ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๗๒
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
ท่านอาจารย์ แม้แต่พราหมณ์สองท่านยังคิดว่าต้องจากโลกนี้ไปจริง แต่ว่าโลกหน้าที่จะไปนั้นคืออะไรและมีอะไรที่จะเป็นที่พึ่ง ทำให้ย้อนนึกถึงวันนี้และทุกๆ วันในชีวิตประจำวันได้ว่า ความคิดของเราเคยคิดเช่นนี้บ้างหรือไม่ เราเพียงแต่หาความสุขในโลกนี้ หรือเราคิดว่าความสุขแต่ละวัน แต่ละขณะที่เกิดขึ้นก็ต้องหมดไป แล้วจะต้องไปสู่ที่หนึ่งที่ใดตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะฉะนั้น จะไปไหน และมีอะไรเป็นที่พึ่งที่แท้จริง ที่จะทำให้หมดสิ้นความหวาดกลัว ที่ทุกคนกลัวในชีวิตประจำวันคือกลัวทุกข์ใช่หรือไม่ สุขไม่กลัวแน่ สุขเท่าไรก็ไม่กลัว แต่กลัวทุกข์ตั้งแต่เล็กน้อยที่สุดจนกระทั่งถึงใหญ่ที่สุดคือ กลัวความเจ็บ กลัวการพลัดพราก กลัวการไม่ได้สิ่งที่ต้องการ กลัวการที่จะต้องเกิดความรู้สึกที่ไม่สบาย ไม่ว่าจะเป็นทางใจหรือทางกาย นี่คือความกลัว แล้วอะไรจะทำให้หายกลัวได้ เป็นสิ่งซึ่งต้องค่อยๆ พิจารณา
ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคจึงได้ทรงแสดงพระธรรมทั้ง ๓ ปิฎกคือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ถ้าเพียงคำสั้นๆ จะทำให้แต่ละคนสำรวมได้หรือไม่ ในเมื่อจิตใจของแต่ละคนที่สะสมมาต่างกัน จากการกระทำและคำพูดในวันหนึ่งๆ แสดงให้เห็นถึงการสะสมที่ต่างกัน
เพราะฉะนั้น ถ้าเพียงแต่จะแสดงธรรมสั้นๆ ไม่ละเอียดและไม่ลึกซึ้ง แม้ว่าอยากสำรวมแต่ก็สำรวมไม่ได้เพราะยังไม่ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เช่น กล่าวถึงการสำรวมทางกายกับทางวาจาซึ่งเป็นศีล ๕ เป็นต้น และการที่จะสำรวมใจ ถ้าไม่มีความรู้และไม่มีความเข้าใจก็สำรวมไม่ได้ เพียงแค่ว่าขณะใดก็ตามที่เกิดอกุศลจิต โลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ก็ไม่ล่วงเป็นทุจริตเพราะว่าสำรวม รู้ว่าเป็นสิ่งที่จะนำทุกข์โทษมาให้ จากการล่วงทุจริตกรรม แต่ใจที่เป็นโลภะ ใจที่เป็นโทสะ ใจที่เป็นโมหะ ใจที่ริษยา ใจที่อาฆาต มีมานะ มีความสำคัญตน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถ้าเป็นคนอื่นเราไม่ชอบ แต่ถ้าเป็นตัวเราเองเคยคิดหรือไม่ว่าก็เหมือนกับคนอื่น ไม่ได้ต่างกันเลย แต่เมื่อเป็นตัวเองก็จะมีข้อยกเว้นหลายอย่างที่จะอภัยให้ตัวเองว่า จำเป็นที่จะต้องเป็นเช่นนั้น แต่ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยสำหรับผู้มีปัญญาที่จะให้จิตเป็นอกุศล
นี่คือแสดงให้เห็นแล้วว่า ปัญญาของเราระดับไหน ระดับเพียงฟังแล้วมีความพยายามที่จะประพฤติดี แต่ว่าถ้าตราบใดที่จิตใจยังมีกิเลส มีอกุศล ก็ไม่สำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาพระธรรมต่อไปให้มีความเข้าใจยิ่งขึ้น อย่าคิดว่าเมื่อฟังเช่นนี้และมีคนบอกว่าให้สำรวมใจแล้วคิดว่าจะทำได้ ต้องเป็นเรื่องที่ละเอียด แต่ละคำเราก็คงจะไม่ผ่าน เช่น คำที่กล่าวว่า สำรวมใจ พูดธรรมดาและก็ผ่านไปแล้วด้วย แต่ว่าเราเข้าใจคำว่าใจที่เราใช้ถูกต้องหรือยัง หรือว่าเข้าใจเพียงใด เพราะเหตุว่าพระพุทธศาสนาก็เป็นคำที่ชัดเจนอยู่แล้ว ศาสนาคือคำสอน พุทธะคือผู้รู้ ผู้ตรัสรู้สิ่งที่คนอื่นไม่รู้
ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมเลย เราอาจจะคิดว่าเรารู้จากการคิดนึก หรือการอ่านหนังสือของนักปราชญ์หลายๆ ท่าน แต่ว่าไม่สามารถที่จะรู้จริงๆ ได้ เพราะผู้ที่เขียนหรือความคิดของเราไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงลึกซึ้งและผ่านไปไม่ได้เลย เราอาจจะคิดว่าเราเข้าใจคำว่าใจ เพราะว่าทุกคนมีใจ แต่ใครจะอธิบายได้หรือไม่ ขณะนี้ทุกคนมีใจ ใจอยู่ที่ไหน แล้วใจกำลังทำอะไรถึงจะต้องมีการสำรวมใจ นี่เป็นเรื่องที่ละเอียดที่จะข้ามไม่ได้เลย ก่อนอื่นคงจะต้องทราบว่าพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง จากการทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ทุกขณะทุกกาลสมัยโดยประการทั้งปวง
ในขณะนี้ที่ทุกคนกำลังนั่งอยู่ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงในขณะนี้หรือไม่ ต้องตรัสรู้ความจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ จึงได้ทรงแสดงพระธรรมโดยประการทั้งปวง เพื่อที่จะให้เราเข้าใจคำที่เราได้ยิน หรือว่าคำที่เราใช้จนชิน แต่ว่าความเข้าใจของเราเพียงเล็กน้อยและไม่ครบถ้วนด้วย อย่างเช่นคำว่าธรรม ซึ่งทุกคนพูดกัน เช่น ยุติธรรม อธรรม หรือธรรม แต่ว่าธรรมคืออะไร ธรรมต้องเป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่ใช่สิ่งที่มีจริง ถ้าสิ่งนั้นไม่มีจริงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ได้หรือไม่ และเมื่อสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีจริง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงอย่างไร ก็ทรงแสดงคือทรงประกาศความจริงของสภาพธรรมนั้น เพื่อที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจความจริงของสภาพธรรมนั้นด้วย
เพราะฉะนั้น ความจริงมี ๒ อย่าง สมมติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ เพียงเท่านี้ต้องเข้าใจความหมายที่ต่างกันแล้ว อะไรคือปรมัตถ์ และอะไรคือสมมติ ไม่ใช่ว่าเพียงฟังก็เข้าใจไปหมดแล้ว แต่ว่าปรมัตถธรรมเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นสิ่งที่ใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้นได้เลย เพราะเหตุว่าธรรมเป็นธรรม ไม่ใช่ใครและไม่มีชื่อ จะใช้ภาษาไหนก็ได้เพื่อที่จะให้เข้าถึงความจริงของสภาพธรรมนั้น นี่คือความหมายของปรมัตถธรรม
ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงตรัสรู้ปรมัตถธรรม ทุกคนก็ยังคงมีแต่สมมติสัจจะ มีคำว่าหญิง มีคำว่าชาย มีคำวิชาการต่างๆ และเข้าใจว่านั่นเป็นสิ่งที่จริง แต่ว่าจริงเช่นนั้นถ้าไม่มีธรรม สิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็มีไม่ได้เลย และธรรมที่มีจริงที่ไม่มีชื่อ ซึ่งจะใช้ภาษาไหนก็ได้ ถ้าจะเข้าใจ ธรรมนั่นเองคือปรมัตถธรรม เช่น ความโกรธ มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง จริง
ท่านอาจารย์ จริง ต้องเรียกชื่อหรือไม่ว่าโกรธ
ผู้ฟัง ไม่ต้อง
ท่านอาจารย์ เรียกขุ่นใจได้หรือไม่ เรียกรำคาญใจได้หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่มีจริงนั้นเอง ใครจะใช้คำอะไรเพื่อที่จะให้เข้าใจสภาพธรรมขณะนั้นก็ย่อมใช้ได้ เพื่อที่จะให้เข้าใจไม่ว่าจะในภาษาอะไรทั้งสิ้น แต่เปลี่ยนลักษณะของความขุ่นใจให้เป็นสภาพอื่นไม่ได้เลย นี่คือความหมายของธรรมและความหมายของปรมัตถธรรม ถ้าไม่มีธรรม ไม่มีสิ่งที่มีจริงๆ เลยในขณะนี้ จะมีอะไรปรากฏหรือไม่ ไม่มีเลยสักอย่างก็ไม่มีอะไรปรากฏ ใช่หรือไม่ แต่เมื่อมีและสิ่งที่มีนั้นคืออะไร สิ่งที่คนอื่นไม่รู้เลย ไม่เข้าใจตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นเลย แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งนั้น
ในกาลสมัยหนึ่งที่ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์มีพระวิตกซึ่งต่างกับคนอื่น คำว่าวิตก หรือวิตักกะในภาษาบาลี ต่างกับความหมายในภาษาไทย ซึ่งถ้าได้ศึกษาภาษาธรรมจะเห็นว่า การใช้คำต่างกับความคิดในภาษาของเรา เช่น วิตกในภาษาไทย เราจะคิดถึงว่าเป็นห่วง เป็นกังวล แต่ความจริงวิตักกะเป็นสภาพที่ตรึกคือคิด
ขณะนี้มีคิด เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าวิตก (วิ-ตัก-กะ) เจตสิก แล้วในขณะที่มีวิตักกะความคิดก็จะมีสภาพธรรมอื่นเกิดร่วมด้วย เช่น บางครั้งคิดดี บางครั้งคิดไม่ดี แสดงให้เห็นถึงว่า แม้แต่ชีวิตประจำวันธรรมดา เราไม่เคยรู้เลยว่าเป็นธรรมอย่างไร เป็นสมมติอย่างไร และเป็นปรมัตถ์อย่างไร แต่ให้ทราบว่าสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรม และสิ่งที่มีจริงนั้นใครก็เปลี่ยนแปลงลักษณะของสิ่งนั้นไม่ได้เลย จึงเป็นปรมัตถะ อรรถหรือลักษณะของสภาพนั้นเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่ว่าใคร แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะของสภาพธรรมนั้นได้เลย
ด้วยเหตุนี้ จึงจะต้องเข้าใจความต่างของสมมติและปรมัตถ์ ไม่ทราบว่าตอนนี้พอที่จะเข้าใจความต่างหรือยังว่าสมมติ คือเราเรียกชื่อ มีชื่อต่างๆ คุณนิพัทธ์ คุณอดิศักดิ์ คุณอรรณพ คุณธนิต เหล่านี้เป็นชื่อทั้งหมด และปรมัตถ์คืออะไร ที่เข้าใจว่าเป็นบุคคลนี้นั่งอยู่ที่นี่ ความจริงแต่ละขณะคืออะไร ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย
ขอกล่าวถึงคำว่าใจ เพราะว่าทุกคนใช้บ่อยในภาษาไทย ใจมีจริงๆ แน่นอน แต่ว่าใจคืออะไรและอยู่ที่ไหน มีใครตอบหรือไม่ ทุกคนมีใจใช่หรือไม่ มีใครบ้างไม่มี ถ้านั่งอยู่ที่นี่ก็ต้องมี และใจอยู่ที่ไหน มีแต่ไม่รู้ จึงต้องอาศัยการฟังพระธรรมให้รู้ว่า ใจเป็นสภาพธรรมที่มี แต่ว่าต่างกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นสีสันวัณณะต่างๆ เพราะใจไม่มีสี ต่างกับเสียงที่กำลังปรากฏเพราะใจไม่ใช่เสียง เสียงเป็นเสียง สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นสีต่างๆ ก็เป็นสีต่างๆ ไม่ใช่เสียง แต่ละอย่างที่มีจริงเป็นธรรม เสียงมีจริงเป็นธรรม สิ่งที่กำลังปรากฏทางตามีจริงเป็นธรรม กลิ่นมีจริงเป็นธรรม คิดนึกมีจริงเป็นธรรม
ทั้งหมดนี้คือปรมัตถธรรม แม้จะนำชื่อออกทั้งหมด แต่ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งกำลังปรากฏตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้นได้ นี่คือความต่างกันที่จะต้องเข้าใจว่า ที่เราเคยเข้าใจว่าเรารู้จักใจ แต่เราไม่ได้รู้จริงๆ เลย เราไม่ได้พิจารณาว่าใจมีเมื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดจะมีใจหรือไม่ ก็ไม่มี แต่สิ่งที่ไม่รู้ก็คือ ไม่รู้ว่าใจเกิดแล้วดับด้วยอย่างเร็วมาก
ดังนั้น ความเข้าใจธรรมของเราก็ตามที่เราศึกษา ถ้าศึกษาเพียงเล็กน้อย เช่น ได้ยินคำว่าไตรลักษณะ ลักษณะ ๓ อย่าง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จำไว้เพียง ๓ คำ อนิจจังหมายความถึงไม่เที่ยง ทุกขังคือสภาพที่เป็นทุกข์ อนัตตาคือไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ ก็เข้าใจเพียงเท่านี้เอง แต่ถ้าศึกษามากขึ้น อนิจจังคือสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับทันที สภาพที่เกิดและดับทันที มีใครคิดว่าเป็นสุขบ้าง ไม่ยั่งยืนเลย จากเกิดเป็นแก่แล้วเจ็บและตายก็ว่าเป็นทุกข์แล้ว เพราะเหตุว่าบังคับที่จะให้เกิดแล้วไม่แก่ก็ไม่ได้ จะบังคับว่าเกิดและไม่ให้เป็นทุกข์ก็ไม่ได้ จะบังคับว่าเกิดมาแล้วจะไม่ให้ตายก็ไม่ได้
นี่คือสิ่งที่บังคับไม่ได้ แต่ยังไม่ใช่ทุกข์จริงๆ ไม่ใช่ไตรลักษณะ ถ้าเป็นไตรลักษณะคือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด สิ่งนั้นต้องดับแล้ว เป็นไปอย่างเร็วเกินกว่าที่ใครจะประมาณได้ คิดเท่าไรก็คิดไม่ได้ว่าการเกิดดับของสภาพธรรมจะเร็วเพียงใด แต่ว่าถ้าศึกษาโดยขณะจิตก็จะรู้ความละเอียดขึ้น แล้วจะเข้าใจความหมายที่ว่า จิตเกิดดับเร็วจึงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง หมายความถึงทุกขลักษณะ ซึ่งหมายความถึงทุกขอริยสัจจะ
เพราะฉะนั้น ธรรมก็สืบเนื่องกัน ถ้าจะกล่าวถึงทุกขอริยสัจจะ เพราะว่าทุกคนก็ได้ยินคำว่าอริยสัจจ์ ๔ และอาจจะจำได้ ทุกขอริยสัจจะ สมุทยอริยสัจจะ ทุกขนิโรธอริยสัจจะ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจะ กล่าวชื่อกันคล่อง แต่ว่าคืออะไร เดี๋ยวนี้หรือไม่ ถ้าไม่ศึกษาจริงๆ ก็ไม่ทราบ แต่ว่าสิ่งใดที่เกิดขึ้นและดับไป สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ผู้ที่ประจักษ์ความจริงเช่นนี้จึงเป็นพระอริยบุคคล คือผู้ที่สามารถที่จะดับความไม่รู้ ความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมที่เกิดดับว่า เป็นสภาพธรรมที่เที่ยงแล้วเป็นเรา เป็นสัตว์ เป็นบุคคลต่างๆ
ด้วยเหตุนี้ ธรรมจึงลึกซึ้งแต่ก็สามารถที่จะเริ่มฟัง เริ่มเข้าใจ จากการเริ่มฟัง เริ่มเข้าใจ ก็จะเป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ตัวเองว่าเข้าใจระดับไหน ฟังด้วยกันเข้าใจเพียงใดในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง แล้วก็ยังจะรู้ต่อไปว่าเข้าใจเท่านี้พอหรือไม่ ไม่พอเลย ไม่มีใครพอ จนกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์ นี่คือผู้ที่นับถือเคารพบูชาในพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ซึ่งเป็นพระอริยบุคคล เพราะฉะนั้น จะต้องไม่ฟังเพียงครั้งเดียว แต่ต้องฟังบ่อยๆ
ผู้ฟัง อยากทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องปรมัตถธรรมทางใจ เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นเวทนา สัญญา สังขาร หรือสิ่งที่เกิดขึ้นทางอายตนะที่ ๖ ถ้าผุดขึ้นในใจ แล้วอย่างไรถึงจะเรียกว่าปรมัตถธรรมทางใจ หรือจะแยกอย่างไรว่าเป็นบัญญัติทางใจ
ท่านอาจารย์ ถ้าใช้ภาษาธรรมดากับชีวิตธรรมดา สำหรับผู้ที่ไม่ได้คุ้นเคยกับภาษาบาลีก็คงจะเข้าใจทั่วกัน เพราะเหตุว่าขณะนี้ต้องทราบว่า สิ่งที่มีจริงต่างกันเป็น ๒ ลักษณะ ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือสภาพธรรมอย่างหนึ่ง แม้มีจริงเกิดขึ้นปรากฏ แต่ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย ถ้าจะยกตัวอย่างแม้แต่สิ่งที่มองไม่เห็น เช่นเสียง ไม่มีใครมองเห็นเสียงเลย แต่เสียงมีจริง เป็นสภาพธรรม เป็นปรมัตถธรรม โดยประเภทแล้วสภาพธรรมที่แม้มีจริงเกิดขึ้น ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ภาษาบาลีจะใช้คำว่ารูปะ เมื่อเป็นธรรมก็ใช้คำว่ารูปธรรม เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ในชีวิตประจำวันจะปรากฏ สิ่งที่ปรากฏทางตามีจริง สีสันวัณณะขณะนี้เป็นธาตุชนิดหนึ่ง จะกล่าวว่าไม่จริงไม่ได้
สิ่งใดที่มีจริงจะใช้คำว่าธรรม หรือจะใช้คำว่าธาตุ คือธา-ตุ ธรรมกับธาตุมีความหมายเดียวกันคือ เป็นสิ่งที่มีจริง ขณะนี้เห็นมีจริง เห็นอะไร ปกติเราก็จะตอบว่าเห็นคน เห็นโต๊ะ เห็นเก้าอี้ แต่คน โต๊ะ เก้าอี้ ไม่ใช่ธาตุที่ปรากฏทางตา เพราะสิ่งที่สามารถจะปรากฏทางตาได้มีสิ่งเดียวคือ สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ จะเรียกอะไรก็ได้ แต่ถ้าใช้คำว่าสิ่งที่กำลังปรากฏกับจิตเห็น นี่คือตรงและสามารถที่จะเข้าใจได้ ใช่หรือไม่ ยังไม่กล่าวถึงอายตนะ แต่กล่าวถึงภาษาไทยก่อน แต่ทั้งหมดก็คืออายตนะทั้งนั้น แต่ว่าขอกล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงให้เข้าใจว่า ขณะนี้สิ่งที่มีจริงทางตาที่ปรากฏไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ไม่สามารถที่จะเป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่สามารถที่จะเห็น เพียงแต่ว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งใครก็จับต้องสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ได้ มีใครคิดว่าจับได้หรือไม่ สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้มีใครจะจับได้หรือไม่ เพียงแค่เห็น สามารถที่จะเห็นได้แต่ว่าจับต้องไม่ได้
ดังนั้น ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่างเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก แต่โดยประเภทใหญ่คือ สภาพธรรมที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เป็นรูปธรรม สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้ เป็นธาตุชนิดหนึ่งกระทบกับตาคือจักขุปสาท จิตจึงสามารถเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาได้ สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ใช่ตา ตาก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา และจิตที่เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตาและไม่ใช่ตาด้วย ทั้งหมดเป็นธรรม ซึ่งทั้ง ๓ อย่างถ้าจะพิจารณาก็จะเข้าใจได้ว่า สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นธรรมที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย จึงเป็นรูปธรรม ตาคือจักขุปสาทก็เห็นไม่ได้ แต่สามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น กระทบเสียงก็ไม่ได้ กระทบกลิ่นก็ไม่ได้
จักขุปสาทหรือรูปชนิดนี้มีจริง แม้ว่ามองไม่เห็น แต่โดยสภาวธรรมก็คือเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง นี่คือภาษาไทยก่อนที่จะไปถึงคำว่า อายตนะในภาษาบาลี ความหมายเดียวกันแต่ภาษาที่ใช้ต่างกัน เพื่อที่จะให้คนที่ใช้ภาษาไทยได้เข้าใจความจริงของสภาพธรรมก่อนที่จะรู้ว่า ธรรมนี้ในภาษาบาลีมีชื่อว่าอะไร เพราะฉะนั้นจักขุปสาทมี ถ้าไม่มี จิตเห็นเกิดไม่ได้ ตาบอด สีสันวัณณะจะไม่ปรากฏกับคนตาบอดเลย
ทั้งหมดนี้เป็นธรรม จิตเห็น ที่เรากล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้ว่าเราเข้าใจคำว่าใจเพียงใด เพราะเหตุว่ากล่าวโดยปรมัตถธรรม สภาพธรรมต่างกันเป็น ๒ อย่าง แม้ว่าจะหลากหลายมาก รูปก็ไม่ใช่มีแต่เฉพาะที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น ยังมีรูปอื่นๆ ด้วย สำหรับสภาพธรรมที่เป็นสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้วเป็นสภาพรู้ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด จะเกิดขึ้นแล้วไม่รู้อะไรเลยไม่ได้ สภาพนั้นเป็นนามธรรม ซึ่งไม่มีรูปร่างสัณฐานใดเลย นามธรรมกับรูปธรรมแยกกันโดยเด็ดขาด โดยสิ้นเชิง
รูปธรรมเป็นรูปธรรม นามธรรมเป็นนามธรรม แต่ว่าความต่างกันคือ นามธรรมเป็นสภาพธรรมที่เกิดแล้วเป็นสภาพรู้ เช่นในขณะนี้ คนเป็นกับคนตายต่างกันที่ว่า แม้คนตายก็มีรูป แต่คนตายไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้คิดนึก เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่ไม่ใช่รูปธรรม แต่เป็นสภาพรู้ ทั้งหมดเป็นนามธรรมซึ่งมี ๒ อย่าง สภาพนามธรรมที่เกิดจะมีลักษณะที่ต่างกันเป็นจิตประเภทหนึ่ง และเป็นเจตสิกอีกประเภทหนึ่ง จิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เวลาที่ได้กลิ่น กลิ่นหลากหลาย กลิ่นน้ำหอมมีหลายอย่าง ใครรู้ว่าหลายอย่าง ถ้าไม่มีการได้กลิ่นที่ต่างกัน ดังนั้น สภาพที่สามารถรู้ความต่างของกลิ่นเป็นจิต แต่ความชอบหรือความไม่ชอบที่เกิดเมื่อได้กลิ่นนั้นเป็นเจตสิก
จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะที่ต่างๆ กันของสิ่งที่กำลังปรากฏ จะใช้คำว่าใจในภาษาไทย หรือจะใช้คำว่าจิต แต่ต้องเข้าใจความหมายด้วยว่า จิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ ขณะนี้ที่กำลังเห็นเป็นจิต เพราะว่าสามารถที่จะเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะที่ได้ยินเสียง เสียงเป็นสภาพที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เสียงเป็นรูปธรรม โสตปสาท มี สามารถกระทบเสียง ถ้าใครไม่มีโสตปสาท เสียงก็ไม่ปรากฏกับคนนั้นเลย ที่เราใช้คำว่าหูหนวก หรือตาบอด เพราะไม่มีรูปที่สามารถกระทบกับสีและเสียง จึงไม่มีการเห็นและไม่มีการได้ยิน แต่มีจิตอื่น มีจิตคิดนึก แล้วมีจิตที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ถ้าถามก็บอกได้ว่าเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง นั่นคือสภาพจิตที่สามารถจะรู้สิ่งที่กระทบทางกายได้
ด้วยเหตุนี้ นามธรรมที่เกิดขึ้นที่เราเข้าใจว่า เป็นเราตั้งแต่เกิดจนตาย แท้ที่จริงไม่มี มีแต่ปรมัตถธรรมที่เกิด ถ้าปรมัตถธรรมไม่เกิด อะไรก็ไม่มี คนก็ไม่มี สัตว์ก็ไม่มี สิ่งใดๆ ในโลกก็ไม่มี แต่เพราะมีปรมัตถธรรมซึ่งเป็นธาตุ ถ้าใช้คำว่าธาตุคือ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย ธาตุทางวิชาการทางโลกก็เป็นไปตามความคิดนึก ความทรงจำ แต่ว่าธาตุในพระพุทธศาสนาหมายความถึงลักษณะของสิ่งที่มีจริง ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เช่น นามธรรมได้แก่ จิตและเจตสิก
เจตสิกคือสภาพธรรมที่เกิดกับจิต ไม่เกิดที่อื่นเลย เกิดพร้อมจิตด้วย จะมีแต่จิตเกิดโดยไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้เลย ขณะใดก็ตามที่จิตเกิด ต้องมีนามธรรมอีกประเภทหนึ่ง เป็นสังขารปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จิตกับเจตสิกแยกกันไม่ได้ เมื่อมีจิตก็ต้องมีเจตสิก เมื่อมีเจตสิกก็ต้องมีจิต แต่จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620