ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1640


    ตอนที่ ๑๖๔๐

    สนทนาธรรม ที่ สมาคมมหาโพธิ์ พุทธคยา ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒


    ท่านอาจารย์ การเกิดดับเร็วอย่างนี้จึงลวงให้เห็นว่าเป็นการที่ไม่ดับเลยเหมือนกับเที่ยงแต่ตื่นเช้าวันนี้จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้เหมือนกับเป็นเราแต่ความจริงเปลี่ยนทั้งหมดเลยค่ะ

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์คะอย่างเห็นพอเห็นแล้วก็หมด เห็นแล้วก็หมดแต่จริงๆ แล้วไม่ได้รู้ตรงนั้นเลยตั้งอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องค่ะรู้ตรงนั้นเป็นใคร เป็นผู้ที่มีความเข้าใจธรรมจนไม่ลืม และก็สามารถที่จะไม่คิดถึงเรื่องอื่นแต่มีการรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏเป็นสติสัมปชัญญะที่คุณบุษกรถามตั้งแต่ตอนต้นแสดงให้เห็นว่าเราพูดถึงสิ่งที่ยังไม่มีในขณะนี้เพราะเหตุว่าความเข้าใจของเราไม่พอ ถ้าความเข้าใจพอจะลืมไหมว่าขณะนี้เป็นธรรมที่มีลักษณะแต่ละอย่าง ขณะนี้ทุกคนกำลังกระทบแข็งมีรสปรากฏขณะนี้ลืมไหมว่าเป็นธรรมแล้วเวลาที่มีรถปรากฏ และหมดแล้วกลายเป็นอย่างอื่นปรากฏคือเห็นก็ปรากฏก็ลืมอีกว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่มีสัจจญาณที่มั่นคงที่จะทำให้ระลึกได้ ลักษณะของธรรมแต่ละอย่างๆ เมื่อนั้นไม่สามารถที่จะเห็นความไม่เที่ยง และความเป็นตัวตนได้ กว่าจะคล้ายกันที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราต้องเป็นปัญญาที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ เมื่อทรงแสดงธรรมกับท่านพระปัญจวัคคีที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันซึ่งเราก็จะไปถึงเมืองพาราณสีแล้วก็จะได้ไปถึงสถานที่ๆ ทรงแสดงปฐมเทศนาทรงแสดงเรื่องของสัจจธรรมว่าต้องมีอาการ ๓ รอบอริยสัจ๔ จะต้องมีสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ ถ้าเราไม่ศึกษาธรรมโดยละเอียด และเราคิดถึงแต่สัจจญาณหรือว่าอริยสัจ๔ เช่นคิดถึงว่าขณะนี้เป็นทุกขอริยสัจ เพราะว่าความหมายของทุกที่ข์นี่ไม่ใช่หมายความถึงการเจ็บการปวดความเสียใจเท่านั้นแต่หมายความถึงความจริงที่สภาพธรรมใดก็ตามเกิดแล้วดับไปพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้คนที่สามารถฟังพิจารณาไตร่ตรองเข้าใจขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะไม่ลืมคำนี้แล้วก็มีลักษณะที่ปรากฏจนกว่าจะเข้าใจความเป็นธรรมว่าขณะนั้นเป็นลักษณะที่ต่างกันจนกระทั่งคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ถ้าปราศจากปริยัติคือการรอบรู้ในพระธรรมที่ทรงแสดงเรื่องตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่ทรงแสดงทั้งหมด ๔๕ พรรษาไม่พ้นจากตาหูจมูกลิ้นกายใจฟังดูไม่มากใช่ไหม ๖ ตา ๑ จมูก ๑ หู ๑ ลิ้น ๑ กาย ๑ ใจ ๑ แต่ทรงแสดง ๔๕ พรรษาไม่ว่าจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ทรงแสดงธรรมคือสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ทุกพระองค์ให้เห็นว่าเป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดแล้วก็ดับไปนี่คือทุกขอริยสัจเรายังไม่ต้องพูดถึงเรื่องกิจจญาณเพราะเหตุว่าสัจจะความจริงอันนี้ถึงความเป็นญาณที่มั่นคงที่จะเข้าใจว่าธรรมไม่ต้องไปหาที่ไหนเลยเพราะว่าตั้งแต่เกิดก็เป็นธรรมเกิดจะจากโลกนี้ไปก็คือคำว่าสิ้นสุดไม่มีอีกต่อไปเกิดแล้วดับไปแล้วก็เปลี่ยนสภาพเกิดใหม่ด้วยเหตุใหม่เป็นบุคคลใหม่มีชีวิตมีเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตแต่ละคนซึ่งจะต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยอย่างนี้

    ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลยเกิดแล้วเป็นคนเป็นผลของกุศลกรรมแต่ชีวิตแต่ละวันไม่เหมือนกัย่อยออกไปอีกแต่ละขณะก็ไม่เหมือนกันตั้งแต่เกิดจนตายแสดงให้เห็นว่าเป็นธรรมทั้งหมด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่พ้นจากนี้เลยมีใครมีอื่นอีกนอกจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ บ้างไหมไม่มีแต่ทำไมเกิดแล้วก็ไม่รู้เกิดแล้วก็ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติก็ไม่รู้จนกว่าจะถึงสัจจญาณความจริงที่มั่นคงว่าธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริงเคยยึดถือว่าเป็นเราแต่ความจริงก็เป็นสภาพธรรมแต่ละลักษณะที่เกิดดับเร็วมากจนไม่รู้ ในที่สุดก็ต้องจากโลกนี้ไปด้วยความไม่รู้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดใหม่ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์เป็นนรกก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามควรแก่ภพนั้นๆ แล้วก็ไม่รู้เหมือนที่ไม่รู้เดี๋ยวนี้แล้วก็ได้ฟังค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กที่ละน้อยถึงความเป็นสัจจญาณมั่นคงที่จะรู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมซึ่งเกิดดับจริงๆ แต่ต้องเข้าใจถ้าไม่เข้าใจยังเป็นเราเห็นไม่มีทางที่สภาพธรรมจะปรากฏความจริงคือการเกิดดับได้ทั้งๆ ที่ผู้มีพระภาคตรัสว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงสังขารหมายความถึงสภาพธรรมที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับสังขารไม่ได้หมายความว่าร่างกายเท่านั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีจริงๆ เกิดแล้วปรากฏสิ่งนั้นดับ และความจริงก็ดับเร็วมากด้วย สำหรับการฟังแต่ละครั้งจะหวังให้มีปัญญามากกว่าการเริ่มเข้าใจธรรมขณะนี้ได้ไหมจะหวังอย่างอื่นโดยไม่เริ่มเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ จนกระทั่งมีความมั่นคงว่าไม่มีเราแต่ว่าเป็นธรรมซึ่งปรากฏได้ ๖ ทางคือปรากฏทางตาปรากฏทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกาย และทางใจจำไว้หมดเลยสิ่งที่ปรากฏทางตาแม้ไม่เห็นก็จำได้เสียงที่ได้ยินแล้วไม่ได้ยินอีกก็ยังจำได้ก็พูดว่าอะไรก็แสดงให้เห็นว่าใจรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านตาผ่านหูผ่านจมูกผ่านลิ้นผ่านกาย เพราะฉะนั้นใจเป็นใหญ่เป็นประธาน สภาพธรรมโลกเป็นไปตามจิตแล้วแต่ว่าจิตของแต่ละคนจะเห็นอะไรเห็นแล้วคิดดีคิดชั่วประการใดเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งนั้น วันนี้ไม่ทราบว่ามีการรู้หรือเปล่าว่าธรรมอะไรเกิดแล้วดับไป เห็นไม่รู้ความจริงเป็นกุศลหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่แน่นอนไม่รู้จะเป็นกุศลได้ยังไง เพราะฉะนั้นความไม่รู้วันหนึ่งแค่ไหนเพราะว่าเห็นทั้งวันเลยก็ไม่รู้ความจริง ประโยชน์ที่ได้สะสมศรัทธาในอดีตแต่ปางก่อนก็คือทำให้มีโอกาสได้ยินได้ฟังสัจจะคือความจริงที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยไม่ประมาทโดยเคารพโดยความนอบน้อมอย่างยิ่งในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ และในพระมหากรุณาคุณที่ทรงแสดงพระธรรมแก่ผู้ที่ได้สะสมบุญมาแล้วที่สามารถจะได้ยินได้ฟัง และยังสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังด้วยเพราะว่าบางคนได้ยินจริงแต่กว่าจะเข้าใจใเพราก็ต้องนานเพราะว่าสะสมความไม่เข้าใจมานานมาก คงจะไม่ท้อถอยเพราะความจริงมีทุกขณะ และถ้าเป็นผู้ที่ตรงก็คือว่าสิ่งที่มีจริงขณะนี้รู้หรือยังว่าเป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป ถ้ายังไม่รู้หนทางเดียวคือเข้าใจขึ้นอีกว่าไม่มีอะไรเลยในขณะที่เห็นไม่มีเราไม่มีใครมีแต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น และสิ่งที่ปรากฏนั้นก็ไม่ใช่ของใครเลยเพียงให้เห็นทั้งหมดที่กำลังปรากฏเพียงให้เห็นเท่านั้นเองแล้วก็หมดไป ก็เริ่มเห็นความไม่มีสาระของการเห็นการอยากเห็นความต้องการเห็นความยึดมั่นที่จะได้สิ่งที่จะได้เห็นก็แสดงให้เห็นว่าได้มาเพียงเพื่อเห็นแล้วก็เป็นที่ติดข้องเป็นที่ยึดถืออย่างมั่นคงทั้งเป็นเรา และของเราเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พอใจทั้งหมดนี้เป็นความไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้นสัจจญาณก็คือต้องมีความเข้าใจความจริงนี้ก่อนเป็นปัจจัยที่มีการระลึกลักษณะที่กำลังปรากฏด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องเพิ่มขึ้น ไม่ต้องไปทำให้สภาพธรรมเกิดดับถ้าไปทำให้สภาพธรรมเกิดดับนั่นถูกหรือ ในเมื่อขณะนี้สภาพธรรมต่างหากเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปแต่ถ้ามีการหลงเข้าใจผิดคิดว่าเราทำได้สามารถที่จะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมได้นั่นคือไม่ได้เข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดงธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา สัพเพ ธัมมา อนัตตาไม่มีสักอย่างเดียวที่จะเป็นใครหรือว่าอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์คะบางครั้งก็ได้จำคำของท่านอาจารย์ว่ามีลักษณะของเห็นมีลักษณะของแข็งแล้วทีนี้ก็ใจร้อนอีกเดือดร้อนอีกอยากจะรู้ตรงขณะที่แข็งกระทบขณะที่เห็นขณะที่ได้ยินเสียงคืออยากจะรู้เร็วๆ ตรงนั้นๆ ก็ผิดแล้ว ชีวิตประจำวันก็เป็นอย่างนี้จริงๆ ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายให้ด้วย

    ท่านอาจารย์ เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีเคยเกิดหรือเปล่าคะ

    ผู้ฟัง เคยเกิดมาแล้วค่ะ

    ท่านอาจารย์ ต้องเคยเกิดมาแล้วแน่นอนนานกว่า ๒๕๐๐ กว่าปีเคยเกิดมาแล้วแสนโกฏกับ เคยได้ยินธรรมไหมชาติก่อนๆ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้อาจจะเคยได้ยินเหมือนกำลังได้ยินขณะนี้แต่ว่าความเข้าใจแต่ละครั้งที่ได้ยินเพิ่มขึ้นหรือว่าไม่เพิ่มขึ้นเลย

    ผู้ฟัง เพิ่มขึ้นค่ะ

    ท่านอาจารย์ เหมือนจับด้ามมีดหรือว่าเหมือนกับทำอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งด้ามมืดสึกไปได้เลยโดยไม่ต้องจับ

    ผู้ฟัง ถ้าไม่จับก็ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ปัญญาที่เจริญขึ้นเราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยจากการฟังครั้งแล้วครั้งเล่าทีละนิดทีละหน่อยว่าความเข้าใจของเรา ๕ ปีก่อนที่ได้ฟังกับขณะนี้ก็ต่างกันแล้ว การที่จะรู้ความจริงของธรรมซึ่งอวิชชาไม่สามารถที่จะรู้ได้จะเห็นความต่างกันตรงกันข้าม สภาพธรรมปรากฏอย่างนี้แหละแต่อวิชาไม่สามารถที่จะรู้ความจริงเช่นขณะที่ฟัง และก็บอกว่าไม่เห็นการเกิดดับของธรรมแต่ลองคิดดูถ้าธรรมใดไม่เกิดธรรมนั้นจะปรากฏไหม ธรรมที่ปรากฏถ้าไม่ดับไปธรรมอื่นจะปรากฎได้ไหม ก็ไม่ได้เพราะฉะนั้นธรรมปรากฏทีละอย่างแต่ก็ไม่รู้ความจริงเลย การฟังจนกว่าจะถึงการรู้ว่าธรรมขณะนี้เกิดดับต้องอาศัยกาลเวลา และต้องเป็นปัญญาความเห็นถูกความเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่ลืมสิ่งหนึ่งก็คือว่าจะฟังเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วหรือจะเป็นกี่ครั้งก็ตามแต่ชาตินี้จะได้ฟังกี่ครั้งก็ตามแต่ไม่ลืมระลึกได้ขณะนี้เป็นธรรมแต่อวิชชามีมากจนกระทั่งไม่สามารถที่จะรู้ความจริงว่าขณะนี้เป็นธรรมที่เกิดา และดับเพราะฉะนั้นต้องฟังไปอีกนานเท่าไหร่ก็จะมีความเข้าใจค่อยๆ เพิ่มขึ้น

    สนทนาธรรมที่โรงแรมรอยัลเรสซิเดนซ์ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๒

    ผู้ฟัง กราบท่านอาจารย์สงสัยในเรื่องสติปัฐานกับวิปัสสนาญาณไม่ทราบว่ามีความแตกต่างกันยังไง

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจทุกคำอย่างละเอียดไม่เผินถ้าได้ยินคำว่าสติปัฐานได้ยินคำว่าวิปัสสนาญาณก็ต้องเข้าใจว่าคืออะไรไม่เช่นนั้นเราก็สับสนแล้วคิดว่าเราเข้าใจก่อนอื่นวิปัสสนาหมายความว่าอะไร

    อ.นิภัทร วิปัสสนาก่อน วิ แปลว่าแจ้ง ปัสนา แปลว่าเห็น ปัญญาเครื่องพิจารณาเห็นแจ้งซึ่งสภาวะธรรมทั้งหลายหรือซึ่งสังขารธรรมทั้งหลาย ส่วนสติปัฐานแปลว่าที่ตั้งให้สติระลึกพวกเราควรจะเรียนตรงนี้คือเราจะต้องรู้ฐานหรือที่ตั้งที่จะให้สติเกิดระลึกรู้เสียก่อนเรื่องวิปัสสนานั้นเป็นผลที่เรามีความรู้ความเข้าใจในสติปัฐานดีพอทั่วทุกวัน วิปัสสนาญาณถึงจะเกิดได้

    ท่านอาจารย์ เข้าใจความหมายของคำว่าวิปัสสนาแล้วใช่ไหมเห็นแจ้ง และก็เป็นวิปัสสนาญาณหมายความว่าต้องเป็นปัญญาไม่ใช่เป็นตัวเราที่จะไปเห็นแจ้ง และเห็นแจ้งในอะไรถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏให้เห็นญาณคือปัญญาความรู้ชัดในความเป็นจริงของสิ่งนั้นจะมีได้ไหม ไม่ทราบว่าคุณอุดรพอได้ยินคำว่าสติคิดยังไงต้องการอะไรแล้วได้ยินคำว่าวิปัสสนาคิดยังไงต้องการอะไรหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ได้คิดว่าจะต้องไปให้สติเกิด

    ท่านอาจารย์ แต่หมายความว่าอยากเข้าใจความหมายของสติปัฏฐานแล้วทำไมถึงจะมีคำนี้สติปัฎฐาน พอเปิดมาก็เป็นสติปัฐานเลยหรือว่ามีอะไรก่อนนั้นหรือเปล่าหรือพอได้ยินพอได้ยินคำว่าสติปัฏฐานเลย

    ผู้ฟัง เท่าที่ฟังอาจารย์มาจะได้ยินว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาทางหูทางจมูก

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ให้ได้ยินเฉยๆ ขณะนี้มีหรือเปล่า การฟังธรรมต้องรู้ว่ามีสิ่งที่กำลังพูดถึงจริงๆ หรือเปล่า เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีความเข้าใจในสิ่งที่กำลังมีจริงๆ หรือไม่เข้าใจจึงต้องฟังให้เข้าใจก่อน หรือว่าเราเข้าใจแล้วพอพูดว่าสติก็ให้ระลึกรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏก็เลยระลึกได้เลยเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าหรือว่าขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏมีความเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏขณะนี้หรือเปล่านี่คือจุดเริ่มต้น เพราะฉะนั้นเป็นความเข้าใจไม่ใช่เป็นตัวเราญาณปัญญาที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏ พอเพียงฟังได้เดี๋ยวจะให้รู้แจ้งความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏเพียงแค่ตอบว่าเห็นเป็นนามแล้วก็สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปอย่างนั้นไม่ใช่ญาณแล้วก็ไม่ใช่วิปัสสนาญาณนด้วยเพียงแต่จำชื่อแล้วก็จำเรื่องซึ่งตลอดชีวิตของเรามีสภาพธรรมะทั้งนั้นที่เกิดดับแต่ว่าไม่รู้เลยจำชื่อกับจำเรื่องของสภาพธรรม พอได้ยินก็จำชื่อจำเรื่องของสภาพธรรมแต่ยังไม่รู้จักตัวธรรมจริงๆ ที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ แสดงให้เห็นว่าถ้าเราฟังแล้วเราเป็นคนที่ตรง และได้ยินว่าขณะนี้ธรรมคือสิ่งที่มีจริง และวิปัสสนาญาณคือปัญญาที่สามารถรู้แจ้งความจริงของสิ่งที่ปรากฏก็จะทำให้เรารู้ได้เลยยังไม่ได้รู้อะไรยังไม่เข้าใจอะไร แม้แต่เพียงจะบอกว่าขณะนี้สิ่งที่มีจริงๆ กำลังเห็นมี ๒ อย่างคือต้องมีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้แน่นอนแล้วก็มีจิตเห็นด้วยเป็นเราก็คือไม่ใช่วิปัสสนาญาณแน่ๆ เพราะว่าเห็นผิดไม่ได้เข้าใจตามความเป็นจริงว่าขณะนี้สิ่งที่มีจริงๆ ปรากฏเพราะมีสภาพที่สามารถเห็นเป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเห็นสิ่งนี้จึงปรากฏ เพื่อจะได้เข้าใจความไม่ใช่เราเลยสักขณะเดียวความจริงของธรรมคือสิ่งที่ปรากฏจะเป็นใครได้เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง และสิ่งที่สามารถจะปรากฏก็ต่อเมื่อมีสภาพรู้เกิดขึ้นเห็นสิ่งนี้จึงปรากฏได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีสภาพรู้ที่เกิดขึ้นเห็นเราจะเห็นไหมถ้ายึดถือว่าเป็นเราเห็น เราไม่มีเลยที่จะไปเห็นได้แต่เมื่อมีสภาพรู้ที่สามารถเกิดขึ้นเห็น และไม่รู้ก็เลยเข้าใจผิดว่าเป็นเราเห็น ก่อนอื่นไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องวิปัสสนาญาณหรือสติปัฎฐานความรู้ต้องตามลำดับขั้นคือเริ่มฟังแล้วก็เข้าใจว่าสิ่งที่กำลังฟังมีจริงๆ ขณะนี้กำลังปรากฏด้วยแล้วก็มีแค่ ๖ ทางที่จะปรากฏได้ทางตาก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาทางหูก็มีเสียงที่กำลังปรากฏแค่นี้ทางจมูกมีกลิ่นทางลิ้นมีรสทางกายเย็นร้อนตึงไหวอ่อนแข็งปรากฏทางใจก็คิดนึกทั้งวันทั้งคืนทั้งเดือนทั้งปีทั้งชาติไม่พ้นไปจากขณะเหล่านี้เลยเท่านั้นเอง สภาพธรรมเหล่านี้ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้มีปัจจัยจึงเกิดขึ้นแล้วก็หมดไปยังไม่ต้องพูดเรื่องสติปัญหาเลยไม่มีประโยชน์ถ้าไม่ค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมี และเป็นสติปัฎฐานได้เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏมีจริงๆ แล้วก็มีความรู้ด้วยว่าแม้ขณะที่สิ่งนี้ปรากฏโลกอื่นจะไม่มีปรากฏร่วมด้วยเลย คือปัญญาต้องค่อยๆ มั่นคงในการที่จะศึกษาธรรมต้องมีการรู้จริงๆ ว่าธรรมขณะนี้เป็นอย่างนั้นกว่าจะรู้อย่างนั้นได้ต้องอาศัยความมั่นคงที่จะเข้าใจว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เกิดเพราะเหตุปัจจัยแต่ละอย่างสั้นมากเพียงปรากฏแล้วก็หมดไป ขณะนี้แทบจะไม่รู้เลยว่าเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับคิดนึกเกิดสืบต่อทันทีเร็วแค่ไหนที่จะรู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นถ้ายังรวมกันไม่ได้แยกออกเป็นธรรมแต่ละลักษณะแต่ละลักษณะจริงๆ ไม่มีทางที่จะรู้ว่าสภาพธรรมเกิดแล้วก็ดับไปซึ่งเป็นวิปัสสนาญาณคือการเห็นความจริงของสภาพธรรมะที่เป็นจริงในขณะนี้เพราะฉะนั้น เราจะไม่เผินหรือไม่จำเพียงชื่อ และคิดว่าเข้าใจความหมายของสติปัฎฐานเข้าใจความหมายของวิปัสสนาญาณ

    แต่สภาพธรรมที่มีจริงขณะดนี้สามารถที่จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจว่ารู้ว่าเป็นธรรมหรือยัง หรือว่าเพียงฟังเข้าใจหมดเลยถ้าไม่มีจิตเห็นเกิดขึ้นสิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้เกิดไม่ได้ และถ้าจิตเห็นไม่เกิดถึงแม้มีจักขุประสาทไม่มีเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ก็ปรากฏไม่ได้ ถ้าสะสมปัญญามามากพอสามารถคลายการยึดถือสิ่งที่ปรากฏเพราะรู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้นเอง ทำไมถึงติดของในแค่สิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นแสนโกฏกัปมาแล้วเพราะความไม่รู้ยังไม่ถึงวิปัสสนาญาณ แต่ต้องเป็นความเข้าใจธรรมที่มั่นคงที่รู้ว่าการฟังแล้วฟังอีกไม่พ้นจากเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏเพราะว่าฟังแล้วก็ลืมฟังแล้วก็ลืมฟังแล้วก็ลืมถ้าไม่กำลังฟังเดี๋ยวนี้ก็เลยว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา นี่คือประโยชน์ของการฟังเพื่อไม่ลืมไม่ลืมเมื่อไหร่เริ่มค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏขณะนั้นเป็นเราหรือเปล่าที่ไม่ลืมเป็นอะไร เป็นสติที่ระลึกได้เพราะว่าปัญญาขั้นฟังเท่านั้นเอง และก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นไม่ลืมว่าขณะนี้มีสิ่งนี้จริงๆ ที่สามารถที่จะฟังจนกระทั่งเข้าใจได้ว่าเป็นเพียงธรรมที่ปรากฏเท่านั้นเองกว่าจะไม่ติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏได้ก็เพราะการค่อยๆ เข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นแต่เพียงธรรมที่ปรากฏให้เห็น ยากไหมคะ

    ผู้ฟัง ยากครับอาจารย์

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นพูดถึงวิปัสสนาญาณไม่ใช่ในขณะที่ไม่รู้ไม่ใช่ในขณะที่เริ่มเข้าใจแต่ต้องเป็นขณะที่แม้สภาพธรรมปรากฏแล้วไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจกำลังเริ่มค่อยๆ เข้าใจตอนเริ่มเข้าใจจะยากเหมือนกับการจับด้ามมีด ยากไหมเพราะว่ายังไม่ปรากฏแม้รอยนิ้วที่ด้ามมีดเพราะกว่าจะสึกต้องมีรอยนิ้วมือก่อนใช่ไหมจนกระทั่งชัดเจนขึ้นจนค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนค่อยๆ หมดไปด้ามมีดก็สึกไป ขณะนี้เริ่มเข้าใจธรรม และถ้าสติสัมปชัญญะเกิดคือไม่ได้เพียงฟังแล้วก็เข้าใจแต่มีลักษณะของธรรมที่กำลังปรากฏตอนเริ่มค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ ตอนนี้ก็ยังไม่ชินเราไม่ชินกับลักษณะที่เป็นธรรมเลยเราชินที่จะยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดพราะอวิชาเพราะความไม่รู้ ตราบใดที่เป็นความไม่รู้ก็จะไม่รู้สิ่งที่ปรากฏกำลังฟังเริ่มเข้าใจขั้นฟังแต่ยังไม่ใช่กิจจญาณยังไม่ใช่กตญาณเพราะการที่จะเข้าใจจริงๆ ต้องตามลำดับขั้นถ้าไม่ได้ยินไม่ได้ฟังเลยมีทางที่จะรู้ไหมว่าสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้เป็นธรรมไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหนเลย เปิดตำราดูมีธรรมนั้นในหนังสือหรือว่าตำหรับตำราแม้พระไตรปิฏกก็เป็นเรื่องราวของสภาพธรรมที่จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น อย่างคนที่เพิ่งเริ่มอ่านแล้วก็เห็นข้อความในพระไตรปิฏกไม่มีการรู้เลยว่าขณะนั้นกำลังมีสิ่งที่เห็นสิ่งที่ปรากฏตาเพราะว่ากำลังสนใจในเรื่องราวของสภาพธรรมทั้งๆ ที่ขณะนั้นก็เป็นธรรม กว่าจะรู้ความจริงของธรรมจริงๆ เป็นปกติพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ไปทำสิ่งที่ไม่มี แต่สิ่งที่มีในชีวิตประจำวันให้รู้ตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมซึ่งไม่เคยรู้เลย เพราะฉะนั้นธรรมมีตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนตายจากขณะหนึ่งไปอีกขณะหนึ่งจากขณะหนึ่งไปอีกขณะหนึ่งจากเห็นเป็นได้ยินเป็นคิดนึกเป็นสุขเป็นทุกข์เป็นกลิ่นเป็นรสทั้งหมดเป็นธรรม แต่ว่าไม่มีใครรู้แล้วก็คิดว่าจะไปหาธรรมจะไปทำธรรมให้เกิดขึ้น ซึ่งไม่มีทางที่จะเข้าใจลักษณะของธรรมเดี่ยวนี้ได้ ด้วยเหตุนี้การฟังไม่ต้องไปหวังอะไรเลยในแต่ละครั้งที่ฟังในแต่ละภพแต่ละชาติเพราะวันนี้ฟังแล้วเนี่ยเข้าใจแค่นี้วันต่อๆ ไปก็จะฟังอีกเข้าใจอีกก็เหมือนตายไปก็คือชาติหนึ่งก็ได้เข้าใจแค่นี้_


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 196
    29 ธ.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ