธรรมแต่ขณะนี้แม้ธรรมที่ปรากฏ และที่เข้าใจว่าเป็นธรรมก็ยังไม่รู้จักลักษณะที่แท้จริงของธรรมแต่ละอย่างเพราะขณะนี้เสียงก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ใช่ความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นความหลากหลายของธรรมมากมายนับไม่ถ้วนเลยแล้วจะรู้ความจริงของธรรมที่เกิด และปรากฏว่าไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตนได้อย่างไรถ้าสติไม่เกิดสัมปชัญญะไม่เกิดไม่มีความรู้ขั้นการฟังเลย ว่าขณะนี้ลักษณะของธรรมเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่ของใครไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วยคิดว่าเป็นเจ้าของๆ อะไร รูปตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเกิดแล้วดับแล้วด้วยมีใครเป็นเจ้าของ แม้แต่จิตเห็นเกิดแล้วดับแล้วใครเป็นเจ้าของใครบังคับให้เกิดหรือใครมีอำนาจที่จะทำให้เกิดหรือจะไม่ให้ดับนี่คือลักษณะที่เป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา และก็ไม่เป็นของใครบังคับบัญชาไม่ได้เลยมีปัจจัยก็เกิดขึ้นปรากฏแล้วก็หมดไป ขณะใดก็ตามที่สามารถเห็นถูกตามความเป็นจริงขณะนั้นเป็นปัญญาซึ่งไม่ใช่เพียงขั้นฟังขณะที่ปัญญาสามารถรู้ลักษณะที่ปรากฏโดยไม่มีสิ่งอื่นเจือปนเลยแต่ละอย่างจริงๆ ขณะนั้นเป็นวิปัสสนาหมายความถึงเห็นแจ้งเห็นถูกพิเศษกว่าเพียงฟังเพราะว่าสามารถที่จะรู้ลักษณะที่เป็นธรรมจริงๆ เพราะฉะนั้นขณะนั้นปัญญาเกิดขึ้นโดยอาศัยอะไร อาศัยนั่งหรือเปล่าหรือว่าแม้ไม่ต้องนั่งปัญญาก็สามารถที่จะเกิดได้ด้วยเหตุนี้ควรไหมที่จะใช้คำว่านั่งวิปัสสนากรรมฐาน

    ผู้ฟัง ผมว่าเป็นอุบายไหมครับที่จะเริ่มต้นในการที่จะทำให้เราได้รู้สติของเราเพราะปกติแล้วคนเราทำงานปกติจิตใจก็จะฟุ้งซ่านจะมีเรื่องอะไรมากมายก่ายกองไปหมด คือเป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราจะได้เข้าใจธรรมหรือเปล่าครับ

    ท่านอาจารย์ ทำไมพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษานานไหมเช้าสายบ่ายค่ำดึกเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้เฝ้า และได้ฟังไม่ว่าจะกาลใดๆ ทั้งสิ้นทำไมต้องแสดงมากมายโดยประการต่างๆ โดยละเอียดอย่างยิ่งซึ่งเมื่อประมวลแล้วก็เป็นพระวินัยปิฏกพระสุตตันปิฏกพระอภิธรรมปิฏก พระวินัยปิฏกก็เกี่ยวกับความประพฤติทางกายทางวาจาของพระภิกษุบรรพชิตที่สละอาคารบ้านเรือนเป็นภิกษุในธรรมวินัยเพื่อที่จะได้อบรมเจริญปัญญาที่จะขัดเกลากิเลสจนกระทั่งดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉทส่วนหนึ่ง แต่ถ้ามีแต่เพียงวินัยซึ่งเป็นสิ่งที่บัญญัติให้ประพฤติที่เหมาะสมโดยไม่มีปัญญาสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหมเพราะฉะนั้นเมื่อมีบุคคลที่ต่างอัธยาศัยที่สามารถที่จะละอาคารบ้านเรือนต้องเป็นผู้ที่ตรงละอาคารบ้านเรือนรวมถึงละทรัพย์สมบัติความเกี่ยวข้องมิตรสหายกับวงศาคณาญาติการรื่นเริงแม้แต่การที่จะดูกีฬาหรือว่าฟังเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ไม่ใช่วิสัยของบรรพชิตนั่นเป็นวิสัยของคฤหัสถ์เพื่อแสดงความต่างของผู้ที่อบรมเจริญปัญญาในเพศบรรพชิตจึงสมควรที่จะมีกายวาจาของบรรพชิตซึ่งเป็นเครื่องหมายว่าต่างจากคฤหัสถ์ แต่ทั้งหมดต้องเกี่ยวกับธรรม และจิตใจด้วยเพราะว่าถ้ามีแต่เพียงข้อบัญญัติเท่านั้นไม่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้แต่ว่าเมื่อมีการฟังธรรมเข้าใจธรรมเจริญธรรมในเพศของบรรพชิตไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตเมื่อปัญญาสามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏก็รู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ทรงแสดงพระวินัยมากไหม กี่ปี และพระธรรมที่ทรงแสดงกี่ปีทั้งหมดเพื่อให้รู้ความจริงว่าปัญญารู้อะไรเข้าใจอะไรเห็นถูกอะไรอบรมเจริญอย่างไรจึงเป็นคำสอนจากผู้ที่รู้จริงๆ ว่ายากไหมในการที่จะเข้าใจความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ถ้าคิดถึงทางลัดอย่างที่เมื่อกี้กล่าวว่าเป็นอุบายมาจากคำภาษาบาลีว่า อุปายะ หมายความว่าอะไรคนไทยใช้คำที่เราคิดว่าเราเข้าใจแต่ถามจริงๆ ว่าอุบายคืออะไร อุปายะก็คือเหตุนำมาซึ่งความสำเร็จก็คิดว่าหนทางนี้หนทางนั้นจะทำให้สำเร็จคือรู้แจ้งอริยสัจธรรมหรือเข้าใจธรรม แต่ลองพิจารณาจริงๆ คนที่ต้องการอุบายไม่ต้องการเข้าใจธรรมใช่ไหมถ้าต้องการอุบายหมายความว่าไม่ต้องการเข้าใจธรรมถูกไหม ไม่ถูกหรือถูกคนที่ต้องการอุบายแสดงอยู่ในตัวว่าต้องการอุบายไม่ใช่ต้องการเข้าใจธรรม และอุบายจะสำเร็จได้ไหมจะนำไปสู่อะไรเหตุที่จะให้สำเร็จอะไรความไม่รู้

    เพราะฉะนั้นทางลัดคือทางไม่รู้อุบายก็คือทางไม่รู้เพราะธรรมไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปตามทฤษฎีหนึ่งทฤษฎีใดของชาวโลกซึ่งเป็นเรื่องได้ โดยมากทุกคนอยากได้บุญถูกต้องไหมอยากได้กุศลอยากได้ความสำเร็จถ้าเป็นทางโลกก็มีอุบายวิธีการหนทางที่จะทำให้สำเร็จแต่ทางธรรมมีไหมที่จะเป็นทางลัดที่จะไม่รู้ และก็สำเร็จได้สำเร็จที่นี่หมายความว่าสามารถที่จะดับกิเลสได้เพราะปัญญาเห็นตามความเป็นจริงว่าแม้กิเลสมีก็ไม่รู้ว่าเป็นกิเลส ถ้าถามว่าหลังจากที่เห็นดับไปแล้วจิตที่เกิดสืบต่อเป็นอะไรตอบได้ไหมกำลังเห็นๆ เกิดแล้วไม่เที่ยงเห็นเกิดแล้วต้องดับเห็นเป็นอย่างหนึ่งเมื่อเห็นแล้วเกิดแล้วดับแล้วจิตอะไรเกิดต่อรู้ได้ไหมถ้าไม่รู้จะไปหาอุบายที่ไหนมาที่จะรู้ไม่มีทางอื่นเลยนอกจากการฟังธรรมเพื่อเข้าใจความจริงเพราะว่าความจริงเป็นความจริงทุกกาลสมัยไม่ว่าเมื่อไรก็ตามอดีตแสนโกฏกัปมาแล้วโทสะเป็นโทสะหยาบกระด้างขุ่นเคืองประทุษร้ายโลภะก็ติดข้องต้องการพอใจในสิ่งที่ปรากฏเพราะไม่รู้ความจริง โลภะกับปัญญาห่างไกลกันขณะใดมีโลภะขณะนั้นไม่มีปัญญาขณะได้มีปัญญาขณะนั้นก็ไม่มีโลภะจะเกิดร่วมกันไม่ได้ ในขณะนี้ที่กำลังเห็นปัญญาคืออะไร และจะมีปัญญาได้อย่างไร และปัญญานั้นจะเจริญได้อย่างไรไม่ใช่เพียงได้ยินชื่อว่าวิปัสสนาได้ยินคำว่ากรรมฐานก็ไม่รู้ว่าอะไรแล้วก็ไปเข้าใจว่าเป็นหนทางที่จะรู้แต่ตอบได้ไหมว่ารู้อะไร ถ้าตอบไม่ได้แล้วไปทำอะไรที่จะไม่รู้อะไรเพราะตอบไม่ได้ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด และเป็นผู้ที่ตรงขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏปัญญารู้ได้ไหม ถ้าปัญญาไม่สามารถจะรู้ได้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่ออะไรเพื่อให้ใครๆ ก็ไม่รู้เหมือนเดิมหรือว่าเมื่อฟังแล้วก็เริ่มมีความเข้าใจถูกเห็นถูกแม้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏที่เคยไม่รู้ก็ค่อยๆ ฟังจนรู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงชั่วคราวๆ สั้นมากสั้นแสนสั้น ถ้ารู้ความจริงว่าแต่ละขณะจิตซึ่งเกิดแล้วดับเร็วขนาดไหนสิ่งที่ปรากฏขณะนี้ก็ชั่วคราวอย่างนั้นสั้นอย่างนั้นหมดไปรวดเร็วอย่างนั้น และก็ไม่มีสาระเลยเพราะว่าสิ่งที่เกิดแล้วก็ดับแล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย ถูกหรือผิดสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ได้ถูกต้องจนกระทั่งละการที่เคยยึดถือว่าเป็นเราเป็นเขาเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนกระทั่งไม่เกิดอีกเลยไม่มีความสงสัยในสิ่งที่มีจริงๆ นั่นคือวิปัสสนา

    ผู้ฟัง คือผมสนใจศึกษาธรรมเพราะว่าผมอยากจะละจากความโกรธความโลภความหลงตรงนี้ที่ผมลองไปทำดูก็เหมือนกับว่าเราก็ได้ช่วยในระดับหนึ่ง ถ้าว่าการไปนั่งวิปัสสนาหรือฝึกในการเดินจงกรมขัดแย้งกันหรือเปล่าหรือว่าอาจารย์ว่าเราต้องไปรู้ก่อนถึงเราจะต้องไปเริ่มต้นตรงนั้น

    ท่านอาจารย์ ดิฉันพอใจที่จะเข้าใจความละเอียด และความถูกต้องจริงๆ มากกว่าเพียงได้ยิน และก็ไม่รู้อะไร เช่นจังกรมหรือเดินจงกรมคืออะไรดิฉันจะไม่ยอมรับโดยไม่รู้ และไม่เข้าใจ และพูดคำว่าจงกรมหรือต้องจงกรมโดยไม่รู้ว่าคำนี้เป็นภาษาบาลี และความหมายของจังกรมหรือจงกรมในภาษาไทยคืออะไร ถ้ายังไม่รู้ และเป็นจังกรมหรือจงกรมหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่ใช้คำนี้ว่าจะช่วยให้จิตใจสงบพอใจที่ขณะนั้นไม่โกรธแต่ไม่รู้ธรรม สิ่งที่มีจริงคือโกรธมีจริงแต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมความติดข้องมีจริงใครก็บังคับบัญชาไม่ได้แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของทุกสิ่งที่มีจริงว่าเป็นธรรมซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยไม่ว่าจะทฤษฎีไหนที่ไม่ทำให้เข้าใจธรรมว่าเป็นธรรมย่อมไม่สามารถที่จะละความติดข้อง และความขุ่นเคืองในธรรมที่ปรากฏเพราะว่าสะสมมาเนิ่นนานก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นโดยใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ จังกรมหรือจงกรมคืออะไรคะ

    ผู้ฟัง สำหรับความคิดผมที่ทราบคือว่าการเดินจงกรมหมายถึงการเดินอย่างมีสติหมายถึงว่าเราก้าวเท้าเราก็รู้ว่าเราก้าวเรายกเราก็รู้ว่าเรายกอะไรอย่างนี้คือลักษณะตรงนี้ไม่ทราบว่าขัดแย้งกับตรงนี้หรือปล่า

    ท่านอาจารย์ ยังมีเราก้าว และตรงก้าวจริงๆ เป็นธรรมอะไรเป็นเราก้าวหรือเป็นธรรม ถ้ากล่าวว่าเป็นธรรมๆ อะไรด้วยไม่ใช่เพียงแต่กล่าวลอยๆ ว่าเป็นธรรม ความจริงต้องเป็นความจริงเดินธรรมดาปรกติไม่ใช่จังกรมใช่ไหมหรือว่าเป็นจังกรมหรือจงกรมด้วย

    ผู้ฟัง ถ้าเดินปกติเราจะไม่รู้สึกเดินโดยอัตโนมัติ

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าเกิดรู้สึกว่ากำลังก้าวไม่ใช่กำลังนั่งไม่ใช้กำลังนอนขณะนั้นมีปัญญารู้อะไร

    ผู้ฟัง รู้สติครับ

    ท่านอาจารย์ รู้ว่าอะไร

    ผู้ฟัง รู้ว่าเรากำลังก้าวครับ

    ท่านอาจารย์ ถ้ารู้ว่าเราก็คือไม่รู้ว่าเป็นธรรมยังคงเป็นเราไปตลอดไม่ได้เข้าใจธรรมว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ทุกคนก็ถ้าพูดถึงเรื่องจิตนี่เข้าใจถ้าไม่มีจิตก็ตายถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีจิตถ้าพูดถึงจิตทุกคนอาจจะคิดรู้แล้วเข้าใจแล้วจิตเห็นจิตได้ยินจิตได้กลิ่นจิตลิ้มรสจิตรู้สิ่งกระทบสัมผัสทางกายอันนั้นถ้าสนใจเรื่องนี้นะครับเดี๋ยวท่านอาจารย์จะอธิบายให้เข้าใจอีกครั้งนะครับกราบเรียนเชิญอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ก็คือสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้แต่ว่าต้องฟังอีกนานแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นถึงสภาพธรรมซึ่งไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาแต่ว่าสิ่งนี้ปรากฏได้เพราะมีสภาพที่เกิดขึ้นเห็นเป็นนามธรรมเป็นนามธาตุ แม้แต่เพียงแค่นี้ก็ต้องฟังจนกว่าจะเข้าถึงความหมายของคำว่าธาตุ และความหมายของคำว่านามธรรมหรือนามธาตุเพราะว่าไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น ที่ตัวมีรูปมากมีหัวใจไหม ไม่มีที่เกิดของจิตหรือรูปที่เป็นที่เกิดของจิตก็มีในภูมิที่มีขันธ์ ๕ จิตจะเกิดที่อื่นไม่ได้เลยนอกจากเกิดที่รูปตั้งแต่เกิดเลยเกิดพร้อมกันกรรมทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดพร้อมกับรูปซึ่งมีกรรมเป็นสมุจฐานเพราะจิตขณะแรกที่เกิดยังไม่สามารถที่จะเป็นปัจจัยให้รูปเกิดได้ ด้วยเหตุนี้ในขณะแรกที่เกิดเป็นจิตที่ทำกิจเกิดขึ้นสืบต่อจากจุติจิตคือจิตสุดท้ายของชาติก่อนไม่มีระหว่างคั่นเลยในขณะที่กรรมเป็นปัจจัยทำให้วิบากคือผลทำกิจปฏิสนธิเกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อนก็มีรูปซึ่งเกิดเพราะกรรมเป็นสมุจฐานด้วย และรูปที่เกิดเพราะกรรมเป็นสมุจฐานก็มี ๓ กลุ่มหรือที่ใช้คำว่า ๓ กลาป ในขณะแรกที่ปฏิสนธิในภูมิที่มีขันธ์ ๕ โดยเกิดในครรภ์ก็จะมีรูป ๓ กลุ่มคือกลุ่มหนึ่งก็จะต้องมี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มีสีมีกลิ่นมีรสมีโอชารวมกัน ๘ รูปแยกไม่ได้เลย ๘ รูปนี่ต้องเกิดร่วมกันโดยมีมหาภูตรูป ๔ เป็นใหญ่เป็นประธานรูปอื่นก็เป็นที่อาศัยเกิดขึ้น แล้วก็ยังมีชีวิตินทริยรูปคือรูปที่เกิดจากกรรมทุกกลุ่มทุกกลาปจะต้องมีรูปหนึ่งซึ่งเป็นรูปที่ดำรงชีวิตทำให้กลุ่มของรูปนั้นไม่เหมือนกลุ่มของรูปซึ่งเกิดจากอุตุซึ่งไม่ได้เกิดจากกรรมหรือว่ากลุ่มของรูปซึ่งเกิดจากจิตจะยิ้มจะพูดต่างๆ เหล่านี้ไม่มีรูปที่เกิดจากกรรมเกิดร่วมด้วย แต่ขณะที่กรรมเป็นปัจจัยทำให้รูปเกิดขึ้นจะต้องมีชีวิตินทริยรูปเกิดร่วมด้วยอีก๑ รูปเป็น ๙ รูปที่เกิดจากกรรมก็จะมี ๙ รูป แต่ขณะใดที่มีจักขุประสาทเกิดด้วยเพราะกรรมทำให้จักขุประสาทเกิดกลุ่มของรูปนั้นก็จะมีรูปซึ่งเราอาจจะพูดง่ายๆ ว่าตาแต่ความจริงหมายความถึงรูปที่มีลักษณะพิเศษที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ กระทบเสียงไม่ได้กระทบกลิ่นไม่ได้จะกระทบได้เฉพาะสิ่งที่สามารถกระทบกับจักขุประสาท ขณะนี้มีไหมจักขุประสาท มีรู้ไหมมีแต่ก็ยังไม่ได้รู้ลักษณะของจักขุประสาทเพราะว่ามีสิ่งที่ปรากฏให้จิตเห็น ที่สามารถที่จะรู้ว่าเห็นมีจริงแล้วก็สิ่งที่ปรากฏมีจริงก็คือกำลังเห็นนี้แหละจริงสิ่งที่ปรากฏก็เป็นอย่างหนึ่ง และสภาพที่กำลังเห็นไม่เรียกว่าอะไรเลยก็ได้แต่เป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริงที่กำลังเห็น แต่ว่าถ้ากล่าวว่าธรรมก็ไม่พอไม่สามารถที่จะละคลายความเป็นตัวตนได้ก็แสดงเรื่องของสภาพธรรมแม้ชั่วขณะที่เกิดขึ้นเห็นให้ละเอียดยิ่งขึ้นว่าแม้แต่สิ่งที่เป็นธาตุที่กำลังเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏในขณะนี้ก็เกิดไม่ได้ถ้าไม่มีปัจจัย เพราะฉะนั้นต้องมีธรรมที่เป็นปัจจัยคือนามธรรมอีกประเภทหนึ่งเกิดรวมกันรู้สิ่งเดียวกัน ในขณะนี้มีธาตุที่กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏอย่างหนึ่งแน่นอนเป็นใหญ่เป็นประธานในการเห็นเพราะสามารถที่จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามสภาพที่กำลังปรากฏให้เห็น สีเขียวมีทั้งสีเขียวอ่อนจนเกือบจะเป็นสีขาวเปลี่ยนให้เป็นสีเขียวเข้มได้ไหม ไม่ได้ใครรู้จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง แต่ว่าจิตขณะนั้นมีปัจจัยคือต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยนี่คือแสดงให้เห็นแม้แต่ ๑ ขณะจิตที่ไม่ใช่เรา และก็ถ้าไม่มีการรู้อย่างนี้ไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะรู้ตรงสภาพที่กำลังเห็น และเริ่มเข้าใจว่าขณะนี้สิ่งที่มีจริงไม่มีรูปร่างสัณฐานใดๆ เลยแต่กำลังทำหน้าที่เห็นกำลังเห็นจริงๆ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมก็เพื่อรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าแม้เพียงชั่วหนึ่งขณะจิตที่สั้นมากก็ยังทรงแสดงความละเอียดว่าขณะนั้นต้องมีสภาพตามธรรมที่เกิดกับจิตจึงใช้คำว่าเจตสิตภาษาบาลีก็เป็นเจตสิกะ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    23 พ.ย. 2568

    ซีดีแนะนำ